"
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว...
เราขอเตือนเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่า...
สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อม
และสิ้นไปเป็นธรรมดา
เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด
"

พระไตรปิฏกฉบับชาวบ้าน

พระวินัยปิฎก

พระสุตตันตปิฎก

พระอภิธรรมปิฎก
|
|
|
|
 |
<<< กลับหอพระไตร >>> |
| เบญจขันธ์
พุทธธรรมมองเห็นสิ่งทั้งหลายในรูปของส่วนประกอบต่าง
ๆที่ มาประชุมกันเข้า ตัวตนแท้ ๆ
ของสิ่งทั้งหลายไม่มี
เมื่อแยกส่วนต่าง ๆ
ที่มาประกอบกันเข้านั้นออกไปให้หมดก็จะไม่พบตัวตนของสิ่งนั้นเหลืออยู่
ตัวอย่างง่าย ๆ
ที่ยกขึ้นอ้างกันบ่อย ๆ คือ
"รถ" เมื่อนำส่วนประกอบต่าง ๆ
มาประกอบเข้าด้วยกันตามแบบที่กำหนด
ก็บัญญัติเรียกว่า "รถ"
แต่ถ้าแยกส่วนประกอบทั้งหมดออกจากกัน
ก็จะหาตัวตนของรถไม่ได้
มีแต่ส่วนประกอบทั้งหลายซึ่งมีชื่อเรียกต่าง
ๆ กันจำเพาะแต่ละอย่างอยู่แล้ว
คือ
ตัวตนของรถมิได้มีอยู่ต่างหากจากส่วนปะกอบเหล่านั้น
มีแต่เพียงคำบัญญัติว่า "รถ"
สำหรับสภาพที่มารวมตัวกันเข้าของส่วนประกอบเหล่านั้น
แม้ส่วนประกอบแต่ละอย่าง ๆ
นั้นเองก็ปรากฏขึ้นโดยการรวมกันเข้าของส่วนประกอบย่อย
ๆ ต่อ ๆ ไปอีก
และหาตัวตนที่แท้ไม่พบเช่นเดียวกัน
เมื่อจะพูดว่า
สิ่งทั้งหลายมีอยู่
ก็ต้องเข้าใจในความหมายว่า
มีอยู่ในฐานะมีส่วนประกอบต่าง ๆ
มาประชุมเข้าด้วยกันเมื่อมองเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายในรูปของกรประชุมส่วนประกอบนี้
พุทธธรรมจึงต้องแสดงต่อไปว่า
ส่วนประกอบต่าง ๆ
เหล่านั้นเป็นอย่างไร
มีอะไรบ้าง
อย่างน้อยก็พอเป็นตัวอย่าง
และโดยที่พุทธธรรมมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับเรื่องชีวิต
โดยเฉพาะในด้านจิตใจ
การแสดงส่วนประกอบต่าง ๆ
จึงต้องครอบคลุมทั้งวัตถุและจิตใจ
หรือทั้งรูปธรรมและนามธรรม
และมักแยกแยะเป็นพิเศษในด้านจิตใจการแสดงส่วนประกอบต่าง
ๆ นั้น ย่อมทำได้หลายแบบ
สุดแต่วัตถุประสงค์จำเพาะของการแสดงแบบนั้น
ๆแต่ในที่นี้ จะแสดงแบบขันธ์ ๕
ซึ่งเป็นแบบที่นิยมในพระสูตรโดยวิธิแบ่งแบบขันธ์
๕
พุทธธรรมแยกแยะชีวิตพร้อมทั้งองคาพยพทั้งหมดที่บัญญัติเรียกว่า
สัตว์ บุคคล ฯลฯ
ออกเป็นส่วนประกอบต่าง ๆ ๕ ประเภท
หรือ ๕ หมวด เรียกทางธรรมว่า
เบญจขันธ์ คือ
๑. รูป ได้แก่ส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด
ร่างกายและพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกาย
หรือสสารและพลังงานเหล่านั้น
๒. เวทนา
ได้แก่ความรู้สึกสุข ทุกข์
หรือเฉย ๆ
ซึ่งเกิดจากผัสสะทางประสาททั้ง
๕ และทางใจ
๓. สัญญา
ได้แก่ความกำหนดได้ หรือหมายรู้
คือ
กำหนดรู้อาการเครื่องหมายลักษระต่าง
ๆ อันเป็นเกตุให้จำอารมณ์นั้น ๆ
ได้
๔. สังขาร
ได้แก่องค์ประกอบหรือคุณสมบัติต่าง
ๆ ของจิดมีเจตนาเป็นตัวนำ
ซึ่งแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือเป็นกลาง
ๆ ปรุงแปรการตริตรึกนึกคิดในใจ
และการแสดงออกทางกายวาจา
ให้เป็นไปต่าง ๆ
เป็นที่มาของกรรม เช่น ศรัทธา สติ
หิริ โอตตัปปะ เมตตา กรุณา มุทิตา
อุเบกขา เป็นต้น
เรียกรวมอย่างง่าย ๆ
ว่าเครื่องปรุงของความคิดหรือเครื่องปรุงของกรรม
๕. วิญญาณ
ได้แก่ความรู้แจ้งอารมณ์ทางประสาททั้ง
๕ และทางใจ คือ การเห็น การได้ยิน
การได้กลิ่นการรู้รส
การรู้สัมผัสทางกาย
และการรู้อารมณ์ทางใจขันธ์ ๔
ข้อหลัง ซึ่งเป็นพวกนามขันธ์
มีข้อควรทำความเข้าใจเพิ่มเติม
เพื่อเห็นความหมายชัดเจนยิ่งขึ้นและเพื่อป้องกันความสับสน
ดังนี้
สัญญา
เป็นความรู้จำพวกหนึ่ง หมายถึง
การหมายรู้
หรือกำหนดรู้อาการของอารมณ์
เช่น ลักษณะ ทรวดทรง สี สัณฐาน ฯลฯ
ตลอดจนชื่อเรียก
และสมมติบัญญัติต่าง ๆ ว่า เขียว
ขาว ดำ แดง ดัง เบา
เป็นต้นการหมายรู้หรือกำหนดนั้
อาศัยการจับเผชิญ หรือ
การเทียบเคียงระหว่างประสบการณ์หรือความรู้เก่ากับประสบการหรือความรู้ใหม่
ถ้าประสบการใหม่ตรงกับประสบการณ์เก่า
เช่นพบเห็นคนหรือสิ่งของที่เคยรู้จักแล้ว
ได้ยินเสียงที่เคยได้ยินแล้วถ้าประสบการใหม่ไม่ตรงกับประสบการณ์เก่า
เราย่อมนำเอาประสบการณ์หรือความรูเก่าที่มีอยู่แล้วนั้นเองมาเทียบเคียงว่าเหมือนกันและไม่เหมือนกันในส่วนไหน
อย่างไร
แล้วหมายรู้สิ่งนั้นตามคำบอกเล่าหรือตามที่ตนกำหนดเอาว่าเป็นนั่น
เป็นนี่ ไม่ใช่นั่น ไม่ใช่นี่
อย่างนี้เรียกว่า
กำหนดหมายหรือหมายรู้เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาต่อไป
ขอแยกสัญญาออกอย่างคร่าว ๆ เป็น ๒
ระดับ คือ
๑. สัญญาระดับสามัญ
ซึ่งกำหนดหมายอาการของอารมณ์ที่เกิดขึ้นหรือเป็นไปอยู่ตามปกติธรรมดาของมันอย่างหนึ่ง
๒. สัญญาสืบทอด
หรือสัญญาอย่างซับซ้อน
ที่บางคราวก็ใช้คำเรียกให้ต่างออกไป
เฉพาะอย่างยิ่ง ปปัญจสัญญา
อันหมายถึงสัญญาเนื่องด้วยอารมณ์ที่คิดปรุงแต่งขึ้นให้ซับซ้อนพิสดารด้วยแรงผลักดันของตัณหามานะและทิฏฐิซึ่งเป็นสังขารชั้นนำในฝ่ายร้ายอีกอย่างหนึ่งการแยกเช่นนั้จะช่วยให้มองเห็นความหมาย
ของสัญญาที่กำลังแสดงบทบาทอยู่
พร้อมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสัญญากับขันธ์อื่นภายในกระบวนธรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
วิญญาณ
แปลตามแบบว่า ความรู้แจ้ง คือ
รู้แจ้งอารมณ์ หมายถึง
ความรู้ประเภทยืนพื้นหรือความรู้ที่เป็นตัวยืนเป็นฐานและเป็นทางเดินให้แก่นามขันธ์อื่น
ๆ
เกี่ยวข้องกับนามขันธ์อื่นทั้งหมด
เป็นทั้งความรู้ต้น
และความรู้ตาม
ที่ว่าเป็นความรู้ต้น
คือเป็นความรู้เริ่มแรก
เมื่อเห็น ได้ยิน
เป็นต้น(เกิดวิญญาณขึ้น)
จึงจะรู้สึกชื่นใจ
หรือบีบคั้นใจ(เวทนา)
จึงจะกำหนดได้ว่าเป็นนั่นเป็นนี่(สัญญา)จึงจะจำนงตอบและคิดปรุงแต่งไปต่าง
ๆ (สังขาร)เช่น เห็นท้องฟ้า(วิญญาณ)
รู้สึกสบายตาชื่นใจ(เวทนา)
หมายรู้ว่า ท้องฟ้า สีคราม สดใส
ฟ้าสาย ฟ้าบ่าย ฟ้าสวย(สัญญา)
เวทนา
แปลกันว่า การเสวยอารมณ์
หรือการเสพรสของอารมณ์ คือ
ความรู้สึกต่อสิ่งที่ถูกรับรู้
ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการรับรู้
เป็นความรู้สึกสุข สบาย ถูกใจ
ชื่นใจ หรือทุกข์ บีบคั้น เจ็บปวด
หรือไม่ก็เฉย ๆ
อย่างใดอย่างหนึ่งข้อที่ควรทำความเข้าใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกัยเวทนา
เพื่อป้องกันความสับสนกับสังขาร
คือ
เวทนาเป็นกิจกรรมของจิตในขั้นรับ
กล่าวคือเกี่ยวข้องกับผลที่อารมณ์มีต่อจิตเท่านั้น
ยังไม่ใช่ขั้นที่เป็นฝ่ายจำนงหรือกระทำต่ออารมณ์
ซึ่งเป็นกิจกรรมของสังขาร
ดังนั้น คำว่า ชอบ ไม่ชอบ ชอบใจ
ไม่ชอบใจ
ตามปกติจะใช้เป็นคำแสดงกิจกรรมในหมวดสังขาร
โดยเป็นอาการสืบเนื่องจากเวทนาอีกต่อหนึ่ง
เพราะคำว่า ชอบ ไม่ชอบ ชอบใจ
ไม่ชอบใจ
แสดงถึงอาการจำนงหรือกระทำตอบต่ออารมณ์
ดังจะเห็นได้ในลำดับกระบวนธรรม
สังขาร
หมายรวมทั้งเครื่องแต่งคุณภาพของจิต
หรือเครื่องปรุงของจิต
ซึ่งมีเจตนาเป็นตัวนำและกระบวนการแห่งเจตน์จำนงที่ชักจูง
เลือกรวบรามเอาเครื่องแต่งคุณภาพเหล่านั้นมาประสบปรุงแต่งความนึกคิด
การพูด การทำ ให้เกิดกรรมทางกาย
วาจา ใจ
สัญญา - สติ - ความจำ
มักมีความเข้าใจสับสนกันในเรื่องความจำว่าตรงกับธรรมข้อใด
คำว่าสัญญา ก็มักแปลกันว่า
ความจำ คำว่า สติ
โดยทั่วไปแปลว่าความระลึกได้
บางครั้งก็แปลว่าความจำ
และมีตัวอย่างที่เด่นเช่นพระอานนท์
ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในทางทรงจำพุทธพจน์
คำบาลีในกรณีนี้ท่านใช้คำว่าสติ
ดังพุทธพจน์ว่า
"อานนท์เป็นเลิศกว่าประดาสาวกของเราผู้มีสติ"เรื่องนี้ในทางธรรมไม่มีความสับสนความไม่ใช่กิจของธรรมข้อเดียว
แต่เป็นกิจกรรมของกระบวนธรรม
และในกระบวนธรรมแห่งความจำนี้
สัญญาและสติเป็นองค์ธรรมใหญ่
ทำหน้าที่เป็นหลัก
มีบทบาทสำคัญที่สุดสัญญาก็ดี
มีความหมายคาบเกี่ยวและเหลื่อมกันกับความจำ
กล่าวคือ
ส่วนหนึ่งของสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของความจำอีกส่วนหนึ่งของสัญญาอยุ่นอกเหนือความหมายของความจำ
แม้สติก็เช่นเดียวกัน
ส่วนหนึ่งของสติเป็นส่วนหนึ่งของความจำ
อีกส่วนหนึ่งของสติ
อยู่นอกเหนือความหมายอของกระบวนการทรงจำ
ข้อที่พึงกำหนดหมายและระลึกไว้อย่าง
สำคัญคือ
สัญญาและสติทำหน้าที่คนละอย่างในกระบวนการทรงจำ
สัญญา - วิญญาณ - ปัญญา
สัญญา วิญญาณ ปัญญา
เป็นเรื่องของความรู้ทั้ง ๓
อย่าง
แต่เป็นองค์ธรรมต่างข้อกัน
และอยู่คนละขันธ์ สัญญา
เป็นขันธ์หนึ่ง
วิญญาณเป็นขันธ์หนึ่ง
ปัญญาอยู่ในสังขารก็อีกขันธ์หนึ่ง
สัญญาและวิญญาณได้พูดมาแล้วพอเป็นพื้นความเข้าใจ
ปัญญา แปลกันมาว่า ความรอบรู้
เติมเข้าไปอีกว่า ความรู้ทั่ว
ความรู้ชัด คือ
รู้ทั่วถึงความจริงหรือตรงตามความเป็นจริง
ท่านอธิบายขยายความกันออกไปต่าง
ๆ กัน เช่นว่า รู้เหตุรู้ผล
รู้ดีรู้ชั่ว รู้ถูกรู้ผิด
ควรไม่ควร รู้คุณรู้โทษ
รู้ประโยชน์มิใช่ประโยชน์
รู่เท่าทันสังขาร รู้องค์ประกอบ
รู้เหตุรู้ปัจจัย รู้ที่ไปที่มา
เป็นต้น ปัญญาตรงข้ามกับโมหะ
ซึ่งแปลว่าความหลง ความไม่รู้
ความเข้าใจผิด
สัญญาและวิญญาณหาตรงข้ามกับโมหะไม่
อาจกลายเป็นเหยื่อของโมหะไปด้วยซ้ำ
เพราะเมื่อหลง
เข้าใจผิดไปอย่างใดก็รับรู้และกำหนดหมายเอาไว้ผิด
ๆ อย่างนั้น
ปัญญาช่วยแก้ไขให้วิญญาณและสัญญาเดินถูกทาง
สัญญา และวิญญาณ
อาศักอารมณ์ที่ปรากฏอยู่จึงทำงานไปได้
สร้างภาพเห็นภาพขึ้นไปจากอารมณ์นั้น
แต่ปัญญาฝ่ายจำนงต่ออารมณ์
ริเริ่มกระทำต่ออารมณ์
เชื่อมโยงอารมณ์นั้นกับอารมณ์นี้กับอารมณ์โน้นบ้าง
พิเคราะห์ส่วนนั้นกับส่วนนี้กับส่วนโน้นของอารมณ์บ้างเอาสัญญาอย่างโน้นอย่างนี้มาเชื่อมโยงกันหรือพิเคราะห็ออกไปบ้าง
มองเห็นเหตุ เห็นผล
เห็นความสัมพันธ์
ตลอดถึงว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรหาเรื่องมาให้วิญญาณและสัญญารับรู้และกำหนดหมายเอาไว้อีก |
<<< กลับหอพระไตร
>>> |
|