บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท บ้านที่แท้จริง

5

           โลกนี้มันเรื่องไม่สงบทั้งนั้นแหล่ะ ถึงแม้มันจะร่ำรวย มันก็ไม่สงบ มันจนมันก็ไม่สงบ มันโตก็ไม่สงบ ให้เป็นเด็กมันก็ไม่สงบ มีความรู้น้อยมันก็ไม่สงบ มีความรู้มากมันก็ไม่สงบ เรื่องมันไม่สงบ มันเป็นอยู่อย่างนี้ อย่างนั้นคนที่มีน้อยก็มีทุกข์ คนที่มีมากก็มีทุกข์ เป็นเด็กมันก็มีทุกข์ผู้ใหญ่มันก็เป็นทุกข์ แก่แล้วมันก็ทุกข์ ทุกข์อย่างคนแก่ ทุกข์อย่างเด็ก ทุกข์อย่างคนรวย ทุกข์อย่างคนจน มันเป็นทุกข์ทั้งนั้นแหละ อย่างนั้นอวัยวะทุกส่วนนี่จึงทยอยกันไปเรื่อยๆ

            ถ้าคุณยายพิจารณาอย่างนี้แล้วก็จะเห็นว่าอนิจจมันเป็นของไม่เที่ยง หรือทุกขมันเป็นทุกข์เพราะว่าอะไร อนตตา ไมใช่ตัว ไมใช่ตน ร่างที่โยมอาศัยอยู่เดี๋ยวนีน่ะ ร่างกายที่นั่งนอนเจ็บป่วยอยู่นี้ และก็ทั้งจิตใจที่รู้ว่ามันเป็นสุขเป็นทุกข์ มันเจ็บมันป่วยอยู่เดี๋ยวนี้ ทั้งสองอย่างนี้ ท่านเรียกว่า "ธรรม"

            สิ่งที่ไม่มีรูปมันมีความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นเรียกว่ามันเป็นนาม มันก็เป็นนามธรรม สิ่งที่มันเป็นรูปที่มันเจ็บปวดมันขยายไปมาอยู่อย่างนี้ อันนี้มันก็เป็นรูปธรรม สิ่งที่เป็นรูปก็เป็นธรรม สิ่งที่เป็นนามก็เป็นธรรม ฉะนั้นเราถึงอยู่กันด้วยธรรมะคือ อยู่ในธรรม มันเป็นธรรม ตัวของเราจริงๆที่ไหนมันก็ไม่มี มันเป็นธรรมะ สภาพธรรมมันก็เกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป เกิดแล้วมันก็ดับไป สภาวะธรรมเป็นอยู่อย่างนั้น มีความเกิดแล้วมีความดับเราก็มีความเกิดดับอยู่ทุกขณะเดี๋ยวนี้ มันเป็นอยู่อย่างนี้

           ฉะนั้น เมื่อเราคิดถึงองค์สมเด็จพระสัมมสัมพุทธเจ้าแล้วก็น่าไหว้ ก็น่าเคารพ น่านับถือท่านพูดจริง ท่านพูดตามความจริง มันก็เห็นจริงอย่างนั้น ถ้าเราเกิดมาพบอยู่ที่นี่ เราก็เห็นธรรมแต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมะ บางคนปฏิบัติธรรมะแต่ไม่เห็นธรรมะ บางคนรู้ธรรมะ เรียนธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ ก็ยังไม่เป็นธรรมะ ก็ยังไม่มีที่อยู่ ดังนั้นให้เข้าใจเสียว่า ที่นี่ทุกคน ตลอดแม้ปลวกหรือมดหรือสัตว์ตัวนิดๆก็ตามทีเถอะ เขาพยายามจะหนีกันทั้งนั้นล่ะ ไม่มีใครอยู่สักอย่าง สิ่งที่มีชีวิตเขาอยู่กันพอควรแล้ว เขาก็ไปกันทั้งนั้นล่ะ ทั้งคนจนทั้งคนร่ำรวย ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ ทั้งสัตว์เดียรัจฉานสิ่งที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้มันก็แปรไปเปลี่ยนไปอย่างนี้เพราะฉะนั้น คุณยายรู้สึกว่าโลกนี้มันเป็นอย่างนี้แล้ว มันน่าเบื่อหน่ายนะ น่าเบื่อมัน อะไรมันไม่เป็นตัวของตัวทั้งนั้นล่ะ เบื่อหน่าย นิพพิทาความเบื่อหน่ายไม่ใช่ว่ารังเกียจนะ เบี่อหน่าย คือใจมันสร่าง ใจเห็นความเป็นจริง ไม่มีทางอะไรแกัไขแล้ว มันเป็นอย่างนี้ ก็เลยปล่อยวางมันปล่อยโดยความไม่ดีใจ ปล่อยโดยความไม่เสียใจปล่อยไปตามสังขาร ว่าสังขารมันเป็นอย่างนั้นด้วยปัญญาของเรา นี่เรียกว่า อนิจจา วต สงขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่เที่ยงคือความมันเปลี่ยนไปแปลงมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนั้นเองเรียกว่า ไม่เที่ยง ตัวอนิจจัง

 

            พูดง่ายๆว่า ตัวอนิจจังนั่นแหละตัวพระพุทธเจ้าล่ะ ถ้าเราเขาไปเห็นอย่างจริงจังว่าอนิจจังเป็นของไม่เที่ยง นั่นแหละคือตัวพระพุทธเจ้าถ้าเราเห็นอนิจจังแล้ว อนิจจังของไม่เที่ยง ถ้าเราเห็นชัดเขาไปมันก็เที่ยง เที่ยงอย่างไร ก็เที่ยงที่มันเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่แปรเป็นอย่างอี่นมนุษย์ สัตว์ เกิดขึ้นมาก็เป็นอย่างนั้น มันเที่ยงอย่างนั้น แต่ว่ามันไม่เที่ยง คือมันแปรไปแปรมาเปลี่ยนเป็นเด็ก เป็นหนุ่ม เป็นเฒ่าชแลแก่ชราเรียกว่ามันไม่เที่ยง ไอ้ความที่มันเป็นอยู่อย่างนั้นนะ ทุกคนก็เรียกว่ามันเที่ยง ไม่แปรเปลี่ยนอย่างอื่นผันแปรของมันอยู่อย่างนั้น มันไม่เที่ยง ถ้าคุณยายเห็นอย่างนี้ด้วย ใจก็สบาย ไม่ว่าเราคนเดียวหรอก ทุกๆคนเป็นอย่างนี้

           ดังนั้น เมื่อคิดเช่นนี้ ก็น่าเบื่อ เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่าย หายความกำหนัดรักใคร่ในโลก ในกาม ในโลกามิส ทั้งหลายนี้ มีมากก็ทิ้งไว้มากมีน้อยก็ทิ้งไว้น้อย ทุกคนดูทีสิ เมื่อยายเกิดขึ้นมานี้เห็นมั้ย เห็นคนจนมั้ย เห็นคนรวยมั้ย เห็นคนอายุสั้นมั้ย เห็นคนอายุยืนมั้ย มันก็เห็นเท่านั้น แหละ อย่างนั้นตามความจริงที่ สำคั ญ นั้นพระพุทธเจ้าให้สร้างบ้านเจ้าของ สร้างบ้านโดยวิธีที่อาตมาบรรยายธรรมะใหฟังเดี๋ยวนี้ สร้างบ้านให้ได้ปล่อย ให้ได้วาง ปล่อยแล้วก็วางมัน ให้มันถึงความสงบ ความสงบก็เรียกว่าไม่เดินไปข้างหนา ไม่ก้าวมาข้างหลัง ไม่หยุดอยู่ นี่เรียกว่าสงบ สงบจากการเดินไป สงบจากการถอยกลับสงบจากการหยุดอยู่ นี่ไอ้ความสุขนี้ก็ไม่ใช่ที่อยูของเรา ไอ้ความทุกข์ก็ไม่ใช่ที่อยู่ของเรา ทุกข์มันก็เสื่อม สุขมันก็เสื่อมทั้งนั้นแหละ

            บัดนี้พระบรมครูของเราท่านเห็นว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงนี้มันเป็นของไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้พวกเราทั้งหลายถึงเวลาสุดท้ายอย่างนี้ทุกคน ท่านก็ให้ปล่อยให้วาง เพราะว่ามันเอาไปไม่ได้ จำเป็นมันก็ต้องวางอยู่นั่นเองแหล่ะ นี่เราก็วางมันไว้เสียก่อนจะไม่ดีกว่าหรือ มันแบกแล้วรู้สึกว่ามันหนัก เมื่อเรารู้สึกว่ามันหนัก เราก็ไม่แบก แล้วเราก็ทิ้งมันก่อนเสียจะไม่ดีหรือ จะไปแบกมันทำไม จะไปอาลัยมันทำไม เราปล่อยวางก็ให้ลูกหลานพยาบาลเราสบายๆ ผู้ที่พยาบาลคนที่ป่วยก็มีคุณธรรม อีกคนที่พยาบาลรักษาคนป่วย ก็มีคุณธรรม คนที่ป่วยก็ให้โอกาสแก่ผู้พยาบาล อย่าทำให้ลำบากแก่บุคคลที่รักษา เจ็บตรงไหน เป็นอะไร ให้ได้รู้จักทำจิตให้มันดี คนที่รักษาพ่อแม่ก็ดีเหมือนกันก็ให้มีคุณธรรม มีความอดทน อย่ารังเกียจ อันนี้สนองคุณพ่อแม่ของเราก็เวลานี้เท่านั้นล่ะ เบื้องต้นเกิดมาเราเป็นเด็ก พ่อแม่เป็นผู้ใหญ่ อาศัยพ่ออาศัยแม่เราถึงเติบโตมาบัดนี้ ได้มาอยู่เดี๋ยวนี้ นั่งร่วมกันอยู่เดี๋ยวนี้ ก็เพราะคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเรามาสารพัดอย่าง แล้วมีบุญคุณเหลือที่สุดเหลือเกินนะ

           บัดนี้ให้ลูกหลานทุกๆคน ให้เข้าใจว่า บัดนี้พ่อแม่เราเป็นเด็ก พ่อแม่เราเป็นลูกเราเสียแล้วก่อนเราเป็นลูกของพ่อแม่ บัดนี้พ่อแม่เป็นลูกเราเสียแล้ว เพราะอะไร แก่ไปๆจนกลายเป็นเด็กจำก็ไม่ได้ตาก็มองไม่เห็น หูไม่ไดยิน สารพัดอย่างบางทีก็พูดถูกๆผิดๆเหมือนเด็กนั่นเอง ดังนั้น ให้ลูกหลานทั้งหลายนั้นให้เข้าใจว่าให้ปล่อย คนที่รักษาคนป่วยก็ให้ปล่อย คนที่ไม่สบายนั้นอย่าไปถือเลย ปล่อยซะให้ตามใจทุกอย่างนั่นแหละเหมือนเด็กๆที่เกิดมา อะไรที่ไม่ฟังพ่อแม่ปล่อยทุกอย่างนั่นล่ะ ปล่อยให้เด็กมันสบาย ไม่ให้เด็กมันร้องไห้ ไม่ให้เด็กขัดใจอะไรเหล่านี้ พ่อแม่ของเราบัดนี้ก็เหมือนกัน สัญญามันวิปลาสคนแก่นี่ บางทีเรียกลูกคนหนึ่งไปถูกอีกคนหนึ่ง บางทีเรียกหลานคนหนึ่งไปถูกอีกคนหนึ่จะเรียกเอาขันมาก็ได้จานมา เรียกเอาแก้วก็ได้อะไรอย่างอื่นมา มันเป็นเรื่องของธรรมดาอย่างนั้นนะ อันนี้ก็ยกให้พิจารณา คนที่ป่วยก็ให้นึกถึงคนที่พยาบาล มีคุณธรรมให้อดให้ทนต่อทุกขเวทนา เวทนาสารพัดอย่างที่มันเกิดมา ให้อดกลั้น ใหเพียรในใจของเราอย่าให้มันวุ่นวาย อย่าให้มีความลำบากยากเกินไปแก่ผู้ปฏิบัติผู้อุปัฏฐากของเรา ผู้อุปัฏฐากก็ให้มีคุณธรรมอย่ารังเกียจ น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ปัสสาวะอะไรก็ต้องพยายามเท่าที่เราจะทำของเราได้ ลูกๆทุกคนให้ช่วยกันดูในเวลานี้

           บัดนี้เรามีพ่อแม่เท่านี้แหละ เราอาศัยมาได้เกิดมาได้เป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นพยาบาลเป็นหมอ เป็นอะไรมาทุกอย่างเหล่านี้ อันนี้คือบุญคุณของท่านที่เลี้ยงเรามา ให้ความรู้มา ให้ความเป็นอยู่ของเรามา ให้ทรัพย์สมบัติเรา ถึงเราจะมีอะไรทุกอย่าง มีลูก มีหลาน มีบ้านมีช่องที่ดีๆ มีอาชีพดีๆ ได้ส่งเสียลูกหลานให้เล่าให้เรียนตลอดตัวเรานี้ก็เพราะอะไร นี่คือคุณของพ่อแม่ถ่ายทอดรับมรดกตกทอดกันมาอย่างนี้ เป็นวงศ์ตระกูลอย่างนี้อย่างนั้น พระพุทธองค์ท่านจึงสอนว่ากตัญญูกตเวที กตัญญูกตเวทีนี้เป็นธรรมที่สนองซึ่งกัน
และกัน กตเวทีกระทำความดีมาแล้วใครทำความดีกับเรามา ใครสงเคราะห์เรามา ใครเลี้ยงเรามา เป็นคนกตเวทีที่ให้ความเป็นอยู่ของเราคนนั้นแหละ จะเป็นผู้ชายก็ดี จะเป็นผู้หญิงก็ดี จะเป็นญูาติ หรือไม่ใช่ญาติก็ดี เป็นคนกตเวที กตัญญูก็คือ ตัวเรา ถูกท่านมีกตเวทีที่อุปถัมภ์ อุปัฏฐากทะนุบำรุงเรามาแล้ว เราก็คิดเห็นบุญคุณของท่านเรียกว่ากตัญญู ท่านต้องการอะไร ท่านไม่สบายท่านมีความลำบาก ท่านมีความขัดของโดยประการใดเราก็ต้องเสียสละ รับภาระธุระอันนั้นช่วยท่านเพราะกตัญญูกตเวที เป็นธรรมที่ค้ำจุนโลกอยู่ให้วงศ์ตระกูลของเราไม่กระจัดกระจาย ให้วงศ์ตระกูลของเราเรียบร้อย ให้วงศ์ตระกูลของเรามั่นคงเป็นอยู่ อย่างนี้

            วันนี้อาตมาได้เอาธรรมะคำสอนมาฝากยายในเวลาเจ็บป่วยนี้ โดยความสำนึก น้อมมา อาศัยคุณหมออุทัยซึ่งเป็นลูกของโยมนั่นแหละ นึกถึงผู้กตเวที เป็นผู้มีกตัญญูกตเวที อย่างนั้นจะฝากอะไรๆมามันนั้นอาตมาก็ไม่มี จะฝากวัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่งมาอยู่ที่บ้านมีเยอะแยะแล้ว เอาไปเอามามันลำบากนะ อาตมาจึงฝากธรรมะซึ่งมันหมดไม่ได้ ซึ่งมันหมดไม่เป็น ซึ่งมันเป็นแก่นเป็นสาร ถึงยายได้ฟังธรรมะนี้แล้วก็ถ่ายทอดให้คนอื่นๆ เท่าไรเมื่อไรก็ยังไม่หมด ไม่จบ สัจธรรม คือความจริงตั้งมั่นอยู่อย่างนี้ อันนี้อาตมาก็พลอยดีใจด้วย ว่าได้ฝากธรรมะให้คุณยาย มีพลังจิตใจที่เข้มแข็งต่อสู้กับสิ่งทั้งหลาย เหล่านี้<< ย้อนกลับ

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook