บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท

อยู่กับงูเห่า 2

ภาวนาพุทโธ น้ำตาไม่ไหล
อบรมโยม ณ วัดก่อนอก 6 กันยายน 2522

            พวกเราชาวพุทธทั้งหลาย วัน 8 ค่ำหรือ 15 ค่ำ เป็นวันกรณีพิเศษที่สำคัญสำหรับพุทธบริษัททั้งหลายถึงแม้ว่าพวกเราจะมาวัดก็ตาม หรือไม่มาวัดก็ตาม วันนี้ให้ถือเป็น “วันพิเศษ” ให้รักษากาย วาจา ใจ ของเราให้เป็นปกติ ตางจากวันธรรมดา เพราะว่าเป็นวันที่เราได้อบรมธรรมะ อบรมภายในวัดก็ดีนอกวัดก็ดี วันนี้ให้เป็นวันพิเศษ สถานที่วัดนี้ยังไม่สะดวกเท่าไรหรอก เพราะมาอยู่ใหม่ยังไม่เรียบร้อย จะมาทำเป็นกิจจะลักษณะฟังเทศน์ฟังธรรมก็ยังไม่สะดวกเท่าไร มาพักกันชั่วคราววัดหนองป่าพงเป็นวัดที่ไกลจากบ้าน ให้พวกเราพากันไปวัดหนองป่าพงให้มากๆ เมื่อถึงวันพระที่นี่เป็นสถานที่คับแคบ(วัดก่อนอก) เป็นแต่เพียงสถานที่รับแขกที่มาจากทางไกลเท่านั้น แขกทางไกลก็มาพักชั่วคราว มากราบเยี่ยมแล้วเขาก็ไป สถานที่ฟังเทศน์ สถานที่แสดงธรรมคือ “วัดหนองป่าพง” เป็นสถานที่เงียบ ไกลจากชุมชน ไกลจากสิ่งรบกวน เป็นสถานที่สมควรฟังธรรม และทำสมาธิภาวนา วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ (วัดก่อนอก) ก่อตั้งทั้งหลายถ้าขาดการรักษา ก็เป็นเหมือนวัดนี้แหละ ศาลาก็ไม่มี กุฏิก็ไม่มี รั้วก็ไม่มี อะไรทุกอย่างทรุดโทรมไปหมดเพราะว่าไม่มีคนรักษาฉันใด ตัวพวกเราทั้งหลายที่เป็นพุทธบริษัท มีอุบาสกอุบาสิกา ภิกษุสามเณร ที่นับเนื่องอยู่ในพุทธบริษัทนี้ ถ้าหากว่าขาดการอุปถัมภ์รักษาตัวเองมันก็เหมือนกับวัดนี้ นับวันแต่จะน้อยเข้าไปพังเข้าไปกุฏิวิหารทรุดโทรมไป ผลที่สุดก็เหลือแต่แผ่นดิน พวกเราชาวพุทธทั้งหลายก็เหมือนกัน จะเป็นพระภิกษุสามเณรหรือญาติโยมก็ตาม ชาวพุทธไม่ปฏิบัติตามชาวพุทธ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เหมือนกันกับมีวัดไม่มีพระอยู่อาศัย ไม่มีญาติโยมอุปถัมภ์ค้ำชู มันก็เหลือแต่วัตถุ เหลือแต่แผ่นดิน เป็นวัดที่ไม่สมบูรณ์เป็นวัดที่ทรุดโทรม บุคคลหญิงชายทั้งหลายก็เหมือนกันถ้าหากว่าพวกเราไม่มี “ศีลธรรม” คนนั้นก็หมดความเป็นคน มันเหลือแต่หนังเหลือแต่กระดูก เหลือแต่เนื้อตัวคนไม่มีคุณงามความดีในใจของเราไม่มี ฉะนั้น คนปราศจากคุณงามความดี คือไม่รู้จักความดีนั่นแหละ มาหาพระก็มาหาแต่ของดี ไม่รู้ว่า “ของดี” อยู่ไหน? ไม่มีของดีหรอก ต้องรักษาเอามันถึงจะดี

            เราไม่ได้ทำความดีถึงจะขอของดีมันก็ไม่ได้ดี พระพุทธองค์ท่านสอนว่า “ความดีของเราก็คือ กาย วาจา ใจ รักษามัน แต่งปรับปรุงมัน ปฏิบัติให้มันดีงามขึ้น มันก็ดีอยู่ในที่นั้น ไม่ใช่ของดีจะไปขอเอากับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ให้ของดีเราไม่ได้ นอกจากท่านสอนให้ทำ ให้ทำเอา ให้ละอย่างนั้น ปฏิบัติอย่างนี้ แล้วก็ไปปฏิบัติเอา มันก็ได้ มันก็ดีขึ้นมา ไม่ใช่ว่าของดีอยู่กับพระพุทธเจ้า ของดีที่อยู่กับพระพุทธเจ้าก็เป็นของดีที่อยู่กับพระองค์ จะไปขอเอากับท่านไม่ได้ เราจะต้องปฏิบัติเอา ผลที่สุดแล้วความดีก็จะอยู่กับเรา แต่ถ้าเราไม่สร้างความดีที่ถูกต้องขึ้น มันก็ดีขึ้นไม่ได้ ไม่ปรากฏขึ้นได้ ความดีมีอยู่ทั่วไปในสกลกายของเรา สร้างขึ้นปฏิบัติขึ้น พวกเราจึงได้มาปฏิบัติเป็นกลุ่มขึ้นเพื่อฟังธรรม เพื่อจะได้รู้จักว่าของดีเป็นอย่างไร ของดีอยู่ที่ไหน? ทำอย่างไรถึงจะได้? เพื่อเราจะได้รู้จักอย่างแน่นอน ถ้ารู้จักแน่นอนแล้วของดีก็อยู่กับตัวเรา

 

            พระพุทธองค์ท่านสอนว่า “อัคขาตาโร ตถาคตาพระตถาคตเป็นผู้บอก” ท่านเอาของดีให้เราไม่ได้ ท่านบอกว่าอันนั้นควรละ อันนั้นควรประพฤติปฏิบัติ อันนั้นผิดอันนั้นถูก ท่านบอกให้เท่านี้ ไม่ใช่ว่าท่านจะเอาของดีให้เรา เอาความชั่วหนีออกจากเราได้ เราต้องทำเอาเองความดีสร้างเอาเอง ความชั่วถ้ามีขึ้นก็ละเอาเอง ฉะนั้น ท่านให้เรามาฟังธรรมแล้วให้ภาวนา “ภาวนา” ก็คือพิจารณาดูนั่นแหละ ทำไร่ทำนาก็เหมือนกันถ้าขาดการภาวนาก็ไม่เป็น คือมันไม่ดี ภาวนาคือการคิดให้มันถูกต้อง คิดให้มันดีงาม เรียกในทางธรรมะว่าการ “ภาวนา” เอาพุทโธให้ภาวนา “พุทโธ” แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าใครภาวนาพุทโธแล้ว ไม่มีน้ำตาไหลใจไม่ขุ่นมัว ใจปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นใจที่สงบระงับ ถ้าเรารู้เรื่องของมันก็เป็นอย่างนี้ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เราไม่ค่อยได้พิจารณาอย่างนี้ วันหนึ่งมีโยมมาจากอำเภออำนาจเจริญ มาหาอาตมา แกทุกข์มาก วนวายมาก แกบอกว่าแกทุกข์มากเป็นเรื่องใหญ่มาก อาตมาถามว่าเรื่องอะไรที่โยมว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก แกบอกว่าเมียแกตาย หือ? นึกว่าเรื่องใหญ่โตอะไร เรื่อง “ตาย” มันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก ถ้าเรื่องใหญ่ก็คือเรื่อง “เกิด” ขึ้นมานั้นแหละมันเป็นเรื่องใหญ่กว่า ตายมันเรื่องเล็กหรอก ตายมันมาจากไหน ตายมันมาจากเกิด จะมาเสียใจกับมันทำไม เวลามันเกิดมาทำไมไม่เสียใจ ทำไมจะมาเสียใจเวลาที่มันตาย อาตมาตกใจหมดนึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร นี้แหละเลยเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่โตไป ความจริงท่านให้

            พิจารณาความเกิด พิจารณาความแก่ พิจารณาความเจ็บ พิจารณาความตาย พุทธองค์ท่านให้พวกเราพิจารณาสิ่งเหล่านี้ แต่เราเกิดขึ้นมาไม่ได้พิจารณา มัวแต่เพลิดเพลินกันอยู่ คนเราถ้ามันเพลิดเพลินแล้ว มันเป็นบ้ามันจึงเพลิดเพลิน ถ้าไม่เป็นบ้ามันไม่เพลิดเพลินหรอก

            ถ้าว่าไม่จริงลองเอาสุรามาดื่มดูสิ เป็นบ้าเลยเพลิดเพลินกันไปเลยแหละ ร้องรำทำเพลงกันขึ้นเดี๋ยวนี้เลย ถ้าให้อยู่สบาย สงบ เป็นคนไม่บ้า มันไม่เพลิดเพลินหรอก อยู่อย่างสงบสบาย ถ้าคนสนุกสนานเพลิดเพลินแล้วคือคนเป็นบ้า เอาสุราดื่มลองดูซิ ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อตา ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกเขย เล่นหัวกันไปเลย ถ้าคนเพลิดเพลินร้องรำทำเพลงคือคนบ้า คนเรามันชอบเพลิดเพลินไปเอากัญชามาสูบให้ตัวเองเป็นบ้า เอาสุรามาดื่มให้ตัวเองเป็นบ้า เอาภาพยนตร์มาฉายให้สนุกสนาน ถ้าคนเป็นบ้ามันเพลิดเพลิน ถ้าคนไม่บ้าแล้วเป็นคนสงบ ดูภาพยนตร์ก็คือดูรูปภาพนั่นแหละ เมื่อคืนนี้ถึงขนาดพระไม่ได้ตีระฆัง พระมาบอกอาตมาว่า หลวงพ่อวันนี้ไม่ต้องตีระฆัง เพราะในบ้านเขามีภาพยนตร์ คิดว่าเขาคงไม่มาวัดกัน อาตมาเลยบอกว่า เออ !...หยุดซะก็ดี ให้เขาไปดูหนังกัน คนเรามันชอบเป็นบ้ามากกว่าเป็นคนดี ชอบความหลงงมงายมากกว่าความจริง ทำไมมันถึงจะไม่ทุกข์ อาตมาเลยบอกพระว่า เออ ! วันหลังค่อยตีเถอะวันที่หนังเขาไม่ฉายค่อยตี วันนี้เขาเป็นบ้ากันให้เขาเป็นไปตามบ้าเขาซะก่อน วันไหนเขาไม่เอาหนังมาฉายคนดีๆ เขาจะมาวัด เมื่อคืนนี้พระเลยไม่ได้ตีระฆัง พระท่านก็ยอมหนังเขาเหมือนกัน ถ้าจะมาเทศน์อยู่นี่ หนังก็ฉายอยู่โน้น ต้องแพ้ภาพยนตร์ เขาเลยเลิกซะดีกว่า นี่ก็เลยไปไม่ไหวเพราะความเห็นเป็นอย่างนั้น ภาพยนตร์มันเป็นเรื่องทำให้จิตใจหลงงมงาย ลูกหลานเราชอบมากถ้าไปอย่างนั้น ไม่ว่าแต่ลูกหรอกแม่มันก็เหมือนกันนั่นแหละพ่อมันก็เหมือนกันนั้นแหละ ชอบมากของอย่างนั้น ชอบของต่ำช้า มันมีแต่เรื่องยั่วยวนหัวใจหมดทุกอย่าง เป็นอย่างนี้ชอบอย่างนี้ ลองเอาพระมาเทศน์ลองดู กับเอาไก่มาชนกันลองดู ต้องไปดูไก่ชนกันหมดทุกคน คนเรามันชอบอย่างนั้นทุกวันนี้ เอามวยมาชกกันดู ต้องไปดูเขาชกมวยกันหมด มันเลวร้ายขนาดนี้แหละคนเรา

            อันนี้ท่านสอนแต่สิ่งดีๆ มันไม่ฟังหรอก มันไม่รู้จักดี ภัยมาถึงจึงค่อยคิดถึงความดี เช่น ความเจ็บไข้มาถึงจึงคิดถึงความดี ความตายมาถึงจึงคิดหาความดีฉะนั้น พระพุทธองค์ท่านจึงให้พิจารณา “มรณานุสติ” คือ ความตายทุกวันๆ ให้จิตใจมันอ่อนโยน พิจารณาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันดีไปทางธรรมะ มันไม่ได้ดีไปทางโลก ดีทางที่ไม่เบียดเบียนเยือกเย็นหัวใจ ศีลธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีความรู้สึกอย่างนั้นเสียก่อน ท่านให้ภาวนา

            การภาวนานี้ก็ไม่ค่อยรู้จักกัน เอาสั้นๆ ให้ ให้ภาวนา พุทโธ ยิ่งหลงไปใหญ่ยิ่งไม่รู้จัก เอาพุทโธให้ยิ่งไม่รู้จักความหมาย ปลาเต้นออกข้องจึงร้อง พุทโธ อย่างนี้รู้จัก ความตายก็คิดเห็นแต่เวลาหกล้ม เวลาชนสะดุด ร้อง “โอ้ยตาย” ก็แล้วไป ลุกขึ้นมาได้ก็ไม่ตาย ไปเหยียบงูตกใจร้อง “โอ้ยตาย” แต่ถ้าไม่ได้เหยียบงูก็ไม่ตาย เท่านี้เห็นความตายแวบเดียว เหมือนฟ้าแลบเท่านั้น

            พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาความไม่เทียงเรื่อยๆมา ฉะนั้นคนจึงเห็นความพลัดพรากจากกัน ความแก่ ความตายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เห็นเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดความเป็นจริงมันเป็นเรื่องไม่ใหญ่ มันเป็นเรื่องธรรมดา พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เราเกิดมาตายไปหมด ไม่มีใครเหลืออยู่ นี้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราพิจารณาเห็นชัดแล้วใจของเราจะมั่นคง ใจเราจะไม่สร้างบาป ไม่อยากสร้างกรรมชั่วทั้งหลาย ใจมั่นคงมีศีลธรรม การภาวนาท่านจึงให้ภาวนาพุทโธ พุทโธ ให้ใจน้อมนึกถึงคุณพระพุทธเจ้าให้ใจเราตื่น ให้ใจเราเบิกบาน ให้ใจเราสงบ << ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook