บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

ทฤษฎีวิวัฒนการโลกตามหลักพุทธศาสนา

สรุปเนื้อหาในอัคคัญญสูตร

คำว่า “ โลก “ ที่พุทธฝ่ายเถรวาทกล่าวถึงนั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นการสอนที่มุ่งถึงแง่ของการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น เป็นการกล่าวถึงโลกโดยมุ่งแสดงมาที่ตัวคน เป็นการสอนให้มองโลกที่ตนเองมากกว่าที่จะมองโลกภายนอก หรือสิ่งที่ไกลนอกตัวออกไป ดูตามประวัติวิวัฒนาการทางความคิดด้านพุทธฝ่ายเถรวาทแล้ว ตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบันแล้วได้พูดถึงปัญหานี้มาโดยตลอด ถึงกำเนิดโลกและสิ่งมีชีวิตแต่วัตถุประสงค์ของพระพุทธองค์ในสมัยนั้นทรงมุ่งเสริมสร้างศรัทธาในระยะเบื้องต้น

อรรถในอัคคัญญสูตรนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงกำเนิดของโลกและจักรวาล โดยทรงโต้แย้งวาเสฏฐะและภารทวาชะ ซึ่งเป็นพราหมณ์บวชในศาสนาพุทธ และถูกสอนมาจากฝ่ายวรรณพราหมณ์จนคิดว่าตนเองนั้นเกิดจากโอษฐ์ของพระพรหมและพระพรหมเนรมิตทุกอย่าง พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบแก่ท่านทั้งสองว่า มนุษย์เกิดจากมนุษย์ด้วยกัน คือ พราหมณ์ย่อมกำเนิดจากพราหมณี และมนุษย์จะมีบรรพบุรุษเดิมจากต้นกำเนิดเดียวกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มคนใด วรรณใด จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบถึงต้นปฐมกำเนิด ไม่ได้ตอบถึงปฐมชีวิต และไม่ได้ใช้คำว่า ” พระเจ้า ”( องฺ.ติก. 20/81/221 )

กำเนิดของโลกและสิ่งมีชีวิตตามที่ปรากฎในคัมภีร์อัคคัญญสูตร พระสุตตันปิฎก ซึ่งแสดงถึงกำเนิดของโลกและจักรวาล มีดังนี้

“ สมัยบางครั้งบางคราว โดยล่วงระยะกาลเป็นเวลาช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปิติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลเวลาช้านาน มีสมัยบางครั้งบางคราวโดยระยะกาลอันช้านานโลกนี้จะกลับเจริญอยู่โดยมาก และสัตว์พากันจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์นั้นได้สำเร็จทางใจมีปิติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตในภพนั้นสิ้นกาลที่ยืดยาวเป็นเวลาช้านาน ก็แหละสมัยนั้น จักรวาลทั้งสิ้นแลเป็นน็ทั้งนั้นมืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฎ ดวงดาวนักกษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฎ กลางวันและกลางคืนก็ยังไม่ปรากฎ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฎ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฎ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฎ สัตว์ทั้งหลายถึงซึ่งอันนับเพียงว่าสัตว์เหล่านั้น ”



ครั้นต่อมา โดยล่วงระยะกาลอันยืดยาวช้านานเกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป ได้ปรากฎแก่สัตว์เหล่านั้นเหมือนนมสดที่บุคคลที่เคี่ยวให้งวด แล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝ่าอยู่ข้างบน ฉะนั้นง้วนดินนั้นถึงพร้อมด้วยสี กลิ่น รส มีสีคล้ายเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งอันหาโทษมิได้ ฉะนั้น…ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ในคราวที่สัตว์พยายามเพื่อจะปั้นง้วนดินให้เป็นคำ ๆ ด้วยมือแล้วบริโภคอยู่นั้น รัศมีกายของสัตว์เหล่านั้นค่อย ๆ หายไป ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ปรากฎ เมื่อดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ปรากฎแล้ว ดวงดาวนักกษัตรทั้งหลายก็ปรากฎ เมื่อดวงดาวนักกษัตรปรากฎแล้ว กลางคืนและกลางวันก็ปรากฎ เมื่อกลางคืนและกลางวันปรากฎแล้ว เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็ปรากฎ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนปรากฎอยู่ ฤดูและปีก็ปรากฎ ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล โลกนี้จึงกลับเจริญขึ้นมาอีก…” ( ที.ปา. 11/56/76 )

ต่อมาง้วนดินอาหารของสัตว์เหล่านั้นหายไป แล้วก็เกิดมีกระบิดิน กระบิดินนั้นปรากฎคล้ายเห็ด….โดยประการที่สัตว์เหล่านั้นบริโภคกระบิดินอยู่ รับประทานกระบิดิน มีกระบิดินเป็นอาหาร ดำรงอยู่ได้สิ้นกาลช้านาน สัตว์เหล่านั้นจึงมีร่างกายแข็งกล้าขึ้นทุกที ทั้งผิวพรรณก็ปรากฎว่าแตกต่างกันไป สัตว์บางพวกมีผิวพรรณงาม สัตว์บางพวกมีผิวพรรณไม่งาม

ในสัตว์ทั้งสองจำพวกนั้น สัตว์ที่พวกผิวพรรณงามพากันดูหมิ่นสัตว์ที่มีผิวพรรณไม่งามว่า พวกเรามีผิวพรรณดีกว่าพวกท่าน พวกท่านมีผิวพรรณเลวกว่าพวกเรา ดังนี้ เมื่อสัตว์ทั้งสองพวกนั้นเกิดมีการไว้ตัว ดูหมิ่นกันขึ้น เพราะทนงตัวเพราะเรื่องผิวพรรณเป็นปัจจัย กระบิดินก์หายไป เมื่อกระบิดินหายไป ก์เกิดมีเครือดินขึ้น เครือดินนั้นปรากฎคล้ายผลมะพร้าวทีเดียว เครือดินนั้น ถึงพร้อมด้วยสี รส กลิ่น มีสีคล้ายเนยใส หรือเนยข้นอย่างดี ฉะนั้น ได้มีรสอร่อยดุจรวงผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ ฉะนั้น

การที่พระพุทธเจ้า ตรัสถึงเรื่องสัตว์จุติมาจากชั้นอาภัสสรพรหม มาสู่โลก ในระยะแรกสัตว์เหล่านั้นมีกายละเอียดและประณีต มีรัศมีในตัวเอง แต่เมื่อมีความยินดี มีความพอใจในง้วนดิน กายก็หยาบกระด้าง ผิวพรรณก็เริ่มมีความหมองคล้ำแตกต่างกันออกไป จากข้อความดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะเน้นให้เห็นว่า เมื่อสัตว์เหล่านั้นมีความพอใจยินดีในวัตถุแล้ว กิเลสตัณหาอันเป็นที่มาของคำว่าอธรรมการประพฤติผิดในหมู่สัตว์มีการกล่าวเท็จและอื่น ๆ ก็เริ่มบังเกิดขึ้น ความหยาบกระด้างในร่างกายและจิตใจก็เกิดขึ้นในตัวสัตว์เหล่านั้นด้วย และในข้อความต่อมาพระพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวถึงอาหารของสิ่งมีชีวิตโดยให้รายละเอียดไว้ว่า ง้วนดินเกิดขึ้นก่อน กระบิดินเกิดขึ้นในเวลาต่อมา กระบิดินนั้นทรงเปรียบเทียบว่าลักษณะคล้ายเห็ด แล้ววิวัฒนาการจากกระบิดินมาเป็นเครือดิน เครือดินลักษณะคล้ายผลมะพร้าว เป็นการระบุถึงวิวัฒนาการของพืชคือ เกิดผลไม้ขึ้นเป็นอาหารของมนุษย์และจุดสุดท้ายก็มีธัญญพืชเกิดขึ้น คือเกิดข้าวสารีที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารหลักในการยังชีพ

ข้อความตอนท้ายแห่งอัคคัญญสูตรมีการแสดงไว้ว่า เมื่อมีข้าวสารีเป็นอาหารหลักเกิดขึ้นแล้ว ต่อมาก็ปรากฎเพศหญิงเพศชาย ความหยาบกระด้างของกาย ความทรามของผิวพรรณปรากฎมากขึ้น เมื่อเพศหญิงเพศชาย เผชิญหน้ากันก็เกิดความพอใจ ความรู้สึกรักระหว่างเพศก็เกิดมากขึ้นและมีการสมสู่กันในที่สุด ตอนแรกการสมสู่กันเป็นที่รังเกียจในหมู่พวกเดียวกันและมีบทลงโทษ

ต่อมาภายหลังสัตว์นั้นเกิดละอายจึงรู้จักการสร้างบ้านเพื่อปกปิดซ่อนเร้นพฤติกรรมดังกล่าว เกิดรู้จักการสะสมอาหารไว้บริโภคหลาย ๆ วัน มีการแบ่งที่ดินครอบครองกันในแต่ละคราว เมื่อมีเหตุแห่งการครอบครอง ความหมายว่าทรัพย์สมบัติของสัตว์จึงเกิดขึ้น ความสุจริตและทุจริตก็เกิดขึ้น เมื่อมีขโมยเกิดขึ้น และมีการลงโทษผู้ขโมย ต่อมามีการเลือกตั้งหัวหน้าเพื่อทำหน้าที่ปกครองหมู่คณะและพิจารณาบทลงโทษพิพากษาคดี ให้ความเป็นธรรมแก่พวกสัตว์ โดยเฉพาะเรื่องการลักขโมย เกิดบุคคลประเภทหัวหน้าผู้สูงศักดิ์ขึ้น และเกิดวรรณะ กษัตริ์ แพศ์ พราหมณ์ ศูทร์ ทั้ง 4 ก็เกิดตามมา

ในตอนสุดท้ายของเรื่องนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า ความแตกต่างของมนุษย์เกิดขึ้นเพราะการกระทำและความประพฤติเท่านั้น ชาติกำเนิดไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ถึงความดีและเลวของมนุษย์ได้และหมู่สัตว์เหล่านั้นจะดีเลวก็ด้วยการกระทำของตนเองเป็นไปตามอำนาจแห่งการกระทำดังนี้.

ฉะนั้น สาระสำคัญ อันเป็นความรู้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทนั้น ย่อมเน้นความเป็นเหตุและผลของกันและกัน ดังในปฏิจจสมุปบาท ว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นและดับไปด้วยเพราะเหตุปัจจัยเป็นตัวกำหนด ไม่ใช่อย่างที่คำสอนในศาสนาอื่น ๆ เช่น ศาสนาคริสต์ โดยสอนในลักษณะความเชื่อแบบเทวนิยม สอนว่าพระเจ้าเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์สรรพสิ่งทั้งหลายรวมทั้งกำเนิดมนุษย์ด้วย เป็นต้น

เปรียบเทียบระหว่างศาสนา
คริสต์ศาสนาสอนอย่างไร
การถูกพระเจ้าลงโทษ
สาระสำคัญของอัคคัญญสูตร
วิวัฒนาการคืออะไร
อัคคัญญสูตร
กำเนิดมนุษย์
เหตุแห่งการดูหมิ่น
ข้าวสารีเกิดขึ้น
เกิดเพศหญิงและเพศชาย
เกิดผู้นำในการปกครอง
เบื้องหน้าแห่งความตาย
กำเนิดโลกและความเสื่อม
อายุของโลก
สรุปเนื้อหาในอัคคัญญสูตร
การไปอุบัติในนรกและสวรรค์
ทฤษฎีวิวัฒนาการ
จักรวัตติสูตร
สาเหตุแห่งความเสื่อมของโลก
เหตุแห่งความเจริญของโลก
ความเจริญของอายุมนุษย์
ภิกษุควรมีธรรมเป็นที่พึ่งอย่างไร
ความเสื่อมของอายุสัตว์
สาระสำคัญ

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook