บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

พุทธประวัติ ฉบับสำหรับยุวชน

พุทธทาสภิกขุ แปลและเรียบเรียงจาก ฉบับภาษาอังกฤษ ของ ภิกษุสีลาจาระ (J.F. Mc kechnie)        

ตอนที่ 18 ความกรุณาของพระพุทธองค์
      ครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จจาริกเที่ยวสั่งสอนประชาชนตามถิ่นต่างๆ ทรงพักค้างคืนอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง พราหมณ์ชาวนาคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในถิ่นใกล้ๆ กันนั้นได้ตั้งใจไว้แต่กลางคืนว่า รุ่งเช้าจักไปฟังธรรมของพระองค์ แต่โชคไม่เข้าข้างเขา อย่างที่เขานึกไว้ โดยที่พอวันรุ่งขึ้น ถึงเวลาที่เขาควรจะไปฟังธรรมนั้น ปรากฏว่าวัวตัวหนึ่งของเขา ได้หายไปเสียตั้งแต่เวลากลางคืน เขาเป็นคนยากจนมาก ไม่อาจจะปล่อยให้หายเสียเช่นนั้น จึงออกจากบ้าน รีบติดตามวัวไปในป่า โดยหวังว่าจักพบได้ในเวลาอันไม่นานแล้วกลับมาให้ทันฟังธรรมเทศนาพอดี
      แต่วัวได้ไปไกลเกินกว่าที่เขาหวัง แม้เขาจะได้พยายามติดตามเป็นอย่างดีแล้ว กว่าจะพบได้ ก็เป็นเวลาเลยเที่ยงวันไปแล้ว เขารีบนำวัวกลับบ้านด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลียเพราะการเที่ยววิ่งหาที่นั่นที่นี่ท่ามกลางแดด ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ประสงค์ที่จะพักผ่อน หรือไปรับประทานอาหารเสียก่อน แล้วจึงไปฟังธรรม เขารีบตรงไปสู่ที่ที่พระพุทธองค์ประทับโดยหวังว่าอย่างน้อยที่สุด เขาจะได้ฟังธรรมเทศนาตอนท้ายสักนิดหนึ่ง ก็ยังดี แต่เมื่อเขาไปถึงที่แสดงธรรม ก็มีความประหลาดใจอย่างยิ่ง เพราะว่าธรรมเทศนาสำหรับในวันนั้นยังไม่ได้เริ่มแสดงเลย ในที่แสดงธรรมนั้นพระพุทธองค์ยังคงประทับอยู่นิ่งๆ ในท่ามกลางประชาชนเป็นอันมาก เพื่อรอคอยเขาอยู่ด้วยความอดทน เขามีความดีใจอย่างสูงสุด เมื่อรู้สึกว่าเขามาได้ทันเวลา และได้ค่อยๆ คลานเข้าไปอย่างเงียบๆ ทางท้ายที่ประชุม เพื่อหาที่นั่งสักแห่งหนึ่ง
     แต่พอเขาเข้ามาที่ประตู พระพุทธองค์ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นเขาและได้ตรัสถามว่า เขาได้รับประทานอะไรมาบ้างแล้วหรือเปล่า  ชาวนาผู้นั้นได้ทูลว่า เขาเพิ่งกลับมาจากการตามวัวตั้งแต่เช้า และไม่ได้หยุดหาอะไรรับประทาน เพราะประสงค์จะไม่ให้พลาดการฟังธรรม เมื่อได้ทรงสดับดังนั้น พระพุทธองค์รับสั่งให้อุปัฏฐากผู้หนึ่งของพระองค์ไปนำอาหารบางอย่างมาให้ชาวนาผู้นั้น และได้ทรงรอจนกว่าเขาจะรับประทานอาหารเสร็จ


     ฝ่ายชาวนานั้นเมื่อรำงับความหิวและความกระหายแล้ว ได้เข้ามาเฝ้าอยู่ใกล้ๆ พระพุทธองค์ พระองค์ได้ทรงเริ่มการแสดงธรรม เขาจึงได้ทราบ ณ บัดนั้นเองว่าพระพุทธองค์ได้ทรงทราบวาระน้ำใจของเขาว่า เขาต้องการฟังธรรม และได้ทรงนั่งรอคอยเขาอยู่ท่ามกลางที่ประชุมพร้อมด้วยคนเป็นอันมาก จนกระทั้งเขากลับมา พวกชาวบ้านและภิกษุเป็นอันมากพากันเห็นว่าเป็นของแปลกประหลาดอย่างยิ่ง และไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่พระพุทธองค์ไม่ทรงเอาใจใส่ในเรื่องอาหารของคนเพียงคนเดียว ทั้งเป็นเพียงฆราวาสไม่ใช่ภิกษุ มิหนำซ้ำยังเป็นพราหมณ์ ไม่ใช่สาวกของพระองค์มาก่อนเลย แต่พระกรุณาและความตั้งพระทัยของพระองค์ ซึ่งมีต่อพราหมณ์นั้นได้เป็นผลดียิ่ง หัวใจของพราหมณ์นั้นเต็มตื้นไปด้วยควาเผื่อแผ่ของพระองค์ และเมื่อจบธรรมเทศนาแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นสาวกของพระองค์จนตลอดชีวิต
     ในคราวอื่นอีก พระองค์ได้ทรงแสดงความกรุณาต่อชาวบ้านตามธรรมดาซึ่งเป็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่ง ในเมืองซึ่งพระองค์กำลังประทับอยู่ในขณะนั้น มีช่างทอผ้าคนหนึ่งอาศัยเลี้ยงชีพอยู่ด้วยกันสองคนกับบุตรสาว มีบุตรสาวเป็นผู้ช่วยทำงาน เด็กหญิงผู้นี้มีความปรารถนาที่จะฟังธรรมเทศนาของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง แต่ในวันที่พระองค์จะทรงแสดงธรรมเทศนานั้น เผอิญมีงานท่อผ้าด่วน ที่เขากับบิดาจะต้องทำให้เสร็จทันในวันนั้น ดังนั้นเด็กหญิงผู้นั้นจึงได้ตั้งใจ ที่จะรีบทำงานส่วนของตนให้แล้วเสร็จก่อนเวลา จนมีเวลาเหลือสำหรับการไปฟังธรรมเทศนาด้วย เมื่อเขาได้รีบทำงานส่วนที่เป็นหน้าที่ของเขา คือม้วนด้ายที่กรอนั้นเสร็จแล้ว ก็ตั้งใจจะไปส่งให้แก่บิดาที่โรงทองผ้าอีกแห่งหนึ่ง แต่ในระหว่างทางที่เดินไปนั้น ยังไม่ถึงโรงทองผ้า เขาได้ผ่านที่ซึ่งหมู่ชนกำลังนั่งฟังธรรมเทศนาของพระองค์อยู่
     เด็กหญิงผู้นั้นได้วางหลอดด้ายลงและนั่งอยู่แถวหลังสุดของหมู่คนที่นั่งฟัง แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า เด็กหญิงคนนี้พร้อมที่จะเข้าใจธรรมะ และปฏิบัติตามธรรมของพระองค์ จึงรับสั่งให้เข้าไปนั่งใกล้กว่านั้น เพื่อจะได้นั่งฟังถนัดไม่ผิดพลาด เด็กหญิงนั้นได้เข้าไปใกล้พระองค์ พระองค์ทรงทักทายเพื่อให้เกิดความดีใจโดยตรัสถามว่า เขามาจากไหนและกำลังจะไปข้างไหน แต่เด็กหญิงนั้น ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่ ว่าตนมาจากไหนและจะไปที่ไหนก็ตาม ได้ทูลว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า ดิฉันไม่ทราบว่าดิฉันมาจากไหน และไม่ทราบว่าจะไปสู่ที่ไหน”
     เมื่อประชาชนที่นั่งฟังอยู่ ณ ที่นั้น ได้ฟังคำตอบอันแปลกประหลาดที่เด็กหญิงนั้นกล้าหาญทูลตอบแด่พระพุทธองค์ไปเช่นนั้น ก็พากันขัดเคืองเป็นอันมาก เพราะคนเหล่านั้น คิดว่าเด็กหญิงนั้นพูดเล่นตลกกับพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นบุคคลสูงสุดและได้พากันกระซิบกระซาบกันบ้าง พูดกันบ้างถึงเรื่องที่จะคร่าเด็กหญิงคนนี้ให้ออกไปเสียจากที่ประชุม เพราะการกระทำที่ไม่งดงามนั้น แต่พระพุทธองค์ทรงทราบถึงความคิดของเด็กหญิงผู้นี้ได้ดี ในการที่ได้กล่าวคำตอบอันประหลาดเช่นนั้นกับพระองค์ จึงได้ทรงห้ามประชาชนเหล่านั้นให้นิ่ง แล้วพระองค์ทรงเหลียวไปตรัสแก่เด็กหญิงนั้นเพื่อให้อธิบายถึงความหมายของคำที่กล่าวเช่นนั้น
     เด็กหญิงนั้นได้ทูลว่า “ดิฉันทราบดีว่าดิฉันมาจากบ้านและกำลังจะไปสู่โรงทอผ้า ที่พ่อกำลังทอผ้าอยู่ แต่ข้อที่ดิฉันมาสู่ภพนี้ จากภพไหนนั้น ดิฉันไม่ทราบเลย และทั้งดิฉันไม่แน่ใจว่า ภพเบื้องหน้าของดิฉันนั้น จะเป็นอย่างไร ดิฉันไม่ทราบสิ่งทั้งสองนี้จริงๆ แม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่งพระเจ้าข้า”
     พระพุทธองค์และประชาชนทุกคนในที่นั้น ได้รู้สึกนิยมชมชื่น ในสติปัญญาและความคิดของเด็กหญิงผู้นี้ ต่อจากนั้น พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมเมื่อจบลง เด็กหญิงผู้ซึ่งได้ตั้งอกตั้งใจฟังแต่ต้นจนตลอดผู้นี้ ได้บรรลุธรรมลำดับแรกของการลุถึงนิพพาน คือธรรมขั้นที่เรียกว่าโสดาบัน หมายความว่าได้เข้าถึงกระแสทางแห่งนิพพานอย่างแน่วแน่ ไม่มีการเวียนกลับอีกต่อไปจนกว่าจะลุถึงนิพพานนั้น
     ในคราวหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปตามทางในป่าลึก พระองค์ได้ทรงพบเนื้อตัวหนึ่ง ติดบ่วงของนายพรานดิ้นกระวนกระวายอยู่ พระพุทธองค์ได้เสด็จตรงไปแก้บ่วงปล่อยสัตว์นั้นให้หลุดรอดไป ในทันที แล้วได้ประทับนั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่งใกล้ๆ ที่นั้นเอง ในระหว่างนั้นพรานผู้นั้นได้มาที่บ่วงของเขา เขาเหลือบตาดูด้วยความชำนาญเพียงแวบเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่า เนื้อติดบ่วงแล้ว แต่มีคนมาแก้ปล่อยมันไป เมื่อเขาได้เหลียวดูรอบๆ เพื่อมองหาตัวบุคคลที่ทำเช่นนั้น ก็ได้เหลียวไปพบนักบวชครองผ้าเหลืององค์หนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ใกล้ๆ สถานที่นั้น เขาทราบได้ทันทีว่าต้องเป็นบุคคลผู้นี้เองที่ทำให้เขาต้องสูงเสียเนื้อที่เขาควรจะได้ไปตัวหนึ่ง เขาบ่นด้วยความโกรธว่า “มากเกินไปเสียแล้วพวกนักบุญเหล่านี้! เล่นสกปรกไปเสียทุกหนทุกแห่ง ! เที่ยวทำลายผลประโยชน์ของคนอื่น เพื่อบุญกุศลของตนอย่างไม่เข้าเรื่อง” กล่าวดังนั้นแล้ว เขาได้ยกคันศรขึ้นด้วยความโกรธ หยิบลูกศรเกี่ยวสายแล้วเล็งตรงไปยังพระพุทธองค์ ซึ่งขณะนี้กำลังประทับนั่งสงบนิ่งอยู่ แล้วก็ลงมือยิงพลางพูดว่า “อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องเสียลูกศรมากกว่าดอกเดียวดอก”
     แต่ในขณะที่เขาเล็งลูกศรตรงไปยังสมณะผู้นั่งสงบนิ่งอยู่อย่างประหลาดนั้น ปรากฏว่ามือของเขาสั่น ดังนั้นลูกศรที่เขายิงไป จึงพลาดที่หมาย ตั้งแต่เป็นพรานมาในชีวิตเขาไม่เคยยิงอะไรผิดในระยะใกล้เช่นนี้ เขาจึงโกรธตัวเองหนักขึ้น เขาหยิบลูกศรมาอีกดอกหนึ่ง แล้วยิงไปใหม่ ก็พลาดอีก เขายิ่งประหลาดใจในการที่ความแม่นยำของเขามาสูญสิ้นไปอย่างกะทันหันเช่นนี้แต่ก็ได้ฝืนยิงไปอีกดอกหนึ่งเป็นดอกสุดท้าย ซึ่งก็พลาดที่หมายอีกอย่างเดียวกัน ในขณะนั้น ความรู้สึกซึ่งยิ่งไปกว่าความกลัว ได้เกิดขึ้นในใจของเขาจนคันศรและลูกศรตกจากมือ เขาได้หมอบคลานไปสู่ที่ที่พระพุทธองค์ประทับนั่งอยู่ แล้วทูลถามว่า “พระองค์เป็นใคร ”
     พระองค์ได้ตรัสตอบเขาและทรงอธิบายให้เขาทราบถึงความชั่วในการทำลายชีวิต ซึ่งเป็นการง่ายที่จะทำลาย แต่เป็นการยากยิ่งในการที่จะทำให้กลับคืนมาหลังจากที่ถูกทำลายไปแล้ว พรานผู้นั้นได้ฟังคำตรัสของพระองค์แล้ว มีความจับใจด้วยถ้อยคำของพระองค์ และกิริยาอาการของพระองค์ในการตรัสถ้อยคำเหล่านั้นเป็นอันมาก จนถึงกับได้ทำสัญญากับพระองค์ว่า นับแต่วันนั้นไปเขาจักไม่ทำลายชีวิตสัตว์ใดๆ อีกเลย และจะเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยการกระทำที่ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่นๆ ตามที่พระองค์ทรงของร้อง
     บุคคลอีกคนหนึ่ง ซึ่งทำการล้างผลาญชีวิตและกลับตัวได้โดยคำแนะนำของพระองค์นั้น มีชื่อว่า องคุลีมาล เขาเป็นคนฆ่าคนด้วยกัน และเขามีชื่อว่าองคุลีมาล ซึ่งแปลว่า “มาลัยแห่งนิ้วมือ” ก็เพราะว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์แล้วตัดนิ้วมือมาร้อยเป็นพวงแขวนคอไว้รอบๆ คอของเขาถึง 99 คนแล้ว ในคราวนี้ เขาคอยอยู่ข้างทาง เพื่อฆ่าคนที่ครบร้อย เพื่อให้พวงมาลัยของเขาเพิ่มจาก 99* นิ้วเป็น 100 นิ้วบริบูรณ์ เรื่องบังเอิญว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านมาตามถนนที่เขาคอยอยู่พอดี องคุลีมาลไม่เข้าใจว่า พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเป็นอะไร เขาต้องการแต่จะให้พวงมาลัยนิ้วมือของเขาครบ 100 นิ้วเท่านั้น
     องคุลีมาลก็เหมือนกับนายพรานที่กล่าวแล้ว เขาก็พยายามที่จะเข้าถึงองค์พระพุทธเจ้า เพื่อทำลายชีวิตพระองค์ถึง 3 ครั้ง 3 หน แต่ก็ไม่ประสพความสำเร็จทุกครั้งไป เขาจึงรู้สึกประหลาดใจและครั่นคร้ามเป็นอันมาก ได้เข้าไปหาพระองค์ด้วยความเคารพ และทูลถามว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์ได้ตรัสตอบเขาโดยไม่ได้พาดพิงถึงการที่เขาพยายามที่จะทำลายชีวิตพระองค์แม้แต่คำเดียว แต่ได้ตรัสอธิบายธรรมให้แก่เขาอย่างลึกซึ้ง เขาได้ฟังธรรมจากพระพุทธโอษฐ์โดยตรงเช่นนั้น ก็สำนึกในความผิด ละการกระทำอันชั่วร้ายเสียและได้บวชเป็นภิกษุ ครั้นบวชแล้วได้พยายามปฏิบัติธรรมจนลุถึงความเป็นพระอรหันต์
     แม้กระนั้น ท่านผู้นี้ก็ยังมิได้พ้นไปจากผลกรรมที่กระทำไว้แต่กาลก่อน เมื่อท่านเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถี คนเป็นอันมากได้ขว้างปาท่านด้วยไม้ค้อนก้อนดิน จนได้รับความเจ็บปวดสาหัส และบาตรแตกกระจายทุกครั้งทุกคราวทุกหนทุกแห่งที่ท่านไป แต่ท่านก็มิได้โศกเศร้า หรือน้อยใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนั้น และมิได้โกรธเคืองบุคคลซึ่งขว้างปาท่าน ท่านทราบดีว่า มันเป็นผลของกรรมเก่า และมันเป็นการดีมากแล้วในการที่ได้รับผลกรรมที่ให้เสร็จสิ้นไปเสีย แทนที่จะให้ติดค้างกันอยู่ไม่รู้สิ้นสุด ดังนั้นท่านองคุลีมาล จึงดับขันธ์ด้วยความสงบ และลุถึงนิพพาน

กำเนิดพระสิทธัตถะ
วัยกุมาร
ในวัยรุ่น
ในวัยหนุ่ม
ความเบื่อหน่าย
การสละโลก
พระมหากรุณาธิคุณ
ความพยายามก่อนตรัสรู้
ประสพความสำเร็จ
ทรงประกาศพระธรรม
สิงคาลมาณพ
สารีบุตรและโมคคัลลานะ
เสด็จกบิลพัสดุ์
พุทธกิจประจำวัน
พระนางมหาปชาบดี
ปาฏิหาริย์
พระพุทธดำรัส
ความกรุณาของพระพุทธองค์
เทวทัต
ปรินิพพาน
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook