|
|
พุทธประวัติ ฉบับสำหรับยุวชน
พุทธทาสภิกขุ แปลและเรียบเรียงจาก ฉบับภาษาอังกฤษ ของ ภิกษุสีลาจาระ (J.F. Mc
kechnie)

ตอนที่ 1 กำเนิดพระสิทธัตถะ
เมื่อ 2500 ปีมาแล้ว
ในดินแดนซึ่งบัดนี้เป็นเขตของประเทศเนปาลและของประเทศอินเดีย
ตอนที่เป็นมณฑลอูธ
(Oudh) และมณฑลพิหารเหนือ (North
Behar) นั้น มีอาณาจักรน้อยๆ
ของชนเชื้อชาติต่างๆ ตั้งอยู่ด้วยกันหลายอาณาจักร
แต่ละอาณาจักรมีพระราชาของตนๆ เป็นผู้ปกครองบ้าง
มีคณะบุคคลที่นับเนื่องในราชสกุลเป็นผู้ปกครองบ้าง ในบรรดาอาณาจักรเล็กๆ
เหล่านั้น
มีอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ตรงพื้นที่ทางทิศเหนือของจังหวัดโครักขปุระ
(Gorakhapore)
ในปัจจุบันทางฝั่งเหนือของแม่น้ำรัปตี (Rapti)
เป็นดินแดนของชนที่มีเชื้อชาติ
อันเรียกกันมาว่าพวกศากยะ พระราชาซึ่งปกครองชนชาตินี้
ในครั้งนั้นมีพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พระเจ้าสุทโธทนะมีชื่อสกุลว่า
โคตมะ ดังนั้น พระองค์จึงทรงมีพระนามเต็มว่า สุทโธทนะโคตมะ
นครซึ่งเป็นราชธานีของอาณาจักรและทั้งเป็นที่ตั้งแห่งราชสำนักของพระองค์นั้น
มีนามว่า กบิลพัสดุ์
พระเจ้าสุทโธทนะมีพระอัครมเหสีนามว่า สิริมหามายา
เมื่อทรงอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานานด้วยความผาสุก พระเทวีได้ทรงมีพระครรภ์
และทรงรู้พระองค์ว่าจักถึงเวลาประสูติในไม่นานนักแล้ว
ได้ทูลขออนุญาตจากพระราชสวามี
เพื่อเสด็จไปเยี่ยมนครอันเป็นที่กำเนิดของพระเทวีเอง อันมีนามว่า
นครเทวทหะ
และตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก
พระเจ้าสุทโธทนะได้โปรดประทานอนุญาตแก่พระมเหสีของพระองค์
ด้วยความเต็มพระทัย ได้ทรงส่งบุรุษไปตระเตรียมหนทางสำหรับการเสด็จของพระนาง
และให้เตรียมทุกๆ อย่างเพื่อให้เกิดความบันเทิงเริงรื่น
ในการเสด็จไปเยี่ยมพระญาติวงศ์ของพระนางเองในครั้งนี้
ที่กึ่งทางระหว่างนครกบิลพัสดุ์กับนครเทวทหะต่อกันนั้น
มีสวนป่าหรือวโนทยานอยู่แห่งหนึ่ง เรียกกันว่า สวนลุมพินี
ที่นี้เป็นสถานที่ซึ่งประชาชนแห่งนครทั้งสองได้พากันไปเที่ยวเล่นในฤดูร้อน
หาความบันเทิงภายใต้ร่มไม้สาละใหญ่ๆ อันมีอยู่ทั่วๆ ไป ในอุทยานนั้น
ขณะนั้นเป็นวันเพ็ญในเดือนพฤษภาคม ต้นสาละใหญ่ๆ
เหล่านี้ปกคลุมไปด้วยดอกอันสวยงาม แต่โคนต้นจนถึงยอด บนกิ่งยาวๆ
ของมันมีหมู่นกนานาชนิดกำลังร้องด้วยสำเนียงอันไพเราะ
ทำให้อากาศอื้ออึงไปด้วยเสียงอันจับใจ
และตามดอกไม้อันมีอยู่มากมายเหลือที่จะคำนวณได้นั้น
ก็เต็มไปด้วยแมลงผึ้งทำเสียงหึ่งๆ
และง่วนอยู่ด้วยการเก็บน้ำหวานจากดอกไม้เหล่านั้น
เมื่อขบวนเสด็จของพระเทวีผ่านมาถึงวโนทยานแห่งนี้
พระนางสิริมหามายา ทรงมีพระประสงค์จะทรงพักเล่นในสวนนี้สักครู่หนึ่ง
ตามร่มเงาอันเย็นเพราะเป็นเวลาเที่ยงวัน
ดังนั้นพระเทวีจึงทรงรับสั่งให้เขานำพระองค์ผ่านไปตามระหว่างหมู่ไม้ในอุทยานนั้น
แต่ชั่วเวลาอันไม่นานในขณะที่พระเทวีกำลังเสด็จดำเนินไปมาโดยทรงเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งสวยงาม
และเสียงอันไพเราะในสวนนั่นเอง
พระนางทรงเกิดความรู้สึกพระองค์ขึ้นมาอย่างกระทันหันว่า
จักต้องมีการประสูติในสถานที่นั้นเสียแล้ว ต่อมาอีกชั่วเวลาเล็กน้อย
พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ สวนลุมพินี ภายใต้ต้นสาละ
อันเต็มไปด้วยหมู่นกและแมลงผึ้งนั่นเอง
สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งสวนลุมพินีนั้น
เป็นที่รู้จักกันได้ไม่ยากในสมัยนี้ เพราะพระเจ้าอโศกมหาราช
ซึ่งครอบครองประเทศอินเดีย
ในเวลาสามสี่ร้อยปีต่อมาจากสมัยของพระเจ้าสุทโธทนะนั้น
ได้ทรงรับสั่งให้สร้างเสาศิลาอันสูงใหญ่ขึ้นตรงที่ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระโอรสแห่งพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาแห่งนครกบิลพัสดุ์
เพื่อเป็นเครื่องกำหนดหมายสถานที่อันสำคัญนั้น
ที่เสานั้น พระเจ้าอโศกมหาราชรับสั่งให้จารึกอักษร
ซึ่งยังคงอ่านได้อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ มีข้อความว่า
พระองค์ทรงได้สร้างเสานี้ขึ้นเพื่อให้ชนชั้นหลังทราบได้ถึงสถานที่ที่เคยมีเหตุการณ์อันสำคัญคือ
การประสูติของพระพุทธองค์ แม้เวลาจะล่วงมา นับแต่กาลนั้นมาจนถึงบัดนี้ 2,000
ปีกว่าแล้วก็ตาม
แม้เสาท่อนบนจะได้หักออกและท่อนที่เหลือจะเคยเอียงเอนไปทางหนึ่งแล้วก็ตาม
เสานั้นก็ยังคงอยู่ในที่ซึ่งพระเจ้าอโศกรับสั่งให้สร้างขึ้นนั่นเอง
สืบมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมด้วยอักษรจารึกที่กล่าวแล้ว
มีประชาชนจำนวนมากได้ไปเยี่ยมและนมัสการสถานที่นี้ทุกๆปี
เมื่อพระนางสิริมหามายาได้ประสูติพระโอรสในสวนลุมพินีเช่นนั้น
คนทั้งหลายก็งดการพาพระนางไปสู่นครเทวทหะ แต่ได้นำกลับคืนสู่นครกบิลพัสดุ์
พระเจ้าสุทโธทนะทรงดีพระทัย
และทรงจัดให้พระเทวีและพระโอรสของพระองค์ได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี
บนทิวเขานอกเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นที่อยู่แห่งฤษีจำนวนมาก
ในบรรดาฤษีเหล่านั้น มีมหาฤษีผู้สูงอายุรูปหนึ่งชื่อ กาฬเทวิล
เป็นที่เคารพนับถืออย่างสูงของชาวเมืองกบิลพัสดุ์ แม้พระเจ้าสุทโธทนะเอง
ก็ทรงมีความเคารพรักใคร่ในฤษีรูปนี้เป็นพิเศษ ดังนั้น
เมื่อฤษีผู้เฒ่าได้ทราบว่าพระราชาซึ่งเป็นมหามิตรของตนได้โอรสประสูติใหม่เช่นนั้น
ก็ได้มาสู่ราชสำนักแห่งนครกบิลพัสดุ์เพื่อดูพระราชกุมาร เมื่อฤษีมาถึง
พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงประสงค์จะให้ท่านอำนวยพรแก่พระโอรสของพระองค์
จึงได้ทรงให้นำพระกุมารมาเพื่อทำความเคารพแก่พระฤษี
เมื่อพระฤษีได้เห็นพระราชกุมารแล้ว ได้กล่าวขึ้นว่า "มหาราชเจ้า !
มันไม่ใช่พระโอรสของพระองค์ที่ควรแสดงความเคารพต่ออาตมาเสียแล้ว
แต่มันเป็นอาตมาเองต่างหากที่ควรแสดงความเคารพต่อพระโอรสของพระองค์
อาตมาได้เห็นชัดแล้วว่า พระกุมารนี้มิใช่เป็นกุมารตามธรรมดา
อาตมาได้เห็นชัดแล้วว่า เมื่อพระกุมารนี้เจริญวัยเติบโตเต็มที่แล้ว
จักเป็นศาสดาเอก
สอนธรรมอันสูงสุดแก่โลกโดยแน่นอนทีเดียวอาตมามั่นใจว่าพระกุมารนี้ต้องเป็นศาสดาอันสูงสุดที่โลกจะพึงมี"
เมื่อกล่าวดังนี้แล้ว พระฤษีได้นิ่งอึ้งอยู่ขณะหนึ่ง
มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงความปลึ้มอกปลึ้มใจออกมานอกหน้า
แต่แล้วน้ำตาได้ค่อยๆ ไหลซึมออกมาทีละน้อยๆ
จนกระทั่งเป็นการร้องไห้มีน้ำตานองทีเดียว
พระราชาได้ตรัสถามด้วยความตกพระทัยอย่างยิ่งว่า "ทำไมกัน
เกิดเรื่องอะไรแก่พระคุณเจ้าเล่า เมื่อตะกี้นี้พระคุณเจ้าได้ยิ้มอยู่
บัดนี้กลับร้องไห้ มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงหรือ
พระคุณเจ้าได้มองเห็นเหตุร้ายอันใดอันหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นแก่โอรสของข้าพเจ้าหรือ"
พระฤษีได้ทูลว่า "หามิได้เลย มหาราชเจ้า
พระองค์อย่าได้ทรงตกพระทัยเลย
ไม่มีเหตุร้ายอันใดจะมาแผ้วพานพระโอรสของพระองค์ได้
เกียรติคุณของพระกุมารจักรุ่งโรจน์ พระกุมารจักเป็นผู้เรืองอำนาจอันสูงสุด"
พระราชาได้ตรัสถามว่า "ถ้าเช่นนั้น
ทำไมพระคุณเจ้าจึงร้องไห้เล่า
" พระฤษีได้ทูลว่า
"อาตมาภาพร้องไห้เพราะเห็นว่า อาตมามีอายุมากจนจะต้องล่วงลับไปในไม่ช้า
จักไม่มีโอกาสอยู่เห็นพระโอรสของพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระศาสดาอันสูงสุดในวันหน้า
ดูกรมหาราชเจ้า
พระองค์จักทรงมีพระชนมายุอยู่จนถึงวันอันนำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่งนั้น
ชนเหล่าอื่นเป็นอันมากก็จักได้ประสพเหตุการณ์อันนั้น
ส่วนอาตมาไม่มีโอกาสที่จะได้ประสพโชคอันใหญ่หลวงจึงไม่อาจจะอดกลั้นการร้องไห้ไว้ได้"
เมื่อพระฤษีกล่าวดังนั้นแล้ว
ได้ลุกขึ้นจากที่นั่งทรุดตัวลงประคองอัญชลีด้วยมือทั้งสอง
แล้วน้อมตัวลงถวายนมัสการแก่พระกุมารนั้น
พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงตกตะลึงในคำกล่าวและการกระทำของพระฤษี
ผู้น้อมศีรษะอันขาวโพลนไปด้วยหงอก ก้มลงทำความเคารพตรงหน้าของทารกน้อยๆ
แต่ในที่สุด พระองค์ก็ได้ทรงรู้สึกว่า
แม้พระองค์เองก็ควรทรงกระทำเช่นเดียวกับพระฤษีนั้นได้กระทำ ดังนั้น
พระองค์จึงได้ทรงประคองอัญชลีแล้วทรุดพระองค์ลงถวายบังคมแก่พระโอรสของพระองค์เอง
ซึ่งยังเป็นเพียงทารกอยู่เช่นเดียวกับพระฤษีนั้น
ในประเทศอินเดียในครั้งนั้นมีธรรมเนียมว่า
เมื่อเด็กผู้ชายเกิดมาได้ห้าวัน
ในวันที่ครบห้านั้นจะต้องมีการเชื้อเชิญผู้เป็นปราชญ์มาประชุมกัน
เพื่อทำพิธีสระเกล้าแล้วขนานนามแก่กุมาร
ตามที่ที่ประชุมแห่งนักปราชญ์เหล่านั้นจะเห็นควร
พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้ทรงประกอบพิธีดังกล่าวนี้แก่พระโอรสของพระองค์ตามธรรมเนียม
ครั้งนั้น ที่ประชุมแห่งนักปราชญ์ได้เลือกเฟ้น
แล้วขนานนามให้แก่พระโอรสของพระองค์ว่า "สิทธัตถะ" แปลว่า
"ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ"
นักปราชญ์เหล่านั้นพากันกล่าวว่าเขาได้มองเห็นว่า
พระกุมารนี้จักไม่เป็นไปดังเช่นกุมารทั้งหลายใด ถ้าหากว่าอยู่ครองฆราวาส
จักเป็นพระราชาในเวลาอันสมควร แล้วจักเป็นมหาราชาผู้จักรพรรดิในที่สุด
ถ้าหากว่าไม่อยู่ครองฆราวาส แต่ออกบวชเป็นนักบวชแล้ว
ก็จักเป็นพระศาสดาชั้นสูงสุดทำนองเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตาม
ยังมีนักปราชญ์คนหนึ่งในหมู่ปราชญ์เหล่านั้นยืนยันผิดแปลกออกไปจากนักปราชญ์ทั้งหลาย
ท่านผู้นี้ได้กล่าวว่า ตามความเห็นของท่านแล้ว
ท่านแน่ใจว่าเมื่อพระกุมารนี้เติบโตขึ้น
จักไม่เจริญรอยตามพระราชบิดาอย่างแน่นอน แต่จักสละราชบัลลังก์
และราชอาณาจักรทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง
แล้วประพฤติพรหมจรรย์บรรลุธรรมเป็นศาสดาเอกในโลก
เป็นธรรมดาอยู่เอง
ที่พระราชาย่อมทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่งว่า
ประชาชนและนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายในอาณาจักรของพระองค์
ได้พากันหวังว่าพระกุมารน้อยนี้เมื่อทรงเจริญวัยแล้ว จักเป็นมหาบุรุษ
แต่พระองค์ไม่ทรงสบายพระทัยในข้อที่ว่า
พระกุมารนี้จักไม่เจริญรอยตามพระองค์ในการครองราชสมบัติ
แต่จักออกบวชเป็นศาสดาผู้สอนศาสนาไปเสีย
พระองค์ทรงพระประสงค์ให้พระโอรสของพระองค์ทรงเป็นอยู่อย่างชาวโลก
และทรงทำอย่างที่ชาวโลกเขาทำกัน กล่าวคือ การสมรสและมีบุตร
เมื่อพระองค์เองก็ทรงชราภาพมากแล้ว จักไม่อยู่ครองอาณาจักรไปได้นาน
จึงทรงประสงค์ที่จะเห็นพระโอรสของพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์
ปกครองประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุขดังที่พระองค์กระทำมาด้วยความสวัสดี
พระองค์ได้ทรงรำพึงในใจว่า "ต่อไปวันหน้า ใครจะรู้ได้
บางทีลูกของเราจักเป็นมหาราชครอบครองอาณาจักรไม่เพียงแต่นครกบิลพัสดุ์น้อยๆ
นี้เท่านั้น แต่จักครอบครองชมพูทวีปทั้งหมดทั้งสิ้นก็ได้"
พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงปลอบพระองค์เองดั่งนี้ ความคิดเช่นนี้เอง
ได้ทำให้พระองค์ทรงมีความหวัง และมีความอิ่มพระทัยเป็นอันมาก
พระองค์ทรงตกลงพระทัยในการที่จะทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่พระองค์จะทรงทำได้
เพื่อให้เป็นที่แน่นอนว่าพระสิทธัตถะจักอยู่ครองฆราวาส
และจะไม่คิดถึงสิ่งใดอื่นมากไปกว่านั้น
แต่ในขณะเดียวกัน
พระองค์ต้องทรงประสพความหม่นหมองพระทัยด้วยเรื่องอื่นอีกเรื่องหนึ่ง
จำเดิมแต่พระนางเจ้าสิริมหามายาได้ประสูติพระสิทธัตถะแล้ว
พระเทวีได้ประชวรและไม่อาจจะกลับมีพระกำลังเข้มแข็งดั่งเดิม
แม้ว่าจะได้รับความประคบประหงมอย่างสูงสุด
ตามที่พระราชินีทั้งหลายพึงจะได้รับ มีแพทย์อย่างดี
มีผู้รักษาพยาบาลอย่างดี แต่ในที่สุด พระเทวีก็สิ้นพระชนม์ชีพในวันที่สอง
นับแต่วันที่ได้มีการขนานนาม
หรือนับเป็นวันที่เจ็ดจากวันที่พระนางได้ประสูติพระโอรส
คนทุกคนได้พากันเศร้าโศกในการสิ้นพระชนม์ของพระนาง
ผู้ที่โศกเศร้าเป็นอย่างยิ่งก็คือพระราชสวามีของพระนาง
เพราะเหตุที่พระนางเป็นกุลสตรีที่ประเสริฐสุด
เป็นพระเทวีที่มีคุณธรรมสูงเหนือสตรีและเทวีทั้งหลาย
เมื่อเหตุการณ์เป็นไปดั่งนี้
พระราชาจำต้องทรงประทานพระโอรสกำพร้ามารดาองค์นี้
ให้อยู่ในความอารักขาของพระเทวีองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระน้านาง และมีนามว่า
มหาปชาบดี พระเทวีพระองค์นี้ ได้ทรงเอาพระทัยใส่ทะนุถนอม
ราวกับว่าเป็นพระโอรสของพระองค์เองก็ปานกัน
ด้วยเหตุนี้พระสิทธัตถะกุมารจึงไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์พระมารดาอันแท้จริงของพระองค์เลย
|