บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย

ความเหลื่อมล้ำ

ความเหลื่อมล้ำนั้นมีหลายมิติ สรุปก็คือความเหลื่อมล้ำด้านรายได้, ด้านสิทธิ, ด้านโอกาส, ด้านอำนาจ, และด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ทั้งห้ามิตินี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพราะความเหลื่อมล้ำด้านหนึ่งก็อาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆ ด้วย

ในประเทศไทย หากจัดประชากรออกเป็น 5 กลุ่มตามรายได้และการถือครองทรัพย์สิน ปรากฏว่ากลุ่มบนสุดมีทรัพย์สินครัวเรือนถึงร้อยละ 69 ในขณะที่กลุ่มคนต่ำสุดมีทรัพย์สินครัวเรือนอยู่ที่ร้อยละ 1 เท่านั้น ส่วนแบ่งรายได้ของกลุ่มรวยสุดมีถึง ร้อยละ 55 ในขณะที่กลุ่มจนสุดมีส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 4.4 เท่านั้น แม้แต่กลุ่มที่รวยเป็นอันดับสองรองลงมาก็ได้ส่วนแบ่งของรายได้เพียงร้อยละ 18 ขณะเดียวกัน กว่าร้อยละ 70 ของครัวเรือนไทยไม่ได้เสียภาษี กลุ่มรายได้ที่หลบเลี่ยงภาษีมากคือรายได้จากทรัพย์สิน, วิชาชีพอิสระ และการค้า-ธุรกิจ และเมื่อพิจารณาการใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐ พบว่ากลุ่มมีฐานะดี (ร้อยละ 50 ข้างบน) ทุกกลุ่มได้ประโยชน์มากกว่าร้อยละ 10 ของงบรวม ในขณะที่ครึ่งล่างทุกกลุ่มได้ประโยชน์น้อยกว่าร้อยละ 10 ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปัจจุบัน จึงยิ่งจะทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่แล้วในสังคมไทยปัจจุบันยิ่งเลวร้ายลงไปอีกในอนาคต

ฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างไรที่จะมีปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก จนทำให้ประเทศไทยล้มเหลวในหลายต่อหลายด้าน จะก้าวต่อไปได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่ถาโถมเข้ามาจากภายนอกและที่เกิดขึ้นภายในสังคมของเราเอง

อันที่จริงความเหลื่อมล้ำเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดในทุกสังคมและทุกยุคสมัย แต่ในสังคมสมัยใหม่ ทุกคนถูกทำให้เชื่อว่าตนเองหรือลูกหลานจะดีขึ้น หรือสามารถเขยิบฐานะของตนให้สูงขึ้นได้ สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำมากและสั่งสมมานาน ไม่อาจทำให้คนเชื่อได้ว่าอนาคตของตนหรือลูกหลานจะดีขึ้น คนจำนวนมากมองชีวิตของตนว่ามีแต่ตกต่ำไปเรื่อยๆ โดยมองไม่เห็นว่าจะเงยหน้าอ้าปากได้อย่างไร ในสังคมที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นในอนาคตของตนเอง สังคมก็ไม่มีอนาคตไปเท่าๆ กัน

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สภาวะเหลื่อมล้ำอย่างมากทำลายศักยภาพ หรือความสามารถที่แฝงเร้นอยู่ไม่ให้ได้แสดงออกมา เพราะไม่มีโอกาส หรือไม่มีพลัง หรือเพราะเสี่ยงเกินไปที่จะริเริ่มสิ่งใหม่ ความเหลื่อมล้ำจึงทำลายทั้งศักยภาพของบุคคล, ของกลุ่มต่างๆ และของสังคมประเทศชาติโดยรวม การปฏิรูปจึงต้องมุ่งปลดปล่อยพลังการผลิตของสังคม ซึ่งไม่ได้มีความหมายเพียงการผลิตด้านสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเท่านั้น แต่รวมถึงการผลิตสิ่งที่เป็นคุณค่า เช่น ศิลปะ, วิชาความรู้, สติปัญญาและด้านจิตวิญญาณของสังคมด้วย

คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) วิเคราะห์สภาพการณ์ดังที่กล่าวนี้แล้ว เห็นว่าเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างหนักเช่นนี้ มีสาเหตุมาจากการที่คนกลุ่มต่างๆ มีอำนาจในการต่อรองห่างไกลกันมาก อำนาจในที่นี้หมายรวมถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคมและวัฒนธรรมทั้งหมด ไม่เฉพาะแต่อำนาจต่อรองในทางการเมืองหรือเศรษฐกิจเท่านั้น เช่นเพราะเป็นชาวเลซึ่งจำนวนหนึ่งยังไม่ได้สถานะพลเมืองไทยด้วยซ้ำ ย่อมไม่สามารถถือครองที่ดินหรือรับบริการจากรัฐได้เสมอเหมือนคนไทยอื่นๆ ยังไม่พูดถึงไม่มีตัวแทนของตนในสภานิติบัญญัติ หรือไม่มีธุรกิจขนาดใหญ่ของตนเองเพื่อจ้างงานชาวเลด้วยกัน ในขณะที่การธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตนก็ทำได้ยากขึ้น เพราะเข้าไม่ถึงทรัพยากรที่จำเป็น ดังเช่นจะทำพิธีลอยเรือบูชาบรรพบุรุษได้อย่างไร เมื่อเข้าไม่ถึงชายหาดฝั่งทะเล

อำนาจที่ใกล้เคียงกันย่อมทำให้เกิดการต่อรองกันอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้ ดังนั้นเป้าหมายหลักของการปฏิรูป คือ การปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจ หรือเพิ่มอำนาจให้แก่กลุ่มคนที่มีอำนาจน้อย ด้วยความมุ่งหวังว่าจะเกิดดุลยภาพเชิงอำนาจระหว่างคนกลุ่มต่างๆ สามารถเข้าสู่เวทีการต่อรองได้อย่างมีพลังใกล้เคียงกัน หากพูดในภาพรวมการปฏิรูปมุ่งจะให้เกิดดุลยภาพเชิงอำนาจระหว่างรัฐ, ทุนและสังคมนั่นเอง

พลังในการต่อรองภายในที่กระจายไปยังคนกลุ่มต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน จะทำให้ประเทศไทยมีพลังในการต่อรองกับรัฐ-ทุน-สังคมข้ามชาติด้วย อันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งในสภาพโลกาภิวัตน์ของปัจจุบันและอนาคต อำนาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกันของกลุ่มคนภายในประเทศ มักทำให้การต่อรองกับประเทศอื่นมุ่งสนองประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยที่มีพลังต่อรองภายในสูง จึงยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น และทำให้ประเทศไทยโดยรวมอ่อนแอมากขึ้นจนตกเป็นเบี้ยล่างในการต่อรองตลอดไป

มนุษย์มีชีวิตอยู่ท่ามกลางการต่อรองเสมอ คนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มจะสามารถนำเอาความต้องการและความจำเป็นของตนเข้าไปในการตัดสินใจกิจการสาธารณะต่างๆ ได้มากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับว่ามีอำนาจต่อรองมากน้อยเพียงไร หากมีอำนาจน้อยความต้องการและความจำเป็นของตนก็จะถูกคำนึงถึงน้อย แม้แต่ในสภาวะที่ไม่ได้เกิดการต่อรองกับใคร แต่สถานการณ์บีบบังคับ เช่น เกิดเศรษฐกิจตกต่ำ หรือไม่อาจต้านทานแรงกดดันของกลุ่มได้ มนุษย์ก็ยังต้องต่อรอง (negotiate) กับสถานการณ์ คนมีอำนาจน้อยก็ย่อมมีช่องทางในการต่อรองกับสถานการณ์ได้น้อย เช่น เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ต้องตกงาน ไม่มีอาชีพหรือรายได้อื่นรองรับ ช่องทางที่จะต่อรองกับสถานการณ์ก็ยิ่งน้อยลง หรือแม่น้ำที่เคยใช้ทำมาหากิน ถูกนำมาสร้างเขื่อนพลังงาน หมดอาชีพที่เคยทำมา ก็ไม่มีพลังจะสร้างอาชีพใหม่ที่ทำรายได้เท่าเก่า เหลือพลังต่อรองแต่เลือกทำกินในอาชีพที่ให้รายได้น้อยลง เช่น เก็บขยะขาย หรือรับจ้างแรงงานเป็นต้น

การปฏิรูปต้องเพิ่มพลังต่อรองของคนทุกกลุ่มในสังคม เพื่อให้เกิดดุลยภาพในการต่อรองทั้งกับกลุ่มอื่นๆ และกับสถานการณ์ความผันผวนในชีวิต

ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของประเทศไทย
ความเหลื่อมล้ำ
การบริหารจัดการทรัพยากร

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook