บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

รื่นฤทัย สัจจพันธุ์

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11

11

เลียดก๊ก มีอิทธิพลต่อเรื่องพระอภัยมณีดังนี้

นางวาลี นางวาลีในเรื่องพระอภัยมณีมีลักษณะคล้ายนางจงลี่ฉุนในเรื่องเลียดก๊กทั้งรูปร่างหน้าตา อุปนิสัย และสติปัญญา เรื่องเลียดก๊กบรรยายถึงนางจงลี่ฉุนว่า “นางจงลี่ฉุนคนนี้ มีสติปัญญาเฉียบแหลมนัก แต่รูปร่างนั้นพิกล จักษุกลม จมูกยาว หน้าผากใหญ่ คอสั้น เท้าโต มือโต นิ้วมือนั้นยาว ทั้งสูง ทั้งใหญ่ สีตัวดำ เหมือนทาหมึก นุ่งกางเกงใส่เสื้อขาด” สุนทรภู่บรรยายว่านางวาลีเป็นคนรูปชั่วตัวดำอัปลักษณ์แต่มีวิชาความรู้ ดังกล่าวว่า

อยู่ภายหลังยังมีสตรีหนึ่ง อายุถึงสามสิบสี่ไม่มีผัว
ชื่อวาลีสีเนื้อนั้นคร่ำมัว รูปก็ชั่วชายไม่อาลัยแล
ทั้งกายาหางามไม่พบเห็น หน้าก็เป็นรอยฝีมีแต่แผล
เป็นกำพร้ามาแต่หล่อนยังอ่อนแอ ได้พึ่งแต่ตายายอยู่ปลายนา
เป็นเชื้อพราหมณ์ความรู้ของผู้เฒ่า แต่ก่อนเก่าบูราณนานหนักหนา
เป็นมรดกตกต่อต่อกันมา นางอุตส่าห์เรียนเล่าจนเข้าใจ
รู้ฤกษ์ผาดินฟ้าสำแดงเหตุ ทั้งไตรเภทพิธีคัมภีร์ไสย
ครั้นเจนแจ้งแกล้งเอาเข้าเผาไฟ มิให้ใครพบปะพระคัมภีร์

นางวาลีเหมือนนางจงลี่ฉุนที่มีความทะเยอทะยาน นางจงลี่ฉุนเสนอตัวเป็นภรรยาหลวงของอุยอ๋องข้อเสนอของนางได้รับการเย้ยหยัน แต่นางแสดงปัญญาชาญฉลาดโดยชี้จุดบกพร่องของอุยอ๋องซึ่งเป็นเจ้าเมืองและเสนอแนะวิธีแก้ไขข้อบกพร่อง คำพูดของนางจงลี่ฉุนแม้จะแทงใจดำ แต่อุยอ๋องยอมรับว่านางฉลาด จึงรับไว้ใช้ราชการ เรื่องราวของนางวาลีก็ไม่แตกต่างไปจากนางจงลี่ฉุนนัก นางขอเข้าเฝ้าพระอภัยมณีเพื่อถวายตัวรับราชการและขอเป็นมเหสี นางวาลีได้รับเสียงหัวเราะเยาะหยันเช่นกัน เมื่อนางแสดงตนว่ามีความรู้ พระอภัยทดสอบความรู้เรื่องการศึกจนพอใจ แต่ทัดทานเรื่องที่นางขอเป็นมเหสีเพราะนางมีรูปไม่งาม นางวาลีกราบทูลอย่างหลักแหลมว่า

นางทูลว่าที่น้องนี้รูปชั่ว ก็รู้ตัวมั่นคงไม่สงสัย
แต่แสนงามความรู้อยู่ในใจ เหมือนเพชรไพฑูรย์ฝ้าไม่ราคี
แล้วหมายว่าฝ่าพระบาทก็มีห้าม ล้วนนางงามเคยประณตบทศรี
แต่หญิงมีวิชาเช่นข้านี้ ยังไม่มีไม่เคยเลยทั้งนั้น
จึงอุตส่าห์มายอมน้อมประณต ให้พระยศใหญ่ยิ่งทุกสิ่งสรรพ์
บรรดาผู้วิชาสารพัน จะหมายมั่นพึ่งพาบารมี
แม้ทรงศักดิ์รักโฉมประโลมสวาท ไม่เลี้ยงปราชญ์ไว้บำรุงซึ่งกรุงศรี
ก็ผิดอย่างทางทำเนียบประเวณี เห็นคนดีจะไม่มาสามิภักดิ์
ขอพระองค์ทรงตรึกให้ลึกซึ้ง เป็นที่พึ่งแผ่ไปทั้งไตรจักร
อันรูปหญิงพริ้งเพริศล้ำเลิศลักษณ์ ดีแต่รักรอนราญการโลกีย์

พระอภัยมณีฟังนางวาลีพูดจาหลักแหลมทั้งล่อทั้งชนอย่างนี้ จึงยอมรับนางเป็นชายา แต่เนื่องจากนางยังไม่ได้แสดงความสามารถแต่อย่างใด จึงตั้งให้เป็นนางสนมไปก่อน นางวาลีพิสูจน์ผลงานให้เห็นว่าเก่งสมกับที่คุยไว้ ด้วยการออกอุบายให้นางสุวรรณมาลียอมอภิเษกกับพระอภัย และช่วยทำศึกเมืองลังกาที่ยกมาตีเมืองผลึก ทำให้เจ้าลังกาบาดเจ็บและจับตัวอุศเรนได้ นางวาลีเห็นการณ์ไกลว่าหากปล่อยตัวอุศเรนไปตามประสงค์ของพระอภัย อุศเรนจะเป็นภัยแก่เมืองผลึกในภายหน้า นางจึงใช้วาจาประหัตประหารจิตใจของอุศเรนจนสิ้นใจตาย แต่นางวาลีก็ต้องจบชีวิตลงด้วยปีศาจอุศเรนเข้าสิง

ดินถนัน เป็นของวิเศษที่เป็นยาอายุวัฒนะ สุนทรภู่น่าจะได้ความคิดมาจากเรื่องเลียดก๊ก ดินถนันหรือนมพระธรณี เป็นของวิเศษที่นางละเวงพบระหว่างหนีพระอภัย สุนทรภู่บรรยายลักษณะและรสชาติของดินถนันไว้ว่า

พอได้ยินดินลั่นเสียงครั่นครื้น สะเทือนพื้นภูผาป่าระหง
ประเดี๋ยวหนึ่งตึงสะดุ้งดังผลุงลง กลิ้งอยู่ตรงหน้าเท่าน้ำเต้าทอง
เหลืองอร่ามงามงอมหอมระรื่น ดูสดชื่นชูสีไม่มีสอง
สงสัยนักชักมีดออกกรีดลอง ขาดเป็นสองซีกไส้ข้างในแดง
นางชิมดูรู้ว่าโอชารส เหลือกำหนดในมนุษย์สุดแสวง
ทั้งหอมหวานซ่านเสียวมีเรี่ยวแรง ที่ศอแห้งหิวหายสบายบาน

เทพารักษ์ซึ่งพระอิศวรสาปให้กายขาดครึ่งท่อน ให้อยู่เฝ้าเขาอังกาศมาขอแบ่งดินถนันจากนางละเวงวัณฬากินให้พ้นคำสาป และเล่าความเป็นมาพร้อมทั้งสรรพคุณของดินถนันให้นางละเวงฟังว่า
ลูกนั้นหรือชื่อว่านมพระธรณี ถึงพันปีผุดขึ้นเหมือนปืนดัง

ฝูงสัตว์ไพรได้ยินทั้งกลิ่นหอม มาพรั่งพร้อมหมายจะกินถวิลหวัง
ด้วยหวานเย็นเห็นประเสริฐเลิศกำลัง กำจัดทั้งโรคาไม่ราคี
อายุยืนชื่นชุ่มเป็นหนุ่มสาว ผิวนั้นราวกับทองละอองศรี
ถึงแก่เฒ่าเข้าเรือนสามร้อยปี ก็ไม่มีมัวหมองละอองนวล
ทั้งเนื้อหอมกล่อมกลิ่นระรินรื่น เป็นที่ชื่นเชยบุรุษสุดสงวน


สรรพคุณต่าง ๆ ของดินถนันว่าเป็นยาอายุวัฒนะอาจเกิดจากจินตนาการของ สุนทรภู่เอง เพราะเป็นสิ่งที่สุนทรภู่ประสงค์จะได้มาก ดังปรากฏในนิราศหลายเรื่องว่าสุนทรภู่แต่งเมื่อเดินทางไปตามหายาอายุวัฒนะ แต่ในเรื่องเลียดก๊ก กล่าวถึงผลไม้ชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้ายดินถนันมาก สุนทรภู่อาจจะได้ความคิดจากวรรณคดีจีนเรื่องนี้ด้วย เลียดก๊กมีความตอนหนึ่งว่า

“กษัตริย์เมืองฌ้อองค์หนึ่งนามว่า ฌ้อเจียวอ๋องได้แล่นสำเภาไปในทะเลพร้อมกับขุนนาง ได้พบของสิ่งหนึ่งลอยน้ำมา สีแดงกลมใหญ่ จึงให้คนลงไปเก็บยกขึ้นมาบนสำเภา และพระเจ้าฌ้อเจียวอ๋องถามใครดูก็ไม่มีใครทราบว่าคืออะไร จึงเอากระบี่ผ่าออกเป็น 2 ซีก เนื้อในแดงดั่งผลแตงโมจึงเชือดออกชิมดู มีรสหวานหาที่สุดไม่ แล้วตัดแจกบรรดาขุนนางกินกันทุกคน ซึ่งเมื่อเดินทางไปถึงบ้านเมืองแล้ว พระเจ้าฌ้อเจียวอ๋องให้คนไปถามขงจู๊ดูว่าผลไม้คืออะไร ขงจู๊ตอบว่า ผลนี้เรียกว่า “ผลภูสิทธิ์” เกิดแต่ในน้ำไม่มีต้นไม่มีรากเหมือนต้นไม้ทั้งปวง ต่อเมื่ออายุถึงพันปีจะมีขนาดโตเท่านี้ ใครได้พบได้เห็นและได้กินนับว่าเป็นผู้มีบุญเพราะเป็นของวิเศษ”

ดินถนันและผลภูสิทธิ์ต่างกันที่ดินถนันผุดขึ้นจากดิน ส่วนผลภูสิทธิ์ผุดขึ้นจากน้ำ ลักษณะเหมือนผลไม้เช่นกัน แต่ไม่มีต้นไม่มีราก รสชาติหวาน กลิ่นหอม และจะปรากฏขึ้นเมื่อมีอายุพันปี ดินถนันมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะชัดเจน แต่ผลภูสิทธิ์ซึ่งเป็นของวิเศษสำหรับผู้มีบุญ ผู้เขียนไม่ได้กล่าวไว้ว่ามีสรรพคุณอย่างไร

ตราราหู เป็นของวิเศษของนางละเวง มีลักษณะดังที่สุนทรภู่บรรยายว่า

ประการหนึ่งซึ่งตราพระราหู เป็นของคู่ขัตติยาเทวาถวาย
เป็นตราแก้วแววเวียนวิเชียรพราย แต่เช้าสายสีรุ้งดูรุ่งเรือง
ครั้นแดดแข็งแสงขาวดูพราวพร้อย ครั้นบ่ายคล้อยเคลือบสีมณีเหลือง
ครั้นค่ำช่วงดวงแดงแสงประเทือง อร่ามเรืองรัศมีเหมือนสีไฟ
แม้นเดินหนฝนตกไม่ถูกต้อง เอาไว้ห้องหับแห่งตำแหน่งไหน
ไม่หนาวร้อนอ่อนอุ่นละมุนละไม ถ้าชิงชัยแคล้วคลาดซึ่งศาสตรา
ตราราหูมีลักษณะคล้าย “หยกวิเศษ” ในเรื่องเลียดก๊ก ซึ่งบรรยายว่า

“กว้างคืบหนึ่งหนาหกนิ้วยาวศอกหนึ่ง หยกนั้นสีต่าง ๆ เวลาเช้าไปจนเที่ยงสีขาว ตั้งแต่เวลาบ่ายไปจนค่ำสีนั้นแดง แต่ค่ำไปจนเที่ยงคืนสีเขียว แต่เที่ยงคืนไปจนรุ่งสีเหลือง”

คุณวิเศษของหยกนี้คือ “ผู้ใดได้ไว้กับเรือนจะมีความเจริญ ริ้นยุงและเลือดไรแมลงวัน แต่บรรดาสัตว์จะเบียดเบียนนั้นไม่มี เพลิงก็มิได้ไหม้เรือน แล้วก็กันปีศาจและความไข้ต่าง ๆ ถ้าหน้าหนาวหยกนั้นอุ่นเหมือนหนึ่งถ่านเพลิง หน้าร้อนหยกนั้นเย็นดังน้ำ ตั้งไว้ใกล้ตัวผู้ใดก็ให้ความสุขแก่ผู้นั้น”

วรรณคดีไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมีทั้งสร้างซ่อมของเดิมฉบับอยุธยา สร้างงานชิ้นใหม่แห่งยุคสมัย และผสมผสานของเก่าและของใหม่เข้าด้วยกัน ลักษณะของความหลากหลายเหล่านี้มีอิทธิพลจากวรรณคดีต่างประเทศเป็นปัจจัยอยู่ด้วย จะเห็นได้ว่าวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมของประเทศต่าง ๆ ทางตะวันออกหลายชาติ ทั้งอินเดีย เปอร์เซีย ชวา-มลายู มอญ และจีน การรับอิทธิพลจะมีลักษณะของการนำเค้าเรื่องมาผูกขึ้นใหม่ เพราะแทบทั้งหมดเป็นวรรณคดีที่ถ่ายทอดมาโดยมุขปาฐะ อย่างเช่น รามเกียรติ์ อิเหนา ดาหลัง กฤษณาสอนน้องคำฉันท์ วรรณคดีบางเรื่องได้อิทธิพลจากหลายแหล่งก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากต้นฉบับเดิม เช่นเรื่องรามเกียรติ์ แม้วรรณคดีที่แปลจากพงศาวดารมอญและนิยายจีนก็มิได้แปลตามภาษาต้นฉบับทั้งหมด ดังนั้น กล่าวได้ว่ากวีไทยได้ตัด เติม ปรับเปลี่ยน และ “ปรุง” วรรณคดีที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศให้เป็นไปตามขนบนิยมทางวรรณศิลป์ของไทย ให้สอดคล้องกับรสนิยมของคนไทยและส่งเสริมหรือไม่ขัดต่อค่านิยมของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันอันเป็นที่นับถือ คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนานาประเทศทางตะวันออกตั้งแต่สมัยอยุธยา และสืบต่อจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทำให้วัฒนธรรมทางภาษาและวรรณคดีจากนานาประเทศตะวันออกไหลเวียนปะทะสังสรรค์อยู่ในบริบทของวรรณคดีไทย นิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี ของ สุนทรภู่ เป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงให้เห็นความเป็นสหบท (intertexuality) ในวรรณคดีไทย เพราะกวีได้แรงบันดาลใจจากเนื้อหาและตัวละครจากวรรณคดีต่างประเทศหลายชาติหลายเรื่อง แล้วนำมาสร้างสรรค์ใหม่ด้วยจินตนาการของตน ทำให้เกิดวรรณคดีที่มีความแปลกต่างไปจากวรรณคดีร่วมสมัยเดียวกัน ดังนั้น วรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นจึงมีลักษณะเด่นและมีความสำคัญอย่างยิ่งในวงวรรณคดีศึกษา

บรรณานุกรม

<<< ย้อนกลับ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook