บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่

นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่และเสมียนมี
บันทึกการเดินทางและการอ่านเพื่อเข้าถึงเรื่องเล่าท้องถิ่น

วารุณี โอสถารมย์

ป่า

อย่างไรก็ตามนิราศสุพรรณทั้งสองเรื่องไม่ได้บันทึกปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินระหว่างพำนักในตัวเมือง สำหรับเสมียนมีเองภายใต้การอุปถัมภ์จากชาวเมืองที่มีฐานะดีคนหนึ่ง จนเขาถึงกับยกฐานะให้เป็นญาติผู้ใหญ่นั้น เขาย่อมได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากได้รับ “ทั้งบ่าวไพร่ใช้ชอบออกรอบเรือน” จนเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวเมืองอย่างกว้างขวาง จนเป็นประโยชน์ในการเดินทางไปเก็บภาษี แต่สุดเขตชุมชนเมืองที่ปลายเขตแดนซึ่งเสมียนมีระบุว่าเป็นเขต “เขาพระ ท่าช้าง นางบวช” กลับถูกเสมียนมีเขียนถึงว่าเป็นภาพป่าทุรกันดาร เมื่อเขาเดินทางถึงบางขวาก พบว่า เป็นเส้นทางที่ประสบความยากลำบากในการเรียกเก็บอากร พื้นที่เหล่านี้ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเงินตรา เขาจึงพบปัญหาการเรียกเก็บอากรได้ยากราวกับ “เหมือนแคะแค่นขอทานรำคาญใจ” และที่ดอนกระเบื้องก็พบว่าเป็น “เมืองป่า” ที่ “ใครแปลกหน้าขึ้นไปมิใคร่ได้” พื้นที่ป่าทำให้เขาหวาดกลัว “ด้วยกลัวภัยเจ็บไข้ที่ร้ายแรง” หรือในท้องที่น้ำทุ่งหลาก ทำให้ยากต่อการกำหนดเขตแดน เขายังต้องหลงทางน้ำ พายออกนอกเขตเมืองสุพรรณ เข้าไปถึงปากไห่ สภาพนอกตัวเมือง ชายป่าจึงเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเดินทางและทำงานเก็บภาษี เขาตัดสินใจขายสัมปทานอากรตัดตอนให้พวกจีนไปจัดเก็บ เสมียนมีจึงไม่ได้เดินทางต่อออกไปยังพื้นที่ชุมชนป่าเขา ในขณะที่สุนทรภู่ได้เดินทางไปถึงดินแดนชายเขตเหล่านั้น (หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 61)

ถ้าเช่นนั้นพื้นที่ป่านอกเขตเมืองสุพรรณเป็นอย่างไร สุนทรภู่เดินทางไปยังเขตดังกล่าวเพื่อเข้าป่าแสวงหา “ปรอท” เพื่อใช้เล่นแร่แปรธาตุ ทำทอง เส้นทางและภูมิทัศน์ที่เขาบรรยายไว้มีอยู่ 3 ช่วง คือ ชายป่า ป่าชั้นนอกเป็นที่อยู่ชาวกะเหรี่ยง และป่าลึกชั้นในบนเขาสูงที่อยู่ชาวละว้า ภาพลักษณ์ทั้งหมดเป็นพื้นที่แปลกใหม่ เต็มไปด้วยบรรยากาศของธรรมชาติ ลึกลับ เสี่ยงอันตรายมีทั้งความน่ากลัว ความตายและมีภาวะ 2 ระดับ คือ เหมือนจริงและเหนือจริง ที่ช่วยตอกย้ำจินตนาการผู้อ่านให้มีความตื่นเต้นท้าทาย พรั่นพรึง และสนเท่ห์ แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ในระบบความคิดความเชื่อหรือโลกทัศน์ที่ทั้งสุนทรภู่และผู้อ่านยอมรับได้

สุนทรภู่เริ่มบรรยากาศพื้นที่ชายป่าตั้งแต่เดินทางออกจากด่านขนอน เข้าเขตหมู่บ้านชายป่าอย่างบ้านไร่ บางม่วง จนถึงเขตป่า บ้านกร่าง มีสัญลักษณ์คือ ศาลปู่เจ้า ที่เป็นศาลเทพผู้พิทักษ์ไพร ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นเหตุการณ์ผจญภัยกับสัตว์ป่าอันตรายหลายประเภทในท้องที่แต่ละแห่ง ซึ่งเป็นบรรยากาศแบบเหมือนประสบการณ์จริงนั้น ถูกสอดแทรกไว้กับเรื่องเหนือจริงที่เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ลึกลับที่ปรากฏตัวตนในนิมิต ความฝัน หรือแม้แต่ภาพลวงตาที่จับต้องไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพบเสือหรืองูเหลือมบริเวณศาลปู่เจ้า ที่บังเอิญเรือคณะเดินทางติดเกยตื้น ต้องลงเข็น ทั้งที่กลัวสัตว์อันตรายเหล่านั้น แต่ในทันทีนั้นคณะเดินทาง ก็มองเห็นกลุ่มควันรูปร่างคล้ายมนุษย์นั่งบนหลังงู ทำให้สุนทรภู่ต้องตั้งเครื่องบัดพลีเซ่นปู่เจ้าพิทักษ์ป่าแถบนั้น สักครู่กลุ่มควันรูปงูก็หายไป เรือจึงแล่นต่อไปได้ วิธีเล่าแบบนี้ยังใช้ในการบรรยายภาพป่า ถึงแม้บางช่วงตอนสุนทรภู่สอดแทรกธรรมชาติที่เขาพรรณนาถึงนก ต้นไม้ ด้วยลักษณะที่เหมือนจริงและเต็มไปด้วยสุนทรียรสที่ชื่นชมความงาม แต่ป่าทั้งสองแห่งก็ยังเป็นป่าที่น่ากลัวเป็นอันตรายอย่างยิ่ง จนแม้แต่สร้างความตายให้เกิดขึ้นได้ ทั้งที่สุนทรภู่มีผู้นำทางซึ่งชำนาญพื้นที่ป่าแถบนั้นมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นกวั่งและสังบุเรที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงหรือรอดจากหมู่บ้านละว้า (สุนทรภู่ 2509 : 61-100) ผู้นำทางชาวพื้นเมืองช่วยเหลือคุ้มครองดูแลคณะเดินทางซึ่งไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในป่า ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในโลกมนุษย์ที่เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร ผูกเปลให้นอน หาอาหาร พืช ผลไม้และล่าเนื้อจากป่า อย่างไรก็ดีจากการอ่านนิราศยังพบผู้คุ้มครองคณะเดินทางอีกประเภทหนึ่ง เป็นพลังอำนาจลึกลับ ศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะเจ้าป่า อารักษ์ หรือวิญญาณอดีตกษัตริย์ สุนทรภู่พึ่งพาการคุ้มครองอำนาจนี้ด้วยความรู้ที่ใช้สื่อสารกับอำนาจเหล่านั้น คือ การทำพิธีกรรมเซ่นสรวงและการนั่งสมาธิ



การผจญภัยในป่าแม้จะมีผู้นำทางก็ยังเต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นฉากการผจญเสือ ผู้-เมีย ที่คณะเดินทางไปแย่งเนื้อที่เสือกินเหลือมาเป็นอาหาร จนตกกลางคืนเสือได้ไล่ติดตามมารบกวน ขณะนอนค้างในป่า จนพวกเขาต้องทำพิธีเซ่นไหว้ “พระไพร” ตกกลางคืนคืนนั้น พวกหนุ่มคณะเดินทาง ก็ฝันเห็นเจ้าป่ามีหน้าและปากเป็นเสือดูดุร้าย ขี่หลังแรด แผดเสียงน่ากลัว มาบอกลาก่อนหายไป หรือเมื่อเข้าเขตป่าลึกที่เรียกว่า “ป่าต้น” สองยาง สุนทรภู่ก็เล่าถึงพลังอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของ “เจ้าสองพี่น้องสองยาง” ซึ่งเป็นอารักษ์รักษาป่า ลงโทษชาวบ้านซึ่งทำร้ายแม่ตัวเองเพราะเสียสติแล้วอาละวาด ด้วยการหักคอจนตาย ด้วยความเกรงกลัวอำนาจอารักษ์สองพี่น้อง สุนทรภู่จึงขอขมาและขอความคุ้มครองด้วยการตั้งเครื่องบวงสรวงบูชา โดยมีลูกๆ ร้องเพลงขับบวงสรวงเจ้าป่า เทวสถาน อย่างถูกต้องตามแบบแผนทั้งนี้เพื่อขออนุญาตค้นหาแร่ปรอท สุนทรภู่ได้เล่าเรื่องเหนือจริงที่เป็นอำนาจอารักษ์นั้น ว่าได้บอกเส้นทางค้นหาแร่ เรื่องเล่าที่นำเอาเหตุการณ์เหมือนจริงและเหนือจริงเข้ามาอยู่ด้วยกันนี้ ดำเนินไปตลอดเส้นทางผจญภัย รวมถึงฉากผจญภัยสุดท้ายที่เป็นจุดสุดยอดของเรื่อง คือ การพบ “พระปรอท” การต่อสู้และหนีโขลงช้างป่า ตลอดจนการหาทางเปิดกรุพระเจดีย์โบราณ และนิมิตเห็นภาพกษัตริย์ในอดีตเล่าตำนานบ้านเมืองที่ถูกทิ้งร้างไปด้วยโรคห่าระบาด และการเฉลยว่าปรอทไม่ใช่เหล็กไหล และไม่สามารถนำไปเล่นแร่แปรธาตุได้จริง

นอกจากความตื่นเต้นน่ากลัวจากฉากผจญภัยสัตว์ป่านานาประเภทแล้ว สุนทรภู่ยังสร้างภาพการเผชิญหน้ากับความตายในป่าไว้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพบร่างหมอต่อ (นายพราน) นกกระเต็น นอนตายในป่าโป่งแดง ทิ้งย่ามผ้า พร้าและกระทอไว้ สุนทรภู่ได้ทำพิธีบังสุกุลให้ผู้ตาย หรือเมื่อเข้าป่าละว้า เดินทางจนพ้นดงเหล็กไหล เป็นแหล่งขมิ้น พบเตาเก่าก่อไฟทิ้งไว้ มีผ้าสบงพาดอยู่และบาตรทิ้งไว้ สุนทรภู่สันนิษฐานว่าเป็นพระสงฆ์เดินทางเข้ามาหาแร่ ถึงแก่ความตายขณะกำลังเล่นแร่แปรธาตุ (หลอมถลุงแร่) แล้วถูกแร่กินตายจนเหลือแต่สิ่งของ เขาอธิบายว่าเหล็กไหลจะมี “แม่สาร” คล้ายเหล็ก เวลาถลุงจะลุกเป็นเพลิงเหมือนกรดมีควันพิษ เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การนำเสนอภาพความตายนี้ให้ทั้งความน่ากลัว ความรู้ที่เป็นสาเหตุของการตายซึ่งเป็นการสันนิษฐานตามปรากฏการณ์จริง และปรัชญาชีวิตตามหลักพุทธศาสนาเตือนสติ ไม่ให้ลุ่มหลง พื้นที่ป่าในนิราศจึงเป็นเรื่องความน่ากลัวและยากลำบาก แม้ว่าสุนทรภู่และคณะเดินทางพยายามสร้างอารมณ์ความสนุกเพลิดเพลิน ด้วยการจำลองบรรยากาศการละเล่นที่เป็นวัฒนธรรมเมืองกรุงที่พวกเขาชื่นชอบ เช่น การเล่นบทร้องเสภา บทเจรจาโขนและการร้องละคร แต่บรรยากาศเหล่านั้นก็เป็นไปชั่วขณะ ป่ายังคงเป็นความน่ากลัวและสร้างความยากลำบากให้กับคณะเดินทาง ดังที่สุนทรภู่สรุปตอนท้ายว่า

“ เที่ยวสนุกทุกข์สนัดแท้ แต่เรา
เร่ร่อนนอนป่าเขา เค่าไม้
หลงเลี้ยวเที่ยวเดินเดา ดึกดื่น สะอื้นเอย
หาพระปรอทได้ เดือดร้อนอ่อนหู

(สุนทรภู่ 2509 : 101)

นิราศสุพรรณทั้งสองเรื่อง จึงมีโครงเรื่องที่กำหนดภูมิทัศน์การดำเนินเรื่องหรือพื้นที่ไว้ 3 ส่วนที่มีฐานะแตกต่างกันตามโลกทัศน์และความรับรู้ของกวีโดยมีกรุงเป็นพื้นที่ศูนย์กลาง แม้ว่าจะไม่ใช่ฉากสำคัญของเรื่องเล่าในนิราศ เมืองชนบทสุพรรณรกร้างที่อยู่ห่างไกลจากกรุงและต้องใช้เส้นทางที่เปลี่ยว อันตรายและน่ากลัวในการเข้าถึง พื้นที่เรื่องเล่าเมืองสุพรรณเต็มไปด้วยภาพของความร่วงโรย ล้าหลัง และผู้คนในเมืองก็ถูกทำให้เป็นภาพน่าหัวเราะ ในขณะที่พื้นที่ป่าชายเขต นอกเมืองสุพรรณ เป็นดินแดนปลายเขตพระราชอาณาจักรที่ถูกทำให้ดูน่ากลัว เป็นอันตราย และมีความตายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตามโครงเรื่องแบบนี้กวียังได้สอดแทรกข้อมูลท้องถิ่นให้แฝงอยู่ในรูปแบบคำประพันธ์จดหมายเหตุระยะทาง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลท้องถิ่นในนิราศกลับเป็นสารอีกประเภทหนึ่ง ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นต่อมา

นิราศสุพรรณ บันทึกความยากลำบากของการเดินทาง
โครงเรื่องนิราศสุพรรณ
กรุง
เส้นทางสู่เมืองสุพรรณ
เมืองสุพรรณ
ป่า
เรื่องเล่าท้องถิ่น
การผลิตและภาวะความเป็นอยู่
ด่านและศาลอารักษ์
ตำนานท้องถิ่นสุพรรณ
วัฒนธรรมชาวกรุงพบวัฒนธรรมชาวบ้าน
กลุ่มชาติพันธุ์
ไหว้พระและศรัทธาพุทธ
ไม้ ปลา นก แร่ : ธรรมชาติวิทยาในนิราศสุพรรณ
คำอธิบายเพิ่มเติม
บรรณานุกรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook