
สุนทรียภาพแห่ง สาระ-บันเทิง
ข้อคิดและมุมมองจากการดูหนัง
|
ดารานำแสดง:Orlando Bloom,Kirsten Dunst,Susan
Sarandon
ผู้กำกับ:Cameron Crowe
ประเภท: Drama,Romance
รางวัล:1 win & 4
nominations (more) |





|
บางครั้งการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน
มันช่างยากเย็น
ไม่ง่ายเหมือนกับว่าเราแค่นำแป้งมาผสมกันให้ได้ส่วนผสมที่กำลังเหมาะ
และนำไปใส่ในพิมพ์
รอเวลาให้ยีสต์ย่อยแป้งให้ได้ที่จนเกิดแก้สในเนื้อแป้ง
พองโต
เพื่อให้ขนมปังนุ่มพอเหมาะ
ก่อนนำเข้าเตาอบจนออกมาน่าทาน
ถ้าชีวิตเป็นอย่างนั้น
ถ้าชีวิตเหมือนกับการดำเนินอยู่บนสายพาน
สายพานแห่งการดำเนินชีวิต
มันก็จะแตกต่างกับสายพานแห่งโรงงานที่เป็นเรื่องสำเร็จรูป
เป็นขั้นตอนการประกอบตามลำดับของมัน
ตามส่วนผสมของมัน
จนกระทั่งออกมาสู่ปลายสายพานเป็นสินค้าชิ้นหนึ่ง
หรือผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ
แต่กับสายพานแห่งชีวิต
มันไม่ได้สำเร็จรูปเหมือนสายพานโรงงาน
หรือจะพูดให้ง่ายเข้านั่นคือว่า
ชีวิตนี้ไม่สำเร็จรูป
ชีวิตนี้ไม่สมบูรณ์แบบ
จะพูดไปทุกคนเข้าใจดีอยู่แล้วละ
ว่าชีวิตนี้ไม่สมบูรณ์แบบ
และก็รู้เสียด้วยว่าเป็นไปได้ยากที่จะดำเนินไปสู่คำว่า
สมบูรณ์แบบ แต่มีกี่คนล่ะครับ
ที่หยุดคิดจริงๆ ว่า
เมื่อชีวิตไม่สมบูรณ์แบบแล้วต้องทำอย่างไร
หลายคนยังวนอยู่ในวงเวียนของการต้องการประสบความสำเร็จอย่างหาที่สุดมิได้
ค่าร้อยเปอร์เซนต์
หรือคะแนนเต็มร้อยไม่มีที่สิ้นสุด
มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆตามแต่กิเลสตัณหาจะพามันไปเมื่อได้หนึ่ง
ก็ต้องได้ สอง สาม ...ไปเรื่อยๆ
ไม่มีที่สิ้นสุด จะสิ้นสุด เมื่อ
สิ้นลม... เมื่อเป็นอย่างนี้
สิ่งที่ต้องถามต่อไปคือ
แล้วเรามีความสุขหรือ
เราเครียดเกินไปหรือปล่าวกับการอยู่บนสายพานแห่งนี้
สายพานที่ไม่สามารถควบคุมได้
แม้จะพยายามเท่าไหร่
ก็เหมือนไกลเกินเอื้อมบางครั้งเหมือนกับว่าเราไม่ก้าวหน้าไปไหน
แต่จริงๆแล้ว อาจเป็นว่า
จุดหมายของเราไกลออกไป ไกลออกไป
เพราะใจของเรามักใหญ่
เมื่อเราไม่ถึงจุดหมายเราก็คิดว่าเรา
ล้มเหลว
ทั้งที่หากเราตั้งค่าความสำเร็จ
ยืนอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
ความสุข ความพอเพียงแล้ว ความ
ล้มเหลว ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น
หนังเรื่องนี้
แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลว
ซึ่งในเรื่องใช้คำว่า
Fiasco(ความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า)
ดรูว์ เบย์เลอร์(Orlando
Broom)หนุ่มนักเรียนทุน
ผู้มีความเชื่อว่า
"คนโง่เท่านั้นที่ล้มเหลว" ทำงานในตำแหน่งนักออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับกับบริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลก
เขาออกแบบรองเท้ากีฬา
ที่คาดว่าน่าจะโด่งดังแต่กลับล้มเหลวไม่สามารถขายได้
บริษัทขาดทุนเป็นพันล้านดอลลาร์
ทั้งๆที่เขาก็ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเรียกได้ว่าเป็นคนบนแนวหน้าของ
สายพาน อย่างแท้จริง
ความล้มเหลวทำให้หนุ่มไฟแรงคิดจะฆ่าตัวตาย
เขานำเสื้อผ้าข้าวของทันสมัยทุกอย่างในห้องออกไปทิ้ง
แล้วมองคนอื่นเก็บมันไปใช้ด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ
เพราะเขาไม่ต้องการมันแล้ว
และเมื่อเขาจะกลับมาทำอัตวิบาตรกรรมกับตัวเอง
ในช่วงเวลาแห่งชีวิต
กลับมีโทรศัพท์มาจากทางบ้าน
แจ้งเขาว่า พ่อเขาเสียชีวิต...
การดำเนินเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า
ดรูว์ เบย์เลอร์
มีชีวิตที่แต่งกับงาน
ไม่สนใจสิ่งอื่นตัดขาดจากครอบครัว
ในหัวมีแต่งาน จนกระทั่ง
เขาตกจาก สายพาน
และต้องกลับไปบ้านเกิดของพ่อเขาที่เมืองอลิซาเบท
มลรัฐเคนตั๊กกี้
เพื่อรับศพพ่อเขากลับมา
การเดินทางในเที่ยวบินสู่เคนตั๊กกี้ครั้งนี้ทำให้เขาได้พบกับ
แคลร์(Kirsten Dunst) แอร์โฮสเตส สาวสวย
และน่ารัก
ผู้มีมุมมองในการดำเนินชีวิต
งดงามเทียบเคียงกับหน้าตาและรอยยิ้มของเธอ
เมื่อชีวิตของหนุ่มไฟแรง
ที่ลืมบางสิ่งบางอย่าง
ที่สำคัญในชีวิตไป
ถูกโชคชะตาทำให้หล่นจากหนทางสู่เป้าหมาย
ความหมดหวัง และท้อแท้
ทำให้เขาอยู่ภายใต้สภาวะที่หลุดโลก
และแคลร์สาวน้อยบุคลิกน่ารักคนนี้นีเองที่ดึงเขาลงมายืนบนโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อชนบท
ที่เต็มไปด้วยผู้คนจริงใจ
กระตือรือร้นในการแสดงความรู้สึกต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ
สิ่งหนึ่งที่ผมมักพูดบ่อยๆ
ว่าในสังคมที่มีคนจำนวนมากสิ่งที่ทำให้เราห่างจากคนอื่น
ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อยลง
อาจเป็นความเป็น ตัวตน
ของเรามากไป
จนบางครั้งเราสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า
กำแพงแห่งท่าที ขึ้นมา
ปกป้องตนเองเบื้องหลังกำแพงนั้น
และท้ายที่สุดเมื่อกำแพงนั้นสูงขึ้น
สูงขึ้น เราก็มองโลกในมุมของ
ตัวเองและต้องอยู่คนเดียว
โดยสิ้นเชิง !
มุมมองของเมืองนี้
รวมทั้งมุมมองของสาวน้อยแคลร์
ปรับมุมมองของดรูว์
ให้เปลี่ยนไป
เขากลับมาอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริง
การตกจากสายพานของเขา
ทำให้เขารู้ว่าสายพานที่เขาดำเนินชีวิตอยู่นั้น
มิได้หมุนโลกใบนี้
โลกใบนี้หมุนได้ด้วยความสุข
รอยยิ้ม และการดำเนินชิวิตต่อไป
อย่างไม่ย่อท้อต่างหาก
สิ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีคือเบย์เลอร์
แม่ของดรูว์ ผู้สูญเสียสามีตน
เขาต้องดำเนินชีวิตโดยปราศจากคนรัก
เขาจึงต้องทำตัวไม่ให้ว่าง
ทำสิ่งต่างๆตลอดเวลา
ในที่สุดเขาก็พบว่าการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
เป็นเรื่องที่สามีเขาเคยบอกเขาและลูกๆไว้
ซึ่งเป็นคำหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นคำที่ทำให้เราสามารถรับกับสถานการณ์ต่างๆได้ดีทีเดียว
เขาว่า If it wasnt this
Itd be something
elseหรือแปลว่า
ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้
มันก็ต้องเป็นเรื่องโน้น
ประโยคนี้มันช่วยบอกเราว่า
ในชีวิตเราจะต้องเจอเรื่องราวต่างๆมากมายที่เป็นความทุกข์
จงเผชิญมัน อย่ายอมแพ้
อย่าท้อถอย
และสิ่งหนึ่งที่เรื่องนี้นำคุณค่ามาสู่ตัวของภาพยนต์
นั่นคือ การมองความสุขจากภายใน
นั่นเอง...
คำคมน่าคิดจากเรื่องนี้.
ความเชื่อของดรูว์
ที่ว่าความล้มเหลวเกิดขึ้นกับคนโง่เท่านั้น
ดูเหมือนจะไม่จริง
แท้ที่จริงแล้ว "ความล้มเหลว"
เกิดขึ้นได้กับทุกคน
สิ่งที่สำคัญ
เมื่อเราพบกับความล้มเหลว
และความผิดหวัง
ต่างหากคือสิ่งที่สำคัญ
คำที่พ่อของดรูว์
เป็นคำที่ผมนำมาให้คิดกันอีกครั้งว่า
หรือแปลว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้
มันก็ต้องเป็นเรื่องโน้น
งั้นก็ "รับมัน"
-- กระบี่หนุ่ม -- |
|