บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มหาเวสสันดรชาดก
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 9
มัทที
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)
มัทที 90 คาถา

ลุกมาเทอะแม่มัททีผิวออนพี่เฮย แม่คอกลมตกปล้อง เต็มว่าบ่หย้องก็หากดูงาม ทัดที่หนี้เป็นกลางดงรามป่าไม้ บ่ใช่เป็นที่แก้วแก่นไท้แม่ควรดีตาย มีแต่สองราดายอยู่กลางเถื่อน จักมีไผมาเป็นเพื่อนพิงเพา จักมีไผมาช่วยกูพี่เอานางอาบน้ำ ไผจักมาช่วยค้ำสระสรง ไผจักมาหวีผมแม่หมวดเป็นเกล้า ไผจักมาเป็นเพื่อนเฝ้าแม่จอมสรี โอ๋ยนอ……. นางมาละทังเสียมคันรีและกระเช้า มาละทังไม้เท้าและหนังเสือ มาละทังเปลือกไม้เจือเลื่อนลวาด มาละทังสลาดและคันยู นางบ่อิ่นดูพี่สักหยาด ดังฤานางมาขาดใจตาย ลุกมาเทอะแม่โสมสายเฮยสร้อยฟ้า ลุกมาเทอะเมียก่ำพร้าฅิ่นเทียมองค์ ทัดที่นี้เป็นกลางดอยดงเถื่อนถ้ำ เถิงย่านน้ำแก่สายธาร.

นโม ตสฺสตฺถุฯ ยํ ปนฺนตํ รญฺญา มหาปฐวึ อุนฺนาเตตวา พราหมสฺสปิยปุตฺเตสุ ตินฺเนสุ ยาว พรหมโลกา เอกโกลาหลํ ชาตํ อโหสิ ฯ

ลำดับธรรมเทศนามาเถิงเทิงมัททีกัณฑ์ถ้วนเก้า อันพระพุทธเจ้าหากเทสนา ส่วนประญาสัพพัญญูตัณญาณอันประเสริฐ อันโพธิสัตว์เจ้าตนล้ำเลิศหากปรารถนาเอา ในเมื่อพระยาเวสสันตระราช ได้ประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน แก่ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า มีในกาละเมื่อใดดั่งอั้น ในกาละนั้นแผ่นดินก็ไหวหวั่น สนั่นก้องไปมา โกลาหลเกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องดอยคราง ตราบเถิงโสฬสะมหาพรหมก็มีแลฯ

เทวดาทังหลายมวลหมู่ อันยายอยู่ป่าไม้หิมพานต์ ได้ยินเสียงสานแหบไห้ แห่งแก้วแก่นไท้ทังสองพี่น้อง อันพราหมณ์ผูกด้วยบ้วงคล้องจำไป เทวดาทังหลายมีใจดังจักแตก ร้อนร้ายแรกกรุณา จิ่งจากันว่าดั่งนี้ ผิว่าราชะมัททีมาสู่ ในแก้วกู่แคว่นวัน จักบ่หันลูกเต้า นางจักเข้าไปถามพระยาเวสสันตระราช คันรู้ว่าท้าวประสาทหื้อลูกรักเป็นทาน นางก็จักไปตามบาทย่างลูกแก้ว ด้วยกำลังพละสิเนหา นางพระยาก็จักได้ทรงทุกข์เพิงมีชะแล ฯ

เทวดาทังหลายจากันสันนี้แล้ว จิ่งราธนาเทวบุตรสามตน ว่าเจ้าทังสามจุ่งจักไปเนรมิตเพศ พรรณวิเศษดีหลี ตนนึ่งเป็นดั่งราชะสีห์ ตนนึ่งเป็นดังเสือโคร่ง ตนนึ่งเป็นดั่งเสือเหลือง ไปนอนเนืองไขว่ขว้างหนทาง ทัดที่หล้างนางมัททีจักมานั้นเทอะ ตราบแสงพระสุริยะอาทิตย์ ตาวันบ่ตกต่ำฅ่ำลับดอยไปดั่งอั้น แม่นว่าหากนางมัททีหากขอหนทางไจ้ๆ เจ้าทังหลายอย่าได้หื้อหนทางแก่นางพระยา จุ่งหื้อนางมายามฅ่ำ เข้ามาด้วยรัศมีพระจันทร์นั้นเทอะ อันนึ่งเจ้าทังหลาย จุ่งรักษานางมัททีแก่เนื้อเบื้อคะนองของป่า อย่าหื้อคั้นกว่าเอานางแด่เทอะ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห พระพุทธเจ้าจักสำรองของไข อัตถะบาลีอันนั้นมาหื้อแจ้ง พระก็แสร้งเทสนาว่า เตสํ ลาลปิตฺต ํ ดังนี้เป็นต้น ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ส่วนเทวดาหลายมวลมาก อันอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้ยินเสียงสานแหบไห้ แห่งสองแก่นไท้กุมาร ในดงดานป่าไม้ เทวดาทังหลายมีใจอิ่นดูกรุณา จิ่งเจียรจาเซิ่งเทวบุตรสามตน ว่าเจ้าทังหลายจุ่งกลายกลับเพศ พรรณะวิเศษเหมือนแท้ดีหลี ตั้วนึ่งจุ่งเป็นดั่งราชะสีห์ปาวเปิบช้าง ตัวนึ่งอ้างเป็นเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งกินฅน ตัวนึ่งเป็นเสือเหลือง ไปนอนเนืองไขว่ขว้าง ทัดที่นางท้าวมัทที จักหนีมานั้นเทอะฯ

เจ้าทังหลายยายอยู่ อย่าหื้อนางมาสู่ ศาลาเมื่อยามวัน จุ่งหื้อนางผันมารอดยามฅ่ำ เขี้ยวฅ่ำด้วยแสงเดือนดาวเทอะ ฯ เนื้อทังมวลในเถื่อน เขานันเพื่อนอาณา อย่าหื้อเขาทังหลายมาเบียนร้าย แก่นางราชะมัทที ผิว่าราชะสีห์ตัวกล้า หลอนปาวเปิบข้านางเมือง เสือเหลืองฅ่วนเฅ้า หลอนครุบเข้านางท้าวมัททีดั่งอั้น ยามนั้น เจ้าชาลีสรีรัตนา กับนางกัณหารู้ข่าว สองหน่อท้าวจักมรณาตามแม่ชะแลฯ

เมื่อนั้นเทวบุตรสามตน มีใจชมชื่นยินบาน ก็เนรมิตเป็นเนื้อเชียงฅานสามสิ่ง ใหญ่ล้ำยิ่งเพิงกลัว หนังหัวพองเฅืองคราบ เป็นดังจักคั้นคาบแท้ดีหลี ฯ

มทฺทีปิ โข ส่วนนางมัททีเยาวยอด นางฅะนิงรอดคำฝัน ปูนอัศจรรย์เป็นโทษ ฝันร้ายโสดแท้ดีหลี ควรกูราชะมัททีหาหื้อได้ ยังลูกไม้เร็วพลัน ยามตาวันบ่ตกต่ำ ลงสู่ฅ่ำลับตา นางพระยาร่ำเพิงสันนี้แล้ว นางแก้วมีตนสั่นปั่นไปมา รีบขงขวายหาลูกไม้ เช็ดน้ำตาอยู่ไจ้ๆ นางแก้วร้องไห้กล่าวคาถาว่า สหตฺถเนตฺโต ชนิถิกํ เม ปติตํ ดั่งนี้ ว่าโอยนอ….

เสียมสุบคันรีจอดบ้อง อันกูแต่งต้องหัวมัน กูหยุบผันบ่พราก ก็หลุดจากมือไป สายกระเชัาอันใส่ลูกไม้ ห้อยบ่าไว้บ่ปลง พ้อยหลุดไหลลงจากบ่า ขว้ำสะสว่าตกดิน ตาซ้ายไหลรินละเล่น เขม่นต้องตาขวา ไม้ฝูงนี้หาบ่ได้ในป่า ก็เป็นทูนค่าหลวงหลาย ไม้ทังหลายอันมีลูก ก็เป็นดั่งหาลูกบ่ได้ ทิศะหนใต้ก็แผ่เป็นดั่งหนเหนือ ในเมื่อกูไปยามฅ่ำ ตาวันตกต่ำคล้อย ลงล่ามห้อยลับดอยไป เนื้อทังหลายก็มานอนไขว่ขว้าง ทัดที่หล้างนางจักเมือนี้แลฯ

อาศรมก็ยังไกลลิ่วลี่ ที่จักรอดก็บ่ปรากฎหันมา คันนางขงขวายหาลูกไม้ ได้แล้วนำเมือเป็นอาหารหอมหื่น สามเจ้าชมชื่นดากิน พระพรหมินทร์หน่อท้าว อยู่ด่านด้าวดงหนา นอนศาลาเทศท้อง รอยว่าท้าวเหยียบหย่องคองทาน สองกุมารลูกแม่ ละไว้แต่ศาลา สองบัวตราหน้าหน่อ ทุกข์ต้องต่อเข็ญใจ ตาวันใสร่ำห้อย คลาคลาดคล้อยลงแลง สองเพิงแพงพระแม่ รอยอยากเข้าอยู่เววน ชะแลฯ

เต นูน ปุตฺตกา เมยฺหํ ดั่งกูนางคึดรอด ลูกแก้วยอดจอมใจ กูหนีไกลมาด้วยพ่อ เข็ญใจต่อเถิงตน ตาวันลงคลาดคล้อย ละห้อยแก่นยามแลง สองเพิงแพงอยากน้ำ เต นูน พระราชะทังคู่ ละไว้อยู่ศาลา เข็ญใจมาด้วยแม่ อยู่ด้าวแต่ดงดาน สองกุมารชอมทางแม่ แล่นต้อนแต่ไกลตา ดังปุตตาลูกงัวงามแง่ ถ้ารับแม่กินนมนั้นแลฯ

พระนรินทร์ลูกแม่ อันอยู่แก่ศาลา สองขาเป็นกำพร้า ตระหมอดหน้าเข็ญใจ ดอมทางไกลคองแม่ ถ้ารับแต่หนทาง ดั่งลูกหงสารับแม่ แล่นต้อนแต่เหนือตม สองอุดมลูกเต้า อยู่ด้วยพ่อออกเจ้าตนงาม เข็ญใจมาด้วยแม่กำพร้าแต่สองฅน ลูกกับตนเป็นเพื่อน อยู่กลางเถื่อนดอมทางชะแล ฯ หนทางเทียวป่าไม้ พอไต่ได้ตนเดียว เทียวไปมาด้วยจ่อง สองขอบข้างเหวผา กูจักเทียวได้เมือรอด ยังสองลูกยอดศรมณ์ นางจิ่งประนมมือน้อมไหว้ ยังพระยาเนื้อร้ายสามตัว

จิ่งกล่าวคาถาว่า มิคา นมตฺถุ ราชาโน ดูรา เจ้าพระยาเนื้อทังสาม กรียาอันไหว้แห่งข้า จุ่งมีแก่พระยาเนื้อทังสาม อันมีตัวงามพีใหญ่ เฝ้าแฝงใฝ่ดงขวาง ขออิ่นดูกูนางหน่อท้าว น้องแห่งสูเจ้าชื่อว่ามัทที เจ้ามีแรงดียิ่งกว่า ช้างในป่าหิมพานต์ ข้าขอทางจะจ่อง จุ่งปล่อยน้องแม่ญิงเดียว เพื่อจักเทียวไปสู่ ในแก้วกู่บรรณศาลา

ข้าเป็นภริยาแฝงพระบาท แห่งบรมนาถภูมินทร์ พระนรินทร์ตนยศยิ่ง เป็นเจ้าจอมมิ่งควรยำ เป็นพระยาธรรมยศเยือก เป็นเจ้าช้างเผือกภูบาล ทรงญาณสิบสิ่ง เป็นลูกท้าวยิ่งชื่อว่าสญไชย ปราบเมืองไทยยอดฟ้า เจ้าแผ่นหล้าพสุธา ข้าพ่ำเรินผัวมาทุกเมื่อ สร้างบุญเผื่อรักษา เหมือนนางสีดางามแง่ ปฏิบัติแก่พระยารามนั้นแล ตามธรรมดาอันชอบ ประกอบด้วยเมตตา ขอจุ่งกรุณาโปรดข้า แก้วกำพร้าญิงเดียว จุ่งหื้อทางเทียวแก่ข้า อันใคร่หันหน้าลูกกำพร้าวอนเมือนี้แด่เทอะ ฯ

อล เต เทวปุตฺตา เมื่อนั้น เทวบุตรสามตน ก็เล็งกาละปางนี้ ควรหื้อหนทางแก่นางพระยาว่าอั้น แล้วก็เอากันหลีกฟีกหนทางไปวันนั้นแลนาฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อันว่าพระพุทธเจ้า ตนปราบเหง้าติโลกาไตรโลก ยกสัตว์ข้ามโอฆะสงสาร พระเล็งหันอัตถะบาลี พายหลังมีไป่แจ้ง พระก็แสร้งเทสนาเป็นคาถาว่า ตสฺสา ลาลปฺปมานาย ดังนี้เป็นประธาน ว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต เนื้อองอาจสามตัว คือราชะสีห์เสือโคร่งและเสือเหลือง คันได้ยินคำจาอิ่งอ้อยวอนขอไจ้ๆ แห่งแก้วแก่นไท้ราชะมัทที อันเป็นลูกสาวสรีพระยามัททะราช อันมาจาองอาจ เนื้อทังหลายจิ่งหลีกฟีกหนทาง

ก็เป็นวันอุโปสถศีลเดือนเพ็งส่องแจ้งใสงาม ในเมื่อมิคาเนื้อหนีหลีก เต้นเว้นฟีกมัคคา นางพระยานุชนาฏ ก็ยกย้ายบาทลีลา ท่องเทียวมาบ่อยู่ เข้าใกล้อู่อาศรม เพื่อปรารมณ์เถิงลูกเต้า ทังพระเจื่องเจ้าจอมธรรม นางก็พร่ำมาทังค่ำ นางท้าวพร่ำเคยหัน สองจอมธรรม์งามแง่ แล่นต้อนแม่แต่ใกล้มา นางเล็งหาบ่หันอยู่ บ่หันสองเจ้าคู่เรียงกัน นางเคยหันลูกแก้วแต่ที่ใด นางก็ไปในที่นั้น ก็บ่หันแห่งหั้นแก่ตา นางโสภาหมาดไหม้ นางร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิมมฺหิ น ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ดังนี้

โอยนอ…. สถานที่นี้นาวิเศษ ด้าวประเทศศาลา เคยหันปุตตาแล่นเหล้น กำฝุ่นเต้นผะผาย สองโสมสายงามแง่ แล่นต้อนแต่ไกลมา กัณหางามผิวผ่อง เคยเหนี่ยวหน่องกินนม สองอุดมงามอะเครื้อ เนื้อกลั้วฝุ่นผับตน กูเทียวหนมาฅ่ำ ลูกน้อยพร่ำเรรน ลูกสองฅนเมื่อก่อน เคยแล่นต้อนถามกิน ทังหมากกวินและหมากม่วง วิ่งเต้นป่วงชักถง กระเช้าบ่ทันปลงแม่ช้าออกต้อน สองพี่น้องอ้อนชิงกัน วันนี้อัศจรรย์ดูหลาก สองก่ำพร้าพรากไปไหนนี้ชา ฯ

ที่นี้นาวิเศษ ด้วยประเทศอาราม แก่นดูงามใช่ช้า กูเคยหันหน้าลูกกูทังสอง อิ่นดูสองบัวทองเจ้าแม่ คือดั่งนกแผ่หัวหาง อยู่คองทางตัวแม่ อ้าปากแผ่หากิน แม่เร่งบินมารอด อ้าปากสอดเซาะหา แม่ได้ใดมาคายออกป้อน ร้องออดอ้อนหื้อแม่ยินดี ปูนปรานีใจสั่น หัวอกลั่นตันผิง ทุกข์เต็มติงหมาดไหม้ อันนั้นและไส้มีสันใด กูบ่หันชาลีใสงามจะจ่อน กับนางเนื้ออ่อนกัณหา สองขาไปไหนชาบ่เต้น กลิ้งเกลือกเหล้นดอนซาย ลูกญิงชายเจ้าแม่ ต้อนแต่ไกลมา คือดั่งลูกหงษาหันแม่ ดิ้นผับแผ่เหนือตมนั้นแล ฯ

อิมมฺหิ น ปเทสมฺหิ อันว่าอารามเพียงร่มไม้ อินทร์แต่งไว้ยายใย ราบเพียงใสข่วงกว้าง ประเทศท้างปูนเคย ลมพัดเชยดอกไม้ หล่นเหลือไว้ดอนทราย ขากำผายบิดเปล่า หอมรสเร้าติดตน ลูกสองฅนแก่นไท้ ดั่งฤาบ่หันได้ แต่ใต้ร่มไม้และศาลานี้หนอ อันว่ารอยตีนลูกช้าง เทียวป่างข้างดอนทราย เป็นแถวยายถ้วนถี่ ทุกด้าวที่หลวงหลาย ยังบ่หายวอยวิ่ง บัดนี้ลูกแก้วยิ่งเสมอตา ไปไหนชาบ่มาเก็บมาลาแลส้อมดอก ฤาว่าไปแอ่วเหล้นพายนอก แดนด้าวขอกศาลา ฤาว่าไปขงขวายหาเครื่องเหล้น กำฝุ่นเต้นลวดลืมมา ฤาว่าพระปิตาตนพ่อ หื้อสองหน่อหลับไป ในบัณณะศาลาบ่ตื่น หลับบ่ชื่นอยู่วอนวอยอั้นชาฤา ฯ

ตนกูดั่งแม่นกทังคู่ ละลูกอยู่ในรัง ไปแสวงหายังเหยื่อ ละลูกไว้เพื่อหากิน ฅนเทียวดินมีมาก หันแล้วหากเอาไป กูนางไปป่าแต่เช้า ละลูกเต้าอยู่ศาลา กูฅืนมาหาลูกบ่ได้ เท่าร้องไห้อยู่ดอมดาย พระโสมสายยอดฟ้า สองหน่อหล้าแม่ไปไหนนี้ชา ฯ

อันว่ารอยตีนขาเทียวท่อง เยียะหยุดหย่องตามกัน คือดั่งรอยตีนลูกช้าง เทียวที่ข้างตีนดอย อันค่อยหันมาปรากฏบ่ผ่อน เท่าว่าสองแม่อ่อนน้อยแม่นี้ไปไหนชา ฯ อันว่าดินซายงามเพียงรอบ ลูกแก้วกอบกำปราย ดั่งลูกควายหลายคู่ เหล้นกันอยู่นอนตม สองบุญชมพระแม่ บ่หันแล้วแต่ศาลานี้และนา ฯ

อิตํ เนสํ เครื่องเหล้นมีเหลือแหล่ ลูกแก้วแม่ทังสอง หมากคับทองมีหลายหลาก หมากไฟหากสุกเหลือง หมากเฟืองมีหลายพร่ำ หมากเกวนก่ำสุกดำ หมากม่วงคำและหมากหาด กลิ้งคล้อยคลาดจากมือขวา กูเล็งหารอดแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่หนใดนี้ชา ฯ

อารามเพียงด้าวขอก ดอกขัดหมอกบานเรือง จำปาเหลืองและกัณณิเกด สลิดเทศและสะบันงา มะลิลาหอมยิ่ง ดอกซ้อนกลิ่นเอาใจ สถานไกวกิ่งค้อม ขาบิดมาพร้อมทัดทรง หอมทั่วดงแหล่งไหล้ ละดอกไว้ผุยผาย หันรอดดายหมองหม่น ดอกไม้หล่นดูราม กองซายงามจะจ่อน สองน้อยอ่อนเหล้นสะเบย หัวใจเฮยลูกท้าว ไปเหล้นด่านด้าวแดนใด เคยหันสองนงวัยบ่ขาด สองเจ้าน้อยราชเย็นวอย นี้ชานอ ฯ

เยสุ ปุพฺเพ ในกาละเมื่อก่อน ลูกน้อยอ่อนสงสาร สองกุมารทังคู่ เหล้นใกล้กู่ศาลา หันแม่มาราแล่นต้อน ร้องเรียกน้องว่ากัณหา แม่มาตาออกไท้ ได้ลูกไม้มาหา ยังสองเราแล้วและว่าอั้นชุวันด่าย ฯ บัดนี้ บ่หันสองจอมขวัญลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง และนอฯ กูนางคือแม่แพะทังคู่ อยากน้ำอยู่เรรน สองลูกตนยังอ่อน บ่ห่อนรู้พรากแม่ไปไหน กูอาลัยล้ำเลิศ ลูกแก้วเกิดกลางอก ยินทุกข์ตกโศกไหม้ เพราะลูกแก่นไท้บ่หันมานี้แล ฯ

ในกาละเมื่อก่อน ลูกแม่บ่ห่อนไปไหน หันแม่มาแต่ไกลแล่นต้อน กูบ่ห่อนกำฆ้อนไล่เลยตี บ่มีวจีจ่มด่า คำร้ายว่าหื้อเจ็บใจ สองนงวัยลูกแก้ว มาขึ้นตักแม่แล้วกินนม ถานานมกูแม่ ก็พ่ำเพ็งแต่ทังถม เต็มด้วยน้ำนมทังสองเต้า เพราะบ่พบลูกเต้ายินผลาญ เจ็บอกปานจักแตก ร้อนร้ายแรกดั่งไฟลน ลูกสองฅนแว่นฟ้า ไปลี้หน้าเสียไหนนี้ชา นางก็อะธะวาอยู่ไจ้ๆ ร้องร่ำไห้กล่าวคาถาว่า อยํ โส อสฺสโม ดังนี้

อันว่าอาศรมบทนี้นาเมื่อก่อน สองขาฟ้อนอ่อนไปมา มีเสียงหนาเกิดก้อง ดั่งพาทย์ฆ้องเมืองสวรรค์ วันนี้บ่หันสองโสภัณพี่น้อง แก้วร่วมห้องแม่อุดม อาศรมบทกูหันชุแห่ง ดั่งภมรแก้วแกว่งกวัดไกว เป็นสันใดเย็นเยือก บ่ได้ยินเสียงเรียกร้องหากัน บ่ได้ยินเสียงเนืองนันสักหยาด ในห้องอาวาสศาลาฯ

กาโกลาปิ แม่นว่ากาดำๆในป่า บ่บินล่ามากราย ดักเสียงหายดูหลาก บ่ได้ยินเสียงปากจามไอ เป็นสันใดดักอยู่ ในแก้วกู่บ่ปูนเคย สองลูกเฮยหน่อท้าว ไปลี้อยู่ด่านด้าวแดนใดนี้ชา ในรวายตรีจักใกล้รุ่ง ข้าน้อยมุ่งฝันหัน เกิดมาทันต่อหน้า เพราะบ่หันลูกกำพร้ากลอยใจ นกในไพรหลายหมู่บ่ร้องเป็นคู่เสียงหวาน รอยว่าสองกุมารมรณาต ม้วยเมี้ยนชาติตายไป สองจอมใจแก่นไท้ ละแม่ไว้บ่หนาแหนง สองดวงแพงลูกเต้า เนื้อบ่เศร้าปูนชม ยินปรารมณ์ด้วยลูก ร้อนร้ายถูกหัวใจ กลางดงไพรถ้วนถี่ ดูสงัดจีวอนใจ สัตว์ตัวใดเฅิงฅาบ มาคั้นคาบไปกินนี้ชา ฯ

น อิติ วิลปนฺตี มหาสตฺตสฺส สนฺติกํ กนฺตวา ส่วนราชะมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ไปมา เข้าไปสู่ศาลายศยิ่ง นางท้าวจิ่งปลดถง กระเช้าลงใส่ลูกไม้ จากบ่าไว้เพื่อจักฉัน นางเล็งหันพระนักธรรม์ตนพ่อ บ่อว่ายหน้าล่อเจียรจา บ่หันสองปุตตาลูกแก้ว งามผ่านแผ้วบุญหนัก ในสำนักพระจอมจักรแก่นไท้ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า กิมิตํ ตุณฺหิภูโตสิ อภิรตฺเตว เม โน ดั่งนี้เป็นต้น โอยนอ……

วันนี้เป็นสันใด พระจอมใจหน่อแก้ว ตนผ่องแผ้วงามผะหด มาทรงยศหนักแก่ข้า บ่อว่ายหน้าล่อสักคำ คำฝันนี้ยำแท้หนอ ท้าวบ่อว่ายหน้าล่อเจียรจา กาดำๆในป่า ก็บ่ล่าบินบน แก้วกับตนแม่เฮยเจ้าหล้า ลูกกำพร้ารอยตายและนา ฯ

กิมิตํ ตุณฺหิ ภูโตสิ วันนี้เป็นสันใด พระราชะเจ้าบ่ปาก ข้าน้อยฝันหลากเป็นลาง นกกลางทางในเถื่อน บ่มาร้องเลื่อนขานขัน สองจอมขวัญลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง ชะและนา ฯ

กจฺจิ อยฺย ปุตฺตเก ข้าแต่พระอยู่หัวเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน สัตว์ตัวใดในป่า ยับเอาลูกแก้วกว่าหนีไกล นกในไพรถ้วนถี่ บ่ได้ยินเสียงมี่นันมา อันว่าสัตว์ตัวใดกล้าหยาบ ปาวเปิบคาบสองขา สัตว์นานาเถื่อนถ้อง ยับเอาแก้วร่วมท้องแม่ไปกิน จะฤาฯ

อาตู เต ข้าแต่พระบุญเรืองเฮยเจ้าฟ้า ลูกกำพร้าไปไหน รือว่าเจ้าจำไปรีบร้อน ไปสืบส้อนคำเมือง ฤาว่าใช้ไปหาพระบุญเรืองตนปู่ หื้อห้างหมู่มาเอา ฤาว่าสองนงเลาทังคู่ ไปเหล้นอยู่นอกศาลา ฤาว่าไปขงขวายหาเครื่องเหล้น ขับฟ้อนเต้นอยู่งันกัน บ่รู้เวลาวันและค่ำ สองเจ้าพร่ำลืมมา กูบ่หันผมเขียวแซมดอกไม้ แก้วแก่นไท้สองสรี รือว่าเสือหมีและจะแฅ่ เดินดงแก่ไพรสณฑ์ ปะลูกสองฅนติ้วกว่า นกหัสดิลิงค์ล่าบินบน บินเหินหนอากาศ ซูดทึ้งยาดเอาไป ตกแดนไกลบ่หันซาก ละแม่ไว้ทุกข์ยากพายหลังชาฤา ฯ

นางมัททีสรีหน่อไท้ ร้องร่ำไห้โทมนัส ส่วนพระกระษัตริย์ตนทรงยศ อดบ่ปากเจียรจา กับนางพระยาสักคำ ก็มีหั้นแล ฯ

นางมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้วิงวอน น้ำตาซอนผับผ่าว ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อถ นํ สาวกสฺมา เป็นสันใด พระเหนือหัวยอดฟ้า มาเยียะหน้าปูนกลัว ตั้งตนตัวหนิมอยู่ บ่เบ่นหน้าสู่สักคำ ข้ากระทำกรรมอันใดเป็นโทษ ข้าก็บ่โกรธทารุณ บ่หื้อพระองค์ขุนแสบร้อน บ่หื้อเจ้าขอดข้อนเจ็บใจ บ่กระทำทุจริตกรรมอันใดสักหยาด บ่ได้ประมาทท้าวบุญเรือง ข้ายินเคืองคั่งคัด น้ำตาถั่งไหลตก ยินคัดอกเท่าฟ้า พระฅิ่นข้าบ่เจียรจา ฯ

อิตํ ตโต ทุกฺขทร ํ ข้าทรงทุกข์ลำบาก เพราะเจ้าบ่ปากเจียรจา คือดั่งปืนยายำเหล้มใหญ่ ปักเสียบไหม้สันดาน ยินผลาญใจแก่ข้า บ่ได้หันหน้าลูกกำพร้านงราม คือชาลีงามชื่นช้อย กับนางหนุ่มหน้อยกัณหา ทุกข์อันนี้นาร้อนรีบ ปานฟ้าหนีบกับดิน ขัดขินใจยะยั่น ร้อนร้ายปั่นวอนซวง เพราะบ่หันทิพย์ดวงลูกแก้ว กับพระผ่านแผ้วบ่ปรานี บ่อิ่นดูเมียมัททีก่ำพร้า บ่อว่ายหน้าต่อปราศรัย เจ็บหัวใจสายสั่น ดั่งปืนพิษบั่นตา พระโสภาเฮยเจ้าฟ้า ผิว่าท่านบ่ปากจิ่มข้าเมื่อยามวัน คันรวายตรีคืนนี้รุ่ง สายฟ้าพุ่งเรืองราย ข้าเที่ยงจักตายมรณาต ใจข้าขาดเป็นผี ยามพอดีพรูกเช้า ตามพระราชะเจ้าหากจักหัน บ่อย่า ชะแลนาฯ

อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า ฅนิงใจเล่าว่า นางมัททีสรีหน่อเหน้า รักลูกเต้าเหลือถนัด มากูจักตัดโสกาอันหยาบ จักกำราบนางพระยา หื้อหายสิเนหาอันใหญ่ ก็ต้านถ้อยใส่หลายคำว่า นนุ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสฺสสินี ดั่งนี้ว่า

ดูรา ราชะมัทที ทรงโสมดีสักสวาด เป็นลูกท้าวราชลือชา นางหนีไปป่าแต่เช้า เทียวไต่เต้าล่าตนเดียว มึงจิ่งเขี้ยวมาค่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ดั่งพี่พิจารณาดูนี้โสด จักเป็นโทษแก่กูรือ ฤาว่าจักได้แก่มึงนาง อันจะเดินกลางป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงดาน ป่าหิมพานต์ดงล่า ด้วยพรานป่ากินรอน ทังทิพพระยาธรและวเนจรเหลือแหล่ ไปแอ่วเหล้นแก่ระสี หลอนนางมีใจบ่ตั้ง ได้สลั้งผิดผวน กระทำการบ่ควรผิดแผก ใจฟุ้งแตกเสียสติ บัดนี้ตริมาวอนไห้ เดิกฅะไฅ้กูพี่ จักดานอนนี้ชา ฯ

ดูรามัทที ทรงโสมดีแลบล้วน ลักขณะถูกถ้วนพอตา นางไปหาหัวมันลูกไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงไพร บ่มีฅนใดจักไปรู้ แม่นางไปเหล้นชู้จักมีไผหัน ในหิมวันต์ป่ากว้าง ประเทศท้างดงดอน มีทังทิพพระยาธรและระสีป่า รอยนางไปเหล้นชู้ล่ามายา รอยนางบ่หนาคึดรอด จงใจจอดอันใด ลูกสายใจลืมคึดรู้ มัวไปเหล้นชู้ลวดลืมผัว สนุกสมหนัววอนยิ่ง ค่ำแล้วจิ่งดามา ชวดเวลาเดิกดื่น ตริมาตื่นร่ำรนหา ยังสองโสภาลูกเต้า ตริมาเยียะโศกเศร้าโสกา ตริมาร่ำศาลาและป่าไม้ ตริมาเซาะไซ้อาศรม ตริมาปรารมณ์หาลูกน้อย ฅะฅ้อยร่ำเรรนนั้นชา ฯ

ปุน สมเย ยามเมื่อนางหนีไปเมื่อเช้า ละลูกเต้าอยู่ศาลา ผู้ใดนาจักหันมึงนางแม่ อันลี้แก่ดงหนา มึงนางจุ่งมาหนี้ กูจักบอกชี้หื้อมึงฟัง

คำพายหลังอันฅนเล่าไว้ กูจักกล่าวให้มึงฟัง ช้างพลายพังจักหนีเสียเถื่อน เพราะว่าช้างผู้เพื่อนบ่มีหลาย แก้วฅนชายร่วมรู้ เมียเหล้นชู้ก็เพื่อผัวใจดี ราชะสีห์จักหนีเสียดอย ก็เพราะดอยอันนั้นบ่มีรูเปียวปล่องถ้ำ ปลาจักหนีเสียน้ำ ก็เพราะน้ำอันนั้นบ่มีตม ศรมณ์จักหนีเสียครู ก็เพราะครูนั้นใบ้ นกจักหนีเสียต้นไม้ ก็เพราะต้นไม้บ่มีลูกหลวงหลาย กวางทรายจักหนีเสียเหล่า ก็เพราะเสือโคร่งเถ้าไต่เทียวจง ราชะหงษ์จักหนีเสียสระ ก็เพราะสระอันนั้นบ่มีดอกบัว ญิงจักหนีเสียผัว ก็เพราะผัวขี้ไร้ หาเข้าของบ่ได้ ญิงร้ายหากดูแควน เมียค่ายแคนแหนงหน่าย เพราะผัวบ่ช่างเบี่ยงบ่ายขงขวาย คำโบราณฅนทังหลายกล่าวไว้ ก็มาได้แก่ตนกูนี้และนานางเฮยฯ

มนุสฺสินี ฝูงญิงลามแถ่วเถ้า เพิ่นก็ยังอยู่กับลูกเต้าและผัวขวัญ พร้อมเพียงกันเอื้อมข้าง ญิงฝูงเป็นแม่ร้าง เพิ่นก็ยังอยู่ฅนเดียว ไผบ่ห่อนเขี้ยวมาฅ่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ฯ มญฺเญ รอยนางบ่ร่ำเพิงหา ยังสามขาพ่อลูก อันสร้างผูกสมภาร ในดงดานป่าไม้ จะใจ้อยู่ดอมดาย ตูข้าทังหลายยินลำบาก อดทุกข์ยากเหลือใจ มึงนางไปป่าแต่เช้า จิ่งเขี้ยวเข้าสู่กุฎี ด้วยรัศมีพระจันทร์ช้อยโชติ อันนี้หล้างเป็นโทษแก่มึงนาง อันเทียวกลางป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงหนา

เมื่อกูยังเป็นพระยาแต่ก่อน มีพวกน้อยอ่อนมากัน ในสีวีราชขัณฑ์ด้าว อยู่ด่านท้าวเมืองขวาง กูจักตัดหัวมึงนางเป็นเจ็ดบั้งเจ็ดท่อน บ่ละไว้หื้อหย่อนแก่มึงนาง กูบ่ทันหื้อฅนมาขอไว้ คันยับได้เที่ยงจักฟัน ในนครสวรรค์เมืองใหญ่ ตีกลองหลวงไฅว่กลางเวียง จักหื้อฅนมาเรียงกันชุผู้ เพื่อบ่หื้อญิงเหล้นชู้จากผัวตน แม่ญิงและฅนหาไหนก็ได้ ญิงบ่มีไร้หากเหลือเมืองและนา ฯ ยามนั้นแม่ญิงทังหลาย ชุด้าว กลัวแต่อาชญาท้าวเที่ยงชวนกัน บ่หล้างจักกระทำทุจริตกัมม์อันเป็นบาป ดั่งมึงนางสักฅาบแท้ดีหลี ฯ พระระสีกล่าวคำอุบาย เพื่อหื้อนางหายโศกไหม้ ท้าวไท้ใส่คำหลาย ด้วยอุบายผิดแผก ใจจิ่งจักแตกหลายทาง

ส่วนนางมัทที ได้ยินคำพระระสีหน่อท้าว ด่าคำห้าวเหลือใจ อกร้อนปานไฟวะวาด ทรงยศราชหนักเท่าฟ้า สังบ่เยื้อนหน้าและหูฟัง ยังเสียงดังมี่ก้อง นันทั่วท้องดงหนา ฝูงสัตว์มาเหลือแหล่ เพื่อจักมากินแก้วแม่สายสรี คือราชะสีห์ตัวกล้า เสือโคร่งถ้าหนทาง เสือเหลืองครางกลางป่า ข้าตกขะพ่าแท้ปูนกลัว หนังหัวพองยะเยือก ข้าเลิกกระพุ่มมือ ตั้งขึ้นเหนือหัวก่ายเกล้า คึดต่อเจ้าจอมใจ มันเป็นสันใดแก่ข้า ดินและฟ้ามืดมัวตา ทุกทิศาเหลือแหล่ ข้าก็หันแผ่ผิดผวน ทิศาทังมวลดูหลาก มัคคาว่าหากเจ้าบ่รู้ ว่าข้าไปเหล้นชู้จากพระเมือง คันพระบุญเรืองบ่เชื่อข้อย ข้าน้อยขอสาบท ต่อหน้าพระทรงยศผ่านเผ้า พระปิ่นเกล้าจอมขวัญ

ขออาราธนาขุนสวรรค์อินทาเจ้าฟ้า ทังพระกุมภกัณฑ์แก่กล้า ทังพรหมสามหน้าจุ่งเล็งหัน ทังเทวดาอันอยู่สวรรค์ทิพย์เนตร ในโขงเขตชุมพู อันอยู่รักษาห้วยรูแม่น้ำ ที่ย่านกว้างวังวน พายบนหนอากาศ พายใต้ลวาดธรณี จุ่งเป็นสักขีแก่ข้ามัททีนุชนาฏ ขอหมู่เทวราชจุ่งเล็งเห็น ทังพระกุมภกัณฑ์และกุมภัณฑ์นาคน้ำ จุ่งมารู้พร่ำส่องสัญญา แสนโกฏิ์อมราจุ่งรู้ คันว่าข้าไปเหล้นชู้จากจอมธรรม ขอจุ่งกระทำตามโทษ หื้อข้าน้อยโสดสิบหาย วอดวำวายวินาศ หื้อเมี้ยนชาติอินทรีย์ ตกอเวจีต่ำใต้ ไฟนรกไหม้แผ่ผายผับ แสนแสงไขยกัปป์อย่าเงยงอก อย่าหื้อพ้นออกดีหลี ในอเวจีเที่ยงเท้า

แม้นพระพุทธเจ้าโปรดสงสาร ตรัสสัพพัญญูตัณญาณเอนก ทังพระปัจเจกและอรหันตา สังขยามากกว่าเม็ดหินทรายในน้ำ แสนโกฏิ์ก้ำนที อย่ามัททีได้หันและไหว้ พระบาทไท้สักองค์ เพราะว่าใจจงคดเคี้ยว ลัดเลี้ยวแก่ผัวขวัญ

เทวดาจุ่งเล็งหันชุด้าว ทุกเทศท้าวดีหลี คันข้ามัททีบ่มีโทษ เหมือนท้าวไท้โจทนา ก็หื้อข้าอายุฑีฆายืนยิ่ง พ่ำเรินเจ้าจอมมิ่งราชา อย่าหื้อมีอาพาธาเจ็บบาท อย่าหื้อมีพยาธิ์กังวล ขอหื้อเทียมตนพระบาท แม่นเกิดมาแสนชาติ ข้าม่อนขอเป็นเทวี ข้าบ่รู้หนีเสียจากเจ้า เทียมพระนั่งเกล้าเพศเพียงเงา

คันข้าบ่รักองค์เลายอดฟ้า จักหื้อข้ารักแก่ฅนใด ข้าพ่ำเรินพระสายใจฅิ่นข้อย แต่เมื่อยังหนุ่มหน้อยสาวจี ได้สิบหกปีปลายรอด ไป่รู้แจ้งจอดการญิง ขอพระจุ่งฅนิงดูก่อน อย่ารีบกระทำร้ายข้าม่อนมัทที พระยังปองเป็นชีอยู่ป่าไม้ โทษข้าไท้บ่เคยมี ข้าแต่พระระสีเจ้าฟ้า ข้าจักไปออกหน้าดังฤาดี ว่านางมัททีมีชู้ ฉลาดรู้ความเข็ญ เพิ่นจักทือว่าข้าเป็นญิงใจบาป เพิ่นจักทือว่าข้าเป็นญิงร้ายหยาบมาตุคาม เพิ้นจักทือว่าข้านี้มักกามหลายหลาก เพิ่นจักทือว่าข้านี้ไปเหล้นชู้จากผัวขวัญ ชาและนา ฯ

พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าฟ้า ข้าบ่ว่าจักก้มหน้าสู่อเวจี ใจข้ามัททีไหววะวาด สะดุ้งหยาดปูนกลัว มือทูนหัวกราบไหว้ กลางป่าไม้เรียงราย ยังทิศะทังหลายเหลือแหล่ ข้าหันแผ่ผิดผวน ทิศะทังมวลดูช้อมแควบ สายฟ้าแมบมุงเมือง ฝูงเสือเหลืองและเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งก้องคีรี ราชะสีห์มาอยู่เฝ้า ที่ข้าจักไต่เต้าเทียวมา ข้ายอมือสาหว่านไหว้ จะไจ้ขอหนทาง พระยาเนื้อจิ่งวางหลบหลีก เต้นหลีกฟีกทางเทียว ข้าจิ่งเขี้ยวมายามฅ่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ขอพระราชาผายโปรด อดโทษแก่ข้าเมียกำพร้าพ่อปางเดียวก่อนเทอะ ฯ

ข้าแต่พระระสีตนบุญกว้าง อยู่ประเทศท้างดีหลี อันว่าไกสรราชสีห์เหลือแหล่ อย่าได้คั้นแม่ทังกลม สองอารมณ์ทังคู่ สัตว์ป่าล่าลู่เอาหนี ฝูงเสือหมีแลจะแฅ่ อย่าได้กระทำร้ายแก่ลูกแก้วทังสองแด่เทอะ ฯ ข้าวิงวอนดั่งนี้ไจ้ๆ จิ่งร้องไห้วางวอน ขอหนทางมาทังฅ่ำ ข้าน้อยพร่ำเขี้ยวมา ส่วนพระยาเสือโคร่ง คิ้วค้อมโก่งเสือเหลือง มานอนเนืองสะพรั่ง ข้างคับคั่งมัคคา ในทิศากลางป่า ข้าร้องไห้ว่าวอนขอ เนื้อมิคายอหัวหลีก เต้นเว้นฟีกทางเทียว ข้าจิ่งได้เขี้ยวมาทังฅ่ำ เข้าสู่ย่ำศาลา ขอพระราชาอดโทษแก่ข้าน้อย ขอพระยอดสร้อยปรานี ก่อนเทอะ ฯ

อถ มหาสตฺโต ส่วนพระเวสสันดรหน่อท้าว บ่ต้านถ้อยกล่าวคำดี เซิ่งราชะมัททีสักคำนั้นแล ฯ ส่วนรัศมีพระอาทิตย์เรืองใสส่อง ในแห่งห้องยุคันธร พระเวสสันดรเจ้าฟ้า บ่อว่ายหน้าล่อสักคำ ส่วนราชะมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ถนัดใจ น้ำตาไหลอาบหน้า ทุกข์เท่าฟ้าเรรน เพราะรักลูกตนไจ้ๆ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อหํ ปติญฺจ ปุตฺเต จ อาจริยามิว มาณโว โอยนอ….

ข้านี้นาก็มาพ่ำเริญการผ่านเผ้า กับด้วยลูกเต้าแม่ทังสอง แม่ก็ปองกระทำเพียรติดต่อ ปฏิบัติตามพ่อยาวยืน ทุกวันฅืนฅ่ำเช้า พ่ำเริญพระราชาเจ้าแท้ดีหลี ข้าบวชเป็นระสีอยู่ในเถื่อน อยู่เป็นเพื่อนพระสร้างสมภาร พ่ำเรินการเก่าเกื้อ ผ้าเสื้อย่อมหนังเสือ เอาใจเจือทุกข์ไร้ หาลูกไม้มาฉัน ข้าไปทังวันฅ่ำเช้า หาเลี้ยงลูกเต้าสองสรี และนาฯ

อิทํ สุวณฺณหาลิทฺท อันว่าเข้าหมิ้นฅำงามชื่นช้อย แม่ก็เอามาหื้อนางนาฏน้อยกัณหา หมากขะตูมตืนต้อง แม่ก็เอาหื้อคิ้วค้อมก่องชาลี ลูกไม้สุกดีแล้วแม่ก็เอามาหา สองโสภาเฮยแก่นไท้ จุ่งมาเหล้นดอกไม้อันกูแม่นำมานี้เทอะ ฯ

อิทํ มูลผลํ ดอกบัวขาวงามจะจ่อน หมากอ้อยอ่อนเอาใจ หมากซางใสบ่เศร้า ทังหมากเต้าและหมากฟ้าเฟืองไฟ หมากกระจับใสลูกใหญ่ ขนุนสุกใหญ่มียวง ลูกไม้พวงหลายหลาก น้ำมิ้นหากเจือจาน อัญเชิญพระภูบาลเลิศแล้ว จุ่งเรียกลูกแก้วมาเสวย แด่เทอะฯ

ปทุมํ ชาลิโน เทหิ อั นว่าดอกบัวบานเลิศแล้ว ท่านจุ่งหื้อลูกแก้วชื่อชาลี ดอกโกมุทดีบานแบ่งสร้อย ท่านจุ่งหื้อแก่นาฏน้อยกัณหา จุ่งเล็งขาทัดทรงดอกไม้ ขับฟ้อนแล่นใช้พอดี ทังกินรีเฟือนฟ้อน เหยาะเหยียบหย้อนลีลา ทัดบุปผาเกี้ยวเกษ คือดอกสลิดเทศมะลิวัลย์ กฤษณาตัดกันหอมหื่น ปูนสนุกชื่นเชยใจ ขับเสียงใสตื่นต้อง สองพี่น้องจ่องจูงจำ ชาลีนำฟ้อนก่อน กัณหาอ่อนขับขาน ขับเสียงหวานใช่ช้า ดั่งนางฟ้าวิมานสวรรค์ ขออัญเชิญพระนักธรรม์อยู่เกล้า จุ่งเรียกลูกเต้าออกมาพันเชี่ยวรา ฯ

อันว่านางกัณหางามชื่นช้อย ขับอ่อนอ้อยเสียงใส ดั่งเสียงแมงใยและแมงว้าง ร้องที่ข้างเขาฅำ เป็นระบำถี่ถ้วน กลมเกลียวล้วนควรละเมา กับชาลีเอาลูกแก้ว กูมารอดแล้วบ่หันไหนนี้ชา ฯ

อโห วต ทุกขํ โอยนอ…. ราทังสองนี้นา ก็มาทุกข์โศกเศร้าเสมอกัน เพราะว่าไพร่อาธรรม์จำจาก ขับราพรากเรรน อุ้มลูกตนเทียวไต่ ดั้นป่าไม้ใหญ่ดงตัน เกาะกุมกันพลัดพราก เพราะวิบากสองรามี ไพร่ราวีทุกข์ยาก ขับราพรากเสียเมือง พระบุญเรืองเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน คือชาลีใสยอดแย้ม กับแก้วยอดแต้มกัณหานี้ชาฯ

สมเณ พราหมเณ ดังข้าจักร่ำเพิงดูนี้ ชาติแล้วได้ด่า คำร้ายว่าลวงผิด แก่เจ้าตนกระทำพรหมจารีตทรงเพศ ตั้งใจเจตน์เป็นชี ถือคองดีใช่ช้า หวังขึ้นฟ้าเถิงสวรรค์ วิมานมาทันฅืนครอบ ลับเลี้ยวลอบจูงนำ เพราะว่าอาธรรม์ได้ด่า ฤาได้กระทำกรรมวิบาก เอาลูกเนื้อพรากเสียกัน วิบากมาทันตอบท้า จิ่งบ่ได้หันหน้า ลูกกำพร้าทังสองและนาฯ นางก็ยกมือสากราบไหว้ เพราะบ่หันสองลูกแก่นไท้ แสนโศกไหม้วอนทรวงมากและนา ฯ

เอวํ วิลมานา นางมัททีเจียรจาฅะฅ้อย ท้าวบ่ตอบถ้อยสักคำ นางมีตนอันสั่น เซซัดปั่นไปมา เช็ดน้ำตาจะใจ้ นางร้องไห้แล่นไปพลัน ด้วยรัศมีพระจันทร์เรืองใสส่อง นางแก้วท่องเทียวมา หาสองโสภาบ่เว้น เคยแล่นเหล้นแต่แดนใด นางก็แล่นไปหาเซาะไซ้ เป็นต้นว่าใต้ชุมพู นางก็ไปเล็งดูทุกสลอก ที่ข้างขอกอาศรม ริมจงกรมแลโรงน้ำ ที่ใกล้ก่ำโบกขรณี ที่นทีห้วยหาด ทุกที่ตาดเหวผา ทุกรอมฅาเรือนฅุ่ม ท้องห้วยลุ่มและบนดอย นางไปเล็งคอยรอดแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่ทางใด ทังร่มไม้โพธิ์ไทรและนิโครธ ไม้แก้วโกฏิ์ตักกัน จุกยืนชันทุกที่ นางก็ไปที่เล็งหา บ่หันสองปุตตาแก่นไท้ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิเม เต ชมฺพุกา เวติ โอยนอ…

อันว่าไม้ชุมพุมีเหลือแหล่ ด้าวนี้แต่อาราม ยางพรายงามสูงยิ่งไม้ไรกิ่งสูนกัน ไม้นาวกานและบุนนาก เป็นดอกหมากพูพวง ในดงหลวงข้างขอก ไม้ขัดมอกและจำปา ดอกสะบันงาหอมยิ่ง ขาเคยหน่องกิ่งเกาะแขน หันทุกแดนที่เหล้น กำดอกเต้นผุยผาย ไม้ทังหลายพร่ำพร้อม หมากกวิดอ้อมดงเขียว สองสรีเทียวฅ่ำเช้า หอมกลิ่นเล้าติดตน ลูกสองฅนเฮยเจ้าแม่ บ่หันแล้วแต่อันมานี้ชานอ ฯ

อสฺสตฺถา อันว่าหมากขนุนเป็นลูกเหนือเจือค่า หมากแป้งป่าเป็นพวง นิโครธาหลวงชื่นช้อย กวิดใหญ่น้อยแกมกันไม้อุกตันกิ่งค้อม อ้วนอ่อนน้อมไปมา ในดงหนาถ้วนถี่ ก้านค้อมควี่ในไพร ไม้ยายใยเป็นหมู่ กูยังหันพร้อมอยู่ทุกอัน เท่าว่าบ่หันสองจอมขวัญลูกแก้ว ตายแล้วแก่ทางใดนี้ชา ฯ

อิเม ติฏ?ฐนฺติ อารามา อันว่าอารามเพียงระรื่น ปูนสนุกชื่นเย็นใจ น้ำเย็นใสท่ากว้าง ไหลแต่ท้างสระมา ฝูงปูปลาเหนี่ยงเหนี้ยว เหล้นสอดเสี้ยวไปมา ทังปลาฝาและเต่าน้ำ มีสุขล้ำชื่นชมฟอง สรีบัวทองทังฅู่ เคยเหล้นหมู่ปูปลา หว้ายไปมาขึ้นล่อง อว่ายหน้าจ่องจูงกัน ตาวันลงใกล้ฅ่ำ สองพี่น้องร่ำรนหา แม่มาดาก่ำพร้า แล่นมาอยู่ถ้าทางกู วันนี้พ้อยบ่มาชูหน่วยหน่อง จูงจ่องแม่ข้างศาลานี้ชา ฯ

วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ อันว่าดอกไม้หลายชื่นช้อย บานเบ่งสร้อยพูพวง เกียงเหมยหลวงและกัณณิเกษ สลิดเทศหอมไกล ดอกซอนใบก้านกิ่ง มีทุกสิ่งบุปผา ในดงหนาพร่ำพร้อม ยายหยาดอ้อมพลูเขียว สองศรีเทียวเก็บดอก สองพี่น้องหยอกชิงกัน แถวดอกไม้หวันเกี้ยวกอด หอมรอดเท้าติดตน ลูกสองคนแก่นแก้ว พลัดแม่แล้วรอยตายและนาฯ

ผลานิ อันว่าลูกไม้มีหลายสิ่ง เป็นทุกกิ่งเจือจาน ทังหมากหำฟานและหำรอก ทังแหนหมอกและนมงัว กินหวานนัวส้มฝาด ทังหมากหาดและหมากพิน ลูกไม้ดีกินหลายชื่นช้อย ลูกอ่อนน้อยแม่เคยบิดกิน สองนรินทร์พี่น้อง ไปอยู่แห่งห้องหนใด นี้ชาฯ

อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา โอยนอ …รูปช้างไชยใสเลยแล่น รูปกวางทรายและหมูเถื่อน ขาชักเหล้นเลื่อนเลยกัน ขาเคยหยุบผันบ่พราก นกจากะพากและยูงคำ เจ้าทรงธรรมตนพ่อ สลักหื้อลูกน้อยหน่อจอมขวัญ เหล้นทุกวันบ่ขาด ก็มีหยาดยายกัน พ้อยบ่หันหน้าสองบัวสวรรค์เลิศแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่เทียมใจนี้ชา

ปกฺขีทิชา เ เนื้อนกมีหลายหมู่ ตื่นเต้นสะสู่เต็มไพร ด้วยเสียงนางเดินไปและไห้ หาสองแก่นไท้ปุตตา บ่หันสองโสภาทังคู่ เท่าหันเนื้อนกหมู่เคยมา นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิเม สามา สลาลูกา ปหุกา กทฺทลีมิคา โอยนอ…

ทรายฅำและกระต่าย วอกก่ายบนเครือ จ่อนแจ้เจือค่าไม้ ลิงรอกใต้สะขี ทังนางนีและแบ้วบ่าง เนื้อนกต่างๆนานา ทังหงษาและไก่น้ำ แล่นชุก้ำชุพาย เห็นอ้มลายหรึ่งเหม้น หกตื่นเต้นไปมา สองโสภาเรืองระร่อย ละเนื้อปล่อยเย็นวอย นี้ชาฯ

อิเม จ หํสา จ โกญ?จา จ อันว่านกหงษ์บินอากาศ นกเขียนอาดบินสูง นกยูงกางปีกฟ้อน จากะพากหย้อนเหยียบหาง โพนดกวางเสียงก้อง นกเป็ดป้องร้องเสียงหวาน สองกุมารเคยผันผูกเหล้น นกตื่นเต้นเรียกว่ากอๆ สองสอบอเฮยพระแม่ ข้าบ่หันแล้วแต่ทุกอัน บ่หันสองแพงพันลูกท้าว ไปอยู่ด่านด้าวแดนใด บ่หันในแห่งห้องแก้ว แม่ร่วมท้องรอดตาย ชะแลฯ

นางบ่หันสองพี่น้อง ในแห่งห้องอาศรม นางปรารมณ์สายสั่น เซซัดปั่นไปมา นางพระยาบ่อยู่ แล่นเข้าสู่ดงหนา มีรุกขาหลายหมู่ ตกสร้อยกู่บังใบ ในดงขวางป่าไม้ บ่หันสองแก่นไท้หนใด นางทุกข์ใจบ่แล้ว นางแก้วกล่าวคาถาว่า อิมา ทาว กุมฺปาโย ปุปฺผิตา สปฺปการิกา ดังนี้ โอยนอ…..

ป่าไม้นี้หลายอะทุ้ม เสียงฅะฅุ้มนันเนือง ดอกไม้บานเรืองงามเรื่อ หอมรสเร้าเผื่อผับดง พู่เผิ้งชมเชยดอก บินเข้าออกชมเชย บ่หากหายเหยทุกเทศ ดอกวิเศษหลายพันธุ์ เขาชวนกันเกาะหน่อง ไม้แหม้นจ่องบิดเอา วันนี้สองนงเลาละไว้ แก้วแก่นไท้แม่รอดท้าว สองโสมสายเฮยเจ้าหล้า ละแม่ไว้เป็นกำพร้าอยู่ลูนหลัง โอยทุกขังแท้และนอ

ท้าวตนพ่อก็บ่ปราไสร ข้าถามอันใดก็บ่ต้านต่อ เยียะหน้าฅักล่อปูนกลัว ว่าข้ามัวกริ้วโกรธ กุมใส่โทษราวี ว่าข้ามัททีมีชู้ จาอวดอู้โกธา ว่าข้าไปเหล้นชู้มายาจากเจ้า ตนเป็นปิ่นเกล้าเหนือหัว เป็นผัวรักแห่งข้า เป็นดั่งแก้วรอดฟ้าผูกกับขวัญ คันว่าเจ้าบ่ปากต่อข้า ได้หันหน้าลูกเต้า และได้หันหน้าเจ้าปากจาดี แม้นทุกข์เฅิงขีข่มไหม้ ก็จักได้ร่ำงับกลับหาย ชะแลฯ

ในเมื่อนางมัททีสรีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้โทมนัส ส่วนพระมหากระษัตริย์อยู่บ่ปาก นางทุกข์มากหิวหน ทังตัวตนสายสั่น ร้อนร้ายปั่นกระหาย ดั่งฅนจักตายดิ้นด่าว เปิบป่าวอยู่เววา กลิ้งไปมาขว้างไขว่ ดังแม่ไก่ไข่บ่จำรัง เจ้ามันชังเคียดใหญ่ กำปั้นใส่สันหลัง ทิ้งตีนขะนังฟันฟาด ฟัดติ้วฅะฅาดผายผัด ก็เซซัดไปมา ดั้นดงหนาขาวเขียว บ่มีเพื่อเทียวหาลูก พอถ้านถูกเถิงถัน อกคับตันดังจักแตก ร้อนร้ายแรกเป็นเปลียว กลางฅืนเทียวต่อรุ่ง นางท้าวมุ่งหันมา ซ้ำมโนมนาไปเล่า หาที่เก่าหลายปาง พายลูนก็ฅืนมาสู่ ในแก้วกู่ศาลา บ่หันสองปุตตาพี่น้อง ในแห่งห้องหนใด นางจะเดินไปบ่ยั้ง ทุกขอกข้างอาราม ทุกดงรามและป่ากล้วย ทุกสลอกห้วยและเครือหนาม ทุกดงงามป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้เขาเขียว ทุกรูเปียวปากถ้ำ ทุกท่าน้ำและรอมคา ทุกรูผาเหวหาด ที่ทุกตาดเหวหิน ทุกรูดินและจอมปลวก ทุกบวกน้ำและสระหนอง ทุกหินกองและหินก่อ ทุกผาช่อผาชัน ดอยดงตันมัวมืด นางก็ไปหยืดร้องหา ก็บ่หันสองบัวตราหน่อท้าว ในด่านด้าวแดนใด นางก็มีคำสงสัยไจ้ๆ รอยว่าสองหน่อไท้แม่เมือมรณ์ แท้ชะฤาฯ

สา ปุตฺตโสเกน อันว่านางมัททีสรีรักลูกเต้า สองเจื่องเจ้าเรรน บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ร้องร่ำไห้แล่นไปมา ด้วยวันและเวลาสามฅาบ อันนางหยาบแสวงหา ไปหาแล้วไปหาเล่า ซ้ำที่เก่าหลายที หาสองสรีพี่น้อง บ่หันในแห่งห้องดงรี พอรวายตรีเขี้ยวฅ่ำ นางท้าวพร่ำคณนา นับเป็นวาได้แสนสี่หมื่นวา ก็มีแลฯ

น โข โน ทว ปสฺสามิ เยน เต นิคตา มตา ข้าแด่มหาราชะเจ้า อันว่าลูกเต้าหน่อสายใจ สัตว์ตัวใดเยียะบาป มาคั้นคาบกินขา กาดำๆในป่า ก็มาร้องว่ากาๆ สองกระษัตราเฮยลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง ชะแลนอฯ

เอวํ วุตฺเตปิ เมื่อนางมัททีเจียรจาฅะฅ้อย ท้าวบ่ต้านถ้อยต่อสักคำ นางมัททีสรียศยิ่ง นางท้าวจิ่งอาวรณ์ เพราะบ่หันสองภูธรพี่น้อง แก้วร่วมท้องแม่เทวี พอรวายตรีคืนนั้นรุ่ง พระสุริยะพุ่งสายแสง ตานางแดงดั่งเลือด เพราะไห้บ่เหือดสักยาม หาสองนงรามบ่ได้ นางท้าวไห้สยุบท่าวตาย ท่าวลวงหงายถะแบ่น แทบท้องแท่นธรณี เพราะบ่หันสองสรีลูกไท้ นางท้าวไห้ขาดใจตาย วันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สา ตตฺถ ปริเทวิตวา ปพฺพตานิ วนานิ จ ปุน เทวสฺมํ กนฺตวา สามิ กสฺสนฺติ โรตฺติ ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย จุ่งจักฟังนิยายอันเก่า จักเล่าห้องนางท้าวนงราม มีองคะงามประเสริฐ ดูล้ำเลิศกว่าฝูงฅน ศักดิ์สมงามซะแล้ม สองฝ่ายแก้มยิ่งบัวจีน ตาเขียวนิลดำปลอด แขนส้อนสอดดอกไข ตีนมือใสจะจ่อน เนื้ออ้วนอ่อนผิวนวล ทรงลักขณะควรสะอาด เป็นเชื้อชาติท้าววงษา นางจะเดินหาลูกเต้า ทุกข์โศกเศร้ากังวล ร่ำเรรนปั่นกว้าง เข้าสู่ประเทศท้างดงหลวง คุ่มเครือพวงพงพุ่ม ทุกต้นไม้คุ่มรอมคา ทุกรูผาเถื่อนถ้ำ ทุกท่าน้ำหาดเหวผา บุ่นหนามหนาเถื่อนถ้อง บ่หันลูกแก้วร่วมท้องสิเนหา ฅืนมาสู่ศาลาร้องไห้ ที่จิ่มใกล้ตนเป็นผัว มือทูนหัวกราบไหว้

นางร้องไห้กล่าวคาถาว่า น โข โน เทว ปสฺสามิ ข้าแด่พระเจ้าอยู่หัวเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน สัตว์ตัวใดเคิงคาบ ข้าแล้วคาบกินไกล ว่านกในไพรถ้วนถี่ บ่ได้ยินเสียงมี่นันเนือง รอยว่าสองบุญเรืองตายจาก กำพร้าพรากนมกู ชะแลนอฯ ข้าแด่พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าฟ้า ขอจุ่งบอกข้ารีบเร็วพลัน คันพระจอมขวัญบ่บอกข้อย ข้าน้อยเที่ยงแดนวาย สยุบตายยามงายพูกเช้า จักละพระบาทเจ้าอยู่คนเดียว ในไพรเขียวกลางเถื่อน บ่มีไผเป็นเพื่อนพอสอง และนา ฯ

อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ส่วนนางมัททีสรีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ผ่อเล็งหา ก็บ่หันสองปุตตาพี่น้องในอาศรม นางยอประนมนบพระบาท มรณาตติงตาย ดิ้นสะสายยะยั่น ตากุ้มปั่นเป็นผี ยามนั้นใจพระระสีสายสั่น ใจเจ้าปั่นไปมา ส่วนพระราชาผ่านแผ้ว หันน้องแก้วท่าวทังยืน โสกาวืนวู่ไหม้ ท้าวอดบ่ได้แต่อันเป็นสรมณ์ ยินปรารมณ์เดือดร้อน ทุกข์ยิ่งข้อนโศกา ควรกรุณามีมาก อดลำบากเหลือใจ เพราะว่าอาลัยบ่แล้ว หันน้องแก้วท่าวมรณา ชลเนตรน้ำตาตกซะซู่ เจ้าก็ผุดลุกไปยกหัวนางพระยา ขึ้นพาดไว้เหนือตัก ไห้ร่ำรักเมียมิ่ง คึดทุกสิ่งถนอมใจว่า

โอยนอ… มัททีกูนี้ตายเสียแท้และนอ ว่าอั้นแล้ว เจ้าก็ฅนิงใจว่า มัททีกูนี้ตายแท้ฤาว่าไป่ตาย เป็นสันใดพระจอมใจแก่นไท้ ก็เอามือวางไว้เหนืออก นางพระยาก็ยังดูอุ่น มะมุ่นต้องมือตน ก็ถือเอาน้ำต้นคัณฑีมาประปรายลูบหน้า เมียก่ำพร้าจิ่งชายา พระราชาแก่นไท้ มาอยู่ป่าไม้ได้เจ็ดเดือน หนีเสียเรือนมาบวช สร้างผนวชเป็นชี บ่ห่อนถูกตัวนางมัททีสักเทื่อ ในเมื่อความโศกทุกข์บังเกิด ร้อนไหม้เดือดเรรน บ่รู้ว่าตนเป็นนักบวช สร้างผนวชภาวนา เจ้ามีตาทังสอง อันเต็มไปด้วยน้ำตา ก็ยอหัวพิมพาแก่นไท้ ขึ้นพาดไว้เหนือตัก เจ้ายินรักบ่แล้ว เหตุว่าเห็นนางแก้วสยบตาย พระโสมสายแก่นเหง้า นั่งเฝ้าดูใจเมีย

จิ่งกล่าวว่ามัททีเฮยเจ้าพี่ ทัดที่นี้บ่ใช่ที่ควรนางมาตาย เท่าสองเราดายแก่นไท้ ดังฤามาละพี่ไว้ ตายไปนี้ชา ผิว่านางเมือตาย ในนครหลวงใหญ่กว้าง กรียาอันจักสร้างส่งสะการ ทังปริวารเชื้อชาติ ทังขัติยราชวงศา ทังหมู่เสนาคับคั่ง ไพร่ฟ้าหลั่งถมถอง ชาวเมืองทังสอง จักไหวหวั่นสนั่นก้องโกลาหล ฝูงฅนนานาหลายหลาก พร้อมกันมาเลิกซากส่งสะการ ดาเครื่องบริขารทานทอด อุทิสสรอดนางเมือง เสียงเนืองนันเกิดก้อง ฝูงน้องพี่หมู่อาวอา ญาติกาแห่งเจ้า ก็จักมานั่งเฝ้าเป็นบริวาร ทุกประการแหนแห่ บ่ใช่ว่าจักละคราบแม่หมองดาย และนา ฯ

ดูรานางมัททีสรีสะอาด ปองว่าสองราได้เสวยราชเมืองขวาง และมึงนางตายจาก ชีวิตพรากสันดาน กูพี่จักหื้อสร้างวิมานปราสาท งามวิลาศบวร แต่แม่เรือนนอนเหนือแผ่น แทบท้องแท่นปฐวี ปล่องรูชีสลอด ใส่ตงสอดขัดขวาง เจือแป้นวางลาดเลื่อน บ่หื้อขดฅ้ายเคลื่อนไปมา ด้วยอันช่างไม้หากรจนาตกแต่ง ทุกที่แห่งท่ำกลาง ตีนเจือแป้นวางตงหีด งามประณีตสุวรรณ เสาขอมยันถ้อยถี่ คุงค้ามที่ตีนผังมัน เบ็งจะพาดผันขัดไขว่ ชายหลวงใส่มุงดี ตั้งยองปลีและกาบจว้า แต่งมุขหน้าออกทุกพาย ทังขันหงายชายฅวบ รูปนาคอวบหลังจอง ยอหัวยองหลังกูบ เอาอกอูบหลังชาย ขันคว่ำหงายยายเถียวถอด เรียวรุดรอดเถิงปลาย ประดับแดงดำลายก้านกาบ เหลื้อมมะมาบมีวรรณ

กระบานใบขันแนวนีด จักหื้อช่างขีดลายลวง ลายดอกดวงเกี้ยวรอด บี้เบ้อสอดบินตอม เสาขอมประดับด้วยแก้ว เรืองร่างแล้วด้วยฅำแดง พร่องพรายแสงด้วยโกฏิ์ งามสะโรจรังษี ประดับมณีแต่งตั้ง ทังสี่แจ่งจตุรา รูปเทวดายืนถ้อยเถียบ ตีนจับเลียบประนมกร งามบวรซะแล้ม ลายช่างแต้มสัพพะอันมี ทังรูปกินรีแอ่นฟ้อน รูปกินนรย้อนหลัง ถือปุบผังดวงดอก กิ่งก้านออกเพิงพาว รูปเดือนดาวและอากาศ รูปฟ้าหยาดกลางหาว รูปนางสาวใส่สร้อย ข่ายหิงห้อยประตูโขง ผ้าพับวงยาบย้อย แขวนข่ายสร้อยใบไร มีทังทุงไชยและทุงช่อช้าง ยายแลบข้างฉัตรคำ ขาวเขียวแดงดำด่าง หม่นเหลื้อมหย่างยายตาม สิ้วสองงามยะยาด

รูปนาคะบ้วงบาศก์เกี้ยวตีนโรง เครือดอกดวงเกี้ยวก่าย สิงห์มอมม่ายหมาหนี ทังกินรีแลเถื่อนถ้ำ ครุฑนาคน้ำมังกร รูปม้าอัศดรตัวองอาจ รูปช้างแก้วราชกุญชร งาเงยงอนเง้าเงื่อน ใหญ่หน้อยเพื่อนพังพลาย รูปงัวควายอุสุภราช รูปนกจากะพากแลหงสา รูปมิคาเทียวตีนข่าย รูปช้างม้าก่ายงวงงา รูปพยัคฆาตัวองอาจ รูปเสือโคร่งหยาดยังยาย รูปตัวกลายแลกระแตกระต่าย นกเขียนม่ายหัสดีลิงค์ อิงฅนิงแลการวีก แขกเต้าปีกเขียวจี สัพะสัพพีรูปงูรีและงูเงี้ยว แมบลิ้นเกี้ยวเครือหนา ทังปักขีทิชาแบ้วบ่าง บี้เบ้อซว่างบินบน ดอกดวงสนเกี้ยวกอด บินดั้นสอดไปมา นกปะทาและกาป่า กาน้ำฝ่าเฟืองฟอง รูปไก่หยองและเป็ดพาบ รูปกาลาบและตระเหวา รูปนกเขาและนกขุ้ม มีเป็นชุมเป็นหมู่ จับไม้อยู่เหนือคอน รูปกินรีนรอนม่ายฟ้อน ยายเหยียบหย้อนหากัน มีหลายพรรณหลายหลาก รูปนาคน้ำนาคี อัสสหัตถีช้างม้า หลายหลากหน้าเสือสิงห์

รูปผู้ญิงโสมแสล้ม ชายจูบแก้มเล้าโลมใจ รูปเมฆะไหลเดระดาษ เครือวัลย์วาดสมตัว ดอกบัวบานสะอาด ดอกพ้านพาดเจจน ดอกนิโลบลเขียวอะทุ่ม ดอกแก้วหนุ่มแกมกัน เครือวัลย์หวันสะอาด ปราสาทแก้วแววยูง กองหลัวสูงร้อยชั้น ไม้แก่นขั้นจันทน์แดง สมุนแว้งมันซวะซวาด ปราสาทแก้วเรียงราย มีเชิงชายงามสะอาด น้ำแต้มหยาดเพิงพาว ดำแดงขาวหยดหว่าง แมงพู่ซว่างชมละออง เอนกนองแสนสิ่ง ข่ายหิงแก้วทุกพาย ตระบอมคว่ำพี่จักใส่รูปม้าน้ำตัวกลาย ตระบอมหงายพี่จักใส่แก้วแว่น ตีนแท่นหั้นพี่จักใส่ลายวง ประตูโขงพี่จักหื้อแต้มรูปเทวดาถือดอกไม้ ประนมมือไหว้อยู่ซอนลอน ลางฅนพี่จักหื้อแต้มรูปทิพยาธรงามพ้นแป่ง ลางฅนพี่จักหื้อถือจามรแกว่งกวัดไกว ลางฅนพี่จักหื้อถือฉัตรใบไรหยาดย้อย ลางฅนพี่จักหื้อถือข่ายสร้อยและหางยูง ฝ่ายหลังคามุงพี่จักหื้อแต้มลายฟ้า ฝ่ายมุขหน้าพี่จักหื้อใส่ลายคำ ลายขะแจจำถ้วนถี่ ลายกาบควี่บานใบ ยายย้อยไกวยะยาบ เหลื้อมมะมาบส่องแสงสี มีทังพัดวีพัดพร้าวและจามรีดูยิ่ง ใต้ฟ้ากริ่งสถาน เพื่อส่งสการน้องแก้วพี่ ทุกด้าวที่แจจน ฝูงหมู่ฅนจักมาม่วนเหล้น ชักเชือกเต้นหกกะโดง ฝูงฅนโถงจักหื้อที่พาทย์ฆ้อง เสียงตื่นต้องด้วยสัพพไชย สระไนจักหื้อสั่น สนั่นด้วยเบ็งตรา จากับด้วยเสียงปี่ นันทุกที่อือทือ ลางฅนพี่จักหื้อตบมือตางแส่ง จักหื้อมีเรื่องเหล้นหลายประการ เป็นประหมาณดังกล่าวแล้ว

พี่จักแต่งไฟม้าแก้วแล่นตามดิน พ่องก็พาบินเร็วแล่น บอกไฟช้างแฮ่นเสียงคราง บอกไฟรูปม้าตกหางเต้นตว่าง บอกไฟรูปกว่างป่วงจับหลังชาย บอกไฟรูปงัวผายเสียงส่ง บอกไฟรูปควายจ่งจับบน บอกไฟรูปแรดโยนปาวเปิบ แล่นผะเผิบเลยกัน แล่นพอมควันงะหงาด เป็นดังสายฟาดธรณี ฝุ่นผงธุลีพอมืดคุ้ม อากาศกุ้มพายบน บอกไฟรูปฅนก็ว่าจักแล่น บอกไฟรูปม้าก็จักริแฮ่นตามเสียง สัตตะสำเนียงเกิดก้อง นันทั่วท้องสากล พายบนหนอากาศ ผู้จักหื้อช่างฉลาดแต่งไฟยิง หนใต้พี่จักหื้อแต่งรูปสิงห์ไว้ถ้า ขึ้นขี่ม้ายาดยิงบน หนวันตกพี่จักหื้อแต่งไฟโยนรูปช้าง แล่นขึ้นม้างกองฟอน หนเหนือจักหื้อแต่งทิพยาธรและนางฟ้า ขึ้นขี่ม้าอัศดร หัวก็งอนน่องก็อ้า ดั่งว่าจักขึ้นฟ้าก็บ่หน แล่นขึ้นสะสนสะสาด ขึ้นเจาะโขงปราสาทแก้ว เจาะแล้วแล่นลงมา นางเทวดาพ้อยแล่นขึ้น เจาะแต่พื้นลายวงโขงปราสาทแก้ว เจาะแล้วแล่นลงมาบ่ติง นางสิงห์พ้อยแล่นขึ้น เจาะแต่พื้นขันหงาย ลงลวดยายกาบจว้า ติดช่อฟ้าและป้านลม หนวันออกพี่จักแต่งไฟเข้าตอก ทังไฟดอกและไฟขวี รูปมอมพีตัวใหญ่ ไต่เชือกขึ้นจับโขง รูปไฟยนต์หงษ์และนกยูงตัวมีปีก ขึ้นฟ้อนฟีกกันลง ลือทั่วโขงเมืองใหญ่ สะท้านไฅว่ผืนธร แก่นปูนวอนแกมโศก เป็นที่เล้าโลกสงสาร ด้วยประการดั่งนี้แล้ว

ไฟม้าแก้วแยกเป็นเปลียว ควันไฟเขียวมัวชะโชติ (ลางสำนวนว่า-ควันไฟเขียวติดซวะซวาด น้ำแต้มหยาดกองหลัว ควันไฟมัวชะโชติ) โสลดขึ้นกลางหาว ปานดังดาวอยู่ยังฟ้า ยามนั้นกูพี่จักแหงนเหงี่ยงหน้าผ่อเล็งดู ขึ้นพระพรู่ตกพระพรั่ง เป็นคู่หลั่งไหลตาม เป็นไฟงามย้อยดอก ปานเข้าตอกเต้นประปราย ไฟสะหงายดอกน้อย ขวีดอกสร้อยแจจน สะโพกลนล่วนแตก ไฟม้าแยกแก้วเป็นเปลียว ควันไฟเขียวติดช่อฟ้า มานค่าอ้าปานจักบินบน ลมกิดกิวปั่นเค้า ปานดั่งจักยกเอาหอปราสาทเจ้าแม่เมือบน กระทำการสันนี้แล้ว จิ่งจักเป็นโบราณ ส่งสการนางพระยามาแต่ก่อน และนา ฯ

ภทฺเท ดูรานางสายใจเฮยเจ้าพี่ บัดนี้มีแต่กูพี่ผู้เดียว อยู่กลางไพรเขียวป่าไม้ กูพี่จักได้อันใดมาส่งสการ นางนงคราญอันมาตายกลางป่าไม้ นางเท่ามาละกูพี่ไว้ตนเดียว ผู้ใดจักมากลางไพรเขียวป่าไม้ ผู้ใดจักมาช่วยกูพี่ตุ้มหัว นางหนุนหมอนและห่มผ้า ผู้ใดพ้อยจักมาตักน้ำซ่วยหน้าแม่อุดม ผู้ใดจักมาสางผมแม่หมวดเป็นเกล้า ผู้ใดพ้อยจักมาอุ้มเจ้าใส่เหนือตัก ผู้ใดพ้อยจักมาวักน้ำลูบล้าง ผู้ใดพ้อยจักมาฝ้านต้างใส่สองหู ผู้ใดพ้อยจักมาอิ่นดูนางน้องไท้ ผู้ใดพ้อยจักมาส้อมดอกไม้เหน็บเกศเกล้าเกษา จักมีใผฅนใดชาจักมาเอาจันทน์มัณฑาลูบไล้ ไผจักมาเป็นเพื่อนไท้ กูพี่ไห้หาแม่เหิงนาน นั้นชาฯ

ภทฺเท ด ูรานางสายใจพี่เฮยผู้ฉลาด ดั่งฤามาเสียตนเจ้าขาดกลางดง กูพี่จักได้ปลงซากเสียกลางป่าไม้ กูพี่เท่าจักก้มหน้าไห้ผ่อดอมดาย ด้วยปริยายปางเปล่า เอาสองหัวเข่าเช็ดน้ำตา เพราะว่ากูพี่มาเสียนางงามและหาบ่ได้ กูพี่จักก้มหน้าไห้อยู่ดอมดาย ชาและนา ฯ ดูรา นางสายใจพี่เฮยกำพร้า ตระหมอดหนาเข็ญใจ บ่ว่ากูพี่บ่อาลัยและแกล้งนางไว้ ดั้นป่าไม้ตายไปนั้นแลนา ฯ

พระมหาสัตว์เจ้า แสนโศกเศร้ากังวล บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ก็ร่ำร้องไห้เรียกขวัญนางว่า 32 ขวัญนางอย่าไปล่าประเทศท้องที่พนาลัย ขวัญนางอย่าไปล่าดงไกลเหวหาดห้วย ที่น้ำไหลหลิ่งด่านผาชัน 32 ขวัญนางอย่าไปอยู่ป่าไม้จวงจันทน์ ที่ดอยดงตันหนาหลืบแหน้น ขวัญนางอย่าไปคัดคั่งแค้นมากมัวเมา ฯ บัดนี้กูพี่เป็นผัวก็มาก้มหัวเรียกร้อง 32 ขวัญนางมัททีนาฏน้องจุ่งรีบเร็วมา ว่าลุกขึ้นมาเทอะยอดสิเนหาเทียมเท้า เป็นที่เหนาะหน่องน้าวชื่นเชยใจ ลุกมาเทอะแม่สรีนงวัยหนุ่มเหน้า ฐานะที่นี่บ่ใช่เป็นที่เจ้าเมือมรณ์ ลุกมาเทอะแม่มัททีผิวออนพี่เฮย แม่คอกลมตกปล้อง เต็มว่าบ่หย้องก็หากดูงาม ทัดที่หนี้เป็นกลางดงรามป่าไม้ บ่ใช่เป็นที่แก้วแก่นไท้แม่ควรดีตาย มีแต่สองราดายอยู่กลางเถื่อน จักมีไผมาเป็นเพื่อนพิงเพา จักมีไผมาช่วยกูพี่เอานางอาบน้ำ ไผจักมาช่วยค้ำสระสรง ไผจักมาหวีผมแม่หมวดเป็นเกล้า ไผจักมาเป็นเพื่อนเฝ้าแม่จอมสรี โอ๋ยนอ….

นางมาละทังเสียมคันรีและกระเช้า มาละทังไม้เท้าและหนังเสือ มาละทังเปลือกไม้เจือเลื่อนลวาด มาละทังสลาดและคันยู นางบ่อิ่นดูพี่สักหยาด ดังฤานางมาขาดใจตาย ลุกมาเทอะแม่โสมสายเฮยสร้อยฟ้า ลุกมาเทอะเมียก่ำพร้าฅิ่นเทียมองค์ ทัดที่นี้เป็นกลางดอยดงเถื่อนถ้ำ เถิงย่านน้ำแก่สายธาร ลุกมาเทอะแม่สรีนาคารใจกว้าง ลุกขึ้นมาเป็นเพื่อนกูพี่อยู่สร้างภาวนาธรรม ก่อนเทอะ ฯ

ดูรา ราชะมัททีสรีจอมนาฏ เป็นเมียรักราชเทียมใจ ส่วนพระยาสญไชยตนพ่อ คึดใจต่อสิเนหา ร่ำเพิงเถิงราพี่น้อง อันเป็นเพื่อนพ้องวงศา มาอาราธนาเอากูพี่ เมือเป็นเจ้าผืนธร เมือเสวยพระนครหลวงใหญ่กว้าง ชวนไพร่ฟ้าสร้างเมืองมูล คันกูพี่ได้เป็นขุนเสวยราช เสด็จขึ้นสู่ปราสาทนิเวสน์ เสวยเมืองตนดังเก่า คันพี่บ่ได้เห็นหน้าเจ้าหากยินผลาญ หล้างชื่นบานพ้อยโศก กูพี่เที่ยงจักไห้วะโวกหานาง ชะแลฯ

อโห วต ทุกข ํ โอ๋ยนอ… ทุกข์กูบ่ใช่หน้อย ฅะฅ้อยอยู่ตนเดียว ฝูงฅนเทียวมีมาก พร้อมทุกปากถามหา เพราะว่ากูพี่มาเสียนางงามหาไหนบ่ไหน กูพี่จักก้มหน้าไห้ว่า นางตาย นางตาย ว่าอั้นเพิงมี ชะแลฯ

มทฺทีปิ โข โลกํ วีตินาเมตฺวา สตึ ปฏิลฺภิตวา ในกาลนั้นนางมัททีสรีอะเฅื้อ เนื้อเกลี้ยงอ่อนโสมสาย นางสยบตายไปหน้อยนึ่งแล้ว นางแก้วก็ตื่นชื่นได้สติฟื้นฅืนมา นางพระยากลัวเป็นบาป ด้วยบ่สุภาพควรละอาย จิ่งษมาถวายกราบไหว้ นบพระบาทไท้ราชภูธร

ว่าข้าแด่พระเวสสันดรเฮยเจ้าข้อย ข้าม่อนน้อยขอขมา เหตุว่าพระราชามาถูกต้อง ยังข้านาฏน้องราชินี ผิดคองดีแห่งพรหมจารีต ด้วยสุภาษิตคลองธรรม พระมาหยุบกำตัวน้อง ด้วยกองข้องสิเนหา กลัวมรณาตายจาก ข้าน้อยหากปูนกลัว พระอยู่เหนือหัวผายโปรด ขอจุ่งอดโทษแก่ข้า เมียก่ำพร้าชื่อมัทที เพราะปรานีลูกรัก บ่รู้จักความถูกและผิด ขอพระจอมจิตจุ่งอดโทษ พอผายโปรดแก่ข้า เมียก่ำพร้าปางเดียวนี้เทอะ ฯ

ข้าแด่พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าข้อย ลูกน้อยราไปทางใด เอาไปซ่อนไว้ไหนบอกแก่ข้า เอาไปลี้หน้าอยู่ทัดที่ทางใด นั้นชาฯ

อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจิ่งกล่าวว่า หื้อรู้ข่าวอันมีว่า ภทฺเท ดูรานางราชะมัทที อันว่าสองสรีหน่อเหน้า พี่ก็ได้หื้อลูกเต้าเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์เถ้าแก่ อันลุกแต่บ้านมันมา รอดศาลาพี่น้อง ขอเอาแก้วร่วมท้องแม่หนีไปในวันวานี้และนาฯ พระมหาสัตว์เจ้า ก็บอกแก่นางหน่อเหน้าราชะมัทที ตามอันมีแต่เค้า ตามพระราชะเจ้าหากโอยทาน วันนั้นและนาฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตมชฺช ปุตฺตํ ราชปุตฺตี อสฺสตฺถนฺนํ วิฑิตฺวา นํ เอตทพฺรวิ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย จุ่งจักฟังนิยายอันเก่า จักเล่าห้องนางท้าวนงราม มีองคะงามประเสริฐ ดูล้ำเลิศกว่าฝูงคน เหง้าสมันตราชสืบสายมา ไปเดินหาสองปุตตาผับแผ่น นางท้าวแล่นคืนมา สู่ศาลาดั่งเก่า ใกล้พระบาทเจ้าเวสสันดร นางสยบเมือมรณ์ใจขาด ที่ใกล้พระบาทผัวตน ท้าวจิ่งเอาน้ำต้นคัณฑี พระระสีฟันฟั่ง เหงี่ยงน้ำหลั่งไหลตก มือลูบอกหื้อชื่น นางแก้วตื่นคืนมา จิ่งถามหาสองปุตตาแก่นไท้ ในที่ใกล้พระระสี ยออัญชุลีใส่เกล้า ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ท่านจะไปเสียลูกเต้าราไหน เมื่อนั้นท้าวจิ่งขานไขต้านต่อ อว่ายหน้าล่อเจียรจาว่า ดูรามัททีเฮย อันว่าสองสรีลูกเต้า กูพี่ก็ได้หื้อสองขาเจ้าเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์ผู้นึ่งแล้ว เพื่อหื้อเป็นข้าแก้วแก่มัน ในวันวานี้แล้ว กูพี่ก็ได้บังลับไว้ บ่บอกแก่นไท้เมื่อยามมา เยียวว่านางจักไห้หิวรอดตาย พี่กลัวนางตายเสียกลางป่าไม้ เยียวว่านางบ่ได้อนุโมทนา จิ่มพี่และนาฯ

ทลิทฺโท พราหมโณ ยังมีพราหมณ์ผู้นึ่งนาแม่ ไร้นักแก่ดีหลี บ่มีอันใดสักสิ่ง สุดที่ขิ่งดอมดาย ขงขวายหาเลี้ยงปาก เถ้าลำบากโรยแรง คนเดียวแสวงกลางป่าไม้ เพราะทุกข์ไร้บ่กลัวตาย จิ่งสะพายถงและข่มเท้า เดินเทศเข้ามาขอ เอาสองสอบอพี่น้อง ก็บ่เป็นเพื่อนพ้องราสัง บ่ใช่ว่ากูพี่นี้ชังบ่รักสักหน้อย กูพี่รักร้อยเท่าเทียมจิต กูพี่ปองปิดความตระหนี่เสียแล้ว จิ่งหื้อลูกแก้วเป็นทาน พราหมณ์รีบจับสองกุมารเจียรจาก เอาสองเจ้าพรากไปไกล บ่ทันนางสายใจมารอด บ่ทันนางมาอุ้มกอดเชยชม บ่ทันนางหื้อกินนมและสอนสั่ง บ่ทันนางมาอุ้มนั่งเหนือตัก สองจอมจักรพี่น้อง พราหมณ์รีบจ่องจูงไป นางจุ่งตัดอาลัยหมาดไหม้ อย่าได้ไห้นักกว่าเช่นดีหลี สองรายังเป็นระสีอยู่ป่ากว้าง อดอยู่สร้างสมภาร ค่อยอยู่สำราญฅ่ำเช้า บ่โศกเศร้าสุขสบาย ตนเราบ่ตายพายหน้า ก็จักได้ปะลูกแก้วกำพร้ากลอยใจ แม่นสองขาไปทางใดเจียรจาก บุญอันนั้นก็หากน้าวฅืนมา บ่อย่าชะแลนา ฯ

ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วก็กล่าวคาถาว่า ปุตฺเต ปสุญฺจ ธญฺญญฺจ อญฺญํ ฆเร ธนํ ทชฺชา สปฺปุริโส ทานํ ทิสวา ยาจกมาคเต ดั่งนี้เป็นต้น ดูราราชะมัทที อันว่าสัปปุริสะเจ้าตนดีมีประญา คันว่ายาจกเข้ามาสู่ ในที่อยู่ถามหาขอ ก็เพิงหื้อยกยอด้วยง่าย จกจ่ายหื้อเป็นทาน ทังข้าวสารและข้าวเปลือก ทังชิ้นเลือดและไขมัน ทังเงินฅำช้างม้า ทังหมู่ข้าญิงชาย ควรขงขวายหื้อด้วยง่าย จกจ่ายหื้อเป็นทาน นางจุ่งมีใจบานคึดถูก ด้วยอันกูหื้อลูกเป็นทานนี้เทอะ ฯ

มทฺที ปิ โข ส่วนนางมัททีสรีนุชนาฏ จักโอกาสกล่าวคำดี กับด้วยพระระสีผ่านแผ้ว อันประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน เพื่อแลกเอาประญาสัพพัญญูตัณญาณอันเลิศแล้ว นางแก้วจักอนุโมทนา ก็กล่าวเป็นคาถาว่า อนุโมทามิ เต เทว ปุตฺตาเก ทานมุตฺตมํ ตตฺวา จิตตํ ปสาเตติ ภิยโย ทานํ ตโต ภว ดั่งนี้ เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า ข้าอนุโมทนาสาธุการ เซิ่งอุตตมะทานแห่งเจ้า อันประสาทหื้อลูกเต้าเป็นทาน ส่วนว่าฝูงฅนมีคำตระหนี่ หากมาครอบงำไว้ บ่อาจหื้อลูกเต้าเป็นทานแท้ดีหลี ฯ โย ตฺวํ อ ันว่าพระราชาเจ้าตนใด ให้จำเริญแก่ชาวสีพีมวลมาก หากผจญแพ้เสียยังความตระหนี่เสียแล้ว หื้อลูกแก้วเป็นทาน จุ่งมีใจบานชมชื่น ใจต้องตื่นยินดีเทอะฯ

พระมหาสัตว์เจ้าจิ่งกล่าวว่า ดูราราชะมัททีเจ้าพี่ เจ้ากล่าวคำสันนี้เหตุดังฤา ผิว่ากูหื้อลูกรักทังสองเป็นทาน บ่มีใจผ่องแผ้วยินดีดั่งอั้น อัศจรรย์ทังหลายมวลฝูงนั้น ก็บ่หล้างว่าจักเกิดมีชะแล ฯ ว่าอั้นแล้ว พระผ่านแผ้วจิ่งบอกอัศจรรย์ทังหลาย มีแผ่นดินไหวเป็นเค้า แก่นางหนุ่มเหน้าราชะมัททีหั้นแล ฯ

ตโต ในกาละนั้น นางมัททีตนเลิศแล้ว นางแก้วจักกล่าวกิตตนา จาสักเสริญยังอุตตมะทานแห่งเจ้า จิ่งกล่าวคาถาว่า นนฺทาทิตา เต ปฐวี สทฺโท เต ติทิวคฺโค สมนฺเต วิชฺชุลฺตา อาคูติรีนํว ปติสฺสุตา ดั่งนี้ เทส ข้าแด่มหาราชะเจ้า มหาปฐวี อันว่าแผ่นดินหลวงหนา สังขยาว่าสองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องไหวหวั่นสะท้านลั่นไปมา ก็ด้วยเตชะทานแห่งมหาเจ้าตนเลิศแล้ว อันประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน อันว่าเสียงกิตติลือซา ปรากฎด้วยเตชะทานแห่งเจ้า ก็ตราบต่อเท้าเถิงพรหมโลก ก็มีวันนั้นแลฯ

อกาล วิชฺชุลตา อันว่าสายฟ้าบ่ใช่กาละควรแลบ ก็มาแมบมะเมือง สะเทือนไปเรืองรอด ชุก้ำจอดชุพาย ฯ สาคโร อันว่าน้ำสมุทรสาครก็ข้ำเขือก ฟุ้งยะเยือกตีฟอง เนืองนะนองที่ฝั่ง เสียงสนั่นนันเนือง ยังหิมวันต์ดงเถื่อน เป็นดังจักเลื่อนพังไป และนาฯ อันว่าเทวดาสองหมู่ ยว้ายแย้มอยู่หิมพานต์ ก็สาธุการเกิดก้อง นันทั่วท้องดงรี หมู่นึ่งชื่อขุนสรีใสนารอด ใจแจ้งจอดอนุโมทนา ด้วยใจศรัทธาชื่นช้อย ใจอ่อนอ้อยชมทาน ดังพระยมภิบาลตนสุภาพ อันตกแต่งบุญและบาปตามตรา ก็อนุโมทนาสาธุ เซิ่งอุตตมะทานแห่งเจ้า อันหื้อลูกเต้าเป็นทาน เป็นมหาสมัยกาลปางใหญ่ เหตุว่าพระเวสสันตระใช่สามานย์ และนาฯ

อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี เวสสนฺตรสฺส อนุโมติ ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต เป็นขีณาสวชาติอรหันตา ราชปุตฺต ี อันว่านางมัทที ตนเป็นลูกสาวสรีพระยามัตตะราช มียศอาจลือซา โสภณาแลบล้วน เนื้ออ่อนอ้วนเชียงฅาน มีปริวารแวดล้อม แห่แหนอ้อมไปมา นางก็อนุโมทนาด้วยใจใสศรัทธาบ่เศร้า อันพระประสาทหื้อลูกเต้าเป็นทาน

อิติ วุตฺตปฺปกาเรน ด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แล ฯ มทฺทิปพฺพํ นิฏฺฐิตํ สังวัณณนาห้องเหตุมัทที อันประดับประดาไปด้วยคาถาว่าได้ 90 คาถาก็บังคม สมเร็จ เสด็จ ฯ (แล้วเท่านี้ก่อนแล)

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 1 ทสพร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 2 หิมพานต์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 3 ทาน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 4 วนปเวศน์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 5 ชูชก
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 6 จุลพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 7 มหาพน
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 8 กุมาร
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 9 มัทที
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 10 สักกปัพพ์
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 11 มหาราช
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 12 สัคคติ
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook