บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ทฤษฎีวิวัฒนการโลกตามหลักพุทธศาสนา

อายุของโลก

64 อันตรกัปป์ เท่ากับ 1 อสงไขยกัปป์
4 อสงไขยกัปป์ เท่ากับ 1 มหากัปป์
1 มหากัปป์ เท่ากับ อายุของจักรวาล

เวลา 1 อันตรกัปป์ เป็นการกำหนดนับโดยถือเอาอายุของมนุษย์ ( อายุกัปป์ ) ตั้งแต่เริ่มต้นซึ่งมีอายุยืนถึงอสงไขยปีเป็นอายุ ( เวลา 1 อสงไขยปี เทียบเวลาในปัจจุบันแล้วประมาณ 100 ล้านปี ) ต่อมาอายุของมนุษย์ค่อย ๆ ลดลงมาตามลำดับจนกระทั่งถึงอายุ 10 ปี เป็นอายุของมนุษย์ ( สมัยพุทธกาลอายุขัยของมนุษย์ประมาณ 100 ปี ) เมื่อลดลงถึง 10 ปี อายุของมนุษย์จะค่อย ๆ มีอายุยืนขึ้นไปอีกจนถึงอสงไขยปี ซึ่งเป็นอายุของมนุษย์ในต้นกัปป์ การนับอายุของมนุษย์จากอสงไขยปีลงมาถึง 10 ปี แล้วนับจาก 10 ปี ย้อนขึ้นไปถึงอสงไขยปี เช่นนี้เรียกว่า 1 อันตรกัปป์ที่หมุนเวียนไปมาเช่นนี้ถึง 64 รอบ จึงนับเวลาได้ 1 อสงไขยกัปป์ อายุของจักรวาลหนึ่ง ๆ “ เท่ากับ 4 อสงไขยกัปป์หรือ 1 มหากัปป์ “ และยังแบ่งมหากัปป์ออกเป็น 4 อสงไขยกัปป์ ดังนี้.

ระยะเวลาก่อนเกิดโลก

  1. สังวัฏฏกัปป์ :กัปป์ที่พินาศอยู่ เป็นกัปป์ที่จักรวาลดำเนินไปสู่การทำลาย
  2. สังวัฏฏฐายีกัปป์ กัปป์ที่พินาศแล้ว มีแต่ความพินาศตั้งอยู่ เป็นกัปป์ที่จักรวาลถูกทำลายหมดสิ้น จนมีแต่ความว่างเปล่าของอากาศ
  3. วิวัฏฏกัปป์ กัปป์ที่เจริญขึ้นตามลำดับ เป็นกัปป์ที่เมื่อจักรวาลถูกทำลายลงหมดแล้ว เริ่มตั้งขึ้นใหม่
  4. วิวัฏฏฐายีกัปป์ กัปป์ที่เจริญพร้อมด้วยสิ่งต่าง ๆ ตามปกติ เป็นกัปป์ที่จักรวาลมีทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่อย่างเรียบร้อย คือ มีพื้นแผ่นดิน มหาสมุทร ทะเล ภูเขา ต้นไม้ ลำคลอง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวน้อยใหญ่ คนและสัตว์ ปรากฎขึ้นพร้อมทุกอย่าง

ในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ได้กำหนดเวลา 1 มหากัปป์อีกวิธีหนึ่ง โดยการอุปมาว่า “ เมือง ๆ หนึ่งมีกำแพงสูง 100 โยชน์ กว้างและยาว 100 โยชน์ ( 1โยชน์ เท่ากับ 400 เส้น หรือ 16 กิโลเมตร ) บรรจุเมล็ดพันธุ์ผักกาด แล้วหยิบออกทีละ 1 เมล็ดทุก ๆ 100 ปีจนกว่าจะหมดไป จึงกำหนดเวลาได้ 1 มหากัปป์(อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริเฉทที่ 5 ภาคที่ 1 )

เหตุที่ทำให้โลกแตกสลาย 3 ประการอีกนัยหนึ่ง

1.ไฟเป็นเหตุให้โลกแตกสลาย
2.น้ำเป็นเหตุให้โลกแตกสลาย
3.ลมเป็นเหตุให้โลกแตกสลาย

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เหตุที่ทำให้โลกสลาย 3 ประการ คือ (1) ไฟประลัยกัลป์ (2) น้ำประลัยกัลป์ (3) ลมประลัยกัลป์

เขตที่ต้องสลายมี 3 เขต คือ

1. อาภัสสรพรหมโลก
2. สุภกิณหพรหมโลก
3. เวหัปผลพรหมโลก

เมื่อโลกสลายด้วยไฟ สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงหมู่พรหมอาภัสระ ด้วยทุติยฌาน
เมื่อโลกสลายด้วยน้ำ สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงหมู่พรหมสุภกิณหพรหม ด้วยตติยฌาน
เมื่อโลกสลายด้วยลม สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้าถึงหมู่พรหมเวหัปผละ ด้วยจตุตถฌาน

การสลายอีก 2 ประการ คือ

1.การสลายของสัตว์มี 10 อันตรกัป
2.การสลายของธาตุมี 10 อันตรกัป

ในโลกทีปกสาร ได้กล่าวไว้ว่า “ในเรื่องของกัปนั้น ให้นับตั้งแต่มหาเมฆที่จะยังกัปให้พินาศ จนถึงเพลิงดับ ตอนนี้เป็นอสงไขยที่ 1 เรียกว่า สังวัฏฏะ นับแต่เพลิงบรรลัยกัลป์ดับไป จนถึงฝนตกหนัก น้ำเต็มเปี่ยมแสนโกฏิจักรวาล ตอนนี้เป็นอสงไขยที่ 2 เรียกว่า สังวัฏฏฐายี นับตั้งแต่ฝนตกหนักจนถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฎ ตอนนี้เป็นอสงไขยที่ 3 เรียกว่า วิวัฏฏะ นับตั้งแต่การปรากฎแห่งดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ไปจนถึงมหาเมฆอันจะยังกัปให้พินาศอีก ตินนี้เป็นอสงไขยที่ 4 เรียกว่า วิวัฏฏฐายี วิวัฏฏฐายีอสงไขยสงเคราะห์ (ประมวล) อันตรกัป 64 อันตรกัป อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สงเคราะห์อันตรกัป 20 อันตรกัป อสงไขยที่เหลือมีประมาณเท่ากับอสงไขยที่ 4 นั้น โดยกาละ อสงไขย 4 เหล่านี้รวมเป็นมหากัป 1 ความพินาศด้วยไฟและการก่อตัวขึ้นใหม่ของโลก

สมัยเมื่อกัปพินาศด้วยน้ำ เริ่มต้นมหาเมฆที่ยังกัปให้พินาศก่อตัวขึ้นแล้ว ดังนี้เป็นต้น เรื่องที่ต่างกันมีดังนี้ ในตอนที่มีดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฏ ในคราวที่กัปพินาศด้วยน้ำนี้ มหาเมฆอันมีน้ำกรดจะก่อตัวขึ้น เริ่มต้นมหาเมฆนั้นจะยังฝนละเอียด ๆ ให้ตกลงมาจนกระทั่งหลั่งเป็นมหาธาร ท้วมแสนโกฏิจักรวาลแผ่นดินและภูเขาเป็นต้นที่ถูกน้ำกรดแล้ว ย่อมสลายไป อาจารย์บาวพวกกล่าวว่า น้ำที่ลมห่อหู้มไว้โดยรอบท้วม จะเกิดส่วนที่อยู่ภายใต้สุดของแผ่นดิน จนถึงภูมิแห่งทุติยฌาน เพราะแผ่นดินและภูเขาเป็นต้นที่ถูกน้ำกรดนั้นแล้ว ย่อมสลายหมดไป เหมือนก้อนเกลือที่โยนใส่ในน้ำฉะนั้น เพราะเหตุนั้นน้ำนั่นแหละมีรวมกับน้ำรองแผ่นดิน

อาจารย์อีกพวกกล่าวว่า น้ำกรดทำลายน้ำรองแผ่นดิน และกนะแสลมอันอุ้มน้ำนั้นให้พินาศไป ดำรงเป็นแผ่นเดียวกับตนเองนั้นแลดังนี้ คำนั้นถูกต้องแล้ว อนึ่ง น้ำกรดนั้นทำให้พรหมโลกเบื้องบนละลายไปจากพรหมโลกชั้นสุภกิณหะ จึงหยุด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า ยามใดโลกสลายด้วยน้ำที่กำเริบแล้ว ยามนั้นแสนโกฏิจักรวาลหนึ่งละลายไป น้ำกรดนั้นจะไม่สงบตราบเท่าที่สิ่งที่เป็นสังขารแม้มีขนาดเท่าอณูก็ยังมีอยู่ อนึ่ง น้ำกรดนั้นครอบงำสิ่งที่เป็นสังขารลอยไปตามน้ำ สลายไปโดยฉับพลัน อากาศเบื้องบนกับอากาศเบื้องต่ำ จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มืดมนอันธการ เรื่องต่อจากนั้นทั้งหมดเหมือนกับที่กล่าวไว้แล้ว

มีข้อความตอนเดียวในที่นี้ที่ควรทราบ โลกจะปรากฏเริ่มต้นที่พรหมโลกอาภัสสรา หมู่สัตว์จุติจากพรหมโลกชั้นสุภกิณหา ไปบังเกิดที่พรหมโลกชั้นอาภัสสสรา ในตอนที่สลายด้วยด้วยน้ำบรรลัยกัลป์นั้น ระยะนี้ตั้งแต่มหาเมฆที่ทำให้กัปพินาศ จนถึงน้ำกรดที่ทำให้กัปพินาศ ขาดหายไปเป็นอสงไขยที่1 ตั้งแต่น้ำกรดขาดหายไปจนถึงมหาเมฆที่เป็นสมบัติ (น้ำฝนที่ตกธรรมดา) ระยะนี้เป็นอสงไขยที่ 2 ตั้งแต่มหาเมฆที่ตกเป็นฝนธรรมดาจนถึงความปรากฎขึ้นแห่งดวงจันร์ดวงอาทิตย์ ระยะนี้เป็นอสงไขยที่ 3 ตั้งแต่ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ปรากฏ จนถึงมหาเมฆที่ยังกัปให้พินาศ ระยะนี้เป็นอสงไขยที่ 4 อสงไขยที่ 4 เหล่านี้เป็นมหกัป ความพินาศด้วยน้ำบรรลัยกัลป์ และกลับตั้งขึ้นใหม่เป็นอย่างนี้

สมัยที่กัปพินาศด้วยลม เริ่มต้นที่ “มหาเมฆที่เป็นสิ่งทำลายโลกก่อตัวขึ้น” ความที่แปลกกันมีดังต่อไปนี้ ดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 ในตอนนั้นฉันใด ในตอนนี้ก็ฉันนั้น ลมก่อตัวขึ้นเพื่อทำลายกัป ลมนั้นพัดให้ฝุ่นหยาบฟุ้งขึ้นตอนแรก ต่อจากนั้นก็พัดให้ธุรีทรายละเอียด ทรายหยาบ ก้อนกรวด ก้อนหิน เป็นต้น จนถึงขนาดแผ่นหินเรือนยอด และต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ ณ ที่ดอนลอยขึ้นไป สังขารเหล่านั้นปลิวขึ้นไปจากแผ่นดินขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่ตกลงมาอีกละเอียดเป็นจุณวิจุณไปในท้องฟ้านั้นแล ถึงความไม่มีเลย ต่อจากนั้นลมก็ก่อตัวขึ้นจากภายใต้ปฐพีเป็นลำดับ พลิกแผ่นดิน กลับข้างล่างขึ้นข้างบน พัดปลิวขึ้นไปในอากาศ ส่วนของแผ่นดินแม้มีประมาณ 100 โยชน์ 200 โยชน์ 300 โยชน์ 400 โยชน์ 500 โยชน์ จะต้องแตกกระจายถูกกำลังลมพัดขึ้นเป็นจุณวิจุณไปในอากาศที่เดียว ถึงความไม่มีลมจะยกแม้ภูเขาจักรวาล แม้ภูเขาสิเนรุ ขวางไปในอากาศ ภูเขาเหล่านั้นกระทบกระแทกกันแหลกสลายเป็นจุณวิจุณ ลมนั้นทำลายวิมานของเทวดาสถิต ณ ภาคพื้นดินและวิมานของเทวดาที่สถิตในอากาศให้พินาศไปด้วยวิธีนี้ ทำลายโลกชั้นกามาวจรทั้ง 6 ให้พินาศ ทำลายแสนโกฏิจักรวาลให้พินาศในตอนนั้น ภูเขาจักรวาลทั้งหลาย ภูเขาหิมพานต์ทั้งหลาย ภูเขาสิเนรุทั้งหลายมาพร้อมกัน พินาศจุณวินาศจุณไปหมด ลมจะพัดกลับตั้งแต่แผ่นดินถึงตติยฌานภูมิ ทำลายพรหมโลกแม้ทั้ง 4 ขั้นให้พินาศตลอดจนถึงชั้นเวหัปผลาจึงหยุด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ในกาลใด โลกพินาศด้วยความกำเริบแห่งวาโยธาตุ ในกาลนั้น แสนโกฏิจักรวาลหนึ่งย่อมกระจัดกระจายไป”



ฉะนั้นพึงทราบเถิดว่า โลกถึงความพินาศอย่างนี้มีอะไรเป็นสาเหตุ เพราะถึงแม้ว่า ความดับเพราะกิจแห่งสังขารเป็นอเหตุกะไม่มีเหตุ เพราะมีความพินาศเป็นสภาพ แต่ความดับของสังขารเว้นจากเหตุไม่มี เหมือนดังในหมู่สัตว์ทั้งหลาย อันความพินาศพร้อมทั้งเหตุแม้ของโลกอันภาชนะก็พึงมี เพราะเหตุนั้น อะไรเหล่าเป็นเหตุให้ความพินาศแห่งโลก กล่าวได้ว่า อกุศลเป็นเหตุ เหมือนอย่างว่าโลกย่อมกลับคืนเป็นปฐมกาลเพราะกำลังแห่งบุญของสัตว์ทั้งหลายที่บังเกิดในภพนั้นฉันใด โลกย่อมสลายไปเพราะกำลังแห่งบาปของสัตว์เหล่านั้นฉันนั้น เมื่ออกุศลมูลพอกพูนขึ้นแล้ว โลกย่อมพินาศไปด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือน อันตรกัป (กัปแทรก) 3 ประการเหล่านี้ คือ โรคันตรกัป สัตถันตรกัปและทุพภิกขันตรกัป ย่อมบังเกิดในอสงไขยกัป ตามลำดับ เพราะความที่ราคะ โทสะ และโมหะเป็นสภาพที่ยิ่งล้นฉันใด สังวัฏฏกัปทั้ง 3 ดังที่กล่าวแล้ว ย่อมมีเพราะความที่ราคะเป็นต้นเป็นสภาพที่ล้น ฉันนั้น

ขออธิบายความเพิ่มเติมว่า เมื่อราคะเพิ่มพูนยิ่ง โลกย่อมพินาศด้วยเพลิง เมื่อโทสะพอกพูนยิ่ง โลกย่อมพินาศด้วยน้ำความพินาศด้วยน้ำกรดอันแนงยิ่งกว่าเป็นการควรแล้ว แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เมื่อโทสะเพิ่มพูนขึ้น โลกย่อมพินาศด้วยเพลิง เมื่อราคะเพิ่มพูนขึ้น โลกย่อมพินาศด้วยน้ำ ได้ทราบว่าอาจารย์เหล่านั้นอธิบายดังนี้ โทสะเป็นเหมือนศัตรูที่ปรากฏตัวชัดเหมือนเพลิง ความพินาศด้วยเพลิง ราคะเป็นเหมือนศัตรูที่ไม่ปรากฏตัว เหมือนน้ำกรด ควรพินาศด้วยน้ำ แต่เมื่อโทสะเพิ่มพูนขึ้นโลกย่อมพินาศด้วยลม อนึ่ง โลกแม้พินาศอยู่อย่างนี้ ย่อมพินาศด้วยเพลิง 7 วาระติดต่อกันไปในวาระที่ 8 เมื่อกลับพินาศด้วยไฟราคะ 7 วาระ ในว่ระที่ 8 พินาศด้วยน้ำ ทั้งนี้เป็นกำหนดของความพินาศของโลก เมื่อพินาศด้วยวาระที่ 8 ครั้นพินาศด้วยน้ำ 7 ครั้งแล้ว ย่อมพินาศด้วยน้ำ 7 วาระ พินาศด้วยไฟ 7 วาระอีก ด้วยกาลกำหนดนี้ 63 กัปล่วงไปแล้ว ในระหว่างนี้ลมห้ามวาระที่โลกพินาศด้วยน้ำเสีย ได้โอกาสพัดพรหมโลกชั้นสุภกิณหาอันมีอายุ 64 กัป ให้กระจัดกระจายทำลายโลกให้พินาศไป ก็แลในโลกนี้ราคะย่อมเป็นไปมากแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นคณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า

“วาระที่โลกพินาศด้วยไฟ 7 ครั้ง 7 หน ในวาระที่ 8 โลกพินาศด้วยน้ำ เมื่อใดครบ 64 กัป เมื่อนั้นเป็นวาระของลมคราวหนึ่ง โลกพินาศด้วยไฟภายใต้พรหมโลกชั้นอาภัสสราลงมา พินาศด้วยน้ำ ภายใต้สุภกิณหาลงมา พินาศด้วยลมภายใต้เวหัปผลาลงมา โลกย่อมพินาศด้วยอาการอย่างนี้”

“ ในความพินาศในโลกสันนิวาสนี้ที่พินาศไปด้วยเหตุ 3 ประการนี้แล้ว กลับตั้งคืนด้วยอาการอย่างนี้ในวันที่ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ปรากฏภูเขาสุเนรุ ภูเขาจักรวาล ภูเขาหิมพานต์ ทวีปและสมุทร ย่อมปรากฏ ประเทศเหล่านั้นย่อมปรากฏในวันเพ็ญ ผัคคุณะ ไม่ก่อนไม่หลังกัน เพราะท่านกล่าวไว้ดังนี้ ”*

*กรมศิลปากร,โลกทีปกสาร ฉบับหอสมุดแห่งชาติ.(กรุงเทพมหานคร:ห้างหุ้นส่วนจำกัดนิติบุคคล สหประชาพาณิชย์,2529),หน้า 164–167.

ส่วนที่มีการกล่าวไว้ในคัมภีร์โลกุปัตติและจักรวาลทีปนีนั้น ก็กล่าวไว้เช่นเดียวกัน และในที่นี้ที่กล่าวไว้ใน สุริยสูตร ใจความมีดังนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว 84,000 โยชน์ โดยกว้าง84,000 โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร 84,000 โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป 84,000 โยชน์มี

กาลบางคราวที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายหมื่นปี เมื่อฝนไม่ตกพีชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้…

ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฏ เพราะดวงอาทิตย์ดวงที่ 2 ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้งไปไม่มีน้ำสายใหญ่ ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวด ย่อมไม่มีน้ำ

ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 4 ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ ที่ใหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้งไม่มีน้ำ

ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไปแห่งกาลนาน ดวงอาทิตย์ดวงที่ 5 ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรลึก 100 โยชน์ก็ดี 200 โยชน์ก็ดี 300 โยชน์ก็ดี 400 โยชน์ก็ดี 500 โยชน์ก็ดี 600 โยชน์ก็ดี 700 โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลง เหลืออยู่เพียง 7 ชั่วต้นตาลก็มี 6 ชั่วต้นตาลก็มี 5 ชั่วต้นตาลก็มี 4 ชั่วต้นตาลก็มี 3 ชั่วต้นตาลก็มี 2 ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาลเดียวก็มี แล้วยังงจะเหลืออยู่ 7 ชั่วคน 6 ชั่วคน 5 ชั่วคน 4ชั่วคน 3 ชั่วคนเดียว ครึ่งชั่วคน เพียงเอว เพียงเข่า เพียงแค่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเม็ดใหญ่ ๆ ตกลงมา น้ำเหลือในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี

ในกาลบางครั้งบางคราว กาลอันยาวนานล่วงไป ดวงอาทิตย์ดวงที่ 6 ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลู่มควันพุ่งขึ้น เปรียบเหมือนนายช่างหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลู่มควันพุ่งขึ้น

ในกาลบางครั้งบางคราว กาลอันยาวนานล่วงไป ดวงอาทิตย์ดวงที่ 7 ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อดินใหญ่ขุนเขาสิเนรุไฟเผาลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุถูกไฟเผาลุกโชนกำลังทลาย ถูกกองเพลิงใหญ่ท่วมตลอดแล้วยอดเขาแม้ขนาด 100 โยชน์ ย่อมพังทลาย ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเนยใส หรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ไม่ปรากฏเถ้าและเขม่า

ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่นี้จะแตกสลายด้วยธาตุทั้ง 4 คือ

(1)ธาตุดิน
(2)ธาตุน้ำ
(3)ธาตุลม
(4)ธาตุไฟ

จากการรวบรวมและวิเคราะห์ พึงเห็นได้ว่า เมื่อโลกประกอบด้วยองค์ประกอบดังนั้น จึงกลับมาสู่สภาพเดิมซึ่งเป็นองค์ประกอบเดิมของโลก ที่ต้องแตกสลายไปตามกาลเวลา โดยไม่อาจจะยับยั้งได้ มันเป็นของวัฏจักรของมันอย่างนั้นเอง

เปรียบเทียบระหว่างศาสนา
คริสต์ศาสนาสอนอย่างไร
การถูกพระเจ้าลงโทษ
สาระสำคัญของอัคคัญญสูตร
วิวัฒนาการคืออะไร
อัคคัญญสูตร
กำเนิดมนุษย์
เหตุแห่งการดูหมิ่น
ข้าวสารีเกิดขึ้น
เกิดเพศหญิงและเพศชาย
เกิดผู้นำในการปกครอง
เบื้องหน้าแห่งความตาย
กำเนิดโลกและความเสื่อม
อายุของโลก
สรุปเนื้อหาในอัคคัญญสูตร
การไปอุบัติในนรกและสวรรค์
ทฤษฎีวิวัฒนาการ
จักรวัตติสูตร
สาเหตุแห่งความเสื่อมของโลก
เหตุแห่งความเจริญของโลก
ความเจริญของอายุมนุษย์
ภิกษุควรมีธรรมเป็นที่พึ่งอย่างไร
ความเสื่อมของอายุสัตว์
สาระสำคัญ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook