บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

สังฆาธิปไตย

2 สังฆะ

2.1.ความหมายของสงฆ์
2.2.กำเนิดสงฆ์
2.3.อุดมการสงฆ์
2.4.วิวัฒนาการแห่งการเกิดสงฆ์
2.5.องค์ประกอบแห่งสงฆ์
2.6.ประเภทของสงฆ์
2.7.หน้าที่สงฆ์
2.8.สังฆกรรมที่สำคัญ

2.8.สังฆกรรมที่สำคัญ

สังฆกรรมในพระพุทธศาสนามีอยู่หลายประการดังที่ยกตัวอย่างมาแล้ว แต่เพื่อให้ เห็นถึงความสำคัญและการใช้สิทธิในการออกเสียง หรือขั้นตอนในการทำ จึงขอนำมาเสนอเพื่อให้เกิดความเข้าใจเพียง 3 พิธีกรรม และอีกรูปแบบหนึ่งของการเป็นตัวแทนสงฆ์ รวมเป็น 4 ภารกิจคือ

1.พิธีกรรมอุปสมบท
2.พิธีกรรมรับผ้ากฐิน
3.พิธีผูกพัทธสีมา
4.พิธีการรับสังฆทาน

ซึ่งจะอธิบายตามลำดับต่อไปนี้

พิธีอุปสมบท

คำว่า การบวช หมายถึง การเว้นทั่ว คือเว้นจากความชั่วทุกอย่าง หรือการลอย บาป ( บวช ออกมาจากคำว่า ป + วช) หมายถึงการถือเพศเป็นนักพรตทั่วไป ; บวชพระ คือ บวชเป็นภิกษุ เรียกว่า อุปสมบท, บวชเณร คือ บวชเป็นสามเณร เรียกว่า บรรพชา

ในเรื่องดังกล่าวนี้ พระธรรมปิฎก ได้อธิบายเพิ่มเติมเอาไว้ว่า “ การบวชเป็นภิกษุ หรือภิกษุณี นั้น มีวิธีอุปสมบททั้งหมด 8 วิธี วิธีการที่ 3-7 เป็นวิธีที่ทรงประทานเป็นการพิเศษจำเพาะบุคคลบ้าง ขาดตอนหมดไปแล้วบ้าง และได้ประมวลมา ดังนี้

  1. เอหิภิกขุอุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยพระวาจาว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง
  2. ติสรณคมนูปสัมปทา หรือ สรณคมนูสัมปทา การอุปสมบทด้วยถึงไตรสรณะ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตให้พระสาวกทำในยุคต้นพุทธกาล เมื่อคณะสงฆ์ยังไม่ใหญ่นัก (ต่อมาใช้สำหรับการบรรพชาสามเณร)
  3. โอวาทปฏิคคหณูปสัมปทา การอุปสมบทด้วยการรับโอวาท เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่พระมหากัสสปะ
  4. ปัญหาพยากรณูสัมปทา การอุปสมบทด้วยการตอบปัญหาของพระพุทธองค์ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่โสปากสามเณร
  5. ครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา หรือ อัฏฐครุธรรมปฏิคคหณูปสัมปทา การอุปสมบทด้วยการรับครุธรรม 8 ประการ เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่พระนางมหาประชาบดีโคตรมี
  6. ทูเตนะ อุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยทูต เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตแก่นางคณิกา ชื่ออัฑฒกาสี
  7. อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา การอุปสมบทมีวาจา 8 คือ ทำด้วยญัตติจตุตถกรรม 2 ครั้งจากสงฆ์ทั้งสองฝ่ายคือจากภิกษุณีสงฆ์ครั้งหนึ่ง จากภิกษุสงฆ์ครั้งหนึ่ง ได้แก่การอุปสมบทของภิกษุณี
  8. ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา การอุปสมบทด้วยญัตติ จตุตถกรรม เป็นวิธีที่ทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำ ในเมื่อคณะสงฆ์เป็นหมู่ใหญ่ขึ้นแล้ว และเป็นวิธีที่ใช้สืบมาจนทุกวันนี้

ภูมิหลังสังคมอินเดียในสมัยพุทธกาลที่มีความยึดมั่นและเชื่อในเรื่องของวรรณะ 4 จนทำ ให้เกิดความไม่เท่าเทียมของคนในระบบวรรณะ ซึ่งรวมไปถึงความไม่เท่าเทียมกันในการนับถือศาสนา ตลอดจนถึงเรื่องเศรษฐกิจการประกอบอาชีพของผู้คนในสังคม แต่เมื่อเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว พระพุทธเจ้าถือว่าทุกคนเสมอกัน มีความเท่าเทียมกัน

......ไม้ไม่ว่าจะเป็นสัก มะขาม..........................ในที่สุดเมื่อรวมกัน ถูกไฟแล้วก็มีสีเหมือนกัน.........น้ำไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำไหน............สู่มหาสมุดก็มีรสเดียว...................................

เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น จึงขอกล่าวถึงขั้นตอนในการบวช ดังนี้

พิธีกรรมอุปสมบท ซึ่งเป็นกระบวนการอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการนำคนเข้ามาสู่อาณาจักร ของพระพุทธศาสนา โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้

1.นาค คือ ผู้ตั้งใจจะบวช ปลงผม นุ่งขาวห่มขาว ระวังกายวาจาใจให้สงบ เดินเข้ามาในพระอุโบสถ์แล้วไหว้พระ คือ กราบพระพุทธรูปประธาน 3 หน

2.นาค เปล่งวาจาว่า เอสาหัง ภันเต ฯลฯ เพื่อขอบรรพชา

3.พระอุปัชฌาย์ –สอนนาคให้รู้จักเหตุและผล ตลอดจนถึงเทคนิคการพิจารณาร่างกายโดยนำเอา ตจปญฺจกรรมฐาน (กรรมฐานมีหนังเป็นที่ห้า) มาสอนโดยให้นาคว่าตาม เกสา (ผม)-โลมา (ขน)-นะขา (เล็บ) –ทันตา (ฟัน) –ตะโจ (หนัง) ลำดับต่อมาพระอุปัชฌาย์ จึงได้ดึงผ้าอังสะ (ผ้าไตร คือผ้า 3 ผืน ประกอบไปด้วย ผ้าจีวร หรือผ้าใช้ห่ม, ผ้าสบง หรือผ้านุ่ง, ผ้าสังฆาฏิ หรือผ้าพาด ส่วนผ้าอังสะ..............) มาคล้องคอของนาค จากนั้นจึงได้มอบผ้าไตรจีวรไห้ออกไปห่มผ้านอกหัตถบาตสงฆ์ เมื่อห่มผ้าไตรเรียบร้อยแล้ว จึงกลับเข้ามาในท่ามกลางสงฆ์อีกครั้ง

4.เมื่อผู้เตรียมตัวจะบวช ได้เข้ามาท่ามกลางสงฆ์แล้วก็กราบพระอุปัชฌาย์ เพื่อขอศีล 10 เมื่อการสมาทานศีล จบลงถือว่านาคได้กลายเป็นสามเณร ซึ่งแปลว่าเหล่ากอแห่งสมณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่าการกราบกับพิธีกรรมในการบวชนั้นมีจำนวนหลายรอบ อันเป็นการสื่อให้ให้ถึงการยินยอม ลดละมานะคือความถือตัว ลดทิฏฐิคือความคิดเห็น ลดอัตตาคือการยึดมั่นในตัวตน

5.ต่อจากนั้นสามเณร ได้เปล่งวาจาว่า อุปชฺฌาโย เม ภนฺเต โหหิ เพื่อจะขออุปสมบท

6.พระอุปัชฌาย์ได้ให้คำแนะนำในการระมัดระวัง และการวางตัวให้แก่สามเณรว่าเพศของเราได้ต่างจากฆราวาสแล้ว จากนั้น จึงได้ถามถึงผ้าไตรจีวร ว่า ผ้าคลุมมีไหม ?, ผ้าสังฆามีไหม?, ผ้านุ่งมีไหม? และบาตรมีไหม? เมื่อมีผ้าครบแล้วก็ให้สามเณรออกไปยืนรอนอกหัตถบาต เพื่อเปิดโอกาสให้สงฆ์ได้พิจารณา

7.พระคู่สวด ได้ขออนุญาตเป็นตัวแทนสงฆ์เพื่อยกประเด็นหรือญัตติเสนอต่อสงฆ์ โดยการตั้งนะโม 5-7 ชั้น เสร็จแล้วกลับมานั่งที่เดิมเพื่อสวดขออนุญาต จากนั้นก็ลุกออกไปหาสามเณรแล้วสอบถาม ประเด็นต่าง ๆ ว่ามีคุณสมบัติที่จะขอบวชหรือไม่ โดยมีคำถาม 3 ชุด โดยชุดแรกตอบปฏิเสธ 5 ข้อ ชุดที่สองตอบยอมรับ 8 ข้อ ชุดที่สามตอบชื่อฉายาทั้งของผู้บวชและพระอุปัชฌาย์ 2 ข้อ รวมเป็น 15 ข้อ ดังนี้

7.1.กุฏฐํ
7.2.คณฺโฑ
7.3.กิลาโส
7.4.โสโส
7.5.อปมาโร คุณเป็นบ้าหรือเปล่า?
7.6.มนุสฺโสสิ๊ คุณเป็นมนุษย์หรือเปล่า?
7.7.ปุริโสสิ๊ คุณเป็นผู้ชายหรือเปล่า?
7.8.ภุชิสฺโสสิ๊
7.9.อนโณสิ๊ คุณ
7.10.นสิ๊ ราชภโฏ คุณมีโทษทัณฑ์ทางบ้านเมืองใหม?
7.11.อนุญฺญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ บิดามารดาได้อนุญาตคุณบวชหรือยัง
7.12.ปริปุณฺณวีสติวสฺโสสิ๊ คุณอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือไม่?
7.13.ปริปุณฺณนฺเต ปตฺตจีวรํ คุณมีบาตรจีวรครบหรือเปล่า
7.14.กินฺนาโมสิ คุณชื่ออะไรละ?
7.15.โก นาม เต อุปชฺฌาโย พระอุปัชฌาย์ของคุณชื่อว่าอย่างไร?

เมื่อพระคู่สวดได้สอบถามแล้ว จึงได้กลับเข้ามารายงานสงฆ์ จากนั้นจึงได้เรียกนาคที่ยืนรออยู่ให้เข้ามาในท่ามกลางสงฆ์ จากนั้นสามเณรจึงเปล่งวาจาว่า สังฆัมภันเต ( 3 ครั้ง)

8.จากนั้นพระอุปัชฌาย์ ได้เผดียงสงฆ์ คือกล่าวขอความคิดเห็นในการที่มีสามเณรได้ขออุปสมบท เมื่อคณะสงฆ์ได้ยอมรับโดยการกล่าวคำรับรองว่า “สาธุ” พร้อมกัน

9.จากนั้นพระคู่สวด จึงได้ขออนุญาตจากสงฆ์เพื่อสอบถามผู้ขอเข้าอุปสมบทในท่ามกลางสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีคำถาม 3 ชุด 15 ข้อเหมือนเดิม เมื่อแน่ใจแล้ว พระคู่สวดจึงได้เริ่มสวดญัตติจัตตุถกรรมวาจา ถึง 4 รอบเพื่อย้ำให้แน่ใจว่าไม่ผิดพลาดแล้ว เมื่อสวดรอบที่สี่จบถ้าไม่มีการทักท้วงถือว่าผู้ขอบวชนั้น สำเร็จเป็นพระในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์แล้ว

10.จากนั้นพระอุปัชฌาย์จึงได้บอกอนุศาสน์ คือการตามสอนหลังพิธีการบวช ว่าสิ่งที่ควรทำ 4 ประการคือ

10.1. เที่ยวบิณฑบาต
10.2. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล
10.3. อยู่โคนไม้
10.4. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า และสิ่งที่ไม่ควรทำ 4 ประการ คือ
10.5. เสพเมถุน
10.6. ลักของเขา
10.7. ฆ่าสัตว์
10.8. อวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน

11.จากนั้นพระบวชใหม่ จึงได้ขอขมาสงฆ์ หากประสงค์จะถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ก็ถวาย พระสงฆ์จะได้อนุโมทนา ซึ่งเป็นการเสร็จพิธี

ในสังคม อินเดีย วรรณะถือว่า เป็นระบบของการแบ่งชนชั้นของสังคม ที่ตายตัวใครจะละเมิด หรือไม่ปฏิบัติตามมิได้ ถือว่าผิด ในระบบสังคมดังกล่าวจึงก่อให้เกิดความยุติธรรมให้เกิดขึ้น มีการรังเกียจ , มีการสงวนอาชีพเพื่อให้เฉพาะบางวรรณะ เท่านั้น

คำว่า บวช แปลว่า ผู้ลอยบาป คือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบาปอีกต่อไปนั้นเอง ในพระพุทธศาสนาใช่ว่าทุกคนจะมีสิทธิในการบวชมาตั้งแต่เกิดไม่ ผู้ที่จะขอบวชจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติในหลาย ๆ ประการ เช่น

คำว่า นาคะ แปลว่า ผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ปรากฏในตำนานทางพระพุทธศาสนา โดยมีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาไหลตัวใหญ่ยาว มีเกล็ด แต่หากมุ่งเอาความหมายก็คือผู้ที่มีจิตใจสูง คือมนุษย์สมบูรณ์แบบ เวลาคนที่จะบวชเป็นพระก็ดี เป็นสามเณรก็ดี ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าชุดสีขาว โดยเรียกบุคคลนั้น ๆ ว่า “นาค” หรือ “พ่อนาค”

..เมื่อบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว พระบวชใหม่จะต้องได้รับการฝึกหัดอบรมและการศึกษาเล่าเรียนจากพระอุปัชฌาย์โดยอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของท่านจนกว่าจะมีพรรษาครบ 5 จึงเรียกว่า นิสัยมุตตกะ คือผู้พ้นจากการพึ่งพาพระอุปัชฌาย์ ดังนั้นกระบวนการฝึกอบรมพระบวชใหม่จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง....

พิธีกฐิน

เทศกาลของกฐินเริ่มขึ้นหลังการออกพรรษาของพระที่อยู่ครบไตรมาสในอาวาส นั้น ๆ แต่ทั้งนี้อาวาสไหนหรือวัดไหนจะมีสิทธิในการรับกฐินได้ต้องขึ้นอยู่กับว่ามีพระภิกษุครบจำนวน 5 รูปด้วยหรือไม่และไม่มีใครมีพรรษาขาด และที่สำคัญต้องมีผู้จองหรือเจ้าภาพกฐินแล้วต้องอยู่ในเขตกฐินคือ 1 เดือนหลักออกพรรษาแรก คือเริ่มวันแรม 1 ค่ำเดือน......ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน......เท่านั้น

ที่นี้มาดูขั้นตอนในพิธีการดังนี้

  1. เริ่มจากผู้จอง (เจ้าภาพ) ได้เข้ามาติดต่อขอรับเป็นเจ้าภาพในวัดที่มีองค์ประกอบ ดังที่กล่าวมาแล้ว พร้อมกำหนดวัดทอด
  2. การจัดดาเครื่องประกอบองค์กฐินและเครื่องไทยธรรมบางท่านอาจรับเป็นเจ้าภาพคนเดียว บางเจ้าภาพอาจรับมาทำเป็นคณะ ซึ่งอาจจะมีการฉลองสมโภชขึ้นอยู่กับเจ้าภาพนั้น ๆ ว่าจะมีมากน้อยเท่าไหร่อย่างไร ให้เหมาะสม
  3. ในวันถวายกฐิน เมื่อเจ้าภาพถวายแล้ว จากนั้นเป็นหน้าที่ของสงฆ์ที่จะดำเนินการตั้งญัตติเพื่อขอต่อไป
  4. การตั้งญัตติ โดยมากมักจะเป็นประธานสงฆ์ที่ประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า ผ้ากฐินทานนี้มีเจ้าภาพชื่อนี้นำมาถวายไว้ให้กับสงฆ์ ผ้ากฐินทานนี้เป็นของบริสุทธิดุจล่องลอยอยู่ในนภากาศหาเป็นของผู้หนึ่งผู้ใดไม่ และถึงเวลาที่จะขอญัตติหรือพร้อมที่จะทำสังฆกรรมหรือไม่? ถ้าพร้อมใจกันก็ขอให้เปล่งวาจา สาธุ นับว่ายอมรับมตินั้น
  5. ภิกษุรูปต่อมาได้พูดขึ้นว่าผ้ากฐินทานนี้ ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่าเหมาะกับพระรูปนี้ ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติอย่างนี้ ๆ หากใครจะทักท้วงจงทักท้วงขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ ณ (หยุดระยะเพื่อให้มีการทักท้วง) จุดนี้หากมีใครทักท้วงขึ้นมา ก็ต้องอุปโลกให้รูปต่อไปจนกว่าจะมีการย่อมรับกันอย่างไม่มีใครทักท้วง หากไม่มีใครทักท้วงจงเปล่งวาจาว่า สาธุ ให้พร้อมเพียงกัน หากมีเสียงสาธุขึ้นพร้อมกัน ก็เป็นอันรับมตินั้น ๆ โดยใช้เสียงเอกฉันท์ รับแล้วช่วยกันอนุโมทนา หลักการของเสียงข้างมาก

โดยปกติแล้วผู้น้อยคือผู้มีพรรษาน้อยกว่าจะต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ คือผู้ที่บวชก่อน แต่ในเวลาทำงานของส่วนรวมหรือทำสังฆกรรม ภิกษุทุกรูปที่เข้าร่วมในพิธีต่างก็มีสิทธิเท่าเทียมกันทุกรูป

พิธีผูกพัทธสีมา

พิธีกรรมนี้เป็นการกำหนดเขตของสถานที่เพื่อสามารถใช้ทำพิธีกรรมต่าง ๆ ได้ ดังนี้

  1. ไหว้พระรับศีล (หากมีการบรรยายให้ข้อคิดก็จะทำกันในช่วงนี้)
  2. อ่านประวัติวัด
  3. ประธานในพิธี ทำความเคารพพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว-เปิด กรวยดอกไม้
  4. อ่านประกาศ เรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมา (มีรายชื่อวัดต่าง ๆ ที่แนบท้าย)
  5. อ่านประกาศ ขนาดของสีมา (กว้าง-ยาว) เท่าไหร่ ฝ่ายบ้านเมืองขอมอบถวายเพื่อคณะ สงฆ์จะได้สวดผูกให้ถูกต้อง---สงฆ์สาธุการพร้อมกัน
  6. ในขณะที่นายอำเภอเดินมามอบถวาย----สงฆ์สวดชยันโต ต่อไปเป็นพิธีกรรมของสงฆ์............เข้าสู่หัตถบาต
  7. ประธานสงฆ์นำบูชาพระรัตนตรัย----ยืนพนมมือ
  8. ภิกษุยืนเรียงแถวล้อมลูกสีมา เริ่มสวดเป็นคู่ ๆ จากคู่ที่ 1-9
  9. ประธานสงฆ์กล่าวแจ้งให้สงฆ์ทราบขั้นตอนว่าเสร็จแล้ว และต่อไปจะทำอะไรต่อไป
  10. สงฆ์กลับเข้านั่งในหัตถบาต
  11. โยมเจ้าภาพยืนพร้อมกันประจำหลุมที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ เพื่อรอสัญญาณฆ้อง
    ก.สัญญาณฆ้องครั้งที่ 1 ให้จับดาบ
    ข.สัญญาณฆ้องครั้งที่ 2 ให้ถอดดาบ
    ค.สัญญาณฆ้องครั้งที่ 3 ให้ตัดลูกนิมิต พร้อมกับเสียงสวดของสงฆ์ และเสียง กลองอึกทึกจากญาติโยม
  12. ประธานสงฆ์พร้อมคณะสงฆ์จำนวน 8 รูปเป็นตัวแทนออกไปเพื่อทักลูกนิมิตตามทิศ (หลุม) ต่าง ๆ ---ปาสาโณ ภันเต
  13. พระผู้ใหญ่ 2 รูปสวดผูกสีมา
  14. ประธานสงฆ์ ประกาศความสมบูรณ์ของพิธีกรรมพร้อมชักชวนให้สำรวมจิตภาวนา เพื่อถวายต่อในหลวง
  15. สงฆ์สวดสุนักขัตตั้ง พร้อมประพรมน้ำพระพุทธมนต์ใส่ลูกนิมิตและเป็นสิริมงคลต่อ คณะสงฆ์เอง เป็นเสร็จพิธี

หลักจากนี้ญาติโยมถวายปัจจัยสงฆ์ เป็นเสร็จพิธี

พิธีรับสังฆทาน

พิธีรับสังฆทาน แม้จะไม่ใช่เป็นสังฆกรรมแต่ก็มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับการเป็นตัวแทนของสงฆ์ในภารกิจนั้น ๆ เช่น มีผู้ประสงค์เข้ามาถวายข้าวสารให้กับสงฆ์วัดศรีโคมคำ พระภายในวัดอาจจะลงมารับพร้อมกันทั้งหมด แต่หากไม่สามารถมารับพร้อมกันได้สงฆ์จะมอบหมายให้กับภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ได้ เพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนในการรับของถวาย ซึ่งข้อนี้มีนัยยะที่สำคัญอยู่ถึง 2 นัยะด้วยกันคือ

ก.ภิกษุรูปนั้นได้รับสังฆามติให้เป็นตัวแทนสงฆ์เพื่อเข้ารับในนามสงฆ์
ข.ภิกษุรูปนั้นไปรับในนามของสงฆ์ โดยถือว่าตนเองเป็นตัวแทน หรือมี อำนาจหน้าที่ เช่นเป็นเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เป็นต้น

  1. บทนำ
  2. สังฆะ
  3. อธิปไตย
  4. สังฆาธิปไตย
  5. บทส่งท้าย
  6. บรรณานุกรรม

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook