บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ วิศวกรรม เกษตรศาสตร์ >>

ข้อมูลการเกษตร

พืชผัก-สมุนไพร

การผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก

การปลูกข้าวโพดหวานเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์

การเลือกพื้นที่ปลูก

ควรเป็นแปลงที่ไม่เคยปลูกข้าวโพดมาก่อน แต่ถ้าเคยปลกมาก่อนก็ควรจะมีการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อป้องกันการระบาดของโรคและแมลงรวมทั้งป้องกันเมล็ดข้าวโพดพันธุ์อื่นงอกขึ้นมาปะปนกับพันธุ์ที่ปลูกด้วย การปลูกข้าวโพดหวานพิเศษเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ จะต้องปลูกห่างจากข้าวโพดชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว ข้าวโพดเทียน หรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไม่น้อยกว่า 800 เมตร แต่ถ้าหาพื้นที่ไม่ได้ก็ให้ปลูกก่อนหรือหลังการปลูกข้าวโพดชนิดอื่น ๆ อย่างน้อย 14 วัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดผสมข้ามพันธุ์ทำให้เมล็ดข้าวโพดหวานพิเศษกลายพันธุ์เปลี่ยนจากเมล็ดเหี่ยวลีบเป็นเมล็ดเต่งแข็ง

ฤดูปลูกที่เหมาะสม

ฤดูปลูกที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์มี 2 ฤดู คือ

1. ปลายฤดูฝน จะปลูกช่วงปลายเดือนกรกฎาคม และเก็บเกี่ยวประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน เหมาะสำหรับการปลูกบนที่ดอนอาศัยน้ำฝน การปลูกในช่วงนี้อาจมีปัญหาในเรื่องของเมล็ดเน่าเสีย เนื่องจากแมลงกัดเมล็ด ทำให้เกิดแผลแล้วโรคเน่าเข้าทำลายต่อ เนื่องจากยังมีฝนตกอยู่ในช่วงที่เมล็ดเริ่มแก่ ซึ่งอาจแก้ไขโดยการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและหักต้นให้ปลายฝักชี้ลงดินในช่วงที่ฝักเริ่มแห้ง

2. ฤดูหนาว จะปลูกช่วงปลายเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนเมษายน เหมาะสำหรับการปลูกในนาอาศัยน้ำชลประทาน ซึ่งเป็นช่วงปลูกที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากมีอากาศแห้ง แต่มึข้อควรระวังคือ ไม่ควรปลูกก่อนปลางเดือนมกราคม เนื่องจากข้าวโพดจะออกดอกพอดีกับช่วงอากาศร้อนและแห้งแล้งในกลางถึงปลายเดือนมีนาคม ทำให้ดอกตัวผู้ปล่อยละอองเกสรไม่ดีและติดเมล็ดน้อย การปลูกข้าวโพดหวานพิเศษเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องปลูกห่างจากข้าวโพดพันธุ์อื่น ๆ เป็นระยะทาง 800 เมตร

เมล็ดพันธุ์

เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานที่ต้องการปลูกจะต้องคัดเฉพาะเมล็ดพันธุ์ที่มีลักษณะดี ไม่มีเมล็ดข้าวโพดชนิดอื่นปะปน แล้วนำมาคลุกด้วยสารเมทาแลคซิล ได้แก่ เอพรอน หรือ ลาซิล เป็นต้น ในอัตราที่ระบุในฉลากเพื่อป้องกันโรค

การเตรียมดิน

ควรปลูกในดินร่วมที่สามารถระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 5.5-6.8 ไถดินลึกประมาณ 18-20 เซนติเมตรตากดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน แล้วจึงใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และพรวนย่อยหน้าดินให้มีขนาดเล็กลง ถ้าดินเป็นกรดควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับให้ดินมีสภาพความเป็นกรดเป็นด่างพอเหมาะ โดยใส่หลังจากไถพรวนแล้ว ไถเปิดระหว่างร่องระยะห่างประมาณ 15-80 เซนติเมตร โดยไถตามแนวที่จะให้น้ำหรือระบายน้ำออก ในการไถเปิดร่องนั้นควรปรับระดับและทำทางระายน้ำให้ดีอย่าให้เกิดน้ำท่วมขังได้ เพราะจะทำให้ต้นข้าวโพดเหลืองแคระแกร็น เมื่อไถเปิดเป็นร่องครั้งแรกแล้วใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 จำนวน 25 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรจในร่องแล้วไถกลบหรือใช้จอบขุดกลบอีกครั้งหนึ่งก็ได้

การปลูก

ควรปลูกแบบแถวเดี่ยวโดยการยกร่องและให้น้ำแบบตามร่องระยะปลูกที่เหมาะสมคือระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตวร ระยะระหว่างต้น 25 เซนติเมตร นำเมล็ดที่จะใช้ปลูกประมาณ 3 กิโลกรัมต่อไร่ที่คลุกสารเคมีป้องกันโรคแล้วมาแช่น้ำประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อให้เมล็ดดูดน้ำพอเต่งพองจะช่วยให้งอกได้เร็วขึ้น แล้วนำไปหยอดโดยใช้จอบหรือเสียมขุดเป็นหลุม ๆ ละ 4-5 เมล็ด เกลี่ยดินกลบแล้วใช้สารเคมีกำจัดแมลงชนิดเม็ดแบบดูดซึม เช่น ฟูราดาน คูราแทร์หรือเดทพารอน โรายคลุมผิวหน้าหลุม จากนั้นจีงปล่อยน้ำเข้าแปลง ระวังอย่าให้น้ำท่อมหลังร่องเพราะจะทำให้หญ้าขึ้น กรณีปลูกบนที่ดอนอาศัยน้ำฝ่นควรปลูกหลังฝนตกและดินเปียกแล้ว

ในบางพื้นที่พบว่าเกษตรกรมีเทคนิคการเตรียมดินที่ดีมาก โดยมีการให้น้ำแก่ดินจนเปียกชุ่มแล้วจึงไถเตรียมดินตามขั้นตอนต่าง ๆเช่นเดี่ยวกับที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่จะไม่มีการให้น้ำอีกในตอนปลูก จะเริ่มให้น้ำในตอนถอนแยกและให้ปุ๋ยครั้งแรก

ในพื้นที่ๆมีปัญหาเรื่องหนู ให้วางเหยื่อล่อหลังจากปลูกแล้วโดยใช้เมล็ดข้าวเปลือกมาคลุกสารเคมีที่ใช้กำจัดหนู เช่น ราคูมิน หรือ รูมาไซด์ วางเหยื่อล่อเป็นจุดๆกระจายรอบแปลงปลูกให้ทั่ว

การดูแลรักษา

การให้น้ำ กรณีปลูกแบบให้น้ำแบบปล่อยตามร่อง ควรให้น้ำตามความจำเป็นโดยดูจ่ากความชื้นของดินเป็นหลัก ซึ่งจะให้ประมาณ 3-5 วันต่อครั้ง ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ เพื่อให้ดินชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ระวังอย่าให้ดินแห้งเพราะจะทำให้ข้าวโพดชะงักการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง่ช่วงออกดอกและติดฝักไม่ควรให้ขาดน้ำ เพราะจะทำให้ฝักมีเมล็ดติดไม่ค่อยดีหรือที่เรียกว่าข้าวโพดฟันหลอและผลผลิตลดลง

การถอนแยก เมื่อข้าวโพดอายุได้ประมาณ 14-15 วัน ให้ถอนแยกต้นข้าวโพดออกให้เหลือต้นที่สมบูรณ์ไว้เพียง 1 ต้นต่อหลุม

การใส่ปุ๋ยและกำจัดวัชพืช ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 50-75 กิโลกรัมต่อไร่ และปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนี่ยมซัลเฟต อัตรา 25-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยแบ่งใส่ 3 ครั้ง คือ

โรคและแมลงศัตรูข้าวโพดหวาน

โรคที่สำคัญของข้าวโพดหวาน

1. โรคราน้ำค้างหรือโรคใบลาย
สาเหตุ เกิดจากเชื้อราเพอโรโนสเคอโรสปอร่า ชอใจ (Peronosclerspora sorghi) ซึ่งสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ได้

ลักษณะอาการ ในระยะต้นกล้าจะสังเกตได้จากใบมีทางสีขาวเขียวอ่อนหรือเหลือง เห็นได้ชัดจากฐานใบถึงปลายใบ ทำให้ต้นกล้าตายได้ แต่ถ้าเป็นระยะที่ข้าวโพดเติบโตแล้วต้นข้าวโพดจะแห้งตายก่อนออกดอกและฝัก โรคนี้จะระบาดมากในฤดูฝ่นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมไปจนถึงสิ้นสุดฤดูฝน

การป้องกันกำจัด

2. โรคใบไหม้แผลเล็ก
สาเหตุ เกิดจากเชื้อราเฮลมินโทสปอเรี่ยม เมย์ดิส (Helminthosporium maydis) ซึ่งสามารถติดไปกับเมล็ดจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งอื่นๆ ได้

ลักษณะอาการ ระยะแรกจะเกิดจุดเล็ด ๆ สีเขียวฉ่ำน้ำ ต่อมาจุดจะขยายออกตามความยาวของใบ โดยจำกัดด้านกว้างของแผลขนานไปตามเส้นใบ ตรงกลางแผลจะมีสีเทา ขอบแผลมีสีน้ำตาลขนาดของแผลไม่แน่นอน แผลใหญ่เต็มที่ขนาดกว้าง 6-12 มิลลิเมตร ยาว 6-27 มิลลิเมตร อาการของโรคเมื่อเกิดกับต้นกล้าอาจจะทำให้ต้นกล้าแห้งตายภายใน 3-4 สัปดาห์หลังปลูก โรคนี้ระบาดในฤดูฝนเช่นกัน และสร้างคอนิเดีย 6 (conidia) ปลิวไปตามลมทำลายต้นอื่นต่อไป

การป้องกันกำจัด

3. โรคใบไหม้แผลใหญ่
สาเหตุ เกิดจากเชื้อราเฮลมินโทสปอเรียม เทอชิคัม (Helminthosporium turcicum) ซึ่งมีชีวิตข้ามฤดูได้ในซากของข้าวโพดที่ทิ้งอยูในไร่ทำให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคในฤดูกาลต่อไป

ลักษณะอาการ ระยะแรกจะเกิดเป็นแผลขนาดใหญ่สีเทาหรือสีน้ำตาลยาวไปตามใบ หัวท้ายเรียวคล้ายรูปกระสวย แผลมีขนาด 2.5-5 เซนติเมตร จะเกิดที่ใบล่างๆ ก่อนแล้วลุกลามไปยังใบบนทั่วต้นเมื่อมีอาการรุนแรงแผลจะขยายตัวรวมกันเป็นแผลใหญ่ ทำให้ใบไหม้และแห้งตายในที่สุด โรคนี้จะระบาดในที่ๆมีความชื้นสูง อุณหภูมิประมาณ 20-22 องศาเซลเซียส มักพบในฤดูหนาวทางภาคเหนือของประเทศไทย การแพร่กระจายขของกลุ่มสปอร์จะปลิวไปโดยลมเข้าทำลายต้นอื่นต่อไป

การป้องกันกำจัด

4. โรคสมัทหรือราเขม่าสีดำ
สาเหตุ เกิดจากเชื้อยูสทิลลาโก เมย์ดิส (Ustilago maydis) พบระบาดมากในสภาพที่แห้งแล้ง อุณหภูมิระหว่าง 25-34 องศาเซลเซียส เชื้อโรคมักเข้าทำลายพืชทางบาดแผล เช่น บาดแผลที่เกิดจากเครื่องมือในการเขตกรรมหรือการถอดยอดเกสรตัวผู้ในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์

ลักษณะอาการ ส่วนใหญ่จะพบบนฝัก รองลงมาพบบนเกสรตัวผู้และลำต้นโดยเฉพาะตรงข้อ เชื้อราจะสร้างปมขนาดใหญ่อาการระยะแรกจะมีสีขาวทั้งภายนอกและภายใน หลังจากปมแก่ภายในจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ จนในที่สุดจะมีลักษณะดำทั้งปม เมื่อแก่เต็มที่ผนังหุ้มปมจะแตกมองเห็นสปอร์สีดำของเชื้อราซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแพร่กระจายโรคโดยปลิวไปกับลมและสปอร์นี้จะสามารถทนทานกับสภาพที่แห้งแล้งหรือมีความร้อนสูงได้

การป้องกันกำจัด

แมลงศัตรูที่สำคัญของข้าวโพดหวาน

1. มอดดินหรือมอดช้าง
มอดดินเป็นตัวงวงขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในดิน โดยจะกัดกินใบและต้นข้าวโพดที่เพิ่งงอกจนกระทั่งอายุ 2 สัปดาห์ให้เสียหายได้ ทำให้เกษตรกรต้องปลูกหรือหยอดเมล็ดใหม่ซ้ำหลายครั้ง มอดดินเป็นแมลงศัตรูข้าวโพดที่สำคัญชนิดหนึ่ง ในเขตสภาพดินร่วนปนทรายของอำเภอลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี เริ่มพบมอดดินประมาณเดือนมิถุนายน เพราะเป็นช่วงที่เกษตรกรเริ่มไถดินปลูกพืชและจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ และพบมากที่สุดในเดือนสิงหาคม

การป้องกันกำจัด
การ ใช้สารเคมีกำจัดแมลงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะมอดดินระบาดเข้าทำลายข้าวโพดตั้งแต่งอกถึงประมาณ 10 วันเท่านั้น การทำลายจะรุนแรงเนื่องจากต้นพืชยังเล็ก ดังนั้นก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารเคมีกำจัดแมลง ได้แก่ ฟูราไทโอคาร์บ (โบรเมื 40เอสดี) ในอัตรา 10-15 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือคาร์โบซัลแฟน (พอสซ์ 20% เอสที) อัตรา 20 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

2. หนอนกระทู้หอมหรือหนอนหลอดหอม
หนอนกระทู้หอมเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก เป็นศัตรูอันดับหนึ่งของหอมแดงและผักทั่วไป แต่ก็พบหนอนกระทู้หอมทำลายกล้าข้าวโพดที่ปลูกในแถบอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ทำให้ข้าวโพดในระยะต้นกล้าเสียหายอยู่เสมอ โดยหนอนจะกัดกินตั้งแต่ข้าวโพดงอกได้ประมาณ 3-5 วัน จนถึงอายุ 3 สัปดาห์ ทำให้ข้าวโพดที่ถูกกัดกินตายในที่สุด

การป้องกันกำจัด

3. หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด
หนอนเจาะลำต้นข้าวโพดเป็นแมลงศัตรูข้าวโพดฝักอ่อนชนิดหนึ่ง จะเข้าทำลายตั้งแต่ข้าวโพดอายุ 20 วันเป็นต้นไป โดยปกติแล้วหนอนชนิดนี้จะเป็นศัตรูสำคัญของข้าวโพดไร่ เพราะมีระบาดอยู่เป็นประจำ และจะทำให้ผลผลิตลดลง 10-15 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในข้าวโพดฝักอ่อนนั้นจะทำให้คุณภาพของฝักเสียไป ถึงแม้ว่าหนอนจะชอบเข้าทำลายลำต้นมากกว่าฝักก็ตามแต่เมื่อมีการระบาดมากหนอนจะเข้าทำลายฝักด้วย

การป้องกันกำจัด

4. หนอนเจาะฝักข้าวโพด
หนอนเจาะฝักข้าวโพดจะทำลายโดยการกัดกินไหมและเจาะปลายฝัก ทำให้ข้าวโพดหวานเสียหาย ส่วนข้าวโพดไร่ถ้าหนอนระบาดในระยะที่ฝักยังไม่ได้รับการผสมเกสรเต็มที่จะทำให้ฝักติดเมล็ดน้อย ถ้าระบาดในระยะฝักได้รับการผสมเกสรแล้วจะไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตเพราะหนอนกัดกินที่ปลายฝักเท่านั้น

การป้องกันกำจัด

ในสภาพข้าวโพดไร่ทั่วไปไม่จำเป็นต้องพ่นสารเคมีกำจัดแมลงเพราะความเสียหายจะเกิดที่ส่วนของปลายฝักเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นข้าวโพดหวานแม้มีหนอนเจาะเพียง 1 ตัวต่อฝักก็จะทำให้เสียราคาได้ ดังนั้นควรทำการป้องกันกำจัดโดยใช้เมโธมิล (แลนเนท 90% ดับบลิวพี) และโมโนโครโตฟอส (อโซดริน 56 % อีซี) ฉีดพ่นเฉพาะที่ฝัก

การตรวจแปลงปลูก

การตรวจแปลงปลูกเพื่อตัดถอนทิ้งต้นหรือฝักที่ไม่ต้องการต้นที่มีลักษณะแปลกปลอม เช่น มีลำต้น ใบ ฝักและเมล็ดแตกต่างจากต้นอื่น รวมทั้งต้นที่ถูกโรคและแมลงทำลาย ซึ่งการตัดต้น ฝักและเมล็ดที่ไม่ต้องการนี้จะช่วยลดปัญหาการผสมข้ามชนิดและพันธุ์เป็นการป้องกันการขยายพันธุ์ของต้นที่อ่อนแอต่อโรคและแมลงด้วย

การตรวจแปลงปลูกนั้นจะต้องปฏิบัติตามระเบียบกองขยายพันธุ์พืชว่าด้วยมาตรฐานแปลงขยายพันธุ์พืช พ.ศ. 2539 และระเบียบแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2533 โดยเฉพาะข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนต้นของพันธุ์อื่นซึ่งยอมให้มีได้ 1 ต้น จากจำนวนต้นที่ปลูก 1,000 ต้น (0.1%) ของแปลงปลูกขยาย และ 1 ต้นจากจำนวนต้นที่ปลูก 500 ต้น (0.2%) ของแปลงปลูกพันธุ์จำหน่าย และจำนวนต้นผิดปกติ (ต้นที่เกิดจากการกลายพันธุ์หรือผสมพันธุ์) ของต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูก ซึ่งยอมให้มีได้ 1 ต้น จากจำนวนต้นที่ปลูก 500 ต้น (0.2%) ของแปลงปลูกพันธุ์ขยาย และ 1 ต้นจากจำนวนต้นที่ปลูก 200 ต้น (0.5%) ของแปลงปลูกพันธุ์จำหน่าย
ในการตรวจแปลงปลูกนั้นจะต้องเข้าตรวจอย่างน้อย 3 ครั้ง คือ ระยะก่อนออกดอก ระยะออกดอกและผสมเกสร และระยะเก็บฝักแก่และเก็บเมล็ดพันธุ์

การเก็บเกี่ยวฝักแก่และการคัดฝัก

การเก็บเกี่ยวฝักแก่ของข้าวโพดหวานพิเศษจะทำเมื่อมีอายุประมาณ 85-95 วันหลังจากหยอดเมล็ด หรือประมาณ 35-40 วันหลังจากการผสมเกสร ซึ่งสังเกตจากเปลือกหุ้มฝักเริ่มสีฟาง การเก็บเกี่ยวจะใช้แรงงานคนเก็บเกี่ยว โดยปอกเปลือกออกแล้วหักเฉพาะฝักใส่ถุงและนำไปตาก

การคัดฝักอาจทำได้ทั้งในขณะเก็บเกี่ยวและหลังเก็บเกี่ยว ในกรณีของข้าวโพดหวานพิเศษพันธุ์ผสมเปิด จะคัดฝักที่เป็นโรค ถูกแมลงทำลาย เมล็ดงอกบนฝัก และถูกพันธุ์อื่นผสมปะปนทำให้สีของเมล็ดเปลี่ยนไปและมีเมล็ดเต่งแข็งปนมากทิ้ง

กรณีฝักข้าวโพดหวานพิเศษลูกผสมที่ผ่านการคัดแล้วต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

เมื่อเก็บฝักมาแล้ว การที่จะทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีขั้นนั้นจะต้องนำมาผ่านขั้นตอนการจัดการฝัก คือการตากแห้ง การคัดฝักและเมล็ด การนวดหรือกระเทาะะเมล็ด การทำความสะอาดและการคัดแยกเมล็ดพันธุ์

การตากแห้ง

เมล็ดข้าวโพดที่เก็บใหม่ ๆ จะมีความชื้นสูงประมาณ 20-25% ดังนั้น จะต้องนำมาตากให้แห้งเพื่อลดความชื้นของเมล็ดลงเหลือไม่เกิน 12% จะทำให้เก็บรักษาได้โดยมีความงอกสูง ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  1. การผึ่งหรือตากแดด เป็นวิธีการที่นิยมกันทั่วไป เหมาะสำหรับการผลิตข้าวโพดในปริมาณที่ไม่มากนัก โดยนำเมล็ดข้าวโพดตากบนแคร่ไม้ไผ่ บนลานดินหรือคอนกรีตโดยใช้ตาข่ายพลาสติกปูทับบนท่อนไม้หรือวัสดุดื่น ๆ ให้อากาศผ่านใต้กองเมล็ดได้ จะช่วยให้เมล็ดแห้งเร็วขึ้น
  2. การอบแห้งโดยใช้เครื่องเป่าความร้อน โดยการบรรจุฝักข้าวโพดลงในฉางอบที่ทำด้วยไม้หรือถังอบแล้วเป่าอากาศร้อนเข้าไปตามท่อให้มีอุณหภูมิไม่เกิน 43 องศาเซลเซียส เพื่อทำให้เมล็ดแห้งเร็วเหมาะสำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์เป็นจำนวนมากหรือในสภาพที่อากาศไม่เอื้ออำนวยในการตากเมล็ด การอบแห้งโดยความร้อนจะช่วยลดความเสียหายของเมล็ดพันธุ์ได้เป็นอย่างดี

การคัดฝักและเมล็ด

ฝักข้าวโพดหวานพิเศษที่ถูกผสมข้ามทำให้เมล็ดเต่งแข็งมากและมีสีเปลี่ยนไป เช่น มีสีขาวหรือสีดำ ฯลฯ เมล็ดที่ถูกโรคและแมลงปนมาจะต้องคัดออกทั้งฝักหรือเฉพาะเมล็ดก่อนนำไปนวดหรือกระเทาะเมล็ดจะทำให้ประหยัดเวลาในการทำความสะอาดและคัดทิ้งต่อไป

การกระเทาะเมล็ด

นำข้าวโพดที่ผ่านการคัดเลือกไปกระเทาะด้วยเครื่องกระเทาะเมล็ดที่มีกำลังการหมุนช้า เพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดแตกหักเสียหายมากเกินไปและจุดสำคัญคือเมล็ดจะต้องแห้งมีความชื้นต่ำกว่า 12% เพราะถ้าเมล็ดมีความชื้นสูงจะทำให้เมล็ดแตกหักได้ง่าย

สำหรับผลผลิตเมล็ดพันธุ์ต่อไร่นั้น จะได้ประมาณ 200-450 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับพันธุ์และการดูแลรักษา

การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์

เป็นการจัดการเพื่อให้เมล็ดพันธุ์มีคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการใช้เพาะปลูก โดยมีขั้นตอนการจัดการคือ การปรับปรุงสภาพและตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การบรรจุและติดป้าย

1. การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์
การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ คือการยกระดับคุณภาพเมล็ดพันธุ์ให้ดีขึ้นโดยการทำความสะอาด ลดความชื้นและคัดขนาดแล้วนำไปคลุกสารเคมีป้องกันโรคและแมลง เช่น ริโดมิลเอ็มแซด เอพรอน แคปแทน ไดเทนเอ็ม 45 กับเซฟวิน หรือมาลาไธออน เป็นต้น

สำหรับการทำความสะอาดและคัดแยกขนาดเมล็ดนั้นจะทำหลังการกระเทาะเมล็ดโดยใช้เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ตามความถ่วงจำเพาะอีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำเมล็ดมาคลุกสารเคมีและบรรจุถุงต่อไป

2. การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์
เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการทำความสะอาดแล้วจะถูกนำมาตรวจสอบคุณภาพ ซึ่งได้แก่ การทดสอบความงอก ความชื้นในเมล็ด เมล็ดพันธุ์อื่น ๆ และสิ่งเจือปน ในห้องปฏิบัติการเพื่อให้ทราบว่าเมล็ดพันธุ์มีคุณภาพเป็นอย่างไร ตรงเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพเมล็ดพันธุ์ผัก พ.ศ. 2532 หรือไม่

3. การบรรจุและติดป้าย
เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงสภาพโดยมีความชื้นไม่เกิน 10% จะนำไปบรรจุภาชนะที่เหมาะสม เช่น ถุงผ้า กระสอบป่าน หรือถุงพลาสติก เป็นต้น พร้อมกับติดป้ายรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ผลิตคุณภาพเมล็ดพันธุ์ วันที่ทำการทดสอบเมล็ดพันธุ์ ชื่อสารเคมีที่ใช้คลุกเมล็ด น้ำหนักเมล็ดทั้งหมดและข้อมูลอื่น ๆ นำเมล็ดพันธุ์ที่บรรจุลงในภาชนะเรียบร้อยแล้วไปเก็บไว้ในห้องหรือสถานที่เหมาะสมที่เย็นและแห้งเพื่อรอการจำหน่ายต่อไป

หลักการผลิตเมล็ดพันธุ์ผัก
การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีน
การปลูกข้าวโพดหวานเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์
การปลูกผักกาดหอมเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์
การปลูกแตงกวาเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook