บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >>

นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่

นิราศเมืองสุพรรณของสุนทรภู่และเสมียนมี
บันทึกการเดินทางและการอ่านเพื่อเข้าถึงเรื่องเล่าท้องถิ่น

วารุณี โอสถารมย์

ไหว้พระและศรัทธาพุทธ

ทั้งสมบัติและนิธิต่างให้ข้อสรุปถึงโลกทัศน์และความคิดสุนทรภู่ และเสมียนมีในฐานะตัวแทนกระฎุมพีที่มีต่อพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เรื่องของการยึดในหลักปรมัตถ์ธรรมหรือ การแสวงหาเป้าหมายสูงสุด คือ นิพพาน หากแต่เป็นหลักการใช้ชีวิตในโลกปัจจุบันและคาดหวังผลประโยชน์ในชาตินี้ พุทธศาสนาจึงต้องมีเหตุผลที่อธิบายได้ตามแนวทางดังกล่าว และต้องไปกันได้กับอาชีพและหน้าที่การงานพุทธศาสนาของพวกเขาจึงไม่ปฏิเสธวัตถุและไม่ขัดแย้งกับความคิดในการสะสมทรัพย์และการแสวงหาความสุขสบายในโลกนี้ (สมบัติ จันทรวงศ์ 2523 : 282-284 และนิธิ เอียวศรีวงศ์ 2527 : 261-264)

ด้วยแนวคิดนี้จึงเห็นได้ว่า บันทึกนิราศทั้งสองฉบับ สุนทรภู่และเสมียนมีให้ความสำคัญกับพุทธศาสนสถานสำคัญของชาวเมืองนี้ คือ วัดป่าเลไลย์อย่างมาก ทั้งสองคนเดินทางไปนมัสการพระพุทธรูปป่าเลไลย์วัดนอกเมือง ด้วยศรัทธาที่หวังพึ่งพาอำนาจพุทธคุณ ดลบันดาลให้การปฏิบัติภารกิจอันเป็นประโยชน์ส่วนตนสำเร็จลุล่วงไปได้ ทั้งคู่แสดงความเชื่อถือศรัทธาในความงามและความมีอายุเก่าแก่โบราณ สุนทรภู่เพียงแต่พรรณนาลักษณะพุทธศิลปะขององค์พระไว้อย่างชัดเจน บอกความหมายการเป็นพระพุทธรูปปางเลไลย์ พระพักตร์ยิ้ม ประกอบด้วย ลิงและช้างแสดงท่าพุทธบูชาว่า

“ขึ้นโขดโบสถ์เก่าก้ม กราบยุคล
พระป่าเลไลย์ก็ยล อย่างยิ้ม
ยอกรหย่อนบาทบน บงกช แก้วเอย
ปลั่งเปล่งเพ่งพิศพริ้ม พระหนั้งดังองค์
เทียนธูปบุปผชาติ บูชา
นึกพระเสด็จมา ยับยั้ง
ลิงเผือกเลือกสมอพวา ถวายไว้ ใกล้แฮ
ช้างเผือกเลือกผึ้งทั้ง กิ่งไม้ไหว้ถวาย”

(สุนทรภู่ 2509 : 49)

ในขณะที่เสมียนมีเองชื่นชมความงามและความใหญ่โตขององค์พระที่สูงถึง 7 วา ในมิติ ลักษณะเดียวกับสุนทรภู่ และยังตั้งคำถามถึงอายุการสร้างและความเก่าแก่โบราณ แต่ขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงการดูแลซ่อมแซมที่ไม่ประณีตว่า “เอาปูนปิดปะพอได้การ” ทำให้มองเห็นถึงความทรุดโทรมขององค์พระพุทธรูป เขายังรู้สึกตำหนิเหล่าข้าพระ ที่มีหน้าที่บำรุงรักษาวัดแห่งนี้ แต่กลับละเลยจนถึงขั้นน่าลงโทษฐานเกียจคร้านต่อหน้าที่

“ เป็นพระนั่งปิดทองของบูราณ
เห็นนานหนักหนากว่าร้อยปี
พระพาหาขวาซ้ายทลายหัก
วงพระพักตร์ทองหมองไม่ผ่องศรี
ห้อยพระชงฆ์ลงเรียบระเบียบดี
แล้วก็มีลิงช้างข้างละตัว
ช้างหมอบม้วนงวงจ้วงจบอยู่
ลิงก็ชูรวงผึ้งขึ้นท่วมหัว
พื้นผนังหลังคาก็น่ากลัว
ฝนก็รั่วรดอาบเป็นคราบไคล
พวกข้าพระวัดนี้ก็มีอยู่
ไม่เหลียวดูพระบ้างไปข้างไหน
จนวัดวารกรื้อออกปื้อไป
ไม่มีใครถากถางจึงร้างโรย

(หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 72-73)

บันทึกสภาพและลักษณะองค์พระพุทธรูปนี้ เป็นการให้ภาพก่อนมีการบูรณะครั้งใหญ่ที่อุปถัมภ์โดยราชสำนัก ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่าสิบปีตั้งแต่ช่วงรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 4

 

การไหว้พระของกวีทั้งสองเป็นบันทึกที่แสดงถึงความเชื่อและศรัทธาต่อพุทธศาสนา มุ่งหวังเชิงประโยชน์ของการใช้ชีวิตในโลกนี้ เสมียนมีซึ่งได้ใช้เวลาพำนักอยู่ในเมืองนี้หลายเดือน ยังบันทึกภาพประเพณีงานบุญออกพรรษา ทอดกฐิน เป็นงานบุญฉลองวัดป่าประจำปี ซึ่งตรงกับวันพระแปดค่ำเดือน 12 งานนี้ไม่เป็นแต่เพียงประเพณีการไหว้พระ หากยังเป็นงานชุมนุมของชาวเมืองที่เป็นการละเล่นบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจร่วมกัน ด้วยการละเล่นเพลงเรือ ร้องเพลงแก้กัน การละเล่นเป็นช่วงเย็น เมื่อพระอาทิตย์เริ่มคล้อย แดดอ่อน ผู้คนหนุ่มสาวพายเรือ ร้องเพลงแก้กันเป็นคู่ เขาเองแม้จะชื่นชมเสียงร้องเพลงของผู้หญิงว่ามีความไพเราะรับกับดนตรีปี่พาทย์ แต่ก็อดหวนรำลึกเปรียบเทียบการเล่นเพลงเรือของตนเองและพวกพ้องชาวกรุงไม่ได้ พร้อมกับนึกถึงความสามารถในการบอกบทสักวาของตนเอง จนฝันอยากพากลุ่มเพื่อนมาเล่นสักวาที่นี่ และ “จะบอกบทบูชาวัดป่าบ้าง”

เพื่ออวดแก่ชาวเมืองนี้ ในตอนเช้าจึงเป็นการเดินทางมาไหว้พระ ชาวเมืองแต่งตัวอวดกันและจัดเครื่องบูชาลงเรือพายเข้าคลองซอยแยกเข้าวัดป่า เสมียนมีพบว่ามีเรือจำนวนมาก ต่างมุ่งหน้ามาไหว้พระ เขาบรรยายสภาพงานวัดป่าปีนั้นว่า “ทั้งหนุ่มสาวเฒ่าแก่ออกแออัด” พากันเข้าไปสักการะพระพุทธรูปที่วิหาร เล่าถึงบุญกิริยาแตกต่างกันไปของชาวเมืองในขณะไหว้พระ จนทำให้เห็นถึงเป้าหมายที่ไม่เหมือนกันของผู้คนที่เดินทางมาที่วัด เข้าถึงบทบาทวัดต่อผู้คนในชุมชน ภาพที่เขาเห็น บางพวกถือเอาวัดเป็นที่พบปะหนุ่มสาว เกี้ยวพาราสี จนเป็นเนื้อคู่กัน คู่รักบางคู่ไหว้พระปฏิมาอธิษฐานขอให้เป็นเนื้อคู่จนได้แต่งงานกัน บางคนขอให้ตนเองมียศศักดิ์สูงขึ้น ประสบความรุ่งเรืองพร้อมทั้งฐานะ อำนาจทุกชาติไป (หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 67-71) สำหรับกวีทั้งสองการมาไหว้พระป่าเลไลย์ คือ การขอให้พวกตนบรรลุผลในการทำงานและเดินทางครั้งนี้ สุนทรภู่ขอให้พ้นจากความยากจน ส่วนเสมียนมีขอให้เก็บอากรคราวนี้มีกำไร (สุนทรภู่ 2509 : 49หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 73)

ความศรัทธาพุทธศาสนาที่มองความเป็นไปได้ในโลกปัจจุบันเช่นนี้ ทำให้ทั้งเสมียนมีและสุนทรภู่มองเห็นความสำคัญของวัตถุและสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้ ในทางศาสนา ศรัทธาของพวกเขายังมีต่อการบำรุงรักษาศาสนวัตถุสถาน อันได้แก่ พระพุทธรูป โบสถ์วิหารด้วย เสมียนมีถึงกับตั้งปณิธานหากตนเองได้กำไรจากการเก็บอากรครั้งนี้ ก็จะออกเงินปฏิสังขรณ์องค์พระและอุโบสถ เพื่อสืบพุทธศาสนา สำหรับสุนทรภู่เขาได้สะท้อนศรัทธา ด้วยการบรรยายอารมณ์ความรู้สึกหดหู่เมื่อเห็นวัดหลายแห่งอยู่ในสภาพหักพังและทิ้งร้างทั้งในและนอกเมือง เช่น “วัดธรรมกูล” ที่ขอบเขื่อนริมน้ำทลาย โบสถ์พังทับพระพุทธรูป หลังคาเปิด ปล่อยให้น้ำฝนไหลเจิ่งนองพระพุทธรูป น

อกจากวัฒนธรรมแล้วเขายังบันทึกความเห็นที่มีต่อวัตรปฏิบัติของสงฆ์ชาวบ้านที่ไม่เหมาะสมตามมาตรฐานของตนเอง เมื่อเดินทางถึง “วัดเขาโพ” ตั้งอยู่ชายป่า วัดนี้ร่มรื่น จนเขามองเห็นศรัทธาผู้คนในการสร้างพระอุโบสถ จึงได้นมัสการถวายปัจจัยไทยทานแก่เจ้าอาวาสและพระในวัด แต่ภาพที่เขาเห็นวัตรปฏิบัติของพระชาวบ้าน ที่มีกิจกรรมยามว่างเฉกเช่นเดียวกับคฤหัสถ์ คือ การตั้งวงเตะตะกร้อ เมื่อหยุดเล่น ก็นุ่งหยักรั้ง ตีไก่พนันกัน เขารู้สึกเสียศรัทธา และมองเป็นเรื่องกฎแห่งกรรมในการที่พระชาวบ้านไม่ได้เคร่งครัดในศีลธรรม วันต่อมาเมื่อพระกลุ่มนี้ ถูกเสือคาบไปกิน ขณะออกไปยิงนก ที่จริงแล้วก็มีผู้วิเคราะห์การวางตัวในฐานะสงฆ์ของสุนทนภู่เองว่า แม้ขณะบวชก็ไม่ได้เป็นพระที่เคร่งครัดและอาจไม่อยู่ในครรลองศีลบางข้อทำนองเดียวกับพระชาวบ้านกลุ่มนี้ หากด้วยความคิดในการจัดลำดับฐานะพระชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ป่าและเมืองชนบทให้ด้อยกว่า ทำให้สุนทรภู่กลับรู้สึกว่าเป็นความเหลวไหลไม่อยู่ในกรอบศีลธรรมของพระชาวบ้าน และยิ่งทำให้กวีทั้งสองมีข้อสรุป การมองภาพรวมของเมืองสุพรรณว่า เป็นเมืองนอกเขตศูนย์กลางราชธานีที่แสนทุรกันดารดังที่สุนทรภู่กล่าวไว้ในตอนท้ายเรื่อง

โคลงแทนแผนที่ถุ้ง ทางสุพรรณ
เที่ยวเล่นเป็นสำคัญ เขตคุ้ง
ไร่นาป่าปลายปัจจัน ตประเทศ ทุเรศเอย
เขาทำลำธารถุ้ง ถิ่นละว้าป่าโขลง

(สุนทรภู่ 2509 : 102)

หรือ ที่เสมียนมีกล่าวไว้คล้ายคลึงกัน คือ

ภูมิประเทศเขตขัณฑ์ทุกวันนี้
กลายเป็นที่ท้องนาป่าระกำ
พระเจดีย์วิหารบูราณสร้าง
ก็โรยร้างร่วงหรุบสิ้นอุปถัมภ์
ทั้งพาราอาภัพยับระยำ
สุดจะร่ำเรื่องว่าน่าเสียดาย

(หมื่นพรหมสมพัตสร (มี) 2544 : 75)

นิราศสุพรรณ บันทึกความยากลำบากของการเดินทาง
โครงเรื่องนิราศสุพรรณ
กรุง
เส้นทางสู่เมืองสุพรรณ
เมืองสุพรรณ
ป่า
เรื่องเล่าท้องถิ่น
การผลิตและภาวะความเป็นอยู่
ด่านและศาลอารักษ์
ตำนานท้องถิ่นสุพรรณ
วัฒนธรรมชาวกรุงพบวัฒนธรรมชาวบ้าน
กลุ่มชาติพันธุ์
ไหว้พระและศรัทธาพุทธ
ไม้ ปลา นก แร่ : ธรรมชาติวิทยาในนิราศสุพรรณ
คำอธิบายเพิ่มเติม
บรรณานุกรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook