บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

 ปรัชญาตะวันตกยุคโบราณ

ปรัชญาสมัยรุ่งเรือง
(ประมาณ ศตวรรษที่ 4 ก.ค.ศ.)

ปรัชญาเอกในยุคโบราณนี้มี 3 ท่านคือ โซคราตีส ปลาโต้ และอาริสโตเติ้ล ยุคนี้มีปัญหาใหม่ว่า เรื่องสมรรถภาพของจิตของเราว่า จะรู้จริงได้หรือไม่ จะรู้ได้อย่างไร เอามาตรการอะไรมาตัดสินว่า ความรู้นี้จริง กล่าวคือเกิดปัญหาทางปรัชญานั่นเอง

นักปรัชญากลุ่มหนึ่ง คือกลุ่มโซฟิสต์ กลุ่มโปรตาโกรัส ทั้ง 2 กลุ่มมนี้มีความเห็นไม่ตรงกัน ต่างคนต่างมีเหตุผลสนับสนุน เช่นในเรื่องปฐมธาตุ ดังนั้นสังเกตได้ว่าใครนิยมความคิดของผู้ใดก็ว่าความคิดและเหตุผลของผู้นั้นถูก ส่วนของคนอื่นผิดหมด

โซคราเต็ส (Socrates ก.ค.ศ. 470– 399)

ท่านเล็งเห็นว่าถ้าปล่อยให้ลัทธิโซฟิสต์แพร่หลายคนเราจะไม่มีจุดยึดเหนี่ยว ถ้าไม่มีมาตรการตายตัว ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ และต่อไปในภายหน้าคนเหล่านั้นก็จะถือโอกาสกดขี่ผู้อื่นให้อยู่ใต้อำนาจตนตามสบาย คนที่ฉลาดก็จะเอาเปรียบคนโง่ ทุกคนจะแข่งขันกันคุมอำนาจอย่างไร้ความรับผิดชอบ ดังนั้นท่านจึงสนทนาฟังความคิดเห็นแล้วหาทางเปลี่ยนแนวความคิดที่ผิดของบุคคลเหล่านั้น ด้วยความที่ท่านเป็นคนที่มีความสุขุมรอบคอบและเจ้าปัญญา จึงทำให้ตัวของท่านเป็นคนที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา

โซคราเต็สมีความคิดว่า ความจริงและความดีจะต้องมีมาตรการแน่นอนตายตัวสำหรับมนุษย์ จิตของมนุษย์นั้นสามารถจะความจริงและความดีได้ แต่เพราะมนุษย์ทุกคนมีกิเลสทำให้จิตปั่นปวน จึงมีการตัดสินใจผิดเพี้ยนกันไปแล้วแต่กิเลสจะพาโน้มไปทางไหน ดังนั้นบุคคลใดอยากคิดให้ถูกเป็นความจริงและความดีมาตรฐาน ต้องพยายามขจัดกิเลสและทำปัสนา จึงจะเห้นความจริงได้ตรงกัน ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า “ความรู้ที่ได้ในขณะปัสนาย่อมไม่มีกิเลส” ภายหลังท่านได้ถูกประหารชีวิตโดยการดื่มยาพิษ โดยรัฐกล่าวหาท่านว่ายุยงงให้คนหนุ่มกระด้างกระเดื่อง

 

ปลาโต้ (Plato ก.ค.ศ.. 428–347)

เป็นศิษย์คนสำคัญของโซคราเต็ส คิดว่าการถกเถียงปัญหากับประชาชนนั้นย่อมเป็นภัยกับตนเอง และอาจจะลงเอยเหมือนอาจารย์ของท่าน ทฤษฎีของท่านตรงกับอาจารย์ที่ว่า ความจริงและความดีต้องมีมาตรการตายตัวสำหรับทุกคน และเห็นด้วยว่าการขจัดกิเลสและทำปัสนาาเป็นทางนำไปสู่ความรู้จริง นอกจากนี้ปลาโต้ยังมีความคิดเห็นอีกว่า ทำไมเมื่อต่างคนต่างทำปัสนาอย่างไร้กิเลสแล้วจะพบความจริงได้ตรงกัน ปลาโต้เห็นปัญหานี้เพราะสังเกตเห็นว่าช่างแกะสลักฝีมือดี ลงมือแกะสลักหินอ่อนขนาดเดียวกันและเหมือนกัน จะแกะสลักได้รูปต่างกัน ปลาโต้จึงตั้งทฤษฎีแบบ (Theory of Forms) ขึ้น โดยสอนว่ามนุษย์เรามีวิญญาณอมตะ ก่อนจะจุติลงมาในโลก วิญญาณของเราสถิตอยู่ในโลกแห่งจิตหรือโลกแห่งมโนคติ ในโลกนั้นไม่มีสสาร ไม่มีวัตถุแห่งผัสสะ มีแต่มโนคติเท่านั้น มโนคติได้แก่สิ่งสากลทั้งหลายและกฏเกณฑ์สากลต่าง ๆ เช่น มีสุนัขอยู่ตัวหนึ่ง ไม่ใช่สุนัขไทย ไม่ใช่สสุนัขจู ไม่ใช่สุนัขอัลเซเชียน แต่เป็นสุนัชสากลล ซึ่งเป็นแบบของงสุนัขทุกตัวที่เกิดมาในโลกแห่งผัสสะ มีต้นไม้อยู่ต้นหนึ่งเป็นต้นไม้สากล ซึ่งเป็นแบบของตนไม้ทุกต้นในโลกแห่งผัสสะเช่นนี้เรื่อยไปสำหรับสิ่งสากลทุกอย่าง นอกนั้นยังเป็นที่รวมของกฏเกณฑ์สากลต่าง ๆ ด้วย เช่น กฏคณิตศาสตร์ กฏตรรกศาสตร์ สูตรต่าง ๆ กฏความประพฤติ ฯลฯ ต่างก็มีอยู่ในโลกแห่งมโนคติครบถ้วน สิ่งสากลมีความสมบูรณ์ครบถ้วนและคงอยู่ถาวร ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงและสิ่งเฉพาะหน่วย (particulars) ในโลกแห่งผัสสะของเรานี้ล้วนแต่เลียนแบบสิ่งสากลในโลกแห่งมโนคติทั้งสิ้น สิ่งเฉพาะหน่วยนั้นมีความบกพร่องไม่มากก็น้อย แล้วแต่จะเลียนแบบมาดีเพียงใด ทั้งยังเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตั้งแต่เริ่มมีขึ้นจนสลายไปในที่สุด เมื่อนำมาเปรีบยเทียบกับดวงวิญญาณที่อยู่อย่างเป็นสุขในโลกแห่งมโนคติ ซึ่งทยอยกันจุติมาเกิดเป็นมนุษย์ยังโลก โดยวิญญาณถูกกักขังอยู่ในร่างกายซึ่งเป็นการขัดขวางการกระทำของวิญญาณทุกประการ ระหว่างเวลาจุติจนถึงเวลาเกิดนั้น วิญญาณต้องอยู่ในสภาพฝืนธรรมชาติของตัวเองอย่างที่สุด ปลาโต้คิดว่าวิญญาณมีอาการสิ้นสติไปชั่วคราว และเมื่อเกิดมาแล้ววิญญาณจึงค่อย ๆ มีสติฟื้นความจำที่ละน้อย เพราะเหตุนี้ถ้าเราทำปัสนาในสภาพไร้กิเลส เราจะพบความจริงอันเดียวกันคือ ความจริงสากลนิรันดรในโลกแห่งมโนคตินั่นเอง

อาริสโตเติ้ล (Aritotle ก.ค.ศ. 384–322)

ท่านเป็นศิษย์ของปลาโต้ และเห็นด้วยกับอาจารย์ตอนแรก ต่อมาได้เกิดปัญหาขึ้นมาว่า “จะอธิบายสิ่งสาากลได้โดยไม่ต้องอ้างโลกแห่งมโนคติไม่ได้หรือ” เพราะโลกแห่งมโนคติของอาจารย์เป็นเพียงสมมติฐาน ซึ่งไม่มีอะไรยืนยันว่าต้องมีจริง อาริสโตเติ้ลคิดว่าสิ่งสากลมิได้อยู่ในโลกต่างหาก แต่อยู่ในโลกแห่งผัสสะของเรา หมายถึงอยู่ในหน่วยเฉพาะทุกหน่วยคือ สิ่งสากล เรารู้ได้โดยถอดสิ่งสากล เอาาส่วนที่เหมือนกันออกมา สิ่งสาากลจึงมิได้เป็นอยู่อย่างเป็นเอกเทส แต่มันมีอยู่จริงในสิ่งเฉพาะหน่วย ดังนั้นจิตของเราสามารถถอดออกมาเป็นความรู้ได้ และสามารถรู้ได้ตรงกันหมดทุกคนด้วย แนวความคิดของอาริสโตเติ้ลนี้มีว่า คนเราจะมีกิเลสหรือไม่มีกิเลสก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เพียงแต่ใช้วิธีให้ถูกเท่านั้น ก็จะเห็นความจริงมาตรฐานได้ตรงกันทุกคน

ปรัชญาสมัยเริ่มต้น
ปรัชญาสมัยรุ่งเรือง
ปรัชญาสมัยเสื่อม
ปรัชญาตะวันตกสมัยกลาง
ปรัชญาสมัยใหม่
วิวัฒนาการปรัชญาตะวันตกสมัยปัจจุบัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook