บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

ข้อมูลการเกษตร

ไม้ผล ไม้ยืนต้น

สารเร่งดอกมะม่วง

       มะม่วงเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก โดยมีทั้งการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ และเพื่อการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ

การปลูกมะม่วงในประเทศไทยมีมานานแล้ว จนกระทั่งอาจเรียกได้ว่าตามบ้านเรือนต่าง ๆ ก็มักจะมีการปลูกมะม่วงไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน ในสภาพปัจจุบันซึ่งมีการขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างมากมายเช่นนี้ และมีตลาดต่างประเทศรองรับผลผลิต อยู่อย่างกว้างขวาง หากมีการปลูกเลี้ยงแบบดั้งเดิม โดยปล่อยให้มะม่วงเติบโตไปตามธรรมชาติ ก็ย่อมจะทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน จึงจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาช่วย เพื่อให้ได้ผลิตผลออกมาตามต้องการ นักวิชาการเกษตรได้ค้นคว้าเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งปัจจุบันสามารถบังคับให้มะม่วงออกดอกได้ในช่วงเวลาที่ต้องการ โดยผลที่ได้รับนั้นค่อนข้างจะแน่นอน ทำให้เป็นที่สนใจ สำหรับเกษตรกรและผู้ปลูกมะม่วงโดยทั่วไป

การผลิตมะม่วงในปัจจุบัน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้วิชาการต่าง ๆ เข้าช่วยเพื่อควบคุมการเติบโตของมะม่วงให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ เรื่องการออกดอก ติดผลของมะม่วงในอดีต เป็นปัญหาสำคัญซึ่งทำให้การผลิตมะม่วงไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถบังคับให้มะม่วงมีการออกดอกได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ โดยการใช้สารเคมีบางประเภท ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเกษตร และยังเป็นแนวทางในการผลิตพืชนอกฤดูชนิดอื่นอีกต่อไป

การออกดอกของมะม่วงนั้น มีหลักการอยู่ที่ว่า ต้นต้องมีความสมบูรณ์และมี ระดับฮอร์โมนภายในอย่างเหมาะสม ซึ่งในบรรดาฮอร์โมนทั้งหลายนั้นพบว่า จิบเบอเรลลิน (gibberellins) มีความสำคัญอย่างมากต่อการออกดอกของมะม่วง จิบเบอเรลลินเป็นฮอร์โมนที่พืชสร้างขึ้นเอง และมีผลกระตุ้นการยืดตัวของเชลล์ จึงทำให้กิ่ง ก้านยืดยาวออก แต่ที่สำคัญคือจิบเบอเรลลินเป็นฮอร์โมนที่เร่งการเติบโตทางด้านกิ่ง ใบ และยับยั้งการออกดอก ดังนั้นสภาพใดก็ตามที่ทำให้มีจิบเบอเรลลินภายในต้นมาก ก็จะทำให้เกิดการเติบโตแต่ทางด้านกิ่งใบเพียงอย่างเดียวโดยไม่ออกดอก เช่น ในสภาพที่ดินชื้นหรือมีน้ำมากเกินไป มีปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป แต่ใน ทางตรงกันข้าม คือถ้าในสภาพดินแห้ง มีไนโตรเจนน้อย หรือกระทบอากาศเย็นเป็นระยะเวลานานพอสมควร จะทำให้จิบเบอเรลลินลดน้อยลง ผลที่ตามมาก็คือ การเจริญทางด้านกิ่งใบหยุดชะงักลง และมีการสร้างตาดอกขึ้นมาแทน จากหลักการข้อนี้จึงอาจใช้เป็นหลักในการควบคุมการออกดอกของมะม่วงได้ โดยหาทางลดปริมาณจิบเบอเรลลินลง เพื่อให้มีโอกาสสร้างตาดอกได้มากขึ้น

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาสารเคมีชนิดต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย และในบรรดาสารเหล่านี้มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือสารชะลอการเจริญเติบโตของพืช (Plant growth retardants) สารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติที่สำคัญคือ สามารถยับยั้งการสร้างจิบเบอเรลลินภายในพืชได้ ถ้ามีการให้สารกลุ่มนี้กับต้นมะม่วงก็จะทำให้ปริมาณจิบเบอเรลลินภายในต้นลดน้อยลง และหยุดการเติบโตทางด้านกิ่ง ใบ แต่จะพัฒนาตาดอกขึ้นมาแทน จากการทดลองใช้สารกลุ่มนี้หลายชนิดกับ มะม่วง พบว่ามีอยู่สารหนึ่งซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งจิบเบอเรลลินในต้นมะม่วง นั่นคือ สารพาโคลบิวทราโชล (Paclobutrazol) และพบว่า สารนี้สามารถบังคับให้มะม่วงออกดอกนอกฤดูได้

จากการทดลองครั้งแรก โดยคณาจารย์ของภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ. 2527 โดยทดลองกับมะม่วงน้ำดอกไม้ทะวายเบอร์ 4 ปรากฎว่าต้นมะม่วงที่ใช้สารพาโคลบิวทราโชลสามารถออกดอกได้ทุกต้นภายในเวลา 2-4 เดือนภายหลังการให้สาร เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้งานวิจัยเรื่อง การใช้สารพาโคลบิวทราโซลเริ่มแผ่วงกว้างขวางมากขึ้น โดยได้มีการทดสอบกับ มะม่วงพันธุ์อื่น ๆ เช่น เขียวเสวย หนังกลางวัน เจ้าคุณทิพย์ ฟ้าลั่น ศาลายา หนองแซง อกร่อง ทองดำ ซึ่งก็ปรากฎว่าใช้ได้ผลดีเช่นกัน ต่อมาได้มีการนำสารพาโคลบิวทราโชล ออกมาจำหน่ายแก่เกษตรกรโดยใช้ชื่อการค้าต่าง ๆ กัน เพื่อใช้บังคับการออกดอกของมะม่วงโดยเฉพาะ

สารพาโคลบิวทราโซล เป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้าใช้อย่างไม่ถูกต้องอาจไม่ได้ผลตามคุณสมบัติที่สารนั้นมีอยู่ และอาจเกิดผลเสียแก่ ต้นพืชได้ จากการวิจัยมาเป็นเวลานาน พอได้ข้อสรุปที่จะแนะนำวิธีการใช้ได้ดังนี้

1. ต้นมะม่วงที่จะใช้สารต้องมีความ อุดมสมบูรณ์สูง ต้องบำรุงรักษาต้น โดยการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย และดูแลรักษาใบให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ปราศจาก โรคและแมลงเข้าทำลาย

2. ระยะเวลาที่เหมาะต่อการให้สารคือ ในช่วงที่ใบยังอยู่ ในระยะใบอ่อนหรือใบพวง ซึ่งสามารถกระตุ้นให้มีการออกใบอ่อนขึ้นมาไหม โดยการใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง และให้น้ำสม่ำเสมอ นอกจากนี้อาจใช้สารเคมีประเภท โพแทสเซียมไนเตรท 2.5 % (ใช้สาร 500 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร) หรือไทโอยูเรีย 0.5% (ใช้สาร 100 กรัมผสมน้ำ 20 ลิตร) พ่นให้ทั่วต้นในระยะที่มะม่วงใบแกจัดเพื่อกระตุ้นให้มีการแตกตา

3. เมื่อมะม่วงมีการแตกใบอ่อนแล้ว ต้องดูแลใบอ่อนให้อยู่ในสภาพ สมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลงรบกวน จนกระทั่งใบอ่อนมีอายุ 15 ถึง 30 วัน จึงใช้ สารพาโคลบิวทราโชล เพื่อกระตุ้นการสร้างตาดอก

4. วิธีการให้สารที่เหมาะสมที่สุดคือ การรดลงดิน เนื่องจากสารนี้ดูดซึมได้ดีทางรากขั้น ตอนการให้สารมีวิธีการดังนี้

5. ภายหลังการให้สารแล้วประมาณ 2 เดือนครึ่ง มะม่วงจะเริ่มออกดอกได้ หากต้องการให้มะม่วงมีการออกดอกอย่างสม่ำเสมพร้อมกันทั้งต้นก็สามารถกระตุ้นการแตกตาโดยการใช้สารโพแทสเชียมไนเตรท หรือไทโอยูเรียได้ โดยมีเทคนิคและวิธีการดังนี้

6. เมื่อช่อดอกมะม่วงเริ่มเจริญขึ้นมายาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร ให้ใช้ เอทีฟอน ความเข้มข้น 10-20 พี พี เอ็ม (หากเป็นสารเอทีฟอนซึ่งมีเนื้อสาร 39.5 % ให้ใช้อัตรา 0.5-1 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร) พ่นให้ทั่วต้นเพื่อช่วยให้มีดอกสมบูรณ์เพศมากขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสในการติดผลได้มากขึ้นด้วย

7. เมื่อผลอ่อนมีอายุประมาณ 1 เดือน ถ้าพ่นด้วยสารเอ็นเอเอ ความเข้มข้น 20-40 พี พี เอ็ม (หากใช้สารที่มีเนื้อสารเอ็นเอเอ 4.5 % ให้ใช้อัตรา 8 ถึง 16 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร) จะช่วยป้องกันการร่วงของผลได้บางส่วน

8. เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรบำรุงต้นให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมสำหรับการออกดอกในฤดูกาลถัดไปและถ้ามีการใช้สารเพื่อเร่งดอกอีกในปี ถัดไป ต้นต้องมีการแตกใบอ่อนมาแล้วอย่างน้อย 1 ชุด แล้วดำเนินการใช้สารเร่งการออก ดอกตามวิธีการเดิม

การใช้สารพาโคลบิวทราโซล ช้ำในปีที่ 2 นั้น อาจลดอัตราการใช้ลงได้อีก ถ้าเป็นพันธุ์ที่ออกดอกง่ายเช่น น้ำดอกไม้ก็สามารถลดอัตราการใช้ลงได้ประมาณ ครึ่งหนึ่งของอัตราเดิม เช่น ปีแรกใช้สารอัตรา 20 มิลลิลิตรต่อต้น เมื่อมีการใช้สารซ้ำต้นเดิมในปีถัดมาก็สามารถลดการใช้ลงให้เหลือเพียง 10 มิลลิลิตรต่อต้นได้ ส่วนพันธุ์ที่ออกดอกยากเช่น เขียวเสวย สามารถลดอัตราการใช้ลงได้ 1/4 ของอัตราเดิม เช่น ถ้าใช้ในปีแรก 20 มิลลิลิตร ก็สามารถใช้ซ้ำในอัตรา 15 มิลลิลิตร ในปีถัดมา โดยได้ผลเช่นเดียวกัน

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การบังคับให้มะม่วงออกดอกโดยการใช้สารเคมีนั้น ไม่เป็นเรื่องยากเย็นอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ ยังไม่มีวิธีการใดที่ช่วยเพิ่มการติดผลของมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการใช้สารเคมีนั้นยังได้ผลไม่แน่นอน จึงยังไม่อาจแนะนำให้ใช้ได้ ปัญหาเรื่องการติดผลของมะม่วงนั้นมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สภาพแวดล้อมขณะออกดอก และความสมบูรณ์ของต้นมะม่วงจะมีการติดผลได้ ดีในสภาพที่อากาศไม่ชื้นเกินไป อุณหภูมิไม่สูงหรือต่ำเกินไป และต้นมีความสมบูรณ์ สูง มีการให้ปุ๋ยและน้ำอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นเมื่อสามารถบังคับการออกดอกของมะม่วงได้โดยไม่จำกัดฤดูกาลเช่นนี้ จึงมีข้อแนะนำว่าไม่ควรบังคับให้มะม่วงออกดอกในช่วงที่ฝนชุก ซึ่งมีความชื้นในอากาศสูงเกินไป ทำให้มีการติดผลได้น้อย และอีกประการหนึ่งคือ ควรบำรุงรักษาต้นให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดผลให้ดีขึ้น

อ้างอิง

ศูนย์ส่งเสริมและฝึกอบรมการเกษตรแห่งชาติ
สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
โดย ผศ.พีรเดช ทองอำไพ ภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook