บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

การเมืองการปกครอง

ความหมายการเมืองการปกครอง
รัฐ (State)
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
รัฐธรรมนูญ (Constitution)
กฎหมาย (Law)
อำนาจอธิปไตย
รัฐสภา พรรคการเมืองและการเลือกตั้ง
ประชาชนกับบทบาททางการเมือง
ลัทธิการเมืองและเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
การเมืองการปกครองไทย
ระบบเศรษฐกิจและระบบการปกครอง
ธรรมาภิบาล
บรรณานุกรม

 

กฎหมาย (Law)

ประเภทของกฎหมาย

1. กฎหมายภายในประเทศ (National Law)

กฎหมายภายในประเทศ คือ กฎหมายที่ใช้บังคับควบคุมความประพฤติการปฏิบัติภายในรัฐต่อบุคคลทุกคน หน่วยงานหรือองค์การต่าง ๆ ที่อยู่ภายในรัฐไม่ว่าจะเป็นของประเทศนั้นหรือของประเทศอื่น เมื่อเข้ามาอยู่ภายในรัฐแล้วย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายในประเทศทั้งสิ้น กฎหมายภายในประเทศได้เกิดจากอำนาจอธิปไตยของรัฐนั้น ๆ ซึ่งตามอำนาจอธิปไตยหรือรัฐบาลสามารถบัญญัติกฎหมายขึ้นใช้บังคับในประเทศได้และกฎหมายในประเทศก็ใช้บังคับบุคคลที่อาศัยอยู่ภายในประเทศ ซึ่งอันนี้เป็นการแสดงออกถึงอำนาจอธิปไตยภายในรัฐ และในปัจจุบันนี้ได้มีการแบ่งกฎหมายภายในประเทศออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.1 กฎหมายมหาชน (Public Law)
1.2 กฎหมายเอกชน (Private Law)

1.1 กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายที่บัญญัติขึ้นมา “ที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน” นั้นหมายความว่า เป็นบทบัญญัติที่มีไว้สำหรับควบคุมบังคับการกระทำใด ๆ ของบุคคล หน่วยงานหรือองค์การที่กระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชนส่วนใหญ่หรือส่วนรวมของประเทศ แม้การกระทำผิดกฎหมาย จะเกิดขึ้นในครอบครัวเดียวกันหรือระหว่างเครือญาติกันเอง ถ้าการกระทำผิดนั้นอยู่ในข่ายแห่งบทบัญญัติของกฎหมายมหาชนแล้ว การที่ผู้ถูกละเมิดกับผู้ที่ละเมิดจะยอมความกันนั้นย่อมจะกระทำไม่ได้ เช่น ลุงขับรถชนหลานตาย พ่อแม่ของหลานจะไม่เอาผิดเอาโทษกับลุง เพราะเห็นว่าเป็นญาติพี่น้องกัน แต่กฎหมายมหาชนจะไม่ยอมยกโทษให้กับลุงของหลานนั้น เพราะถือว่าเป็นความผิดของแผ่นดิน

กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่มีขอบเขตกว้างขวางในการใช้บังคับควบคุม เพราะเป็นกฎหมายที่จะสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชนภายในรัฐ ฉะนั้นเพื่อให้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นได้บังเกิดผล รัฐจึงได้กำหนดวิธีการหรือกระบวนการในการนำผู้กระทำผิดหรือผู้ละเมิดมาลงโทษตามความผิดนั้น ๆ โดยขบวนการยุติธรรมก็คือ กำลังตำรวจ สืบสวนจับกุมและสอบสวนผู้กระทำผิด ทนายเป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือชี้นำชี้แนะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งโจทก์และจำเลย อัยการผู้มีหน้าที่รักษาความเป็นธรรมในสังคมจะเป็นผู้พิจารณาสำนวนการสอบสวนของทางตำรวจว่าสมควรจะส่งฟ้องหรือไม่ ผู้พิพากษาของศาลคอยพิจารณาสำนวนการสอบสวนที่อัยการส่งฟ้องว่า ผิดหรือไม่ เพียงไร และขั้นสุดท้ายราชทัณฑ์มีหน้าที่ควบคุมกักขังผู้กระทำผิดตามคำพิพากษาของศาลต่อไป

วารี นาสกุล และคณะ กล่าวว่า กฎหมายมหาชนแบ่งออกเป็นสาขาได้ดังนี้ คือ

1.1.1 กฎหมายรัฐธรรมนูญ
1.1.2 กฎหมายปกครอง
1.1.3 กฎหมายอาญา
1.1.4 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
1.1.5 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม

1.1.1 กฎหมายรัฐธรรมนูญ (Constutional Law) คือ กฎหมายหลักและกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งเป็นแม่บทของกฎหมายทั้งปวงในประเทศ และเป็นกฎหมายที่กำหนดรูปการปกครองรัฐ รูปของรัฐบาล การใช้อำนาจอธิปไตยรวมทั้งการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในด้านต่าง ๆ

กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ฉะนั้น เมื่อยอมรับกันว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่เป็นหลักสำคัญที่สุด กฎหมายอื่นใดจะมาลบล้างหรือขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญก็ย่อมจะไม่ได้ กฎหมายใดที่มาขัดต่อบัญญัติในรัฐธรรมนูญกฎหมายนั้นย่อมเป็นโมฆะ กล่าวคือ สิ้นผลใช้บังคับ ดังนั้นการออกกฎหมายที่มาแก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิกหลักการใด ๆ ในรัฐธรรมนูญย่อมเป็นการมิชอบ ยกเว้นแต่กรณีแก้ไขเปลี่ยนแปลงยกเลิกรัฐธรรมนูญนั้นเอง

1.1.2 กฎหมายปกครอง (Administrative Law) ได้แก่ กฎหมายที่กำหนดรายละเอียดในการจัดระเบียบการปกครองถัดลงมาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่กำหนดระเบียบในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายว่าด้วยอำนาจการปกครองประเทศ แต่กฎหมายปกครองเป็นกฎหมายว่าด้วยการดำเนินการปกครอง คือ เป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์การต่าง ๆ ของรัฐ เช่น กระทรวง ทบวง กรม เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา เป็นต้น โดยมีบทบัญญัติกำหนดสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ และในขณะเดียวกันก็ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในความสัมพันธ์กับรัฐ

1.1.3 กฎหมายอาญา (Criminal Law) ได้แก่ กฎหมายที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดที่เกี่ยวกับคนส่วนใหญ่หรือส่วนรวมของประเทศ ซึ่งมีของเขตที่กว้างขวางมาก เพราะมีบทบัญญัติครอบคลุมถึงความสงบเรียบร้อย ความมั่งคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและสวัสดิภาพรวมทั้งศีลธรรมอันดีงามของสังคม เช่น บทบัญญัติที่เกี่ยวกับคดีฆ่าคนตาย ปล้นทรัพย์ ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ และหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร เป็นต้น ซึ่งความผิดในกรณีดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นความผิดต่อรัฐ เป็นความผิดทางอาญา ฉะนั้นรัฐจะต้องเข้าไปดำเนินการกับบุคคลผู้กระทำผิดเหล่านั้นทุกกรณีมาลงโทษ เพราะเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อคนส่วนรวมของประเทศ

วิษณุ เครืองาม กล่าวว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและตามพระราชบัญญัติอื่น มีการกำหนดโทษไว้ตามหลักใหญ่ของมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายอาญา คือ

1. ประหารชีวิต
2. จำคุก
3. กักขัง
4. ปรับ
5. ริบทรัพย์สิน

1.1.4 กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ บทบัญญัติที่บัญญัติขึ้นเพื่อพิจารณาโทษผู้ฝ่าฝืนคดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรม โดยกำหนดขั้นตอนของการพิจารณาความผิดหรือขั้นตอนที่จะเอาผู้กระทำผิดตามกฎหมายอาญามาลงโทษ กำหนดสิทธิหน้าที่อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต่างฝ่ายจะได้รู้บทบาทอำนาจหน้าที่ของตน “เพราะเจ้าหน้าที่ผู้ที่จะดำเนินการตามกฎหมายวิธีพิจารณา ได้กำหนดไว้หลายฝ่าย เริ่มจากเจ้าพนักงานปกครองและตำรวจ พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการศาล และเจ้าหน้าที่ฝ่ายราชทัณฑ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้เป็นผู้ที่กฎหมายให้อำนาจในการดำเนินการ”
วารี นาสกุล และคณะ ได้กล่าวถึง กฎต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีดังต่อไปนี้ คือ

1. วิธีดำเนินการก่อนฟ้อง ซึ่งได้แก่
- การร้องทุกข์กล่าวโทษ
- การสืบสวนสอบสวน
- การจับ ค้น ขัง ปล่อยชั่วคราวและควบคุม ชันสูตรพลิกศพ
- การตรวจสำนวนของอัยการก่อนฟ้อง

2. วิธีดำเนินการศาลขั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา

3. วิธีการดำเนินการเมื่อศาลลงโทษแล้ว เช่น การขอบังคับคดี การขออภัยโทษและนิรโทษกรรม

1.1.5 กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลยุติธรรม ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยการจัดศาลยุติธรรม ซึ่งมี 3 ชั้นด้วยกัน คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบทบาทอำนาจของศาล องค์คณะผู้พิพากษา รวมถึงของเขตอำนาจของศาลคณะผู้พิพากษาในการพิจารณาพิพากษาคดี เป็นต้น

1.2 กฎหมายเอกชน หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กฎหมายแพ่ง” (Civil Law) เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนหรือระหว่างเอกชนกับนิติบุคคลและกฎหมายเอกชนได้กำหนดวิธีการต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เอกชนละเมิดสิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ของกันและกัน และความผิดที่เป็นความผิดทางแพ่งนี้ ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่เกี่ยวกับคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่เกี่ยวกับความมั่นคง ความปลอดภัยหรือสวัสดิภาพของรัฐแต่ประการใด ดังนั้นผู้ละเมิดกับผู้ถูกละเมิดสามารถตกลงหรือยอมความกันได้ เพราะเป็นเรื่องความผิดหรือการละเมิดระหว่างบุคคลกับบุคคลเท่านั้น ความผิดที่ว่านั้น เช่น การกู้ยืมเงินกันแล้วไม่ชดใช้กันตามสัญญา การหมั้น การสมรส การเพิกถอน การรับบุตรบุญธรรม การทำสัญญาเช่าทรัพย์ สัญญาจ้าง สัญญาทำของ เป็นต้น

วิษณุ เครืองาม กล่าวว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยแบ่งออกเป็น 6 บรรพ ซึ่งหมายถึง 6 หมวดหมู่ใหญ่ และแต่ละหมู่มีสาระสำคัญดังนี้ คือ

บรรพ 1 หลักทั่วไป ในบรรพนี้ได้กล่าวถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล หลักกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์หรือทรัพย์สิน หลักกฎหมายเกี่ยวกับนิติกรรมซึ่งได้แก่หลักเกณฑ์การทำนิติกรรม ความสมบูรณ์ของนิติกรรม หลักเกณฑ์ในการแสดงเจตนา เงื่อนไขและเงื่อนเวลาต่าง ๆ หลักกฎหมายเกี่ยวกับระยะเวลาและอายุความ

บรรพ 2 หนี้ ในบรรพนี้ได้กล่าวถึงหนี้ ซึ่งเป็นความผูกพันที่บุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่า “ลูกหนี้” จะต้องปฏิบัติการตอบแทนต่อบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งที่เรียกว่า “เจ้าหนี้”

บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ในบรรพนี้ได้กล่าวถึงสัญญาประเภทต่าง ๆ เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาแลกเปลี่ยน สัญญาเช่าทรัพย์ สัญญาให้ สัญญาจ้างทำ สัญญาเช่าซื้อ สัญญายืม สัญญารับงาน เป็นต้น ซึ่งประมว

กฎหมายนี้ถือว่าสำคัญ จึงได้ตั้งชื่อสัญญาและกำหนดสิทธิหน้าที่ระหว่างคู่สัญญาไว้ โดยเฉพาะว่าแต่ละคู่สัญญาจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร

บรรพ4ทรัพย์สินในบรรพนี้กล่าวถึงที่มาและสิ้นไปซึ่งทรัพยสิทธิอันเป็นสิทธิเหมือนทรัพย์สินตกติดไปกับทรัพย์สิน และยกขึ้นอ้างแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่จำกัดว่าคู่สัญญากัน หรือเคยตกลงกันหรือไม่ ทรัพยสิทธิตามบรรพนี้ได้แก่ กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง การจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน สิทธิเก็บกิน และการติดพันในอสังหาริมทรัพย์

บรรพ 5 ครอบครัว ในบรรพนี้ได้กล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ได้แก่ การหมั้น การสมรส การเพิกถอน การขาดจากการสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภริยา และความสัมพันธ์ระหว่างบิดา มารดากับบุตร ตลอดจนบุตรบุญธรรม

บรรพ 6 ในบรรพนี้ได้กล่าวถึง การตกทอดแห่งทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมและไม่มีพินัยกรรม หลักเกณฑ์การทำพินัยกรรม ลำดับแห่งทายาท การแบ่งมรดก และการจัดการทรัพย์

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทั้ง 6 บรรพ ดังที่กล่าวมานั้น ถ้าใครละเมิดจะได้รับโทษ 3 สถาน คือ
1. คืนทรัพย์แก่ผู้เสียหาย
2. ผู้เสียหายเรียกเอาตัวเงินที่จะให้ชดใช้ในความเสียหาย
3. ให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่มิใช่เป็นตัวเงิน เช่น อาจให้ลงโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์เพื่อขอโทษในกรณีข้อหาหมิ่นประมาท เพื่อให้ชื่อเสียงกลับดีคืนมา เป็นต้น

ความหมายของกฎหมาย
ความสำคัญของกฎหมาย
หลักเกณฑ์บางประการของการใช้กฎหมาย
ที่มาของกฎหมาย
ประเภทของกฎหมาย

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook