บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

ประวัติพระพุทธศาสนาโดยสังเขป

ในการรู้จักพระพุทธศาสนา เป็นขั้นตอนดังนี้

การรู้จักพระพุทธศาสนา ขั้นแรกเรียกขั้นปริยัติ คือการเรียน ขั้นสองเรียกขั้นปฏิบัติ ขั้น สามเรียกขั้นปฏิเวธ ตามศัพท์แปลว่า ความรู้แจ้งแทงตลอด คือ ความรู้ความเห็นที่เกิดขึ้นแจ่มแจ้ง

พระพุทธศาสนา ตามศัพท์ พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตรัสรู้ ศาสนา แปลว่า คำสอน หรือคำสั่ง สอน รวมเข้าเป็นพุทธศาสนา แปลว่า คำสอน หรือคำสั่งสอนของพระผู้รู้ พระพุทธ พระผู้รู้ในคำนี้ หมายถึง ท่านผู้ตรัสรู้พระธรรมแล้วแสดงพระธรรมสั่งสอน ตั้งเป็นพระพุทธศาสนาขึ้น เป็นพระ ศาสดาผู้สั่งสอนพระพุทธศาสนา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของเราทั้งหลายพระองค์ ประสูติในชมพูทวีป ในแคว้นเนปาลเมื่อก่อนพุทธกาล

ชมพูทวีปปัจจุบัน ได้แก่ ประเทศอินเดีย ปากีสถาน และเนปาลซึ่งพระพุทธศาสนาได้ถือ กำเนิดในมัชฌิมชนบท คือ ภูมิประเทศส่วนกลางของชมพูทวีป เมื่อก่อนพุทธศก 80 ปี ศาสดาเอก ของโลก ได้ประสูติที่อุทยานลุมพินีวัน ตั้งอยู่ระหว่างนครกบิลพัสดุ์ กับนครเทวทหะ เมื่อวันเพ็ญ (บุรณมี) เดือนหก (เวสาขะ) ซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กับพระนางสิริมหามายา แห่งกรุง กบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ เป็นราชกุมาร ในศากยราชตระกูลโคตมโคตร เป็นองค์รัชทายาท พระราช กุมาร ทรงมีพระรูปลักษณะงามสง่า ต้องด้วยมหาบุรุษลักษณะ ตามตำรับของพราหมณ์ ซึ่งมีทำนาย ไว้ว่า มหาบุรุษนี้ถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิราชพระราชาเอกในโลก ถ้าทรงออกผนวช จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระศาสดาเอกในโลก เมื่อประสูติได้ 5 วัน พระราช บิดาได้ประกอบพระราชพิธีขนานพระนามพระราชกุมารว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า “ผู้สำเร็จประโยชน์ ที่ประสงค์” เมื่อประสูติได้ 7 วัน พระนางสิริมหามายา พระมารดาก็สิ้นพระชนม์ พระเจ้าสุทโธทนะ จึงทรงมอบพระราชโอรสแก่พระนางมหาปชาบดีโคตมี เป็นพระมาตุจฉา (น้าเป็นพระน้องนางของ พระนางสิริมหามายา) บำรุงเลี้ยงต่อมาเป็นอย่างดี แม้ในเวลาต่อมาทรงมีพระราชบุตร ทรงพระนาม ว่า “นันทะ” และพระราชบุตรีทรงพระนามว่า “สูปนันทา” ก็ทรงทำนุบำรุงไม่ยิ่งกว่า พระสิทธัตถะ จึงทรงได้รับการทะนุทะถนอมบำรุงเลี้ยงอย่างดียิ่ง เมื่อมีพระชนมายุได้ 7 ปี พระราชบิดาตรัสให้ ขุดสระโบกขรณี 3 สระ ในพระราชนิเวศน์ตกแต่งให้เป็นที่เล่นสำราญพระหฤทัย และจัดประทาน เครื่องเล่น เครื่องทรง เครื่องประดับตกแต่ง มีผู้คอยปฏิบัติทะนุถนอมระแวดระวังทุกเวลา เมื่อเจริญ วัยทรงศึกษาศิลปวิทยาในสำนักของครูวิศวามิตร เจ้าชายสิทธัตถะทรงเรียนได้ว่องไวจนสิ้นความรู้ ของอาจารย์ แสดงให้ปรากฏในที่ประชุมเป็นที่ยอมรับว่า ทรงมีความรู้ความสามารถอย่างยอดเยี่ยม เมื่อพระชนม์ได้ 16 ปี พระราชบิดาโปรดให้สร้างปราสาท 3 หลังได้แก่ ปราสาทฤดูร้อน ปราสาท ฤดูฝนและปราสาทฤดูหนาว ต่อมาได้ไปขอพระราชบุตรี ของพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งนครเทวทหะมีพระนามว่า “ยโสธรา” หรือ “พิมพา” ซึ่งประสูติจากพระนางอมิตา พระกนิฏฐภคินีของพระเจ้า สุทโธทนะ มาอภิเษกเป็นพระชายา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสวยสุขสมบัติตามฆราวาสวิสัยบริบูรณ์ ตลอดมาจนมีพระชนมายุได้ 29 ปี พระองค์ทรงทราบข่าวว่าพระมเหสี ประสูติพระโอรส จึงรำพึง ด้วยความเบื่อหน่ายว่า “ราหุลํชาตํ พนฺธนํ ชาตํ” หมายความว่า บ่วงและเครื่องผูกพันได้เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นพระโอรสจึงได้พระนามว่า “ ราหุล ” พระสิทธัตถะทรงมีความสุขสมบูรณ์เป็นตัวอย่างของผู้ ครองเรือนทั่วไป มีความเรียบร้อยสงบสุขในครอบครัวด้วยทุกฝ่ายต่างปฏิบัติชอบในหน้าที่ต่อกัน สมัครสมานกัน พระองค์ทรงพอใจรักในการแสวงหาความรู้ความจริง พร้อมทั้งพอใจรักในความดี ความบริสุทธิ์ และในสรรพสัตว์ด้วยเมตตากรุณาไม่ทรงลุ่มหลงในเครื่องอภิรมย์ต่าง ๆ อย่างงมงาย

 

เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 ได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ในระหว่างทางเมื่อ เสด็จประภาส พระราชอุทยาน 4 ครั้งโดยลำดับพระองค์ทรงสังเวชพระหฤทัยเพราะ ได้ทอดพระ เนตรเห็น 3 เทวทูตข้างต้น ทรงพอพระหฤทัยในบรรพชา เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะ จนถึง น้อมพระหฤทัยจะเสด็จออกบรรพชาทรงปรารถเห็นประโยชน์ของการบรรพชาตัดพระหฤทัยรัก ในพระชายา และพระโอรสซึ่งประสูติใหม่ ตลอดจนบุคคล และวัตถุที่รักทั้งปวง แล้วเสด็จออกผนวช เมื่อพระชนมายุได้ 29 ปี ด้วยพระหฤทัยมุ่งมั่นจะได้โมกขธรรม อันเป็นประโยชน์ยิ่งใหญ่แก่โลก เที่ยวจาริกไปแต่พระองค์เดียวแวดล้อมไปด้วย ต้นไม้ ภูเขา และสัตว์ป่านานาชนิด ต้องเสด็จด้วย พระบาท เคยมีผู้ตั้งเครื่องเสวยถวายบริบูรณ์ก็ต้องเสด็จภิกขาจาร ได้อาหารพอเสวยบ้างไม่พอบ้าง ตามแต่เขาจะถวาย แต่พระองค์ไม่ทรงย่อท้อ ทรงปฏิบัติแสวงหาทางโมกขธรรมเรื่อยไป โดยเสด็จ ไปสู่สำนักของดาบส 2 ท่านคือ อาฬารดาบส กาลามโคตร และ อุททกดาบส รามบุตร ศึกษาจนสิ้น ความรู้ของอาจารย์ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงเสด็จหลีกออกไปปฏิบัติในทางทรมานพระวรกาย ให้ลำบาก ซึ่งเรียกกันว่า “ ทุกรกิริยา ” โดยลำพังพระองค์ จนถึงขั้นยิ่งยวดอย่างที่สุด ไม่มีโยคีอื่น จะทำให้เกินขึ้นไปกว่าได้แล้ว ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงทรงเลิก ทรงบำรุงพระวรกายให้กลับ มีพระกำลังขึ้นแล้วทรงเริ่มปฏิบัติทางจิต เข้าถึงอริยมรรคมีองค์ 8 จึงได้ตรัสรู้ธรรม อริยสัจ 4 ณ ควง (บริเวณ)โพธิพฤกษ์ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ในวันเพ็ญ เดือน 6 เมื่อมีพระชนมายุ 35 ปี เมื่อตรัสรู้แล้วได้พระนามว่า “ พุทธะ ” “ ผู้ตรัสรู้ ” เรียกกันว่า “ พระพุทธเจ้า ”

เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นมหาบุรุษโพธิสัตว์ ทรงมีความคิดสูงก้าวล่วงสามัญชน สิ่งที่คน ธรรมดาได้ยินได้เห็นแล้วไม่คิดก็ทรงคิดและคิดจนพบเหตุผล คิดจนไม่ติดในเหตุผล มองเห็นทุกข์ หรืออุปสรรคอันตรายต่าง ๆ ก็ไม่ยอมอับจนพ่ายแพ้ เพราะต้องมีสิ่งที่แก้กันได้อย่างแน่นอน จึงต้อง พยายามหาสิ่งที่อาจแก้กันได้นั้นให้ได้ ผู้ประสบความสำเร็จทุกคน ในกิจการทุกอย่างไม่ว่าเล็กหรือ ใหญ่ก็เพราะมองเห็นเหตุผล เมื่อพบอุปสรรคก็พยายามแก้ไขจนสำเร็จในการแก้ไข หรือปฏิบัติเพื่อ ให้สำเร็จประโยชน์จำต้องมีการเสียสละ การเสียสละที่ถูกต้อง หมายถึง เสียสละสุขส่วนน้อยเพื่อสุข ที่ไพบูลย์ เช่น สละสุขเฉพาะตนเพื่อสุขโดยส่วนรวม หรือสละดังที่ท่านแนะนำไว้ว่า “พึงสละทรัพย์ เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละทั้งทรัพย์ทั้งอวัยวะตลอดถึงชีวิต เพื่อรักษา ธรรม ” ในประการสุดท้ายนี้ พระโพธิสัตว์เป็นตัวอย่างเพราะในเย็นวันตรัสรู้ เมื่อประทับนั่งลงบนฟ่อนหญ้าคาที่ทรงเกลี่ยเป็นที่ประทับนั่ง ณ ภายใต้โพธิพฤกษ์ แล้วก็ได้ทรงตั้งพระหฤทัยแน่วแน่เด็ดเดี่ยวความว่า“เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตามทียังไม่บรรลุถึงธรรมธรรมเพียงใด ก็จักไม่ลุกขึ้นเพียงนั้น” จึงชื่อว่าได้ทรงยอมสละทุกอย่างเพื่อธรรม ข้อนี้เป็นตัวอย่าง

ของบุคคลไม่มุ่งสุขประโยชน์เฉพาะตนเท่านั้น ย่อมเสียสละประโยชน์สุขส่วนน้อยเพื่อส่วนใหญ่ คนที่สามารถทำคุณประโยชน์แก่หมู่ชน ก็เพราะสามารถสละเพื่อหมู่ชน ถ้าไม่สามารถสละก็ไม่สามารถสร้างคุณประโยชน์อะไรได้เลย โดยยึดธรรมเป็นหลัก พระองค์ทรงดำริเพื่อแสดงธรรมโปรดชาวโลก ได้ทรงอธิษฐานพระหฤทัยว่าจะดำรงพระชนม์อยู่จนกว่าจะตั้งพระพุทธศาสนาและมีบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ลงมั่นคงสำเร็จประโยชน์แก่หมู่ชนทุกเหล่า จึงเสด็จจาริกไปในแว่นแคว้น จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านนั้น ๆ ทรงแสดงธรรมสั่งสอน “เวไนย” (ผู้ควรแนะนำสั่งสอน) ให้ได้รับประโยชน์อย่างสูงบ้าง อย่างกลางบ้าง อย่างต่ำบ้าง ไม่เลือกชาติ ชั้น วรรณะ ยากดีมีจน ทรงสามารถประกาศพระศาสนา มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสยอมรับนับถือ กล่าวโดยสรุป ได้ทรงบำเพ็ญพุทธจริยาบริบูรณ์ ได้แก่ โลกัตถจริยา คือ ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่มหาชนที่นับว่าเป็นสัตว์โลกทั่วไป ญาตัตถจริยา คือทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่พระญาติ เสด็จไปห้ามพระญาติฝ่ายศากยะ และโกสิยะผู้วิวาทรบกันด้วยเหตุแย้งกันทำนา พุทธัตถจริยา คือ ทรงประพฤติประโยชน์โดยฐานะเป็นพระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรม บัญญัติพระวินัย ประดิษฐานพระพุทธศาสนาและบริษัท 4 ให้ยั่งยืนสืบมา เมื่อสำเร็จดังที่ได้ทรงอธิษฐานพระหฤทัยไว้แล้ว จึงทรงปลงอายุสังขาร กำหนดพระหฤทัยว่าจะปรินิพพาน แม้เช่นนั้นก็ได้เสร็จจาริกโปรดมหาชนต่อไป จนถึงวันเพ็ญเดือนหกก่อนพุทธศก 1 ปี แม้กำลังประชวรลงพระโลหิต ก็ได้เสด็จดำเนินด้วยพระบาทต่อไปจนถึงสาลวโนทยาน เมืองกุสินารา ที่ได้กำหนดพระหฤทัยว่าจะเป็นที่ปรินิพพาน ได้เสด็จผทม (นอน) ตะแคงเบื้องขวา อันเรียกว่า สีหไสยา บนพระแท่นระหว่างไม้สาละทั้งคู่ ประทานพระโอวาท อนุศาสน์ภิกษุสงฆ์จนสิ้นสงสัยทั้งปวงแล้ว ได้ตรัสปัจฉิมพจน์ (คำสุดท้าย) ความว่า “บัดนี้ เราขอกล่าวเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” ดังนี้แล้วไม่ตรัสอีกต่อไป ทรงผทมเพ่งพระหฤทัยนิ่งสงบแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพานในราตรีวันบุรณมี(วันเพ็ญ) เดือนเวสาขะ (เดือนหก) โดยนับพระชนมายุได้ 80 ปี ทรงประกาศพระศาสนาได้ 45 ปี นับรัฐใหญ่ที่เสด็จจาริกไปประกาศพระศาสนาได้ 7 รัฐ ตรงกับที่กล่าวว่า เมื่อประสูติเสด็จดำเนินไปด้วยพระบาทได้ 7 ก้าว ปฏิปทาของพระพุทธเจ้าเป็นเนตติ (แบบแผน) ที่พึงนำไปปฏิบัติตามได้เป็นอันมากเป็นต้นว่ามีกรุณาช่วยเปลื้องทุกข์แก่ผู้อื่นตามที่สามารถ ควรมีฉลาดในอุบายคือวิธีการที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ควรปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์ควรตั้งใจว่าจะทำอะไรให้ได้สักเท่าไรในวิสัยของตนแล้วทำให้สำเร็จ ข้อสำคัญคือ ควรทำความไม่ประมาทอยู่เสมอ

กล่าวโดยสรุป พระพุทธเจ้าทรงบริบูรณ์ด้วยพระปัญญาคุณ (พระคุณคือปัญญา) พระวิสุทธิคุณ (พระคุณ คือ ความบริสุทธิ์) พระกรุณาคุณ (พระคุณ คือ กรุณา) ดังบทสวดพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า พุทฺโธ ผู้รู้จริง สุสุทฺโธ บริสุทธิ์จริง กรุณามหณฺณโว มีกรุณาจริงดังห้วงทะเลหลวง (สมเด็จพระญาณสังวร. 2522 : 1 – 18)

พระรัตนตรัย
ประวัติพระพุทธศาสนาโดยสังเขป
โครงสร้างหลักของพระพุทธศาสนาและความสำคัญของพระพุทธศาสนา
ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในฐานะศาสนาประจำชาติ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook