บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

ข้อมูลการเกษตร

พืชผัก-สมุนไพร

การปลูกพืชผักระบบไฮโดรโปนิกส์

จากเอกสารวิชาการ เรื่อง การปลูกพืชผักระบบไฮโดรโปนิกส์
จัดทำเอกสารโดย นางสาวขนิษฐา พงษ์ปรีชา สำนักงานส่งเสริมการเกษตรภาคตะวันตก จังหวัดชลบุรี

การศึกษาวิจัย

การศึกษาวิจัยการปลูกพืชโดยวิธีไฮโดรโปนิกส์ที่ดำเนินการในภาคตะวันตก ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยภาคเอกชน เพื่อทำการศึกษาการพัฒนาเทคโนโลยีการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ เนื่องจากเห็นว่าการขยายตัวของเมืองและชุมชน โดยเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล ทำให้พื้นที่ทำการเกษตรลดลง น้ำที่ใช้ในการชลประทานก็มีจำกัด จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้พื้นที่น้อยและใช้น้ำอย่างประหยัด ผลการศึกษาจะทำให้ทราบเทคโนโลยีการปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ที่เหมาะสมกับสภาพของประเทศไทย และจะได้พัฒนาวิธีการมาใช้ในการปลูกพืชด้วยวิธีนี้เป็นเชิงพาณิชย์ต่อไป (บริษัท ที เอ บี วิจัยและพัฒนาจำกัด, 2540) ก่อนดำเนินการได้นำน้ำที่จะใช้ปลูกพืชไปวิเคราะห์ เนื่องจากคุณภาพน้ำเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการปลูกพืชด้วยวิธีนี้ การศึกษาพบว่า เทคนิคที่นำมาศึกษา 5 เทคนิค คือ เทคนิควัสดุปลูก (substrate culture) เทคนิคเป่าอากาศลงน้ำ (liquid culture, non-circulating system) เทคนิคน้ำหมุนเวียน (liquid culture, circulating system) เทคนิคน้ำไหลเป็นชั้นบางๆ ตามความลาดเอียง (NFT) และเทคนิคการฉีดพ่นราก (aeroponics) มีเทคนิคที่มีศักยภาพสามารถนำมาปรับใช้ปลูกพืชเป็นเชิงพาณิชย์ได้ 3 เทคนิค คือ เทคนิควัสดุปลูก เทคนิค NFT และ เทคนิคเป่าอากาศลงน้ำ ส่วนการจะเลือกใช้เทคนิคใด ควรพิจารณาถึงความสิ้นเปลืองสารละลายและกระแสไฟฟ้า ตลอดจนการลงทุน ทั้งนี้เทคนิควัสดุปลูกเป็นวิธีที่ง่ายและลงทุนต่ำที่สุด ส่วน NFT เป็นเทคนิคที่มีโอกาสดัดแปลงและพัฒนาไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ดีเนื่องจากไม่ค่อยมีปัญหารากพืชขาดออกซิเจน แต่ลงทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะถ้าใช้ polyurethane foam (agro-foam) เป็นวัสดุรองรับราก ส่วนเทคนิคเป่าอากาศลงน้ำแม้จะเป็นวิธีที่ปลูกพืชได้ดีแต่ก็มีข้อเสีย คือมักจะเกิดปัญหารากพืชขาดออกซิเจน

ในแง่ความสิ้นเปลืองสารละลาย พบว่าเทคนิคเป่าอากาศลงน้ำสิ้นเปลืองน้อยที่สุด โดยมีเทคนิควัสดุปลูกและเทคนิค NFT สิ้นเปลืองมากขึ้นตามลำดับ แสดงว่าเทคนิคที่สารละลายมีการเคลื่อนที่จะสิ้นเปลืองสารละลายมากกว่าเทคนิคที่สารละลายไม่มีการไหล สำหรับความสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลที่เชื่อถือได้ อย่างไรก็ตามผู้วิจัยเชื่อว่าสามารถลดความสิ้นเปลืองทั้งสารละลายและกระแสไฟฟ้าได้โดยเลือกปลูกพืชที่มีอายุสั้น (บริษัท ที เอ บี วิจัยและพัฒนาจำกัด, 2540)

ส่วนการเพาะกล้า พบว่าวัสดุเพาะกล้าที่ใช้ได้ผลดี คือ ฟองน้ำและวัสดุผสม ซึ่งประกอบด้วย ถ่านแกลบ 1 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน และขุยมะพร้าว 1 ส่วน อย่างไรก็ตามการใช้ฟองน้ำเพาะกล้า ควรใช้กับพืชที่ย้ายปลูกภายใน 2 สัปดาห์ เพราะถ้าต้นกล้าเจริญเติบโตอยู่บนฟองน้ำนานกว่านี้จะเกิดตะไคร่น้ำ นอกจากนี้ยังมีการทดลองใช้ขุยมะพร้าวอัดแท่งเป็นวัสดุเพาะกล้า พบว่าไม่สามารถใช้ได้ เนื่องจากมีความหนาแน่นสูงเกินไป รากพืชไม่สามารถชอนไชลงไปได้ และยังอุ้มน้ำมาก ทำให้รากพืชขาดออกซิเจน

ในด้านโรงเรือน ได้ทำการศึกษาโรงเรือน 2 รูปแบบ คือ โรงเรือนแบบหลังคาโค้งสองชั้น และ โรงเรือนแบบหลังคาเพิงหมาแหงน โดยโรงเรือนแบบหลังคาโค้งสองชั้นมีโครงสร้างเป็นเสาเหล็ก ความสูง 3 เมตร บุทั้ง 4 ด้านด้วยมุ้งตาข่ายพลาสติกสีขาว ขนาดตาข่าย 20 mesh มีประตูเปิดปิด 2 ชั้น หลังคามีโครงสร้างเป็นเหล็กโค้งเหลื่อมกัน 2 ชั้น บุด้วยพลาสติกใส หนา 0.15 มิลลิเมตร พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก เทคอนกรีตหนา 5 เซนติเมตร

ส่วนโรงเรือนหลังคาเพิงหมาแหงน มีตัวโรงเรือนสูง 3 เมตร โครงสร้างเป็นเสาเหล็กบุด้วยมุ้งตาข่ายพลาสติกเหมือนโรงเรือนแบบแรก หลังคาเป็นโครงสร้างเหล็กกลมพาดขวางโรงเรือน บุด้วยพลาสติกใสสีขาวหนา 0.15 มิลลิเมตร มีกันสาดเป็นเหล็กกลมเช่นกัน ประตูและพื้นเป็นแบบเดียวกับโรงเรือนหลังคาโค้งสองชั้น

ผลการศึกษาพบว่าโรงเรือนทั้ง 2 แบบไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย เนื่องจากความร้อนสะสมในโรงเรือนทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนสูงกว่าอุณหภูมิภายนอกและเป็นอุณหภูมิที่ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงควรทำหลังคาแบบปิดเปิดได้ เพื่อช่วยระบายความร้อน นอกจากนั้นไม่ควรใช้พื้นคอนกรีต ซึ่งมีส่วนช่วยในการสะสมความร้อนเพิ่มขึ้น นอกจากเรื่องอุณหภูมิแล้ว โรงเรือนทั้ง 2 แบบยังมีข้อเสียในเรื่องแสงที่ส่องผ่านเข้ามาในโรงเรือนได้เพียงร้อยละ 40-45 เนื่องจากมีฝุ่นละอองเกาะหลังคา ทำให้ขุ่นมัว แสงผ่านได้น้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช ต้องมีการฉีดน้ำล้างหลังคาและตัวโรงเรือนอยู่เสมอเพื่อล้างฝุ่นละออง

ประวัติความเป็นมา
การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในต่างประเทศ
การปลูกพืชด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ในประเทศ
ข้อดีและข้อเสียของการปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์
ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์
ปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช
เทคนิคการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์
ระบบการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์
สารละลายธาตุอาหาร
การใช้เครื่อง EC มิเตอร์
วัสดุและภาชนะปลูก
การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์ในภาคตะวันตก
การศึกษาวิจัย
การผลิตพืชผักเชิงพาณิชย์
เงื่อนไขในการผลิตพืชแบบไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์
ต้นทุน-ผลตอบแทน
การตลาด
ความรู้ของเกษตรกร
ผู้บริโภคและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม
ประโยชน์ของการปลูกพืชระบบไฮโดรโปนิกส์ต่อการเกษตรไทยในอนาคต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook