บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

แนวคิดและทฤษฎีทางสังคม

ทฤษฎีโครงสร้าง – หน้าที่ (Structural – Functional Theory)
ทฤษฎีการขัดแย้ง (Conflict Theory)
ทฤษฎีปริวรรตนิยม (Exchange Theory)
ทฤษฎีการกระทำระหว่างกันด้วยสัญลักษณ์ (Symbolic Interactionism)
ทฤษฎีปรากฎการณ์นิยม (Phenomenology)
สังคมวิทยากับการศึกษา (Sociology of Education)

ทฤษฎีการขัดแย้ง
(Conflict Theory)

เป็นทฤษฎีแม่บทที่สำคัญอีกทฤษฎีหนึ่งของสังคมวิทยา เนื้อหาสาระของทฤษฎีสมัยใหม่ของทฤษฎีนี้ สืบเนื่องมาจากแนวคิดของนักสังคมวิทยา ชาวเยอรมัน 2 คน คือ Karl Marx และ Georg Simmel ทฤษฎีการขัดแย้ง แม้จะถือกำเนิดในยุโรป ในเวลาไล่เลี่ยกับทฤษฎีการหน้าที่ แต่เพิ่งจะได้รับความสนใจในอเมริกา เมื่อ ทศวรรษที่ 1950

วิจารณ์ทฤษฎีการหน้าที่ของ Parsons ว่า “เน้นเรื่องระเบียบสังคมความสมดุลและกลไกในการรักษาดุลยภาพและความเป็นระเบียบมากเกินไป จนมองเห็นความไม่มั่นคง การเสียระเบียบและการขัดแย้งว่า เป็นพฤติกรรมเสียระเบียบไปเสียหมด ความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตสังคมมนุษย์เท่าๆกับความเป็นระเบียบ ความสมดุลในสังคมนั่นเองเพียงแต่เป็นคนละด้านเท่านั้น

Lockwood ยืนยันว่ามีกลไกบางอย่างในสังคมที่ทำให้การขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

1. การที่บุคคลมีอำนาจไม่เท่ากัน
2. การที่สังคมมักมีของหายากอยู่อย่างจำกัด
3. ในสังคมมักมีกลุ่มต่างๆที่มีเป้าหมายไม่เหมือนกัน จึงมีการช่วงชิงให้ได้บรรลุเป้าหมายนั้น

สาระสำคัญของทฤษฎีการขัดแย้ง

1. ทุกหน่วยของสังคมอาจเปลี่ยนแปลงได้
2. ทุกหน่วยของสังคมเป็นบ่อเกิดของการขัดแย้ง
3. ทุกหน่วยของสังคมมีส่วนส่งเสริมความไม่เป็นปึกแผ่นและการเปลี่ยนแปลง
4. ทุกสังคมจะมีคนกลุ่มหนึ่งควบคุมบังคับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ให้เกิดความเป็นระเบียบในสังคม

นักทฤษฎีที่สำคัญ

- Karl Marx
- George Simmel
- Ralf Dahrendorf
- Lewis Coser

Karl Marx

การขัดแย้งของทฤษฎีสังคมวิทยาปัจจุบันฐานคติที่สำคัญมี 3 ประการ คือ

  1. องค์การทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เป็นผู้กำหนดรูปแบบขององค์กรอื่นๆในสังคม
  2. องค์การเศรษฐกิจของสังคมใดๆ ย่อมเป็นต้นกำเนิดการขัดแย้งเชิงปฏิวัติระหว่างชนชั้นในสังคมนั้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นเสมอ เป็นกระบวนการวิภาษวิธี (Dialectics) และจะเกิดเป็นยุคสมัยเป็นสมัยแบ่งสังคมออกเป็นกลุ่มเป็นพวก
  3. การขัดแย้งจะมีลักษณะเป็น 2 หลัก (Dipolar) ได้แก่

    - ชนชั้นที่ถูกเอารักเอาเปรียบ
    - ชนชั้นที่มีอำนาจและเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

George Simmel

สาระความคิดเกี่ยวกับองค์การสังคมของ Simmel

  1. ความสัมพันธ์ทางสังคมจะเกิดขึ้นในภาวะสังคมเป็นระบบ ซึ่งความสัมพันธ์ทางสังคมอาจสืบเนื่องมาจาก กระบวนการทางอินทรียภาพสองกระบวนการ คือ กระบวนการก่อสัมพันธ์และกระบวนการแตกสัมพันธ์
  2. กระบวนการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากทั้งแรงขับสัญชาตญาณและความจำเป็นอันสืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์ทางสังคมประเภทต่างๆ
  3. กระบวนการขัดแย้งเป็นสิ่งเก่าแก่แต่โบราณของสังคม แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นสิ่งทำลายระบบสังคมหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเสมอ
  4. ตามความเป็นจริงแล้ว การขัดแย้งเป็นกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ดำเนินไปเพื่อดำรงรักษาสังคม หรือส่วนประกอบบางอย่างของสังคม

เปรียบเทียบสาระความคิดที่เกี่ยวกับองค์การสังคม

Karl Marx

Georg Simmel

1. เห็นด้วยในเรื่องความดาษดื่นและหลีกเลี่ยงไปพ้นของการขัดแย้งในระบบสังคม

- ลักษณะทางสังคม

  1. เช่นเดียวกัน
1. เน้นผลการแบ่งแยกของการขัดแย้ง
2. มุ่งแสดงเงื่อนไขที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงจะเกิดขึ้น
  1. เน้นผลบูรณาการของการขัดแย้ง
2. มุ่งหาเงื่อนไขที่จะทำให้การขัดแย้งที่กว้างขวาง อาจเปลี่ยนแปลงไป
3. มุ่งหาสาเหตุของการขัดแย้งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างทางสังคม

- สาเหตุของการขัดแย้ง

  3. มุ่งความสนใจในรูปที่รูปแบบและ ผลกระทบของการขัดแย้งที่เกิดขึ้น
1. มาจากการแบ่งปันทรัพย์สินไม่เสมอภาคกัน   1. เกิดจากสัญชาตญาณการต่อสู้ในกัน เรื่องความเข้มข้น
2. ขึ้นอยู่กับความสมัครสมานภายในของแต่ละกลุ่มคู่กรณี

- ผลกระทบของความขัดแย้ง

  2. เช่นเดียวกัน
1. จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของสังคม

- ประพจน์ที่มีข้อความขัดกัน

  1. ผลการของขัดแย้งจะทำให้มีความต่อเนื่องของระบบสังคม
1. หากชนชั้นได้ที่มีอำนาจได้ตระหนักในประโยชน์แท้จริงของตนแล้วการขัดแย้งอย่างรุน

-ฐานคติทางความคิด

  1. เป้าหมายของกลุ่มคู่กรณีมีความขัดแย้ง กลุ่มขัดแย้งจะพยายามประนีประนอมกันมากกว่าจะต่อสู้กัน
1. ความเข้มข้นของการขัดแย้งเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงเสียไม่ได้จะต้องเกิดขึ้นในระบบสังคม สังคม การเปลี่ยนแปลงก็จะต้องเกิดขึ้นในโครงสร้าง   1. การขัดแย้งเป็นกระบวนการทาง สังคมอย่างหนึ่งเท่านั้น

สังคมนายทุนในสมัยปัจจุบันปฏิบัติตามแนวทางนี้คือ สังคมการประนีประนอมกันมากกว่าล้มล้างกัน

แนวความคิดหรือฐานคติที่เกี่ยวกับองค์การสังคมของ Mark

  1. ความสัมพันธ์ทางสังคมแสดงลักษณะเป็นระบบ ความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความสนใจที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว
  2. ระบบสังคมต่างเป็นตัวจ่ายการขัดแย้งอย่างมีระบบ
  3. การขัดแย้งจึงเป็นลักษณะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมีอยู่มากมายในระบบสังคม
  4. การขัดแย้ง มักแสดงออกมาเป็นความสนใจที่ตรงกันข้ามกันของคนสองพวก
  5. การขัดแย้ง มักเกิดจากการแบ่งปันสิ่งของที่หายาก ที่เห็นได้ชัด คือ อำนาจ
  6. การขัดแย้งเป็นแหล่งสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ในระบบสังคม

 

ประพจน์เกี่ยวกับความเครียดของการขัดแย้ง

  1. ยิ่งทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันมีอารมณ์ผู้พันมาก การขัดแย้งก็จะมีความเครียดมากขึ้น
  2. ยิ่งระดับความเป็นคนกลุ่มเดียวกันของผู้ขัดแย้งมีเพียงใด ความเครียดในการขัดแย้งก็ยิ่งมีมากขึ้น
  3. ยิ่งการขัดแย้งเกี่ยวข้องกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มที่เกี่ยวข้องมาก การขัดแย้งก็จะมีความเครียดมากขึ้น
  4. ยิ่งคู่กรณีมีความปรองดองกันมาก่อนมาก ความขัดแย้งก็จะมีความเครียดมากขึ้น
  5. ยิ่งโครงสร้างทางสังคมทั่วไป ปล่อยให้คู่กรณีอยู่แยกต่างหากจากกันได้น้อยเท่าใด ความเครียดของการขัดแย้งก็จะยิ่งมีมากเท่านั้น
  6. ยิ่งการขัดแย้งเป็นเป้าหมายอยู่ในตัว แทนที่จะเป็นอุปกรณ์ไปสู่สิ่งอื่นมากเพียงใด ความเครียดของการขัดแย้งก็จะยิ่งมีมากเท่านั้น
  7. ยิ่งคู่กรณีมองเห็นว่าการขัดแย้งเป็นเรื่องเป้าหมาย และผลประโยชน์ส่วนตัวมาก การขัดแย้งก็จะยิ่งมีความเครียดมากขึ้นเท่านั้น

หน้าที่ของการขัดแย้งทางสังคมต่อคู่กรณี

  1. ยิ่งการเป็นปรปักษ์ระหว่างกลุ่มความเครียดมากและยิ่งมีการขัดแย้งระหว่างกลุ่มมาก ขอบเขตของกลุ่มต่างๆก็จะจางหายไปน้อยลง
  2. ยิ่งการขัดแย้งมีความเครียดมากเท่าใด และกลุ่มมีบูรณาการน้อยเพียงใด กลุ่มขัดแย้งก็จะยิ่งรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลางมากขึ้นเท่านั้น
  3. ยิ่งการขัดแย้งมีความเครียดมากเท่าใด ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในกลุ่มคู่กรณี ก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

หน้าที่ของการขัดแย้งต่อสังคมเป็นส่วนรวม

  1. ยิ่งการขัดแย้งมีความมีความเครียดน้อยเพียงใด สังคมส่วนรวมขึ้นอยู่กับการพึ่งพาอาศัยกัน ก็จะยิ่งเป็นไปได้มากขึ้นกว่าการขัดแย้ง จะส่งผลให้เกิดบูรณาการในสังคมมากขึ้น
  2. ยิ่งการขัดแย้งเกิดขึ้นบ่อย การขัดแย้งมีความเครียดน้อยลง สมาชิกของกลุ่มที่อยู่ภายใต้อำนาจก็จะยิ่งระบายความเป็นปฏิปักษ์มากขึ้น รวมทั้งจะเกิดความเชื่อมั่นในการควบคุม และจะเป็นการส่งผลให้เกิดบูรณาการในสังคม
  3. ยิ่งการขัดแย้งมีความเครียดน้อยและเกิดบ่อยมาด ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการสร้างบรรทัดฐานขึ้นมาควบคุมการขัดแย้งมากขึ้น
  4. ยิ่งความสัมพันธ์เชิงปฏิปักษ์ ระหว่างคู่กรณีในสายบังคับบัญชาทางสังคม (Socail Hierarchy) มาก แต่การขัดแย้งโดยเปิดเผยมีน้อยแล้ว ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสมาชิกของแต่ละกลุ่มคู่กรณีตจะมีมากขึ้น จึงเป็นการส่งผลให้การรักษาสายการบังคับบัญชาทางสังคมขณะนั้นให้ดำรงยืนยาวต่อไป
  5. ยิ่งการขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่มีอำนาจต่างกันมาก ความเครียดมีน้อย โอกาสที่จะทำให้ความสัมพันธ์แห่งอำนาจกลายเป็นเรื่องปกติก็มีมากขึ้น
  6. ยิ่งการขัดแย้งมีความเครียดน้อย โอกาสในการที่จะสร้างกลุ่มผสมระหว่างสมาชิกของกลุ่มที่ไม่เคยมีความสัมพันธ์กันมาก่อน ก็ย่อมจะมีมากขึ้น
  7. ยิ่งการคุกคามของการขัดแย้งที่มีความเครียดมากระหว่างกลุ่มมีเวลายาวนาน กลุ่มผสมระหว่างกลุ่มขัดแย้งก็จะยิ่งมีความคงทนถาวรมากขึ้น

ประพจน์ของดาร์เรนดอรฟ Dahredorf ดำเนินตามแนวคิดของ Marx

- องค์การสังคมหรือไปซีเอ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์อำนาจและอำนาจในองค์การถือได้ว่าเป็นสิทธิอำนาจ เพราะ บทบาทเหล่านี้เป็นของตำแหน่งที่ยอมรับกันในองค์การ ดังนั้น ความเป็นระเบียบทางสังคมจะดำรงอยู่ได้ก็โดย การพยายามซ่อมบำรุง กระบวนการสร้างความสัมพันธ์แห่งสิทธิอำนาจเอาไว้

เปรียบเทียบความคิดของ Dahrendof กับของ Mark มีความเห็นเหมือนกันว่า

  1. ระบบสังคม คือสังคมมนุษย์มีสภาพการขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง
  2. การขัดแย้ง เกิดจากการขัดกันในผลประโยชน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคม
  3. ผลประโยชน์ที่ขัดกัน สืบเนื่องมาจากการได้รับส่วนแบ่งอำนาจไม่เท่ากันระหว่างกลุ่มเหนือ (Dominant) กับกลุ่มใต้ (Subjugated)
  4. ผลประโยชน์ต่างๆมีแนวโน้มที่แยกออกเป็นสองฝ่ายที่ขัดกัน
  5. การขัดแย้งเป็นแบบวิภาษวิธี จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ที่ตรงข้ามกันขึ้น จะส่งผลให้มีการขัดแย้งครั้งต่อไปอีกภายใต้เงื่อนไขเฉพาะอย่างหนึ่ง
  6. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นลักษณะที่ต่อเนื่องมาแต่โบราณของระบบสังคม และจะทำให้เกิดการขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในองค์การสังคมทุกระดับ

ประพจน์หลักของ Dahrendof

  1. การขัดแย้งมีโอกาสเกิดได้ ถ้าสมาชิกของกลุ่มขัดแย้งว่าผลประโยชน์ของตนคืออะไร และสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อมุ่งผลประโยชน์นั้น
  2. ความขัดแย้งจะเข้มข้น หากมีเงื่อนไขทางเทคนิค เงื่อนไขทางการเมือง และเงื่อนไขทางสังคม
  3. ความขัดแย้งจะมีความเข้มข้น หากการสับเปลี่ยนโยกย้ายบุคคลไปมาระหว่างกลุ่มที่มีอำนาจกับกลุ่มผู้ไม่มีอำนาจเป็นไปได้โดยยาก
  4. ความขัดแย้งจะมีความเข้มข้น หากการกระจายสิทธิอำนาจและรางวัลเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน
  5. ความขัดแย้งจะรุนแรง หากเงื่อนไขการรวมกลุ่มคนด้านเทคนิคด้านการเมือง และด้านสังคมไม่อำนวยหรือให้ทำได้น้อย
  6. ความขัดแย้งรุนแรง หากมีการเสียผลประโยชน์ในการแบ่งรางวัล เนื่องจากเปลี่ยนเกณฑ์จากเกณฑ์ตายตัวไปเป็นเกณฑ์เชิงเปรียบเทียบ
  7. ความขัดแย้งจะรุนแรง ถ้ากลุ่มขัดแย้งไม่สามารถสร้างข้อตกลงควบคุมการขัดแย้งระหว่างกันได้
  8. ความขัดแย้งที่เข้มข้น จะทำให้เกิดกาเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและการจัดการองค์กรสังคมแห่งการขัดแย้ง
  9. ความคิดขัดแย้งที่รุนแรง จะก่อให้เกิดอัตราการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างและการจัดระเบียบใหม่ในองค์กการสังคมที่เกิดการขัดแย้งนั้นอย่างสูง

ประพจน์ของโคเชอร์ ดำเนินตามแนวคิดของ Simmel

- การขัดแย้งนั้นไม่ได้มีแต่ผลเสียหายอย่างเดียว แต่มีผลในทางสร้างสรรค์มีผลในทางดีด้วย

ประพจน์ของ Coser

  1. โลกทางสังคมเป็นระบบหนึ่งซึ่งประกอบด้วยหน่วยต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน
  2. ระบบสังคมทั้งหมดต่างก็ไร้สมดุลยภาพ มีความตรึงเครียดและการขัดแย้งในผลประโยชน์ ระหว่างหน่วยงานต่างๆที่สัมพันธ์กัน
  3. กระบวนการต่างๆ ภายในหน่วยหรือระหว่างหน่อยของระบบ ดำเนินภายใต้เงื่อนไขต่างๆ เพื่อที่จะซ่อมบำรุงเปลี่ยนแปลง เพิ่มลดบูรณาการและความสามารถปรับตัวของระบบ
  4. กระบวนการ เช่น ความรุนแรง ความเห็นคัดค้าน ความเบี่ยงเบน และการขัดแย้ง ถือเป็นการทำลายระบบ

สาเหตุของการขัดแย้ง

  1. การขัดแย้งเกิดจากการที่กลุ่มไม่ได้ประโยชน์ เกิดความสงสัยข้องใจความถูกต้องของการแบ่งปันทรัพยากร
  2. การขัดแย้งเกิดจากการไม่ได้ประโยชน์ สืบเนื่องมาจากลักษณะเชิงเปรียบเทียบมากกว่าลักษณะเด็ดขาด

ความเข้มแข็งของการขัดแย้ง

  1. ความเข้มข้นของการขัดแย้งจากความชัดแจ้งของสาเหตุขัดแย้ง
  2. ความเข้มข้นของการขัดแย้งจากขนาดของอารมณ์ผูกพันธ์ของสมาชิกกลุ่มขัดแย้ง
  3. ความเข้มข้นของการขัดแย้งจากการที่โครงสร้างสังคมมีความเข้มงวด และมีวิธีการดูดกลืนความเครียดและการขัดแย้งน้อย
  4. ความขัดแย้งจะไม่เข้มข้นถ้ากลุ่มขัดแย้ง ขัดแย้งกันด้วยผลประโยชน์แท้จริง
  5. ความเข้มข้นของการขัดแย้งเกิดจากการขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ไม่แท้จริง
  6. ความเข้มข้นของการขัดแย้งเกิดจากผลประโยชน์ส่วนรวมเหนือผลประโยชน์ส่วนตัว
  7. ความเข้มข้นของการขัดแย้งเกิดจากการขัดแย้ง เนื่องมาจากค่านิยมและประเด็นสำคัญทางสังคม

ความยาวของการขัดแย้ง

  1. ความขัดแย้งจะยืดยาวหากคู่ขัดแย้งไม่จำกัดเป้าหมายลง
  2. ความขัดแย้งจะยืดยาวหากคู่ขัดแย้งไม่สามารถเห็นพ้องกันเรื่องเป้าหมายได้
  3. ความขัดแย้งจะยืดยาวหากคู่ขัดแย้งไม่รู้ความแตกต่างของตน สัญลักษณ์แห่งชัยชนะและพ่ายแพ้ของตน
  4. ความขัดแย้งจะสั้นหากผู้นำกลุ่มขัดแย้งทั้งสองฝ่ายต่างรู้สึกว่าการบรรลุเป้าหมายมีราคาแพงกว่าการได้ชัยชนะระหว่างกัน
  5. ความขัดแย้งจะสั้นหากผู้นำกลุ่มขัดแย้ง ต่างมีความสามารถชักชวนสมาชิกกลุ่มขัดแย้งให้ยุติขัดแย้งได้

ประโยชน์ของการขัดแย้ง

  1. การขัดแย้งที่มีความเข้มข้นจะทำให้ขอบข่ายของกลุ่มขัดแย้งแต่ละกลุ่มมีความชัดเจน
  2. การขัดแย้งที่มีความเข้มข้นและการแบ่งงานอย่างชัดเจนระหว่างสมาชิกของกลุ่มขัดแย้งแต่ละกลุ่ม จะทำให้เกิดการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางของโครงสร้างอำนาจการตัดสินใจ
  3. การขัดแย้งที่มีความเข้มข้นและเชื่อว่าจะมีผลกระทบไปทุกส่วนของแต่ละกลุ่มจะทำให้เกิดความมั่นคงขึ้นในแต่ละกลุ่มขัดแย้ง
  4. ความสัมพันธ์ขั้นปฐมภูมิระหว่างสมาชิกกลุ่มขัดแย้งและความขัดแย้งมีความเข้มข้น สามารถบังคับให้ยอมรับบรรทัดฐานและค่านิยมของกลุ่มได้
  5. โครงสร้างสังคมของกลุ่มขัดแย้งที่เข้มงวดน้อยและการขัดแย้งระหว่างกันมากไม่ จะเปิดโอกาสให้แต่ละกลุ่มสามารถเปลี่ยนแปลงระบบไปในแนวทางส่งเสริมการปรับตัวและความมั่นคง
  6. ความขัดแย้งที่เกิดบ่อยๆ จะทำให้สามารถเป็นเครื่องแสดงการไม่ลงรอยกันในค่านิยมสำคัญ และจะสามารถรักษาดุลยภาพได้มากขึ้น
  7. ความขัดแย้งที่เกิดบ่อยและไม่เข้มข้นมาก จะทำให้แต่ละกลุ่มขัดแย้ง สามารถสร้างระเบียบบรรทัดฐานกำกับการขัดแย้งขึ้นมาได้
  8. ระบบสังคมที่ไม่เข้มงวดมาก จะทำให้การขัดแย้งสามารถสร้างสมดุลและระดับสูงต่ำของอำนาจในระบบขึ้นมาได้
  9. ระบบสังคมที่ไม่เข้มงวดมาก จะทำให้การขัดแย้งเป็นสาเหตุให้เกิดความสัมพันธ์แบบผสม มีการยึดเหนี่ยวกันและบูรณาการของระบบเพิ่มขึ้น

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook