บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

เครื่องรางของขลัง

ความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องรางของขลัง
กับพระพุทธศาสนา

เครื่องรางของขลังนั้นมีอยู่คู่กับมนุษย์มาช้านาน เพราะความที่ในสมัยก่อนมนุษย์ไม่เข้าใจเรื่องของธรรมชาติและภัยธรรมชาติรวมถึงปรากฏการณ์บางอย่างเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับมนุษย์ในสมัยก่อน เช่น ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ภูเขาไฟระเบิด เป็นต้น จึงทำให้มนุษย์ในสมัยก่อนเกิดความหวาดกลัวภัยธรรมชาติ และอันตรายทั้งหลาย คนเราเมื่อมีสิ่งใดก็ตามไปรบกวนความคิด เขาจะหาวิธีแก้ไข พวกเขาจึงหาทางออก มนุษย์จึงพยายามหาที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวเพื่อคอยปกป้องคุ้มครองตนเอง ซึ่งออกมาในรูปของศาสนาบ้าง ไสยศาสตร์บ้าง ซึ่งก็เกิดมีความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าขึ้น เมื่อมีเทพเจ้าเราก็ต้องทำให้เทพเจ้าพึงพอใจโดยการบูชา บวงสรวง จึงเกิดพิธีกรรมขึ้น และเพื่อทำให้พิธีกรรมเป็นพิธีการและดูมีเหตุผลมากขึ้น จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่าศาสนาขึ้นในโลก เมื่อมีศาสนามาสอนให้มนุษย์เข้าใจสภาพความเป็นไปของธรรมชาติมากขึ้นทำให้มนุษย์มองว่าศาสนานี้ศักดิ์สิทธิ์และคำสอนในศาสนาก็ศักดิ์สิทธิ์ การเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์ก็อาจจะเบาบางลงแต่ก็ยังคงปะปนอยู่กับศาสนาจนถึงทุกวันนี้ ไสยศาสตร์ ซึ่งอาจแบ่งได้ 2 ประเภท คือ ไสยศาสตร์ที่แฝงอยู่ในศาสนาและไสยศาสตร์ที่ไม่ได้แฝงอยู่ในศาสนา การที่ไสยศาสตร์เกี่ยวข้องกับศาสนานั้นเป็นเพราะว่าศาสนาบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาที่นับถือพระเจ้า พัฒนามาจากความเชื่อทางศาสนาของมนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์ แม้ศาสนาจะพัฒนาให้ดูมีระบบมีหลักการมากขึ้น แต่เนื่องจากรากเหง้าเดิมของศาสนาก็คือไสยศาสตร์ เช่น ในศาสนาฮินดู พระเจ้ามีความหมายเพียงให้คุณและโทษแก่มนุษย์ ต่อมาความหมายของพระเจ้าก็ได้มีการปรับปรุงให้ลึกซึ้งขึ้น และมนุษย์สามารถเข้าใจพระเจ้าได้ด้วยการใช้ปัญญา

แม้ว่าความหมายของพระเจ้าจะเปลี่ยนไปแต่คนที่นับถือศาสนาฮินดูก็ยังมีความเชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์เช่นเคย เดิมนั้นพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีไสยศาสตร์ปะปนอยู่เลย แต่เมื่อพุทธศาสนาแพร่เข้าไปในประเทศที่มีศาสนาฮินดูอยู่ด้วย เช่น กัมพูชา พม่า เป็นต้น พุทธศาสนาก็รับเอาไสยศาสตร์ในศาสนาฮินดูมาเป็นส่วนหนึ่งของตนด้วย เช่น เมื่อชาวบ้านจัดงานทำบุญเลี้ยงพระ เราก็จะเห็นพระพรมน้ำมนต์หรือเจิมป้ายอาคารเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่และผู้ที่มาร่วมงาน พุทธศาสนาดั้งเดิมสอนให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่มีใครทำให้ตัวเราดีหรือชั่วได้นอกจากตัวเราเอง แต่การประพรมน้ำมนต์มีความหมายว่าเราสามารถดีได้ด้วยคนอื่น ก็คล้ายกับการมีเครื่องรางของขลัง เพื่อให้รวย มีโชคลาภ มียศ เป็นต้น ดังนั้นถ้าจะนำเครื่องรางของขลังมาเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์โดยการใส่คาถาหรือบทสวดของศาสนาเข้าไปของขลังหรือเครื่องรางชิ้นนั้นจะต้องเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์ยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน และศาสนาที่เริ่มใช้ความคิดนี้เป็นศาสนาแรกก็คือศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธของคนไทยเราก็รับเอาคติความเชื่อนี้มาอีกทอดหนึ่ง คนไทยจึงผูกพันกับเครื่องรางของขลังมาแต่โบราณกาลตั้งแต่สมัยของพระพุทธเจ้า สมัยก่อนนั้นเราสร้างเครื่องรางของขลัง เพื่อการคุ้มครองป้องกัน เช่น ทหารไทยโบราณมักจะใช้ตะกรุดในการป้องกันภัย ฟันไม่เข้า เป็นต้น แต่ก็มีบ้างที่มีวิชาอาคมที่เป็นการทำลายล้างศัตรู เช่น ควายธนู ผู้ที่เลี้ยงควายธนูที่เป็นดินปั้นสามารถให้ควายธนูโจมตีไปยังผู้ที่คิดร้ายแก่เราหรือผู้ที่เราหมายจะทำร้ายเค้าได้ ดังนั้นพิธีการสร้างต้องศักดิ์สิทธิ์ ถูกต้องครบถ้วนตามตำรา ใช้วิชาอาคมกันจริง



การสร้างเครื่องรางของขลังเพื่อเป็นการยึดเหนี่ยวนั้น นอกจากสิ่งที่เราเชื่อและศรัทธา การสร้างเครื่องรางของขลังแทนความเชื่อว่าจะดี จะคุ้มครองเราได้ ซึ่งมีทั้งในตำนาน นิทาน เรื่องเล่า ซึ่งหลายคน รวมถึงพระสงฆ์ก็เชื่อว่ามีอยู่จริง เช่น ฤาษี นางกวัก กุมารทอง รักยม สร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มกำลังใจ ก็มีการนำเข้าพิธีปลุกเสก หวังว่าเมื่อบูชาแล้วจะดีขึ้น จะรวยขึ้น จะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ จะปกปักรักษา จะคุ้มครองป้องกันจากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา จะว่าไปแล้วนั้นความศักดิ์สิทธิ์ของเครื่องรางของขลัง ใช่ว่ามีเพียงเครื่องรางก็จะสามารถแสดงปาฏิหาริย์แก่ผู้ที่พกพาได้ ความศักดิ์สิทธิ์แห่งเครื่องรางของขลังนั้นต้องขึ้นอยู่กับผู้ที่พกพาด้วย หมายถึงว่าวิบากกรรมของเค้าผู้นั้นว่ากรรมเก่าของเค้ากับกรรมในชาตินี้เค้าได้ทำดีหรือไม่ เพราะคนที่มีเครื่องรางของขลังอยู่กับตัวแต่ไม่ได้ทำความดีเลยเครื่องรางก็จะไม่มีผลใดๆกับตัวของเค้า

ต่อมาเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป วัตถุประสงค์ของการสร้างก็เปลี่ยนไป จากการป้องกัน คุ้มครอง ทำลายล้าง ก็เป็นเพื่อการค้า ผลที่ตามมาในทันทีก็คือการหลอกลวง แอบอ้าง โกหก และรวมไปถึงการแต่งเรื่องเพื่อชวนเชื่อ เพื่อหลอกขาย เพื่อเกิดประโยชน์แก่ตนเอง พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในคำสอนว่าผู้ที่นำเอาของขลัง หรือสิ่งลึกลับต่างๆ มาใช้ในการเกี่ยวข้องกับคนเรา โดยมิได้นำพวกไปสู่ความรู้ความเข้าใจในธรรม ไม่ได้แนะนำสั่งสอนให้เกิดปัญญา คือความรู้ความเข้าใจถูกต้องเกี่ยวกับความจริงความดีงามที่ควรรู้เพื่อให้เค้าก้าวออกจากของขลังในทางที่ผิดถือว่าผู้นั้นทำผิดและนำพาผู้อื่นไปสู่ทางที่ผิด เพราะถ้าเค้าปฏิบัติไม่ถูกหรือหลงงมงายมากเกินไปก็อาจจะหลุดจากพระพุทธศาสนาไปได้ พร้อมกันนั้นก็อาจก่อให้เกิดผลเสียกับสังคมโดยรวม พุทธศาสนาก็จะเสื่อมไปด้วย เพราะขาดคนที่เลื่อมใสในตัวพระพุทธศาสนา แต่เปลี่ยนไปศรัทธาเครื่องรางของขลังแทน

หลักพุทธศาสนาไม่มีความสัมพันธ์กับเครื่องรางของขลัง หลักพุทธศาสนาเพียงแค่สอนให้เรารู้ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้ปราศจากกิเลส ไม่ไปเป็นทาสของกิเลสต่างๆ ไม่ไปเป็นทาสของความงมงาย และทุกข์ทั้งปวง เนื่องจากคนจำนวนมากไม่ว่าในสมัยนี้หรือสมัยก่อนยังไม่มีธรรมอยู่ในใจมากนัก เพราะเชื่อถือและเกรงกลัวอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์เมื่อมองในแง่มุมทางศาสนามักมีภาพในเชิงลบ เพราะศาสนาสอนให้เข้มแข็งแต่เครื่องรางของขลังสอนให้อ่อนแอ พุทธศาสนาต้องการพัฒนาคนให้อยู่ในศีล สมาธิ และปัญญา คือต้องการที่จะสอนให้เชื่อถือในปัญญา พิจารณาก่อนว่าเราควรเชื่อในสิ่งนั้นๆหรือไม่ เมื่อเราสามารถใช้ปัญญาของเราในการคิดพิจารณาได้แล้ว เราก็จะไม่หลงเชื่อหรืองมงาย คนบางคน เช่น นักเรียนนักศึกษาเมื่อจะถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือแข่งขันใดๆก็ตามมักจะบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพกพาเครื่องรางของขลังที่ตนนับถือเข้าไปยังห้องสอบด้วย เพื่อความอุ่นใจ แต่ผลที่ได้นั้นคือได้ผลตามที่ต้องการกับผิดหวังไม่ได้ดังใจหมาย ซึ่งเราลองคิดในทางกลับกันว่าถ้าเราไม่อ่านหนังสือไปแล้วเราพกพาเครื่องรางของขลังหรือว่าเราบนบานไว้เราจะสอบได้หรือ คงไม่ใช่มีเทพเจ้าของสิ่งนั้นๆลงมาช่วยทำข้อสอบเป็นแน่ เมื่อพกพาเข้าไปเพื่อความอุ่นใจแล้วก็ยังสอบไม่ได้เราก็จะมองว่าเราทำไม่ดีเอง แต่ถ้าหากว่าเราทำข้อสอบได้เราก็จะมองว่าเครื่องรางของขลังหรือการบนบานนั้นช่วยเราไว้ให้ทำข้อสอบได้ ซึ่งศาสนาทุกศาสนาสอนตรงกันว่าชีวิตเป็นของเราเป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง แม้ศาสนาที่นับถือพระเจ้าก็สอนว่าพระเจ้าเพียงแค่ให้กำลังใจเราเท่านั้น ส่วนความสำเร็จหรือความล้มเหลวนั้นเป็นเรื่องของเราเองทั้งหมดที่ต้องรับผิดชอบไม่ใช่ไสยศาสตร์หรือเครื่องรางของขลังใดๆ พุทธศาสนาจึงมีแนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับเครื่องรางของขลัง พุทธศาสนาสอนให้เราเข้มแข็งไม่อ่อนแอ ให้เชื่อมั่นในตนเอง จึงไม่ต้องพึ่งพาเครื่องรางของขลัง สิ่งที่พุทธศาสนาสอนอาจจะยากลำบากและเป็นเรื่องที่ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง แต่เมื่อใดก็ตามที่เราทำเต็มที่แล้ว เราจะรู้สึกภูมิใจ ไม่ใช่มีค่าเพราะมีเครื่องรางของขลังคอยช่วย แต่มีค่าเพราะเราได้ทำด้วยตนเอง

เมื่อเราออกนอกเหตุผลเกินไปพุทธศาสนาจะสอนให้เรามีเหตุผล เช่น พุทธศาสนาสอนให้เรามีสติ อย่างเวลาขับรถเราต้องมีสติจดจ่ออยู่กับการขับรถ ไม่ฟุ้งซ่าน เราจะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุ ถึงแม้ว่าเราจะมีเครื่องรางของขลังอยู่บนรถแต่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องรางจะขลังตลอดเวลาถ้าเราประมาทก็คงเกิดอุบัติเหตุได้ ซึ่งเป็นการใช้เหตุผลในการสอนที่มีข้อพิสูจน์ได้ ซึ่งแตกต่างจากวิธีการของเครื่องรางของขลังเพราะเครื่องรางของขลังเราต้องไปหาซื้อมา หรือต้องไปหามาจากสถานที่แปลกๆแล้วมาทำให้ขลังซึ่งสิ่งต่างๆที่กว่าจะมาเป็นของขลังได้นั้นช่างไม่สมเหตุผล เช่น เหล็กไหล เราไม่อาจรู้ได้ว่าคนคนนั้นฝังเหล็กไหลไว้ในตัวจริงหรือไม่แล้วมันทำให้เกิดความขลังได้อย่างไร เป็นต้น และเครื่องรางของขลังนั้นมักจะใช้คำโฆษณาว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเครื่องรางของขลังนั้นขลังจริง ซึ่งมันเป็นเรื่องของการโฆษณาในบางส่วนเท่านั้นความจริงแล้วเครื่องรางของขลังนั้นๆอาจจะมีผลเห็นได้จริงก็ได้หรือไม่มีผลใดๆก็ได้

การที่เราเป็นคนพุทธนั้นทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้นในขณะที่เครื่องรางของขลังหรือไสยศาสตร์นั้นทำให้โลกของเราจำกัดวงแคบเหลือเกิน เพราะพุทธศาสนานั้นสอนให้เราเข้าหาผู้อื่นบ้าง แต่ไสยศาสตร์หรือเครื่องรางของขลังไม่ได้เชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องราวภายนอกตัวเรา มีแต่ตนของเราเท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าคนที่เชื่อในเรื่องของไสยศาสตร์เครื่องรางของขลังนั้นมักเก็บตัว วางตัวลำบาก เพราะบางอย่างที่เค้านับถือนั้นมีข้อห้าม ควรละเว้นมากมาย จึงต้องทำให้ระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เช่น คนที่สักยันต์หรือคนที่มีของขลังห้ามลอดใต้สะพาน ห้ามรับประทานฟักหรือบวบ น้ำเต้า เป็นต้น เพราะจะทำให้ของเสื่อม การใช้ชีวิตอย่างนี้ย่อมไม่มีความสุขเป็นแน่ เป็นเพราะว่าคนเรามัวแต่หลงอยู่ในวัตถุมากจนเกินไปแล้วไปยึดติดกับมันเมื่อไม่ได้มันมาก็ต้องขวนขวายหามาให้ได้ ตัวอย่างเช่น กรณีของในปัจจุบันนี้ที่มีกระแสของจตุคามรามเทพ ทำให้เมื่อมีข่าวการปลุกเสกหรือแจกจตุคามที่ใดเป็นต้องมีคนจำนวนมากไปยืนรอรับจนทำให้ผู้ล้มตาย เป็นต้น ซึ่งอีกไม่นานกระแสเหล่านี้ก็จะหมดไป ถ้าคนเราไม่ยึดติดขนาดนั้นเราก็ไม่ต้องเสียชีวิตแทนที่ของขลังจะช่วยเรากลับทำให้เราตาย เพราะมีศรัทธาที่ผิดไป

หากจะยกผลงานของพระพุทธเจ้าขึ้นมาเพื่อเป็นการพิจารณา จะมองเห็นแนวทางการบำเพ็ญพุทธกิจที่สำคัญหลายอย่าง เช่น ทรงพยายามล้มล้างความเชื่อที่งมงายในเรื่องพิธีกรรมการบูชายัญ ด้วยการสอนถึงความเสียหายและผลของการทำพิธีกรรม ทั้งนี้เพราะพิธีกรรมทำให้คนมัวแต่คิดพึ่งปัจจัยในภายนอกอย่างหนึ่ง ทำให้คนหมกมุ่นในผลประโยชน์ทางวัตถุเพิ่มพูนความเห็นแก่ตัว โดยที่ไม่คำนึงถึงคนอื่น ทำให้มุ่งหวังกับอนาคตโดยที่ไม่ทำปัจจุบันให้ดีเสียก่อน

ในสมัยของพระพุทธเจ้านั้น มีความเชื่อหนึ่งว่า ผู้ที่มีฤทธิ์เดช ของขลังเท่านั้นที่สามารถจะบำเพ็ญตนเป็นพระอรหันต์ได้ คือจะเป็นพระอรหันต์ได้ต้องอยู่ที่ความขลัง จึงทรงพยายามสอนหักล้าง พระพุทธเจ้าจึงเริ่มสอนให้คนเราเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ โดยให้เริ่มจากทุกข์ที่เป็นจุดกระทบของคน แล้วให้เดินไปหาธรรม เริ่มแรกให้รู้จักสิ่งทั้งหลาย สิ่งที่มันเป็นปัญหาแก่เรา เรารู้มันเสียก่อน จับมันให้ได้ แล้วก็หาสาเหตุ รู้สมุทัยแล้ว ก็จะมองเห็นจุดหมายของเราเอง พอปฏิบัติถูกต้องทุกข์ก็จะหายไปเอง

เมื่อสิ้นสมัยของพระพุทธเจ้านั้นคำสอนบางคำสอนก็เด่นขึ้นมา บางคำสอนก็เลือนหายไป ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีอยู่ 2 ช่วง ที่อิทธิพลทางความเชื่อในเรื่องของเวทมนต์คาถาทางด้านไสยศาสตร์เข้ามามีอิทธิพลต่อความเชื่อทางด้านพุทธศาสนาของชาวพุทธ อย่างชัดเจน คือ

  1. สมัยพุทธตันตระ เป็นยุคที่พุทธศาสนานิกายมนตรยาน วัชรยาน หรือ รหัสยาน เข้ามามีอิทธิพลทางความคิดของชาวพุทธ โดยพุทธตันตระนี้ได้รับอิทธิพลจากฮินดู จะเน้นการปฏิบัติ คือ การท่องบ่นเวทมนต์และการลงยันต์ นับถือเทพเจ้า พร้อมกับการเซ่นสรวงบูชา
     
  2. ยุคตอนปลายกรุงศรีอยุธยา เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจนถึงเสียกรุง ยุคนี้เป็นการบำเพ็ญจิตภาวนา เน้นไปทางความขลังความศักดิ์สิทธิ์ มีเรื่องไสยศาสตร์ เข้ามาจนเป็นเรื่องเด่นของสมัยนี้ ซึ่งลักษณะความเชื่ออยู่ในทุกระดับ เช่น ฝ่ายภิกษุหรือคนทั่วไป

ความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องรางของขลังกับพระพุทธศาสนา
ความสำคัญและประโยชน์ของการมีเครื่องรางของขลังในสังคมไทย
ความแตกต่างระหว่างเครื่องรางของขลังและพุทธศาสนา
สาเหตุที่ทำให้คนในสังคมไทยมีความเชื่อในเรื่องเครื่องรางของขลังฯ
ผลกระทบของเครื่องรางของขลังที่มีต่อสังคมไทย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook