บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มหาเวสสันดรชาดก
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 2
หิมพานต์
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
ทสพร 19 คาถา

...พระองค์จักได้หันยังหมู่ไม้ทุกด้าวขอกบานงาม คือว่าไม้มูกหลวง ไม้เสี้ยวไม้เหมือดไม้ขับมอก เป็นดอกบานงาม มีกลิ่นคันธะอันหอมตรหลบไปในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักได้หัน ยังไม้มีดอกบานงาม ได้หันดอกบัวบานทังหลาย อันมีกาบหล่นตกเหนือใบบัว ในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักบ่ระนึกคึดเถิง ยังราชะสัมปัตติเรืองในกาละนั้นชะแล ฯ

นโม ตสฺสตฺถุ ฯ อิติ สา วเร คเหต๎วา ตโต จุตตา มทฺทญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติสฺส ผุสฺสตี ติ ฯ

ล่ำดับธัมมเทสนามา ส่วนว่านางราชะผุสสดีเทวีกัญญา คันรับเอาพรปรารถนาสิบประการ ในสำนักแห่งอินทาแล้ว ก็จุติคลาดแกล้วจากตาวติงสา ก็ลงมาเอาปฏิสันธิก่ำเนิด เกิดในท้องแห่งอัคคมเหสี แห่งพระยามัททราชฯ

ผุสสดีราชะกุมารีนั้น เกิดมามีวัณณะใสผ่องผิวงามนัก ประดุจดั่งแผ่ผายไป ด้วยจวนจันทร์และดอกไม้ เหตุดั่งอั้นญาติทังหลาย จิ่งใส่ชื่อว่านางผุสสดีราชะธิดา ก็มีแลฯ

นางก็จำเริญขึ้นใหญ่มาด้วยยสะปริวารอันมาก เถิงเมื่ออายุได้ 16 ปีขวบเข้า นางเหน้าก็ทรงรูปอันงามยิ่งนัก พระยาสีวิราชตนเป็นเจ้า แก่แผ่นดินเจตุตตระนคร ก็ใช้ยังอามาตย์ทังหลาย หื้อไปขอเอายังนางผุสสดีราชะธิดา หื้อเป็นอัคคมเหสี หื้อเป็นใหญ่กว่านางราชะกัญญาทังหลายหมื่นหกพันนาง ฯ

เตน วุตฺตํ เหตุดั่งอั้น พระพุทธเจ้าเทสนาพันธนะคาถา แก่ธัมม์เสนาสารีบุตรว่า ตโต จุตฺตา สา ผุสสติ ขตฺติเย ดั่งนี้ ดูกรา สารีบุตร ส่วนผุสสดีราชะธิดา ลงมาเกิดในกระกูลมัททราช ก็จำเริญขึ้นใหญ่ได้ 16 ปี ก็ได้มาเป็นอัคคมเหสี แห่งสญไชยราช ในเวียงเจตุตตระนคร ก็เป็นที่รักจำเริญใจแก่สญไชยราชมากนัก ฯ

ในกาละยามนั้น อินทาธิราชก็ร่ำเพิงเถิงราชะผุสสดี ด้วยทิพพจักขุญาณแห่งตนว่า คำปรารถนาแห่งนางมี 10 ประการ ส่วนคำปรารถนา 9 ประการนั้น จักสมฤทธีแด่นางยังพรถ้วนนึ่ง อันนึ่งนางปรารถนา ใคร่ได้ลูกชายผู้ประเสริฐนั้น ก็จุ่งสมฤทธีเทอะ ฯ

ตตา ในกาละยามนั้น โพธิสัตว์ตนวิเศษ ยังอยู่เสวยทิพพสัมปัตติ ในตาวติงสาสวรรค์เทวโลก ก็เถิงเซิ่งอันจักเสี้ยงแล้ว อินทาธิราชรู้เหตุจักเสี้ยงแห่งอายุ จิ่งเข้าไปสู่สำนัก แล้วก็อาราธนาว่า ดูกราเจ้าตนกูหาทุกข์บ่ได้ บัดนี้เจ้ากูควรลงเมือเอาปฏิสนธิ กำเนิดเกิดในท้องนางราชะผุสสดี ตนเป็นอัคคมเหสีเทวีแห่งสีวิราฐ ในเมืองฅนพุ้นควรชะแล ฯ

โส มหาสตฺโต ส่วนมหาสัตว์เจ้าตนเป็นหน่อพุทธางกูร ก็รับนิมนต์แห่งพระยาอินทาว่าดีดี ว่าอั้น พระยาอินทาก็ไปเอาปฏิญาณแห่งเทวบุตรทังหลาย ได้หกหมื่นตนอันมีอายุจักจุตินั้นแล้ว ก็เมือสู่ที่อยู่แห่งตนก็มีวันนั้นแล ฯ

ส่วนมหาสัตว์เจ้าหน่อพุทธางกูร ก็จุติจากสวรรค์เทวโลก แล้วลงมาเอาปฏิสันธิกำเนิด เกิดในท้องแห่งนางราชะผุสสดี ฯ เสสา ส่วนเทวบุตรหกหมื่นตน ก็เอากันลงมาปฏิสันธิกำเนิด เกิดในท้องแห่งภริยาอามาตย์ทังหลาย ได้หกหมื่นตนก็มีแลฯ

ในเมื่อมหาสัตว์เจ้ามาตั้งอยู่ ในท้องแห่งนางผุสสดีตนเป็นแม่นั้น นางก็บังเกิดใคร่ประสูติด้วยสวัสสดี อันนึ่งก็มักใคร่หื้อฅนทังหลาย แปงสร้างศาลากว้านทาน 6 หลังในที่ 6 แห่ง คือว่าที่จิ่มใกล้ประตูเวียงทังสี่ และท่ำกลางเวียงแห่งนึ่ง ที่จิ่มใกล้ประตูฅุ้มหน้อยหลังนึ่ง แล้วก็สละจ่ายเข้าของเป็นทาน วันละหกแสนฅำฯ นางก็ใช้ขุนอามาตย์ไปบอกฅวามอันนั้น แก่สญไชยะราชได้รู้ชุประการ ฯ

ส่วนสญไชยะราชได้ยินฅวามมักสองประการสันนั้น ก็หื้อพราหมณ์ทังหลายมาทวายแล้วถามดู ก็รู้ยังเหตุฅวามมักสองประการ ว่าตนมีบุญเทียรย่อมมักหื้อทาน ก็มาบังเกิดในท้องแห่งนางผุสสดีเทวี กุมารผู้นั้นบ่อิ่มในอันหื้อทานสักฅาบว่าอั้น ท้าวก็มีใจชมชื่นยินดีมากนัก ลวดหื้อแต่งแปงตามดั่งนางขอชุประการฯ

นางผุสสดีเทวีทรงคัภพะได้ 10 เดือนบัวรมวล ก็มีใจมักใคร่หันเวียงทังมวล จิ่งบอกหื้อสญไชยะราช ท้าวก็หื้ออามาตย์ประดับประดาเวียงทังมวลหื้องาม ดุจจะดั่งเวียงตาวติงสาสวรรค์เทวโลก แล้วก็อาราธนายังผุสสดี ขึ้นสู่มังคละรถเหล้มประเสริฐ หื้อไปทักขิณะเวียง ในเมื่อนางผุสสดีไปเถิงกลางทางพ่อค้าทังหลายนั้น ลมอันเกิดแต่กัมมะสวาด(กรรมชวาต) ก็ข้ำเขือกกิ้วในท้อง ยามนั้นสญไชยะราชก็หื้อแต่งแปงเรือนอันจักประสูติ ที่ใกล้หนทางพ่อค้า หื้อฅนทังหลายรักษารอดชุก้ำชุพาย ฯ

นางผุสสดีก็ประสูติได้ลูกชายผู้นึ่งในเรือนที่นั้น มหาสัตว์เจ้าออกมาจากท้องแม่ มีตนอันบริสุทธิ์หามลทินทังมวลบ่ได้ ก็มืนตาทังสองออกมาจากท้องแม่ แล้วยืนมือไปว่า ดูกราแม่เป็นเจ้า ข้าใคร่หื้อทานนัก เข้าของแห่งแม่ยังมีสักเล็กสักหน้อยอั้นชา ฯ เมื่อนั้น นางราชะผุสสดีตนแม่ จิ่งตั้งไว้ยังถงฅำพันนึ่ง อันมีจิ่มใกล้มือตนหื้อแก่กุมาร อันยื่นมือมาขอนั้นว่า เจ้ากูจุ่งหื้อทานตามอันมักเทอะ ฯ

มหาสัตว์เจ้าออกมาจากท้องแม่ รู้ปากต้านเจียรจามี 3 ชาติ คือชาติอันเป็นเจ้ามโหสถ ชาติอันเป็นพระเวสสันตระ และชาติอันเป็นเจ้าสิทธาตถ์นั้นแลฯ ในกาละอันจักใส่ชื่อกุมาร ญาติทังหลายลวดใส่ชื่อว่าเวสสันตระ เหตุว่าเกิดในท่ำกลางหนทางพ่อค้าทังหลายนั้นแลฯ น เมยฺหํ มาติกํ น มํ ดูราสารีบุตร ชื่อแห่งพระตถาคตะปางเมื่อเป็นเวสสันตระ บ่ติดเนื่องด้วยชื่อแห่งพ่อแม่และกระกูลสักอัน เหตุเกิดในหนทางพ่อค้านั้นแลฯ

ในเมื่อเวสสันตระกุมารเกิดมานั้น ยังมีแม่ช้างตัวนึ่ง เทียรย่อมจะเดินไปในอากาศ ก็นำเอามายังช้างหน้อยตัวนึ่ง มีตนขาวเผือกทังมวล ควรเป็นช้างมังคละดีนัก แต่กระกูลช้างสัททันตะมาตั้งไว้ในที่ใกล้แล้วก็ลวดหนีไป ฅนทังหลายจิ่งใส่ชื่อว่าช้างแก้วปัจไจย เหตุเกิดมาเป็นปัจไจยค้ำชูมหาสัตว์เจ้าฯ

พระยาสญไชยะราชก็แต่งหื้อแม่นมทังหลาย 69 ฅน มีน้ำนมอันหวานและมีนมบ่ยาน ปราสจากโรคทังหลายมีต้นว่า บ่สูงพ้นประหมาณ บ่สูงบ่ต่ำบ่ดำบ่ขาว บ่ผอมบ่พีพ้นประหมาณ หื้อแก่มหาสัตว์เจ้าเวสสันตระ เจ้าก็จำเริญขึ้นใหญ่มาด้วยยสะปริวาร สญไชยะนรินท์ตนพ่อ ก็ปลงอาชญาแก่ช่างฅำผู้ฉลาด มาแต่งแปงเครื่องประดับควรค่าได้แสนฅำ ก็หื้อประดับยังเวสสันตระเจ้า ฯ

ในเมื่อเจ้าขึ้นใหญ่มาได้ 6 ขวบ เจ้าก็ถอดยังเครื่องประดับฝูงนั้น หื้อแก่แม่นมทังหลาย พายลูนมาแม่นมทังหลายก็ถวายฅืนแก่เจ้า พระยาสญไชยะราชรู้ยังคำอันนั้นก็กล่าวว่า เครื่องประดับอันลูกกูหากหื้อนั้น จุ่งเป็นเครื่องประดับแห่งนางทังหลายเทอะ แล้วท้าวก็หื้อแต่งแปงยังเครื่องประดับอันใหม่ แก่มหาสัตว์เจ้าเล่าแลฯ มหาสัตว์เจ้ากุมารน้อย หื้อยังเครื่องประดับตนแก่แม่นมทังหลายวารและ 9 ทีก็มีแลฯ

เมื่อยามเจ้าอายุได้ 8 ปี ก็ฅนิงใจว่ากูได้หื้อทานวัตถุพายนอกตัว ยังบ่ยินดีเถิงเซิ่งอันเต็มใจ กูมักใคร่หื้อวัตถุอันมีพายในตน ผิว่ายาจกฅนใดมาขอเนื้อตนและหัวใจแห่งกูดั่งอั้น กูก็จักผ่ายังหัวอก จกเอายังก้อนชิ้นหัวใจ ออกหื้อเป็นทานแก่ฅนฝูงนั้น แม้นผู้ใดมาขอเอาตาทังสอง กูก็จักขวักออกหื้อเป็นทานแก่ผู้มาขอนั้นแลฯ ผู้ใดใคร่ได้ชิ้นเนื้อแห่งกู ก็จักปาดเถือออกหื้อเป็นทาน ผู้ใดและมาขอเอาเลือด กูก็จักหื้อเป็นทานแก่ผู้นั้นชะแลฯ ผู้ใดมาขอเอากูไปเป็นข้าใช้ดั่งอั้น กูก็จักจำเนื้อสอนตนหื้อรู้แล้ว ก็จักไปเป็นข้าชายแก่ผู้มาขอนั้นแล

ในเมื่อเวสสันตระกุมาร ฅนิงใจมักใคร่หื้อทาน ด้วยสภาวะอันบ่ปลิ้นแปรดั่งอั้น แผ่นดินหลวงลวงหนา ได้สองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องไหวหวั่นไปมา ดุจจะดั่งช้างสารตัวลงน้ำมันและร้องแล่นสะเฅียน เขาสิเนโรปัพพตาก็อ่อนน้อมค้อมไปมา ดุจจะดั่งยอดหวายอันท่านหากลนไฟนั้น ก็สะเพาะหน้าเซิ่งเวียงเจตุตตระราชะธานีแล้วก็ตั้งอยู่ สาคโร น้ำสมุทรสาครก็ข้ำเขือกเยือกตีฟอง มหาเมโฆ ห่าฝนก็ถูกต้องฟัดฟาดกัน แล้วก็ตกลงมาเป็นห่าฝน กับด้วยเสียงแห่งแผ่นดินและสายฟ้า บ่ใช่กาละเมื่อแมบ ก็มาแมบมะเมืองเรืองรอดชุก้ำชุพาย พระยาอินทายินดีนัก ตบต้นแขนปูชา เสียงสาธุการนั้นนานันเนือง เป็นอันนึ่งอันเดียวแต่ปฐวีขึ้นไป ตราบเถิงอกนิฏฐาพรหมโลก ก็มีวันนั้นแลฯ

ในกาละเวสสันตระเจ้าอายุได้ 16 ปี ส่วนท้าวสญไชยะราชเจ้าฟ้า มักใคร่หื้อลูกหล้าตนเสวยสัมปัตติ จิ่งจากันด้วยราชะผุสสดีตนเป็นแม่ แล้วก็หื้อนำเอายังราชะธิดาตนนึ่ง ชื่อว่ามัทที อันเป็นสายสรีแห่งลุงแต่มัททราชกระกูล มาเป็นอัคคมเหสีแห่งเวสสันตระ เป็นใหญ่แก่นางหมื่นหกพันแล้ว ก็อภิเสกยังมหาสัตว์เจ้า ก็สละเข้าของและฅำและหกแสนฅำ หื้อเป็นมหาทานชุวันฯ

พายหน้าแต่นั้น ราชะมัททีก็ปราสูติได้ลูกชายผู้นึ่ง นางทังหลายก็เอาข่ายแก้วข่ายฅำมารับ เหตุดั่งอั้นจิ่งเบิกบายสรีใส่ชื่อว่า เจ้าชาลีราชะกุมารว่าอั้น ในเมื่อเจ้าชาบลีย่างเทียวไปมาได้ดั่งอั้น ราชะมัททีก็ปราสูติได้ลูกญิงผู้นึ่ง นางทังหลายก็เอาหนังสัตว์ผืนดำมารับเอานางธิดา เหตุดั่งอั้นจิ่งเบิกบายใส่ชื่อว่า กัณหาชินาฯ

ส่วนมหาสัตว์เจ้ามีปกติขึ้นทรงช้างตัวประเสริฐ อันประดับดีนักไปเล็งดูศาลากว้านทาน 6 หลัง วันและ 6 ฅาบแห่งเดือน ฯ

ในกาละนั้นเมืองกลิงคราษฎร์ ฝนบ่ตกก็เกิดแห้งแล้ง ไร่นาเข้ากล้าบ่บัวรมวล ไภยะทุกข์ยากไร้ ด้วยเข้ายากนัก ฅนทังหลายบ่อาจจักเลี้ยงชีวิตด้วยอันชอบธัมม์ ลวดเป็นโจรลักฅุบชิงกัน ปจันตคามบ้านนอกขอกเมือง ทุกขภิกขภัยยากไร้มาเบียน เขาก็มาชุ่มนุมกันที่ใกล้ฅุ้มหลวงพระยาแล้ว ก็ร้องเอิ้นกล่าวแก่พระยากลิงครัฐ พระยาจิ่งกล่าวว่าท่านทังหลายเหย เราหากจักอธิษฐานหื้อฝนตก ว่าแล้วท้าวก็สมาทานรักษาศีลพ้น 7 วัน ก็บ่อาจหื้อฝนตกได้ จิ่งชุ่มนุมมายังเสนาอามาตย์ว่า ดูกราท่านทังหลาย เราอยู่จำเริญรักษาศีลแล้ว ฝนก็บ่ตก บัดนี้เราทังหลายจักควรกระทำสันใดชา

ขุนเมืองทังหลายจิ่งไหว้ว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า ยังมีพระยาเวสสันตระ อันเป็นลูกแห่งพระยาสญไชยะราช อยู่ในเมืองเจตุตตระนครธานี เทียรย่อมหื้อทานมากนัก ท้าวตนนั้นมีช้างมังคละตัวขาวเผือก เป็นช้างตัวประเสริฐแห่งพระยาเวสสันตระ ช้างตัวนั้นอยู่และไปที่ใด ฝนก็ตกลงที่นั้น เหตุดั่งอั้นพระราชะเจ้า ควรใช้พราหมณ์ทังหลาย ไปขอแล้วนำมาสู่เมืองเราควรชะแลฯ

พระยากลิงครัฐก็รับเอาคำขุนทังหลาย แล้วก็ชุ่มนุมมายังพราหมณ์ 8 ฅน มีชื่อดั่งนี้ ผู้นึ่งชื่อว่า ราโม ผู้นึ่งชื่อว่าธชะ ผู้นึ่งชื่อว่าโชติ ผู้นึ่งชื่อว่าโกณฑัญญะ ผู้นึ่งชื่อว่าญาณโย ผู้นึ่งชื่อว่าสุชาตะ ผู้นึ่งชื่อว่าสุยามะ ผู้นึ่งชื่อว่ารามะหากเป็นประธานแก่พราหมณ์ทังหลาย พระยาก็ใช้เขาไปขอเอาช้างเผือกแห่งพระยาเวสสันตระเทอะ ฯ

เขาก็ไปด้วยหนทางบ้านน้อยเมืองใหญ่ทังหลาย ก็ไปรอดเถิงเวียงเจตุตตระนคร ก็เข้าไปสู่ศาลากว้านทาน กระทำยังตนตัวหื้อกลั้วเคล้าด้วยฝุ่นผงธุลี ในยามเช้ารวายตรีก็ไปสู่ประตูเวียงก้ำวันออก ฯ

ในกาละยามนั้น เวสันตระนริทร์เสวยโภชนะอาหารแล้ว ก็ขึ้นขี่เหนือฅอช้างแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ เสด็จไปสู่ประตูเวียงหนวันออก เล็งดูศาลากว้านทานแห่งตน ขณะยามนั้นพราหมณ์ทังหลาย บ่ได้โอกาสจักขอช้าง เหตุฅนทังหลายคัดคั่งมากนัก จิ่งไปสู่ประตูเวียงหนใต้ ยืนอยู่ที่สมควรแก่ตน พระยาเวสสันตระก็เสด็จไปสู่ศาลาหนใต้เล่าแล พราหมณ์ทังหลายได้โอกาสก็ยอมือขึ้นไหว้ว่า เทว ข้าแด่สมเด็จธัมมิกะราช เจ้ากูจุ่งผจญแพ้ยังข้าเสิกอันมีในตนทังมวลเทอะว่าอั้น ฯ

พระยาเวสสันตระเจ้าจิ่งไสช้าง เข้าไปสู่ที่อยู่พราหมณ์ทังหลาย จิ่งกล่าวว่าดูราอามาตย์ พราหมณ์ทังหลายฝูงนี้ มีขนเค้าแขนและเล็บมืออันยาว มีฟันอันขาว มีตัวทังมวลอันกลั้วเคล้าด้วยด้วยฝุ่นธุลีแล้วยกมือขึ้น ขอเอาเข้าของอันใดกับเรานั้นชาฯ ยามนั้น พราหมณ์ทังหลายจิ่งไหว้ว่า รตนํ เทว ยาจามิ เทวะ ข้าแด่พระราชะเจ้า ผู้ข้าทังหลายมาขอเอายังช้างเผือกแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ เทียรย่อมหื้อบังเกิดสุขสวัสสดี วุฒิจ่ำเริญแก่บ้านเมืองทังมวล เซิ่งพระราชะเจ้าดีหลี ขอพระราชะเจ้าจุ่งปลงกรุณา หื้อทานยังรัตนาเฅียรเผือกแก้วปัจไจยตัวประเสริฐนั้น แก่ผู้ข้าทังหลายแด่เทอะ ฯ

มหาเวสสันตระเจ้าตรัสรู้แล้ว ยังคำจาแห่งพราหมณ์ทังหลาย จิ่งร่ำเพิงว่ากูมักใคร่หื้อองคะอันมีในตนทังมวลเป็นทาน บัดนี้พราหมณ์ทังหลายฝูงนี้ พ้อยมาขอเอาช้างแก้วอันมีพายนอกตนสันนี้ กูจักหื้อพ่ำเพ็งคำปรารถนา แห่งพราหมณ์ทังหลายหื้อบัวรมวลเทอะ ฯ

ก็กล่าวคาถาว่า ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ ยํ ยาจนฺติ พราหมณา ดูกราเสนาอามาตย์ บัดนี้พราหมณ์ทังหลายมาขอเอาช้างแก้วตัวประเสริฐ อุดมยิ่งกว่าช้างทังมวล เราบ่เคยหวั่นไหวด้วยโลภะมัจเฉระธัมม์สักอัน เราจักหื้อทานแก่พราหมณ์ฝูงนี้ แล้วตนเจ้าก็เสด็จลงจากฅอช้าง ปทักขิณะแวดสามรอบ เพื่อเล็งดูอันควรประดับ ก็บ่หันอันที่จักหล้างประดับแถมสักแห่ง ท้าวจิ่งถือเอาน้ำต้นคันทีฅำมาแล้ว ก็กล่าวว่าดูราพราหมณ์ ท่านทังหลายจุ่งเข้ามาสู่ที่นี้ แล้วเจ้าก็วางไว้ยังงวงช้างอันขาวบริสุทธิ์ ดุจจะดั่งลวดเงินเหนือมือพราหมณ์ แล้วก็เหงี่ยงน้ำตกเหนือมือพราหมณ์ เป็นหมายทาน แล้วก็หื้อช้างแก้วตัวประเสริฐ อันประดับด้วยเครื่องทังมวล เป็นทานแก่พราหมณ์ทังหลายวันนั้นแลฯ

เครื่องประดับตีนทังสี่แห่งช้าง มีค่าได้สี่แสนฅำ ผ้ากัมพละอันประดับท้องช้าง ควรค่าได้แสนฅำ ข่ายสามผืนประดับด้วยมุกฅำและแก้วต่าง ๆ ข่ายสามผืนประดับอยู่เหนือหลังช้างควรค่าได้สามแสรฅำ เครื่องประดับแก้มช้างทังสองควรค่าสองแสนฅำ เครื่องประดับพุ่มพ่วงช้าง ควรค่าได้แสนฅำ อันว่าเครื่องประดับช้างปัจไจยทังมวลนั้น อ่านนับค่าบ่ได้ เครื่องประดับหูทังสอง ควรค่าได้สองแสนฅำ เครื่องประดับงวงช้าง ควรค่าได้แสนฅำ เครื่องประดับงาทังสองควรค่าได้สองแสนฅำ เครื่องประดับตัวช้างทังมวล ควรค่าได้สองล้านสองแสนฅำ คันไดก่ายขึ้นช้าง ควรค่าได้แสนฅำ อ่างใส่เข้าหื้อช้างกิน ควรค่าได้แสนฅำ เข้าของประหมาณสันนี้ รอมกับกันเป็นสองล้านสี่แสนฅำ ส่วนแก้วประดับกระพุ่มฉัตร และแก้วประดับยอดจิกฉัตร แก้วแถวมุกมาดอันเป็นสร้อยสังวาลย์ประดับฅอช้าง แก้วประดับพุ่มพวงช้าง กับทังตัวช้างเป็นถ้วน 7 วัตถุฝูงนี้มีค่าอ่านนับบ่ได้

เวสสันตระราชก็หื้อเครื่องประดับทังมวล เป็นทาน แก่พราหมณ์ชาวเมืองกลิงคราษฎร์ทังมวล ด้วยมัญจเจตนาทานสิ่งเดียวฯ ประการนึ่ง ท้าวก็หื้อสองร้อยกระกูล อันพ่ำเรินรักษาช้างกับทังควาญช้าง และพ่อหมอช้างหื้อเป็นทานแก่พราหมณ์ทังหลาย ก็มีวันนั้นแลฯ ยามนั้นแผ่นดินไหวเกิดก้อง ด้วยเตชะทานอานุภาวะ แห่งเวสสันตระธัมมิกะราชเจ้า ก็มีวันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สตฺถา สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จักสำแดงอัตถะอันนั้นมาหื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาว่า ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ หตฺถินาเค ปตินฺนมฺหิ ดั่งนี้

ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในเมื่อช้างแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ อันพระยาเวสสันตระตนบุญใหญ่ สละหื้อเป็นทานแก่พราหมณ์กลิงครัฐ 8 ฅน ก็บันดลแผ่นดินอันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องสนั่นหวั่นไหวไปมา อัศจรรย์นั้นหนาพืสสะเพิงกลัว หนังหัวพองย้าวเยือก ขว้ำเขือกขนฅิงบาน ก็มีในกาละบัดเดียวนั้นแลฯ

ในเมื่อพราหมณ์ทังหลาย ขึ้นขี่เหนือช้างมีหมู่ฅนอันมากเป็นปริวาร เข้ามาในวิถีทางหลวงกลางเวียงนั้น ฅนทังหลายมากนัก หันช้างเผือกอันพราหมณ์ชาวเมืองกลิงครัฐะ หากนำไปดั่งอั้น ก็กล่าวว่าดูกราพราหมณ์ทังหลาย ช้างเผือกแก้วปัจไจยตัวนี้ หากเป็นช้างตัวจำเริญแก่บ้านเมืองแห่งตูทังหลาย สูได้แต่ที่ใดมาชา พราหมณ์ทังหลายก็ตอบว่าคำแข็ง ว่าพระยาเวสสันตระตนใหญ่หากหื้อทานแก่ตูด่าย แล้วก็ฅืดฅือผิดกัน พร่องก็ยอละคุย พร่องซุยสอเลาะ แล้วก็ออกหนีไปด้วยประตูเวียงหนเหนือฯ

ชาวเมืองมวลมากอันเทวดาหากบันดลเข้าหัวใจ ก็ลวดเคียดแก่โพธิสัตว์เจ้า ก็ไปชุ่มนุมกันจิ่มใกล้ประตูฅุ้มหลวงแห่งสญไชยะราช ร้องเอิ้นกล่าวติเตียนพระยาเวสสันตระเป็นโกลาหล ในเวียงทังมวลก็ข้ำเขือกย้าวเยือก สะท้านตื่นเป็นอันนึ่งเสียงเดียว ก็จ่มฟ้องร้องติเตียน โอระทึกหึกหยาบซะราบไป ควรพืสสะเพิงกลัวมากนักว่า เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า บัดนี้พระยาเวสสันตระเจ้าตนเป็นลูกเต้านั้น มาเบียดเบียนกำจัดสถานบ้านเมืองแห่งเราหื้อฉิบหาย เสียช้างมงคละตัวประเสริฐ อันเกิดมาเป็นที่ปูชาแก่รัฏฐาประชาทังมวล ดั่งรือมาสละหื้อเป็นทานนั้นชา

ช้างมงคละตัวนี้ประเสริฐยิ่งนัก งางอนงามดั่งหัวราชะรถ ประกอบด้วยกำลังเพียรองอาจ รู้ไชยภูมิที่แพ้แก่ข้าเสิกสงฅวามทังมวล ควรเป็นราชะยานยิ่งนัก มีตัวขาวบริสุทธิ์ยิ่งนักดั่งดอยเงิน มีตนเต็มไปด้วยเครื่องประดับวิเศษ ประกอบด้วยลักขณะอันงามบัวรมวลชุแห่ง ประกอบด้วยชายมอนหางบัวริสุทธิ์ ดุจจะดั่งจามรีควรจำเริญใจยิ่งนัก พระยาเวสสันตระพ้อยหื้อเป็นทานนั้นชาฯ

มหาราชะเจ้าบ่กระทำตามชาวสีวิราฐดั่งอั้น ดั่งจักใส่ใจดูนี้ชาวสีวิราฐทังหลาย เหมือนดั่งจักทำร้ายแก่มหาราชะเจ้า กับทังเวสสันตระตนเป็นลูก หื้อเข้าสู่เงื้อมมือแห่งเขาเพิงมีชะแลฯ

ตํ สุตวา พระยาสญไชยะนรินทร์ได้ยินคำอันนั้น ก็แขวดกดหมายรู้ด้วยคำว่า ขุนเมืองทังหลาย ใคร่ข้าเจ้าพระยาเวสสันตระลูกกู สันนี้แล้ว จิ่งกล่าวว่า ดูกราท้าวพระยาอามาตย์ นักปราชญ์และขุนเมืองทังหลาย ปัจจันตนิคมบ้านใหญ่เมืองน้อยทังหลาย จักฉิบหายก็จุ่งฉิบหาย บ้านเมืองแห่งเราแม่นจักฉิบหาย ก็บ่ควรกระทำร้ายแก่เวสสันตระตนลูก ลูกกูนั้นเทียรย่อมประกอบด้วยราชะวัตร บรบัติในคองอันดีแท้ ผิว่าเรากระทำร้ายแก่เวสสันตระลูกกูแท้ดั่งอั้น คำนินทาจักเกิดมีแก่กูพระองค์ ฯ

ยามนั้นชาวสีวิราฐทังหลาย ได้ยินคำอันนั้นจิ่งไหว้ว่า มาน ฑณฺเฑ น สฏฺเฐ นหิ โส คนฺธนา ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า ดั่งพระยาเวสสันตระนั้น ขอมหาราชะเจ้าอย่าเข่นข้าบุบตีด้วยไม้ฆ้อนก้อนดิน แม่นจักผูกมัดใส่โทษขังฅอกไว้ก็บ่ดี ควรดีขับหนีไปอยู่ปัพพตาคิรีพุ้นเทอะฯ

พระยาสญไชยะราชได้ยินคำอันนั้น จิ่งกล่าวว่า เอโก สเจ สิวินํ สนฺโต ดูกราชาวสีพีทังหลายมวลมาก คำแห่งสูเจ้าหากจักสมหมาย ขอหื้อลูกชายเราเวสสันตระ อยู่เสวยปัญจกามคุณทังห้า ในปราสาทราชะมณเฑียร หื้อเสี้ยงฅืนนึ่งก่อนเทอะเจ้า วันพรูกเช้าจุ่งขับลูกเราไปเทอะ ฯ ยามนั้นชาวสีพีทังหลาย ก็รับเอาคำสัญไชยะราชชุประการ ก็มีแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อุฏเฐหิ กตฺเต ตรมาโน เวสสันตรํ วทสีวิโย ภิกฺขเว ดูกราภิกขุทังหลาย สญไชยะราชจิ่งจากับอามาตย์ผู้ฉลาดด้วยโวหาร ว่าดูรานายนักการผู้แกว่น จุ่งลุกแล่นไปพลัน ไปบอกข่าวสารอันเกิดเหตุ แก่ลูกกูเจ้าเวสสันดร ว่าชาวนครน้อยใหญ่ ทุกผู้ใฝ่โกธา จักขับพระราชาเจียรจาก หื้อพลัดพรากเมืองไชย หื้อได้ไปในวันพรูก สูเจ้าจุ่งไปบอกแก่ลูกกูสันนี้เทอะฯ

ยามนั้น นักการผู้ฉลาด ก็ลุกไปด้วยอาชญาพลัน จิ่งไหว้ถวายสารบอกกล่าว แก่หน่อท้าวเวสสันดร ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ตนปราบเหง้าโลกา ผู้ข้าจักถวายบอกกล่าว ยังข่าวสารอันเป็นเหตุแห่งทุกข์อันบ่เพิงใจ ขอมหาราชะเจ้าอย่าได้เคียดแก่ผู้ข้า อันเป็นฅนใช้สืบคำเมือง นายนักการผู้นั้นร้องไห้ไหว้สันนี้แล้ว ก็กล่าวแถมเล่า ว่าชาวสีพีทังหลาย ก็เคียดแก่พระราชะเจ้า คันว่าฅืนนี้รุ่งแจ้งแล้ว ชาวสีพีทังมวลก็จักพร้อมกัน ขับยังพระราชะเจ้าหื้อหนีออกจากเมืองไปฯ

มหาสัตว์เจ้าจิ่งถามว่า ดูราอามาตย์ เราก็บ่หันทุจริตกัมม์อันตนได้กระทำแก่บ้านเมืองเยื่องใดสักอัน แก่ชาวสีวีราฐทังหลายเคียดแก่เราด้วยนิมิตอันใด จักขับหนีจากเมืองด้วยเหตุอันใดฯ อามาตย์จิ่งไหว้ว่า มหาราชะ ชาวสีวีราฐทังมวล ประกอบด้วยโกธะติเตียนมหาราชะเจ้า เหตุหื้อช้างแก้วปัจไจยเป็นทาน จิ่งจักขับมหาราชะเจ้าด้วยเหตุสันนี้และฯ

ตํ สุตวา มหาสัตว์เจ้าได้ยินข่าวอันนั้น ก็เล่งซ้ำยินดีมากนักก็กล่าวว่า หทฺทยํ จกฺขุหํทชา กึ เม พาหิรกํ ธนํ ภเณ ดูราเพื่อน เราก็ยังมักใคร่หื้อก้อนชิ้นหัวใจเป็นทานเขาด่าย เข้าของพายนอกมีเงินฅำ ช้างม้าแก้วมุกแก้ววิฑูรย์แก้วค้อ และแก้วสามานย์นั้น จักเพิงกล่าวสันใดชา กูก็หื้อทานชุอันบ่อาลัย เรายินดีในอันหื้อทานชุเมื่อ ชาวสีวีราฐจักขับเราหนีจากบ้านเมือง เหตุอันหื้อทานดั่งอั้น ก็จุ่งขับหนีตามอันมักเพิงใจเทอะ แม่นจักข้าพระองค์เราก็ดี แม่นจักตัดตนเราหื้อเป็นเจ็ดบั้งเจ็ดท่อน ก็จุ่งกระทำตามอันมักชุประการเทอะฯ

ทีนั้น นายนักการผู้ฉลาด อันเทวดาหากบันดล จิ่งกล่าวนิพนธ์คาถาว่า เอวนฺตํ สีวิโย อาห ดั่งนี้ เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า ชาวสีพีในนอก ทังข้างขอกนิคม ได้กล่าวคำนิยมไว้ว่า ท้าวพระยาเมื่อก่อน ชาวเมืองส่อนว่าบ่ดี พากันไล่ฅวีขับไล่ ย่อมไปสู่ฝั่งน้ำโกนติมารา อาไสรปัพพตาคีรีวงกฏ ขอพระราชเจ้าจุ่งอดใจไปตามหนทางอันนั้นเทอะฯ

มหาสัตว์จิ่งกล่าวว่า ดูราอามาตย์เราก็จักยาตรา ไปตามมัคคาหนทาง อันท้าวพระยาไปแต่ก่อนนั้นและฯ ดูราอามาตย์ ท้าวพระยาอันผิดราชประเพณี ท่านขับหนีด้วยหนใด เราจักไปด้วยหนนั้น จุ่งหื้อโอกาสแก่เรา พอหื้อได้ทานในวันพรูกเช้า วันรือเราก็จักออกหนีไป ชะแลฯ

ส่วนท้าวเวสสันตระราชา ก็หื้อหามายังเสนาผู้แกว่น อันตนแต่งไว้ตางตา ว่าดูราเสนาผู้แกว่น วันพรูกนี้เราจักหื้อมหาทานเยื่องและ 7 ร้อยชุประการ ท่านจุ่งแต่งดาไว้ถ้า คือช้างม้าและแม่งัวนม ทังรถและนางทังหลาย ข้าญิงชายใหญ่น้อย ก็ 7 ร้อยชุอันๆ เข้าน้ำโภชนาหาร มีหลายประการต่าง ๆ จุ่งแต่งไว้แก่ฅนทังหลาย มหาสัตว์เจ้าพิจารณามหาทานแล้ว ก็เข้าไปสู่นางแก้วราชะมัทที จาคำดีกับอัคคชายาแห่งตน ก็มีวันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อามานตฺติยตฺถะ ราชานํ มทฺทึ สพฺพํ โสรํ ยํเต กิญฺจิ มยา ทินฺนํ ธนธญฺญํ วจฺจติ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันตระราช เข้าไปสู่ปราสาทแห่งนางมัทที ตนประกอบด้วยอิตถีลักขณะงามชุแห่ง ท้าวจิ่งแต่งคำจา ว่าดูรามัททีเหยเจ้าพี่ เข้าของที่อันเรามีอันใดและดี บ่เลือกทังเข้าเปลือกเข้าสาร ทังเงินฅำแก้วแหวนแสนสิ่ง ช้างม้ามิ่งงัวฅวาย เข้าของหลายเหลือแหล่ เข้าของอันนางได้แต่พ่อแม่มา นางจุ่งฝังเข้าของนั้นไว้ ในที่หมั้นแก่ใจนางแด่เทอะ ฯ

นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้บุญหนา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า จักหื้อข้าเอาฝังไว้ที่ใดชาฯ พระยาเวสสันตระจิ่งกล่าวว่า สีลวนฺเต สุทชฺเชหิ ทานํ มทฺทิ ยถารหํ น หิ ทานา ดั่งนี้ ดูรานางน้องเหน้ามัทที นางจุ่งหื้อทานแก่ผู้มีสีลใสสะอาด ตามพระราชเจตนา ที่เพิ่งแห่งสัตว์นานาในโลก ผู้บ่พ้นจากโอฆะสงสาร เหมือนดั่งทานนี้ก็บ่มีแลฯ

เวสสันตระราช จักหื้อโอวาทคำสอน จิ่งกล่าวคาถาว่า ปุตฺเตสุ มทฺทิ ทเยสิ สสฺสุยา ดูรานางมัทที นางจุ่งมีใจกรุณาชะช้อย แก่ลูกน้อยแห่งสองรา คือชาลีและกัณหางามแง่ กับทังพ่อแม่ผัวตน ฅนชายใดและรักใฝ่ มักใส่ใจเป็นผัว นางจุ่งปัดปัวอุปฐาก อย่าละพรากหนีไกล นางอย่าหมองใจเทอะฯ

นางมัททีนุชนาถ จิ่งร่ำเพิงว่า พระยาเวสสันตระราชสามิกา แต่ก่อนมาบ่เคยกล่าว คำร้อนร้ายข่าวคำเฅือง วันนี้เพิงมีเหตุ เจ้าจอมเกษจิ่งกล่าวคำบ่ดี นางมัททีถามว่า เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า คำอันนี้บ่ควรกล่าวแท้ดีหลี เจ้ามีเหตุสันใดจิ่งกล่าว ข้าขอรู้ข่าวคำเฅืองนั้นเทอะ ฯ

พระยาเวสสัตระราช จิ่งโอกาสคำจา ว่าดูรามัททีน้องหล้า ใต้ลุ่มฟ้าบ่มีไหน ชาวสีพีในนอก ทังข้างขอกสีมา เขาโกธาเฅืองเคียด เหตุกูพี่หื้อช้างเผือกแก้วเป็นทาน เขาบันดาลทุกที่ ขับหื้อพี่หนีไกล หื้อพรากเมือไปอยู่ป่า วันพรูกนี้พี่จักดากว่าดงดาน จักหื้อมหาทานสิ่งและร้อย ก่อนข้าข้อยจักพรากเมืองไปฯ ดูรานางสายใจน้องแก้ว วันพรูกนี้แล้วพี่ผู้นึ่งผู้เดียว จักเข้าดงเขียวป่าไม้ ทุกข์ยากไร้และเพิงกลัว ตัวฅนเดียวเข้าป่า เนื้อร้ายล่าไปมา กูพี่นี้นาจักลำบาก เป็นไปกับด้วยฅวามสังกา บ่หล้างจักได้หันหน้าโสภาน้องพี่ รอยจักตายเสียที่ในดง และนาฯ

นางมัททีจิ่งจากล่าว กับหน่อท้าวผัวตน ว่าข้าแด่หน่อทสพลเจ้าพี่ คำอันนี้บ่จำเริญใจ เจ็บเสียบในแก่ข้า พระเจ้าฟ้าจักละลูกเต้าเมียตน เข้าสู่ดอยดงป่าไม้ บ่ใช่จารีตประเพณี แม่นเจ้าจักหนีไปที่ดงใดดังอั้น ข้าน้องชั้นมัททีก็จักหนีไปตาม กรียาอันได้ตายกับพระบาทเจ้า ยังดีกว่าร้อยเท่าพันที อันมีชีวิตได้พลัดพราก จากพระบาทเจ้าบุญใส ข้าจักหื้อเพื่อนดังไฟกองใหญ่ จักปาวตกใส่กองไฟ ช้างเผือกอยู่ในป่า ย่อมไปเป็นคู่ล่าด้วยช้างสาร สันใดก็ดี และข้ามัทที ก็จักเอาลูกสองสรีไปเป็นเพื่อน เข้าดั้นเถื่อนทวยไป พระบัวไขจักเลี้ยงตนบ่ยาก บ่ลำบากกับข้าดีหลี

นางมัททีกล่าวเท่านั้นแล้ว นางแก้วจิ่งพัณณนาป่าหิมพานต์ ด้วยประการเหมือนดั่งตนได้หันแต่ก่อน เจ้าจิ่งผ่อนคาถาว่า อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺจุเก ปิยภานิเน ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า คันเจ้าได้หันลูกเต้าราทังสอง อันทัดทรงดอกไม้ ฟ้อนขับเหล้นสู่ใกล้ศาลา ยามนั้นพระราชาจักหายทุกข์โสก อันวิปโยคจากเมืองไป

จักได้หันช้างสารตัวประเสริฐ อันได้เกิดมาดีกับองค์ตัวแม่ อายุแก่ได้หกสิบขวบเข้า จิ่งถ่อยเถ้าโรยรา อันเดินไปมาตนเดียว ในดงเขียวป่าไม้ อันร้องไห้แส่นสะเฅียน ดั่งเสียงนกเขียนดังมีก้องดงดอน ทังกินรีนะรอนแล่นลงท่าน้ำ อันมีชื่อว่าปัญจมะวารี จักได้หันนทีหลายแม่ อันไหลมาแต่ท้องดอยเลา จักได้ยินเสียงนกเค้าเขาและนกเค้าแยก อันร้องแขกหากัน จักได้ยินเสียงมี่นันแห่งราชสีห์และเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งไปไกล และแรตช้างไพรกระทิงดง

พระองค์จักได้หันยังหมู่ไม้ทุกด้าวขอกบานงาม คือว่าไม้มูกหลวง ไม้เสี้ยวไม้เหมือดไม้ขับมอก เป็นดอกบานงาม มีกลิ่นคันธะอันหอมตรหลบ ไปในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักได้หันยังไม้มีดอกบานงาม ได้หันดอกบัวบานทังหลาย อันมีกาบหล่นตกเหนือใบบัว ในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักบ่ระนึกคึดเถิง ยังราชะสัมปัตติเรืองในกาละนั้นชะแลฯ

นางราชะมัททีสรีสุภลักขณะตนงาม กล่าววัณณนาป่าไม้หิมวันต์ เหมือนดั่งตนได้หันแต่ก่อน ก็มีด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แลฯ

กรียาอันสังวัณณนาจาห้องเหตุหิมวันตา อันประดับประดาคาถาว่าได้ 134 คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จฯ

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 1 ทสพร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 2 หิมพานต์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 3 ทาน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 4 วนปเวศน์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 5 ชูชก
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 6 จุลพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 7 มหาพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 8 กุมาร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 9 มัทที
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 10 สักกปัพพ์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 11 มหาราช
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 12 สัคคติ
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook