บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สถานภาพและบทบาทของสตรีอินเดียในสมัยก่อนพุทธกาล

การคุ้มครองสตรีในสังคมอินเดีย

ในมนูธรรมศาสตร์รัฐให้ความคุ้มครองแก่สตรีทั้งในเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศและทรัพย์สิน ผู้ชายจะละเมิดเธอในเรื่องทั้งสองนี้มิได้ แม้กระทั่งผู้หญิงมีข้อบกพร่องจริงหากผู้ชายนำไปเปิดเผยก็ต้องถูกลงโทษ ดังนี้

“หากชายได้เปิดเผยข้อบกพร่องของหญิงซึ่งเดิมไม่มีใครรู้มาก่อน พระราชาพึงปรับชายนั้นเก้าสิบหกปณะ ชายใดเมื่อไม่ชอบหญิงสาว กล่าวคำติเตียนหญิงนั้นว่าไม่ใช่หญิง ต้องถูกปรับห้าร้อยปณะ หากไม่สามารถพิสูจน์ความบกพร่องของเธอได้”

ชายวรรณะเดียวกับหญิงทำให้หญิงเสียชื่อโดยความพอใจของหญิงนั้นเอง ไม่ต้องถูกตัดนิ้ว แต่เพื่อมิให้เกิดเรื่องเช่นนั้นอีก พึงปรับชายนั้นสองร้อยปณะ”

ชายที่กล่าวติเตียนหรือหมิ่นเกียรติผู้หญิงไม่ว่าจะพิสูจน์ขอบกพร่องได้หรือไม่ก็ตาม ถือว่าทำให้ผู้หญิงเสื่อมเสีย เพราะไม่ว่าเธอจะบกพร่องจริงหรือไม่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเธอ ดังนั้นหากพิสูจน์ความจริงไม่ได้ต้องถูกปรับห้าร้อยปณะ และแม้พิสูจน์ได้ก็คงเข้าข่ายเปิดเผยข้อบกพร่อง ซึ่งต้องถูกปรับเก้าสิบหกปณะ แม้กระทั่งกรณีที่หญิงนั้นพอใจเมื่อผู้ชายกระทำล่วงเกินก็ถือเป็นความเสียหายของหญิง และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี แม้หญิงนั้นพอใจแต่ก็เป็นความเสียหายแก่ผู้หญิงโดยส่วนรวม หากเกิดเรื่องเช่นนั้นบ่อยๆ ก็กระทบกระเทือนศีลธรรมของรัฐ ชายจึงต้องถูกลงโทษปรับสองร้อยปณะแต่หากเป็นกรณีที่หญิงนั้นไม่พอใจจะต้องถูกลงโทษทางกายคือตัดนิ้วเป็นการประจานด้วย

การคุ้มครองสตรีนั้นรัฐทำทั้งแก่สตรีทั่วไปและสตรีที่ตกอับ และได้รับความทุกข์ในเรื่องต่าง ๆ กฎนี้เป็นกฎในระดับนโยบายของรัฐ เป็นหลักซึ่งพระราชาจะต้องยึดถือปฏิบัติ โดย

“พระราชาพึงคุ้มครองสตรีผู้ถูกสามีทอดทิ้งเพราะไม่มีบุตร หรือไม่มีบุตรชาย สตรีไร้ครอบครัว สตรีผู้ยึดมั่นในคำสัตย์เกี่ยวกับการสมรส สตรีหม้ายหรือสตรีที่เจ็บป่วย”

สตรีที่ไม่มีผู้ดูแลไม่ว่าวรรณะสูงหรือต่ำ รัฐจะต้องคุ้มครองผู้กระทำผิดต่อหญิงเหล่านี้เท่ากับรังแกหญิงที่ขาดที่พึ่ง รัฐเป็นที่พึ่งที่จะป้องกันหญิงเหล่านี้มิให้ถูกผู้ชายรังแก แม้ผู้ชายนั้นอยู่ในวรรณะสูงจะถือโอกาสเอาฐานะทางวรรณะเป็นอำนาจรังแกผู้หญิงตามอำเภอใจไม่ได้ ดังบทบัญญัติที่ว่า

“หากพราหมณ์ร่วมประเวณีกับหญิงวรรณะกษัตริย์ก็ดี ไวศยะก็ดี โดยหญิงนั้นไม่มีผู้ดูแล หรือร่วมประเวณีกับหญิงศูทร จักต้องถูกปรับ ห้าร้อยปณะหากร่วมประเวณีกับหญิงจัณฑาลจักต้องถูกปรับหนึ่งพันปณะ”

อาจมีผู้คิดว่า หญิงที่ไม่มีผู้ดูแลคือหญิงที่ออกจากครอบครัวซึ่งเป็นการผิดธรรมเนียมของหญิงที่ดี จึงนับเป็นหญิงต่ำเท่ากับศูทร บทบัญญัติข้อนี้น่าจะแสดงว่าไม่ต้องการให้พราหมณ์ซึ่งวรรณะสูงเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ไม่ดี แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นปล่อยให้ผู้หญิงเหล่านี้ถูกรังแกตามอำเภอใจโดยที่รัฐไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวจะมิเป็นการดีกว่า หรือเพราะการที่รัฐไม่คุ้มครองก็ย่อมเป็นการแสดงว่าเธอเหล่านั้นไร้คุณค่าอยู่แล้ว นอกจากนั้นในเรื่องวรรณะก็มิได้ห้ามชายวรรณะสูงแต่งงานกับหญิงวรรณะต่ำอยู่แล้ว จะห้ามก็แต่ชายวรรณะต่ำแต่งงานกับหญิงวรรณะสูง การที่ชายวรรณะสูงแต่งงานกับหญิงวรรณะต่ำ มนูธรรมศาสตร์กล่าวแต่เพียงว่าตระกูลของชายนั้นจะเสื่อมลงเท่านั้น ดังข้อความต่อไปนี้

“ชายทวิชาติพึงเลือกแต่งงานกับหญิงวรรณะเดียวกันเป็นปฐม แต่หากชายใดโดยตัณหาเป็นเหตุ ได้หญิงวรรณะต่ำกว่าก็นับเป็นภรรยาได้ ชายทวิชาติแต่งงานกับหญิงไร้วรรณะ โดยความลุ่มหลง ย่อมนำพาตระกูลแลลูกหลานไปสู่สภาวะเป็นศูทรโดยเร็วเป็นแน่แท้ พราหมณ์เมื่อนำหญิงศูทรไปยังเตียงของตน ย่อมก้าวไปสู่ทางต่ำยิ่งมีบุตรกับเธอ เขาย่อมพ้นจากสภาวะเป็นพราหมณ์”

ข้อความข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่า ในสภาวะปกติชายวรรณะสูงกับหญิงวรรณะต่ำหรือแม้แต่หญิงไม่มีวรรณะก็แต่งงานกันได้ กรณีที่มีข้อกำหนดโทษตามที่อภิปรายมาแล้ว จึงน่าจะเป็นกรณีที่ผู้หญิงถูกรังแกมากกว่า เพราะหากเป็นความสมยอมผู้หญิงจะได้ฐานะสูงขึ้นอยู่แล้ว คงไม่เป็นคดีไปถึงศาลจนต้องมีการปรับไหมกันขึ้นเป็นแน่การคุ้มครองทรัพย์สินของหญิงตามที่ระบุไว้ในมนูธรรมศาสตร์ ได้แก่

“สิ่งที่ได้จากพิธีแต่งงานสิ่งที่ได้จากขบวนแห่เจ้าสาวสิ่งที่ได้รับในฐานะเป็นเครื่องแสดงความเสน่หา สิ่งซึ่งได้จากพี่ชาย มารดาและบิดา เป็นสมบัติทุกประการของหญิง”

บทบัญญัตินี้แสดงว่าหญิงมีสิทธิที่จะมีทรัพย์สมบัติเป็นของตน และมารดาก็เป็นผู้มีทรัพย์ได้ จึงมีสิทธิมอบทรัพย์แก่บุตรสาวของตน ข้อที่ทำให้เห็นได้ชัดว่าสตรีมีทรัพย์ส่วนตัวได้จริงก็คือ มีกฎหมายเกี่ยวกับการที่ผู้หญิงสามารถยกทรัพย์ของเธอเป็นมรดกแก่ลูกหลานได้ ซึ่งมีบทบัญญัติอยู่หลายข้อ ดังนี้

“สิ่งซึ่งได้มาเป็นของขวัญหลังจากที่แต่งงานแล้ว จากครอบครัวของสามีหรือจากญาติที่เกี่ยวดองกันของเธอ สิ่งซึ่งสามีอันเป็นที่รักให้แก่เธอย่อมตกเป็นสมบัติแก่ลูกของเธอ หากเธอตายลงในขณะเมื่อสามียังมีชีวิต”

 

บทบัญญัตินี้แสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งสามีมีชีวิตอยู่เมื่อเธอตาย ทรัพย์ของเธอก็ยังตกเป็นของลูก มิใช่ของสามี ซึ่งแสดงให้เห็นสิทธิอันบริบูรณ์ในทรัพย์สินของเธอ ยิ่งกว่านั้นยังมีข้อกำหนดเป็นพิเศษให้สมบัติของแม่ตกเป็นของบุตรสาว และหากพ่อแม่หญิง หญิงนั้นไม่มีบุตรชาย บุตรชายของบุตรสาวของเธอยังเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของบิดาของเธอคือมรดกของตาของเด็กนั้น ข้อบัญญัติมีดังนี้

“สมบัติส่วนตัวของผู้เป็นมารดาพึงตกแก่บุตรสาวและลูกชายของบุตรสาวเท่านั้นที่มีสิทธิได้รับสมบัติทั้งหมดของตา หากตาตายโดยไม่มีบุตรชาย”

บทบัญญัติข้อนี้แสดงให้เห็นการสืบมรดกในสายของฝ่ายหญิง ซึ่งลูกสาวได้มรดกของแม่ แต่ก็มีบทบัญญัติบางข้อที่ขัดกัน โดยให้แบ่งมรดกของแม่แก่ลูกเท่า ๆ กัน คือ

“เมื่อมารดาตาย พี่น้องผู้ชายแม่เดียวกัน และพี่น้องผู้หญิงซึ่งยังไม่ได้แต่งงานได้มรดกของแม่เท่า ๆ กัน หากพี่น้องผู้หญิงเหล่านี้มีลูกสาว ลูกสาวนั้นพึงได้สมบัติบางสิ่งของยายตามศักดิ์แห่งฐานะของเธอ”

บทบัญญัติที่ยกมานี้แม่ให้มรดกแก่บุตรทั้งชายและหญิงเท่ากัน แต่ก็ยังมีข้อกำหนดเฉพาะ คือ หลานสาวมีส่วนได้มรดกของยายด้วย

แม้ผู้หญิงที่สามีตายอยู่กินกับผู้ชายในครอบครัวของสามี เธอก็ยังมีสิทธิโอนมรดกของเธอให้ลูกชายที่เกิดกับผู้ชายคนใหม่นั้น คือ

“หากหญิงใดสามีตายไปโดยไม่มีลูก มีลูกกับชายในครอบครัวเดียวกัน เธอย่อมโอนทรัพย์โดยที่ได้รับมรดกมาแก่บุตรชายนั้น”

การที่เธอมีสิทธิโอนมรดกไปให้แก่บุตรแสดงว่าสามีมิได้มีสิทธิในทรัพย์สมบัติของเธอยิ่งกว่านั้น

“แลหากขณะหญิงเหล่านี้ยังมีชีวิต ญาติเอาทรัพย์ของเธอไป พระราชาผู้ทรงความยุติธรรมพึงลงโทษแก่ญาตินั้น ดุจเดียวกับที่ลงโทษแก่โจร”

ข้อที่น่าประหลาดใจประการหนึ่งก็คือ มีบทบัญญัติข้อหนึ่งซึ่งขัดกับบทบัญญัติที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดอย่างชัดแจ้งว่า

“ภรรยา บุตร และทาส สามอย่างนี้ชื่อว่าไร้ทรัพย์สมบัติ ทรัพย์ใดที่บุคคลเหล่านี้หามาได้ตกเป็นของผู้เป็นเจ้าของ”

ความคุ้มครองโดยข้อบัญญัติยกย่องสตรี ที่มิให้สตรีถูกละเมิดในเรื่องชื่อเสียงและทรัพย์สมบัตินั้นเป็นแง่หนึ่ง แต่ลำพังแง่นั้นก็อาจเป็นเพียงการคุ้มครองสตรีเพื่อความสงบของสังคมเท่านั้น มนูธรรมศาสตร์มีบทบัญญัติในแง่ยกย่องสตรีซึ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าให้คุณค่าและความสำคัญแก่สตรี ดังนี้

“สตรีพึงได้รับความยกย่องและได้รับเครื่องประดับจากบิดา พี่ชาย สามี และพี่เขย หากบุคคลเหล่านั้นหวังความเจริญ ที่ใดสตรีได้รับความยกย่อง ที่นั้นเทพยดาย่อมยินดี ที่ใดสตรีมิได้รับความยกย่อง ที่นั้นพิธีกรรมทั้งปวงย่อมไร้ผล”

ข้อควมยกย่องสตรีที่กล่าวถึงนี้คล้ายกับที่ปรากฏในหลักอปริหานิยธรรมอันเป็นหลักปกครองที่ทำให้พวกลิจฉวีสามารถรักษาบ้านเมืองไว้ได้ เป็นหลักการที่รัฐต้องยึดถือมิใช่เป็นเพียงมารยาทสังคม คำกล่าวที่ว่า“พิธีกรรมย่อมไร้ผล” นั้นมีความหมายมาก เพราะชาวอินเดียโบราณถือว่ากิจกรรมทุกอย่างของมนุษย์สำเร็จได้ด้วยพิธีกรรมหากพิธีกรรมไร้ผลทั้งสังคมย่อมพบความหายนะ การกล่าวว่าหากไม่ยกย่องสตรีแล้ว พิธีกรรมทั้งปวงจะไร้ผลจึงเป็นการยืนยันฐานะสตรีว่าสูงและรัฐต้องยกย่องและปกป้องคุ้มครองอย่างดี

สถานภาพและบทบาทของสตรีอินเดีย
สิทธิ หน้าที่ของสตรีอินเดีย
กฎเกณฑ์ทางสังคมที่มีผลกระทบต่อสตรีอินเดีย
การยอมรับศักยภาพของสตรีอินเดีย
เสรีภาพและความเสมอภาคของสตรีในสังคมอินเดีย
การคุ้มครองสตรีในสังคมอินเดีย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook