บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

ข้อมูลการเกษตร

พืชผัก-สมุนไพร

การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

โรคแมลงศัตรูและการป้องกัน

1. แมลงศัตรู

หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยได้ไม่นาน ดังนั้นแมลงศัตรูที่เข้าทำความเสียหากแก่หน่อไม้ฝรั่งจึงยังมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นแมลงที่กินพืชอาหารหลายชนิด โดยเมื่อสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมหรือพืชชนิดอื่นขาดแคลน แมลงจึงเข้าทำลายหน่อไม้ฝรั่ง แมลงศัตรูหน่อไม้ฝรั่งที่สำคัญได้แก่

หนอนกระทู้หอม
หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า หนอนหลอดหอมหรือหนอนหนังเหนียว นั้น จะเข้าทำลายหน่อไม้ฝรั่งในระยะตัวหนอน โดยจะกัดกินส่วนของลำต้นและใบ ทำให้ลำต้นและใบขาดแหว่งและหักล้มไปในที่สุด แมลงชนิดนี้ชอบกัดกินหน่อไม้ฝรั่งที่อยู่ในระยะต้นกล้า เนื่องจากสามารถกัดกินได้ง่ายกว่าหน่อไม้ฝรั่งที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ผีเสื้อจะวางไข่ได้คราวละมาก ๆ ทำให้ตัวหนอนที่ฟักอกมาจากไข่มีจำนวนมากพอที่จะกัดกินหน่อไม้ฝรั่ง จนเกิดความเสียหากได้อย่างมากทีเดียว

การป้องกันกำจัด เนื่องจากแมลงชนิดนี้มีปัญหา เรื่องการดื้อต่อสารฆ่าแมลงมาก ทำให้การใช้สารฆ่าแมลงที่เกษตรกรเคยใช้อยู่ไม่ได้ผล ซึ่งถ้าเป็นพื้นที่ปลูกใหม่การใช้สารฆ่าแมลงในกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น แอมบุช ริพคอร์ด หรือสารฆ่าแมลงพวกแลนเนท ก็ยังอาจจะได้ผลอยู่บ้าง แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ แมลงจะเริ่มดื้อต่อสารฆ่าแมลงดังกล่าว จึงควรฉีดพ่นสลับกับสารเคมีอย่างอื่น เช่น สารเคมีที่มีผลต่อการลอกคราบของตัวหนอน เช่น อาทราบอน ซึ่งแม้ว่าสารเคมีชนิดนี้จะมีราคาแพง แต่ก็สามารถใช้ในการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้หอมได้ผลดีโดยเฉพาะในแหล่งที่แมลงมีการดื้อยา

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำเชื้อไวรัสมาใช้ในการกำจัดหนอนกระทู้หอม ซึ่งก็เป็นวิธีการป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง เพราะเชื้อไวรัสเป็นเชื้อโรคของแมลงที่มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว เชื้อไวรัสชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ และแมลงที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ สำหรับวิธีการใช้จะใช้การฉีดพ่นเช่นเดียวกับการใช้สารเคมี โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการฉีดพ่น คือ ในช่วงเวลาเย็น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เชื้อไวรัสถูกทำลายด้วยแสงแดด หลังจากฉีดพ่อเชื้อไวรัสแล้วหนอนจะตายภายใน 3-5 วัน เกษตรกรสามารถเก็บหนอนที่ตายแล้ว มาผสมน้ำเพื่อฉีดพ่นฆ่าหนอนได้อีก โดยใช้หนอนที่ตายแล้วขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร จำนวน 1 ตัวผสมน้ำ 1 ลิตร นอกจากนี้ยังสามารถเก็บเชื้อจากหนอนที่ตายแล้วไว้ใช้ได้อีก โดยใส่ในขวดสีชาเก็บไว้ในที่เย็นและไม่ถูกแสงแดด จะสามารถเก็บเชื้อไวรัสไว้ใช้ได้นานมาก เชื้อไวรัสนี้ไม่มีวางจำหน่ายในท้องตลาด เกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่หน่วยป้องกันและกำจัดศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

หนอนกระทู้หอม เป็นแมลงที่มีศัตรูธรรมชาติหลายชนิด เช่น แมลงวันก้นขนและแตนเบียฬชนิดต่าง ๆ ดังนั้นการใช้สารฆ่าแมลงที่มีผลเฉพาะในการทำลายหนอนกระทู้หอม ย่อมทำให้แมลงศัตรูธรรมชาติเหล่านี้ปลอดภัยและช่วยลดปัญหาการดื้อต่อสารฆ่าแมลงของแมลงชนิดนี้ นอกจากนี้การใช้สารฆ่าแมลงที่มีฤทธิ์ตกค้างนาน ๆ จะทำให้มีการปนเปื้อนของสารฆ่าแมลงในหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและทำให้ตลาดต่างประเทศไม่รับซื้อสินค้าชนิดนี้

หนอนกระทู้ผัก
การระบาดของหนอนชนิดนี้ ในหน่อไม้ฝรั่ง จะคล้ายคลึงกับหนอนกระทู้หอมเพราะเป็นแมลงที่มีพืช อาหารหลายชนิดเช่นเดียวกันในหน่อไม้ฝรั่งหนอนจะกัดกินบริเวณยอดอ่อน และใบอ่อน จนทำให้เหลือแต่เพียงกิ่งก้านเท่านั้น และการที่แมลงชนิดนี้มีพืชอาหารหลายชนิดจึงทำให้แมลงมีการระบาดได้ตลอดทั้งปี

การป้องกันกำจัด แมลงชนิดนี้มี ปัญหาเรื่องการดื้อต่อสารฆ่าแมลงน้อยกว่าหนอน กระทู้หอม จึงทำให้สารป้องกันกำจัดได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตามการป้องกันกำจัดแมลงชนิดนี้ก็ควรจะคำนึงถึงความปลอดภัยต่อแมลงศัตรูธรรมชาติด้วย เพราะหนอนกระทู้ผักมีแมลงศัตรูธรรมชาติพวกแตนเบียฬอยู่หลายชนิดสำหรับวิธีการป้องกันกำจัดหนอน กระทู้ผักโดยทั่วไป มีอยู่ 2 วิธีคือ

  1. การใช้เชื้อโรค ซึ่งก็คือ เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทรูริงจีเอนซีสที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดเช่น ธูริไซด์ และแบทโทสปิน เป็นต้น ฉีดพ่นในช่วงที่เริ่มมีหนอนระบาด ซึ่งการฉีดพ่นควรทำในช่วงเวลาเย็น เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของเชื้อเนื่องจากแสง แดด แมลงที่อยู่ในวัยอ่อนจะอ่อนแอต่อการเขาทำลายของเชื้อได้มากกว่า จึงควรหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ ถ้าพบกลุ่มไข่หรือแมลงวัยแรก ๆ ก็ทำการฉีดพ่นเชื้อแบคทีเรียได้
  2. การใช้สารเคมี เช่น แลนเนท หรือสารเคมีในกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น ซูมิไซดริน แอมบุช ริพคอร์ด หรือสารยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง เช่น อาทราบอน ก็สามารถป้องกันกำจัดแมลงชนิดนี้ได้ดีเช่นกัน

หนอนบุ้ง
แมลงชนิดนี้มีการทำลายหน่อไม้ฝรั่งได้บ้าง แต่มีปริมาณน้อย อาจจะระบาดมาจากแปลงผักที่อยู่ใกล้เคียง โดยตัวหนอนจะกัดกินส่วนต่าง ๆ ของหน่อไม้ฝรั่ง โดยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อนอยู่

การป้องกันกำจัด ควรดูแลแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งอย่าให้มีหญ้าหรือวัชพืชต่าง ๆ ขึ้นปกคลุมหน่อไม้ฝรั่ง เพราะวัชพืชจะเป็นที่หลบซ่อนของหนอนบุ้งได้เป็นอย่างดี ตัวหนอนชอบหากินเวลาใกล้ค่ำ เนื่องจากแมลงชนิดนี้ไม่ได้มีการระบาดรุนแรงมากนัก การใช้สารฆ่าแมลงจึงควรเลือกใช้ชนิดที่มีฤทธิ์ตกค้างสั้น เช่น เซฟวิน 85% หรือแอมบุช ฉีดพ่นเมื่อพบว่ามีแลงชนิดนี้ระบาดในแปลงหน่อไม้ฝรั่ง

เพลี้ยไฟ
ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่ของเพลี้ยไฟ จะใช้ฟันเขี่ยเนื้อเยื่อพืช แล้วใช้ปากดูดน้ำเลี้ยงจากพืช โดยเฉพาะบริเวณยอดอ่อน ซึ่งทำให้หน่อไม้ฝรั่งมีอาการยอดหงิกและใบเป็นฝอย การทำลายอาจเป็นหย่อม ๆ หรือกระจายทั่วไปเมื่อพืชถูกทำลายอย่างรุนแรง ยอดจะมีสีเหลืองซีด ส่วนของลำต้นและกิ่งก้านที่ถูกเพลี้ยไฟดูดกินน้ำเลี้ยงจะมีรอยสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและสีน้ำตาลเข้มขึ้นตามลำดับ เพลี้ยไฟจะระบาดมากในช่วงปลายฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อนเพราะเป็นช่วงที่มีอากาศแห้ง แต่พอถึงช่วงฤดูฝน เพลี้ยไฟจะหมดไปเอง เพราะแมลงชนิดนี้ไม่ชอบสภาพฝนตกชุก ยอดของหน่อไม้ฝรั่งที่เคยถูกเพลี้ยไฟดูดกินน้ำเลี้ยงจนหงิก ก็สามารถแตกยอดใหม่และเจริญได้เป็นปกติ

การป้องกันกำจัด ในแหล่งที่ยังไม่เคยมีการระบาดของเพลี้ยไฟมาก่อน อาจใช้สารฆ่าแมลง เช่น เซฟวิน 85% ฉีดพ่นได้บ้าง แต่ถ้าแหล่งปลูกนั้นเพลี้ยไฟเริ่มดื้อต่อสารฆ่าแมลงแล้ว ควรฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลงชนิดอื่น เช่น โตกุไธออน เมซูโรล หรือพอสซ์ อย่างไรก็ตาม สารฆ่าแมลงเหล่านี้เป็นพวกสารดูดซึมซึ่งมีฤทธิ์ตกค้าง 1-2 สัปดาห์ ดังนั้นเมื่อฉีดพ่นสารฆ่าแมลงเหล่านี้แล้ว ควรทิ้งระยะประมาณ 7-10 วัน จึงเก็บหน่อไม้ฝรั่งออกจำหน่าย แต่เกษตรกรมักจะไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องนี้มากนัก เพราะหน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกวัน ซึ่งถ้าเกษตรกรใช้สารฆ่าแมลงดังกล่าวข้างต้นฉีดพ่นตามอัตราที่กำหนดของสารฆ่าแมลงแต่ละชนิด ภายในระยะเวลา 3-5 วันหลังการฉีดพ่น ยังคงตรวจพบสารฆ่าแมลงดังกล่าวในหน่อไม้ฝรั่งได้ แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานที่นิยมให้มีในพืชชนิดนี้ อย่างไรก็ดี ในแปลงหน่อไม้ฝรั่งที่มีการระบาดของเพลี้ยไฟไม่มากนัก การฉีดพ่นสารฆ่าแมลงอาจจะไม่จำเป็น แต่เกษตรกรควรให้น้ำกับหน่อไม้ฝรั่งอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะทำให้หน่อไม้ฝรั่งไม่มีอาการหงิกงอหรอมีสีเหลืองซีดจนหยุดการเจริญเติบโต

แมลงค่อมทอง
การระบาดของแมลงชนิดนี้ในหน่อไม้ฝรั่ง มักพบเฉพาะในบางท้องที่เท่านั้น เช่น ในแถบหุบกระพง จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น โดยตัวเต็มวัยจะกัดกินทั้งส่วนอ่อนและส่วนแก่ของหน่อไม้ฝรั่ง ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต

การป้องกันกำจัด เนื่องจากการระบาดของแลงชนิดนี้ในหน่อไม้ฝรังไม่รุนแรงมากนัก การฉีดพ่นสารเคมีจึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด

แมลงศัตรูชนิดอื่น ๆ ที่พบในแปลงหน่อไม้ฝรั่ง

นอกจากแมลงศัตรูหน่อไม้ฝรั่งที่สำคัญดังกล่าวข้างต้นแล้วนั้น ยังพบว่าในแปลงหน่อไม้ฝรั่งจะมีแมลงศัตรูพืชอีกหลายชนิด แต่เป็นพวกที่ไม่มีความสำคัญในการทำลายพืชชนิดนี้มากนัก เช่น
1. มวนปอแก้วจีน
2. มวนแดงมะเขือเทศ
3. หนอนปลอก
4. แมลงชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ใช้ศัตรูพืช เช่น
- มวนหลังแข็ง เป็นแมลงที่พบทั่วไป ไม่ทำลายพืช
- ด้วงเต่า เป็นตัวห้ำของเพลี้ยอ่อน
- ตัวเบียฬของหนอนผีเสื้อ เช่น แตนเบียฬอะแพนทีเลส แตนเบียฬอิชนิวโมนิค เป็นต้น

ในแปลงหน่อไม้ฝรั่งที่ไม่ค่อยมีการฉีดพ่นสารฆ่าแมลง จะพบว่ามีแมลงพวกตัวห้ำและตัวเบียฬมากกว่าแปลงที่มีการฉีดพ่นสารฉีดพ่นสารฆ่าแมลงอยู่เสมอ เพราะสารเคมีบางชนิดจะฆ่าตัวห้ำและตัวเบียฬเหล่านี้ ทำให้เสียสมดุลย์ในธรรมชาติ คือไม่มีแมลงศัตรูธรรมชาติคอยทำลายแมลงศัตรูพืช จึงทำให้มีการระบาดของแมลงศัตรูพืชมากขึ้น

2. โรค

โรคลำต้นไหม้
เกิดจากเชื้อราโฟมอบซิส ลักษณะอาการจะสังเกตเห็นลำต้นเป็นแผลไหม้สีน้ำตาล รูปยาวรี คล้ายรูปไข่ เป็นแนวเดียวกับลำต้น ต้นจะทรุดโทรมและแห้งตายไปในที่สุด นอกจากนี้ยังพบอาการของโรคเกิดขึ้นได้กับส่วนของกิ่งก้านและใบ การแพร่ระบาดของโรคเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็วในฤดูฝนเพราะมีความชื้นในอากาศสูง เชื้อราจะแพร่กระจายไปยังต้นปกติที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เมื่อถูกน้ำชะหรือปลิวไปตามลม

การป้องกันกำจัด

  1. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบพืชแสดงอาการเป็นโรค ให้ตัดแต่งกิ่งหรือส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายเสีย อย่าทิ้งไว้ข้างแปลงหรือบริเวณที่ปลูกเพื่อเป็นการลดแหล่งสะสมของเชื้อสาเหตุ
  2. การใช้สารเคมีควบคุมโรค ได้แก่ สารเคมีประเภทไม่ดูดซึม เช่น ไดเทนเอ็ม 45 คูโปรซาน สารเคมีประเภทดูดซึม เช่น เดอโรซาล เบนเลทโอดี หรือฟันดาโซล ผสมกับไดเทนเอ็ม 45 โดยเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง

โรคลำต้นไหม้เกิดจากเชื้อเซอคอสปอร่า
เกิดจากเชื้อราอีกชนิดหนึ่ง ลักษณะอาการจะสังเกตเห็นแผลสีม่วงอมน้ำตาลหรือสีม่วงแดง ขอบแผลไม่สม่ำเสมอ กลางแผลสีเทามีส่วนของเชื้อรา เป็นจุดเล็ก ๆ กระจายอยู่ตรงกลาง บางครั้งแผลจะขยายใหญ่ติดกัน แต่มีขนาดเล็กกว่าโรคลำต้นไหม้ที่กล่าวมาข้างต้น โรคนี้เป็นได้ทุกส่วนของต้น แต่มักเกิดมากที่ปลายกิ่งและใบ ทำให้กิ่งแห้งตายและใบร่วงหล่น การแพร่ระบาดจะมีลมหรือน้ำเป็นตัวพาไป โรคนี้มักระบาดในสภาพที่มีความชื้นสูง

การปัองกันกำจัด

  1. ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคไปเผาทำลาย
  2. ฉีดพ่นสารเคมีประเภทไม่ดูดซึม เช่น คูปราวิท, คอปเปอร์กรีน ไตรมิลต๊อกซ์ หรือสารเคมีประเภทดูดซึมพวก บาวิสติน โดยให้เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง

โรคแอนแทรคโนส
เกิดจากเชื้อราโดยพบแผลสีฟางข้าว รูปไข่กว้างประมาณ 10 มม. ยาวประมาณ 30-35 มม. ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโรคทั้งสองชนิดที่กล่าวมาข้างต้น แผลจะยุบตัวหรือเป็นรอยบุ๋ม เข้าไปในเนื้อเยื่อพืชเล็กน้อย พบส่วนของเชื้อราเป็นจุดหรือตุ่มเล็ก ๆ สีดำ ลักษณะเรียงซ้อนกันเป็นวงหรือเป็นชั้น ๆ ส่วนมากมักพบโรคที่บริเวณโคนต้น จึงทำให้ลำต้นหักล้มได้ง่าย เชื้อรา สามารถแพร่ระบาดไปกับลมหรือน้ำ มักพบ โรคนี้ระบาดมากในสภาพที่มีความชื้นสูง

การป้องกันกำจัด

  1. ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคไปเผาทำลาย
  2. ฉีดพ่นสารเคมีประเภทไม่ดูดซึม เช่น แมนโคเซ็บ คาร์เบนดาซิม แมนโคเซ็บผสมคาร์เบนดาซิม และเบนโนมิลผสมแมนโคเซ็บ โดยให้เลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

โรครากและโคนเน่า
เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดินทำลายพืชทั้งทางราก เหง้าและโคนต้น ลักษณะอาการที่สังเกตเห็นจะพบลำต้นและใบแสดงอาการเหี่ยว ต่อมาใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และตายไปในที่สุด เมื่อผ่าดูบริเวณโคนต้นจะพบว่าเนื้อเยื่อภายในถูกทำลาย เนื้อเยื่อรอบนอกบริเวณเหง้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผิวรากยุบตัวเป็นรอยบุ๋ม ถ้าระบาดรุนแรงมาก รากจะฝ่อและแห้งตายในที่สุด อาการของโรคจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถ้ามีการใส่ปุ๋ยเคมีชิดโคนต้น โรครากและโคนเน่านี้จะระบาดมากในช่วงฤดูฝน เนืองจากเชื้อสาเหตุสามารถแพร่ไปกับลมและน้ำ

การป้องกันกำจัด

  1. ใส่ปูนขาวบริเวณโคนต้นที่แสดงอาการของโรค
  2. ใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดิน เพื่อให้ต้นหน่อไมฝรั่งมีความสมบูรณ์ทำให้ไม่อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค

โรคเน่าเละ
โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เนื้อเยื่อพืชเกิดการเน่าเละ โดยอาการดังกล่าวมักเกิดบริเวณปลายหรือยอดของหน่อ แต่ก็สามารถพบอาการนี้ได้กับทุกส่วนของหน่อที่เกิดบาดแผล เชื้อสาเหตุจะทำให้เนื้อเยื่อพืชนิ่มฉ่ำน้ำและลื่น มีกลิ่นเหม็นเฉพาะ

การป้องกันกำจัด

  1. ในขณะเก็บเกี่ยว ควรระมัดระวังไม่ให้หน่อเกิดบาดแผลขึ้นเพราะจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่พืชได้
  2. ใส่ปูนขาวที่โคนต้น
  3. บำรุงดินโดยการใส่ปุ๋ย

โรคเน่าเปียก
เกิดจากเชื้อรา โดยปลายยอดมีลักษณะฉ่ำน้ำสีเขียวต่อมายอด จะแห้งและเหลือง บนแผลมีเส้นใยเชื้อรางอกออกมา บริเวณปลายเส้นใยมีสีดำมองเห็นได้ชัดเจน โรคจะแพร่ระบาดรุนแรงถ้าอากาศมีความชื้นสูง ฝนตกชุก โดยลักษณะมีฝนตกสลับกับแดดออก ปลายยอดหน่อไม้ฝรั่งจะยุบและเน่าตายภายใน 2-3 วัน

การป้องกันกำจัด
ใช้สารเคมีประเภทดูดซึมฉีดพ่น เช่น ซาพรอลพรอนโต และเทคโต โดยให้เลือกใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

ประเภทหน่อไม้ฝรั่ง
พันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง
ดินที่เหมาะสม
การเพาะกล้าหน่อไม่ฝรั่ง
การเตรียมแปลงปลูก
การย้ายกล้าหน่อไม่ฝรั่ง
การให้น้ำ
การให้ปุ๋ย
การไว้ต้นแม่เหนือดิน
การพรวนดินและการเติมปุ๋ย
การทำค้าง
การเก็บเกี่ยว
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
มาตรฐานคุณภาพหน่อไม้ฝรั่ง
การพักต้น
โรคแมลงศัตรูและการป้องกัน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook