บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท

ภาวนาพุทโธ น้ำตาไม่ไหล 2

            อันนี้ท่านสอนแต่สิ่งดีๆ มันไม่ฟังหรอก มันไม่รู้จักดี ภัยมาถึงจึงค่อยคิดถึงความดี เช่น ความเจ็บไข้มาถึงจึงคิดถึงความดี ความตายมาถึงจึงคิดหาความดีฉะนั้น พระพุทธองค์ท่านจึงให้พิจารณา “มรณานุสติ” คือ ความตายทุกวันๆ ให้จิตใจมันอ่อนโยน พิจารณาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มันดีไปทางธรรมะ มันไม่ได้ดีไปทางโลก ดีทางที่ไม่เบียดเบียนเยือกเย็นหัวใจ ศีลธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีความรู้สึกอย่างนั้นเสียก่อน ท่านให้ภาวนา

            การภาวนานี้ก็ไม่ค่อยรู้จักกัน เอาสั้นๆ ให้ ให้ภาวนา พุทโธ ยิ่งหลงไปใหญ่ยิ่งไม่รู้จัก เอาพุทโธให้ยิ่งไม่รู้จักความหมาย ปลาเต้นออกข้องจึงร้อง พุทโธ อย่างนี้รู้จัก ความตายก็คิดเห็นแต่เวลาหกล้ม เวลาชนสะดุด ร้อง “โอ้ยตาย” ก็แล้วไป ลุกขึ้นมาได้ก็ไม่ตาย ไปเหยียบงูตกใจร้อง “โอ้ยตาย” แต่ถ้าไม่ได้เหยียบงูก็ไม่ตาย เท่านี้เห็นความตายแวบเดียว เหมือนฟ้าแลบเท่านั้น

            พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาความไม่เทียงเรื่อยๆมา ฉะนั้นคนจึงเห็นความพลัดพรากจากกัน ความแก่ ความตายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด เห็นเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดความเป็นจริงมันเป็นเรื่องไม่ใหญ่ มันเป็นเรื่องธรรมดา พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เราเกิดมาตายไปหมด ไม่มีใครเหลืออยู่ นี้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราพิจารณาเห็นชัดแล้วใจของเราจะมั่นคง ใจเราจะไม่สร้างบาป ไม่อยากสร้างกรรมชั่วทั้งหลาย ใจมั่นคงมีศีลธรรม การภาวนาท่านจึงให้ภาวนาพุทโธ พุทโธ ให้ใจน้อมนึกถึงคุณพระพุทธเจ้าให้ใจเราตื่น ให้ใจเราเบิกบาน ให้ใจเราสงบ

            เรามาอยู่ในโลกนี้ต่างคนก็ต่างมา มาอยู่ที่นี่ไม่รู้ว่ามาอยู่ทำไม ไม่รู้จักเวลา จะไปกับอะไรก็ไม่รู้จัก อยู่ไม่รู้ว่าอยู่กับอะไรไม่รู้จัก ไม่รู้เรื่องของตัวเอง เมื่อเกิดขึ้นมา อยู่ไปตามเรื่องมันเหมือนกับไก่ พอถึงตอนเช้าก็ลุกไปหากิน พอเย็นมาก็พาลูกเข้านอน เท่านี้แหละไม่มีความหมายอะไร มนุษย์เราทั้งหลายก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้พิจารณาถึงเรื่องอย่างนี้ก็เหมือนกันกับไก่ ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมาย ศีลธรรมนี้คนจึงรู้ยากเห็นยากมันไม่เห็นง่ายๆ อย่างวัดก่อนอกเรานั้นเหละ ตั้งวัดมานานถึง 96 ปีแล้ว ไม่เห็นใครภาวนาเป็นสักที พระเข้ามาก็มาเทศน์แต่ “มัทรี” ให้โยมฟัง หาหนังสือมัทรีมาเทศน์ให้โยมฟัง เสียงสูงๆ ต่ำๆ เป็นบ้ากันไม่หยุดสักที เลยไม่ได้เรื่อง ไม่เกิดประโยชน์อะไร เลยไม่รู้จัก “บาป” ไม่รู้จัก “บุญ” ไม่รู้จักคุณไม่รู้จักโทษ พุทธศาสนาไม่มีในที่นี้ไม่มีอะไร สร้างแต่สิ่งล่อลวง สร้างแต่สิ่งหลงงมงายอยู่ในโลกนี้ จิตใจไม่สว่างสักที ทำก็ทำไปอย่างนั้นเหละไม่ทำไปตามความจริง

            เมื่อวานนี้โยมมาจากอำเภอเขื่องใน มาหนึ่งคันรถมาขอของดี มาขอน้ำมนต์ ขอชานหมากแห้ง พอกราบเสร็จก็ขอเลย พวกเขาไม่รู้จักของดี อาตมาถามว่า ได้ภาวนาไหม?
พวกเขาตอบว่า ไม่ได้ภาวนา ได้แต่เมตตาเท่านั้นแหละ ท่องเมตตา อาตมาเลยถามต่อไปว่า เลิกหักขากบหรือยัง? พวกเขาตอบว่ายัง ถ้าไม่หักก็จะไม่ได้กินนี่ดูซิ ได้แต่เมตตาสัตว์ เมตตาหมายความว่ายังไงยังไม่รู้จัก อาตมาเลยถามต่อไปว่า จะไม่เลิกเลยหรือโยม จะทำไปจนกว่าจะตายโน้นหรือ? พวกเขาตอบว่าเอาจนตายโน้นแหละ เลิกก็ไม่ได้กินเท่านั้นแหละ นี่พวกเขาตอบเลิก.. ไม่ต้องพูดกันแล้วทีนี้ ไม่มีอะไรจะพูดให้กันฟังอีกแล้ว ถ้าเป็นอย่างนี้

 

            นี้คือมันไม่สลดใจสักหน่อย ไม่มีใครลืมตาขึ้นพิจารณา แล้วก็เป็นเรื่องจำเป็นมาก วัดอาจารย์สุเมโธวัดกรุงลอนดอน เดินไปไม่เท่าไรมีแต่กระต่ายเป็นกระต่ายป่า ไม่มีใครจะไปทำลายเบียดเบียนมัน มีแต่เขาสงวนเอาไว้ เอาตาข่ายมาล้อมกระต่ายไว้ ถ้าเป็นบ้านเราคิดว่าคงไม่เหลือ มันไกลกันมากเรากับเขาจึงไม่มีอะไรจะพูดด้วย เขาสงสารจริงๆ แต่เขาไม่ได้ท่องเมตตาเหมือนเรา “อะหังสุขิโตโหมิ นิทุกโคโหมิ สัพเพสัตตา” เขาไม่ได้ท่อง แต่ว่าเขาเห็นสัตว์เขาสงสารมากแล้วใครจะดีกว่ากันทีนี้ ระหว่างเรากับเขา คนหนึ่งท่องเมตตาได้ แต่ไม่เลิกฆ่าสัตว์สักที แต่คนหนึ่งไม่ได้ท่องเมตตา แต่เขาไม่ได้ฆ่าสัตว์ เขาสงสารมัน นี่ลองๆ ดูอะไรมีความหมายกว่ากัน อย่างนี้น่าจะพิจารณา เรามาฝึกตั้งแต่เล็กๆ เอาหนังสะติ๊กยิงให้ตายไม่ให้เหลือ แต่ทางเขาบุ้ง ไส้เดือนขนาดเล็กๆ ของเขาก็ไม่ทำมัน สงสารมันมันไกลกันมากจริงๆ เขาไม่มีหลักพุทธศาสนา แต่จิตใจเขาเป็น ทางเราเรียนได้ 9 ประโยค แปลได้ตรงเป๋งสวดก็ได้ สวดเมตตาสัตว์ก็ได้ แต่สัตว์เข้ามาใกล้ฆ่าทั้งพ่อทั้งแม่มันไม่ให้เหลือ อันนี้ความหมายมันต่างกันมาก

            ศีลธรรมคือความจริง พูดเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์นะ กาย วาจา ใจ มันไม่เป็น ถ้าจิตมันเป็น มันเป็นของมัน ศีลธรรมเกิดขึ้นมาได้ ยังไกล ดูไปยิ่งไกลมากพวกเราไกลจากพุทธศาสนา นอกจากจะพูดกันจ้ำจี้จ้ำไช อย่างวัดหนองป่าพง พอเป็นไปสักหน่อย พูดก็น่าฟังสักหน่อยถ้าออกจากกลุ่มนี้ไปแล้ว ลองๆ ดูก็ได้แสดงว่าพวกเราไกลมาก มีประชาชนมาถามอาตมาว่า “หลวงพ่อ ประชาชนมันจะเป็นคอมมิวนิสต์ไหม?” อาตมาตอบว่า “ถ้าเราไม่เป็นมันก็ไม่เป็น ถ้าเราเป็นมันก็เป็นเท่านั้นแหละ จะไปถามใคร” เราไม่เบียดเบียนกันดูซิ รู้จักรักษากัน ใครจะมาเป็นอยู่ที่นี่ แต่นี่ผู้น้อยกินผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่กินผู้น้อย มันก็ไม่อยู่แหละ เพราะมันเป็นอยู่แล้ว โยมเขาพูดว่าสาธุอย่าให้เป็นเลย กระผมคิดว่าคงไม่เป็นหรอก หลักพุทธศาสนาตั้งมั่นอยู่ ตั้งเหมือนกระติบข้าว ไม่ได้กินมันจะอิ่มได้หรือ? มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น

           ศาสนา ก็คือ ปฏิบัติความจริงมันถึงจะถูก ถ้ายังนั้นหนังสือที่เขาเขียนใส่ตู้ไว้มันเป็น “ศาสนา” เท่านั้นแหละเพราะของดีอยู่ที่นั่น มีแต่หนูไปกัดทำลายหมดเท่านั้นแหละ ศาสนาอย่างนั้นมันไม่เป็นศาสนาหรอก จะให้เป็นศาสนาต้องปฏิบัติ ศาสนามันจึงเป็นมีแต่ไหว้ไม่ให้มันบาป แต่ไม่เลิกทำบาป ไหว้แต่ไม่ให้ผิด อันนี้มันเป็นคนไม่มีปัญญา อาตมาไปเมืองนอกถูกเขาถามว่า เมืองไทยมีพุทธศาสนาแต่ทำไมขโมยเยอะ คือเขาเคยมาเที่ยวถูกพวกมิจฉาชีพฉกชิงวิ่งราวเขา พออาตมาไปเขาถามอาตมา อาตมาตอบเขาว่าจริง “แต่ว่าพุทธศาสนาไม่ได้ขโมย คนมันขโมย คุณจะมาโทษพุทธศาสนาไม่ได้หรอกต้องโทษคน” อาตมาเลยถามเขาไปว่า กฎหมายเมืองนี้มีไหม? เขาตอบว่ามี อาตมาถามเขาต่อไปว่า คนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมีไหม? เขาตอบว่ามี อ้าว !... ก็มีกฎหมายทำไมเป็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องอย่างนี้ ถ้าวัดกันส่วนต่อส่วนแล้วพวกเรายังไกลมาก ถ้าพูดถึงเข้าวัดก็เข้ามาอยู่ แต่ถ้าพูดธรรมะให้ฟังบางทีโกรธให้เราก็มี ผู้เฒ่า บางทีอาตมา ถาม ผู้เฒ่าเข้าวัดเลิกกินเหล้า เลิกฆ่าสัตว์หรือยัง? เขาบอกว่ายังไม่เลิก ถึงเวลากินก็กินอยู่ ถ้าเราพูดมากบางทีก็อาจจะด่าพระก็ได้ นี่เป็นเรื่องอย่างนี้ ฉะนั้นกุลบุตรลูกหลานเราจะรู้เรื่องอะไร ไม่รู้อะไรมันอยู่กับพ่อแม่ มันก็ทำตามพ่อแม่มา เลยกลายเป็นประเพณีทุกวันนี้ บวชสมัยก่อน ต้องตั้งใจมาครึ่งหนึ่ง ขาเตียงเขามี 4 ขา บวชเข้ามาอย่างน้อยต้องได้ 4 พรรษา ครบขาเตียง อันนี้สมัยก่อนเราบวชอย่างนี้ ถ้าได้ถึง 5 พรรษาเป็นภิกษุเก่าเลย สมัยก่อนบวชก็ไม่ยากอะไร แต่เดี๋ยวนี้การบวชบางทีต้องเอาที่นาไปจำนองเขา เพื่อเอาเงินมาบวชลูกชาย กินสุรากัน 7 ว 7 คืน บวช 15 วัน 7 วัน บวชเข้ามาแล้วเขามาอยู่ในวัดก็สั่งสอนยากกว่า ยากยิ่งกว่าเสือ ให้กินข้าวครั้งเดียวก็ยากให้กราบให้ไหว้ก็ยาก ขนาดเอาเสือเข้ามาในวัดเลยทีเดียวไม่ยอมประพฤติตาม เอาแต่ทิฏฐิมานะของตัวเอง มันจะเห็นศาสนาได้อย่างไร มันห่างไกล มันไม่ถึง คนทุกวันนี้ความรู้มันมีมาก แต่ความดีมันไม่มีมันมีแต่ความรู้เฉยๆ ถ้ามีแต่ความรู้ความดีไม่มี มันไปยาก อย่างตาสีตาสา ตามาตามีไม่เคยทำลายบ้านเมืองหรอก เขาก็มีแต่ทำไร่ทำนากินไปตามประสาของเขา ถ้าคนมีควาามมรู้ไม่มีความดีฉิบหายหมด ไม่เหลือ พี่ ป้า น้า อา เดือดร้อน มาปกครองบ้านเมืองกินหมด นั้นคือคนมีความรู้ แต่ความดีไม่มี ก็เกิดความเดือดร้อน

            พระพุทธเจ้าของเราท่านว่า “ความรู้ก็ให้มี ความดีก็ให้มี ปฏิบัติศาสนาในบ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุข” มันเป็นลักษณะนี้ ทุกวันนี้ศีลธรรมมันขาด ห่างไกลมากจากศีลธรรม ไม่ว่าแต่โยม พระเราอย่างอาตมาจำเป็นต้องออกปฏิบัติทำไม เพราะมันอยู่ยาก ขนาดปฏิบัติไม่ได้เอาเงินเก็บในย่ามยังผิดหมู่พวกเแล้ว อยู่ทางเหนือลูกศิษย์อาตมาไปอยู่นั่น เขาเดินขบวนไม่ให้อยู่ เพราะพระฉันข้าวมื้อเดียว และไม่รับเงินทองด้วย พวกเขาพระกินข้าวเย็นเขากลัวศาสนาเขาจะเสื่อม ไล่พระปฏิบัติหนี นี่มันเป็นไปทำนองนี้กันมาก เสียหายมากทุกวันนี้ไม่ต้องอะไรหรอก ในทางพุทธศาสนาถ้าปฏิบัติตรงไปตรงมาตามพระวินัยแล้วต้องกั้นทางเลย นี่เราพากันหลงมากเสียหายมาก<< ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook