บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท

อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย 3

            พวกเรานี้ก็เหมือนกันอย่าได้ติดอะไรมาก คิดเพียงว่าเออ...อุปการะคุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์บุญคุณที่ท่านได้เลี้ยงดูอุปการะเรามาเป็นต้นนั้น บุญคุณของท่านอย่าได้ทิ้ง เมื่อระลึกถึงท่านก็ให้รีบบำเพ็ญบุญกุศล สร้างกายวาจาใจ สร้างคุณงามความดีขึ้น ให้เกิดมีขึ้นในตัวเราผู้ที่รับผิดชอบในหน้าที่การงาน ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความบริสุทธิ์
พอสมควร เมื่อเรามีอายุวัยแก่ชราลงไป เราจะหาวิธีออกเพื่อแสวงหาความพ้นทุกข์ไม่ให้มันจมอยู่ในกองทุกข์อีก ให้พวกเราพิจารณาบั้นปลายของชีวิต ถ้าเรารับราชการก็เหมือนกัน หกสิบปีก็เกษียณเท่านั้นบางคนแก่แล้วปลดเกษียณแล้ว ก็ยังเอาน้ำยามาย้อมผมที่หงอกขาวแล้วให้กลับดำขึ้นอีก เพื่อต้องการความสวยงาม เหมือนเมื่อสมัยยังหนุ่มยังสาวอยู่คนที่ถูกปลดเกษียณแล้ว เป็นคนที่เขาไม่ใช้งานแล้ว แก่แล้วก็ยังไม่รู้จักตัวเองอีก ยังคิดว่าเรายังมีชื่ออยู่ในบัญชีกับเขาอยู่ ไม่คิดว่าเราถูกปลดปล่อยแล้ว ไม่รู้เรื่องเหมือนกับขโมย ที่ชอบพูดว่า เขาหาว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เป็นผู้ถูกต้องหา บางคนไม่ได้กล่าวหาอะไรเลยเพราะเป็นความจริงแล้ว พูดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะความมีเกียรติของขโมย

            เพื่อเกียรติของผู้ที่ทำงานราชการ ว่าปลดเกษียณก็สบาย ความจริงแล้วถ้าจะพูดตรงไปตรงมาก็คือคนที่ใช้งานไม่ได้แล้วนะ ใช่ไหมล่ะ หรือว่าตัวเองยังหนุ่มยังสาวอยู่เหมือนเดิม ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าอายุถึงหกสิบปีแล้วใช้ไม่ได้เลย ความคิด สติ ปัญญาก็เสื่อม หลงหน้าลืมหลังไม่แน่นอน จนคนอื่นเขาไม่ต้องการใช้ทำงาน เราควรคิดว่าโอ....เราถูกปลดเกษียณแล้ว ลูกหลานเขาก็ไม่ใช้แล้ว เราควรจะปลงสลดสังเวชใจ เราจะมีทางไหนต่อไปอีก ความสวยความงามตั้งแต่สมัยยังหนุ่มสาวก็เคยผ่านมาแล้ว ผม ฟัน หนัง ก็ไม่สวยไม่งามสักอย่างจะเอาอะไรมาแต่งให้มันงามได้ล่ะ ญาติโยมเราทุกคนควรพิจารณาค้นคว้าหาสิ่งที่ดี ที่จะติดตามเราไปได้นั้นมาจากศีลจากธรรมไปแล้วไม่มี เอาอย่างนั้นนะโยม ผู้เฒ่าผู้แก่ให้หันมาสนใจศึกษาธรรมะในบั้นปลายของชีวิตถ้าไม่สนใจในวัยที่มีอายุมากแล้วอย่างนี้ก็คงจะแย่เต็มทีนะ

 

            ฉะนั้นจึงอย่าได้ลืมตัวเอง เปรียบเหมือนบุรุษเลี้ยงม้า ม้าไม่ใช่ว่าเราจะขี่มันหรือเอาประโยชน์จากมันเฉย ๆ นะ บางครั้งมันอาจจะเตะเราก็ได้นะ ถ้าเราเผลอเข้าใจไหมล่ะ เช่นเรามีลูกเต้าเหล่าหลานก็เหมือนกัน อย่าคิดว่าเราจะไม่มีการพลัดพรากจากกัน สักวันหนึ่งก็จะต้องพรากจากกันจนได้ ถ้าไม่ได้มีการภาวนาไม่ตั้งใจให้ดีแล้ว เดี๋ยวถ้าเจออย่างนี้จะได้ปล่อยโฮนะ เหมือนกับม้านั่นแหละ เลี้ยงมันเอาหญ้าให้มันกิน ก็อย่าได้ไว้ใจอย่าเข้าไปใกล้เท้ามันเลย เดี๋ยวมันจะเตะเอาได้ ให้เราทำความรู้ไว้ว่าม้ามันเตะเป็น เราจะได้ระวังให้ดี ลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวง ให้เข้าใจว่ามันมีมาได้ มันก็หายไปได้ เราไม่ได้จากมัน มันก็ไปจากเราได้ เพราะมันเป็นของไม่แน่นอน ให้เข้าใจไว้อย่างนี้นะ ถ้าจิตของเรามีอุปาทานอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ต้องสงสัยอะไรเลย มันจะตกเป็นทาสของตัณหาเรื่อยไป ผู้มีปัญญาต้องชำระจิตของตนให้บริสุทธ์ คนที่โง่ก็เกิดเรื่อยไป มีความปรารถนาสิ่งที่จะเกิดขึ้นมา

            พระพุทธองค์ท่านทรงสอนอย่างนั้น แต่คนเราชอบอยากเกิด แต่ไม่อยากตาย น่าฟังไหม น่าหัวเราะไหมล่ะ โง่ไหมหรือมีปัญญาไหม ชาติมันเกิดขึ้นมาจากภพ ปรารถนากันนักหนาเหลือเกินก็คือความเกิด แต่ไม่อยากตาย ดูซิคนเรานี่ จะไม่ให้มันทุกข์มันจะเป็นอย่างไรล่ะ เพราะทุกคนชอบเป็นอย่างนั้น นี่คือคนหลงโลกหลงโลกานี่แหละ จึงปรารถนาอยู่เรื่อยไปในโลกนี้จะสุก ๆ ดิบ ๆอยู่ตลอดเวลา พระโยคาวจรเจ้าผู้ประพฤติปฏิบัติ ท่านเห็นมันเป็นอยู่อย่างนี้ ท่านเห็นแต่เกิด ๆ ตาย ๆ อยู่อย่างนี้ เป็นของไม่แน่นอนสักอย่างหนึ่ง ถ้าพิจารณาแล้ว ท่านรู้ว่าไม่มีอะไรจะเป็นสาระแก่นสารเลย เดินไปท่านก็รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น จะนั่งอยู่ท่านก็รู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วจะเอาตรงไหนเล่า มีแต่ทุกข์ทั้งนั้นอยู่ทางโลกเหมือนก้อนเหล็กใหญ่ ๆ ที่เขาเอาเผาเพื่อหลอมละลายจะมีแต่ความร้อนทั้งแท่งเลย ยกขึ้นมาเอามือไปจับดูข้างบนมันร้อนใช่ไหม ข้างล่างมันก็ร้อน ข้าง ๆ มันก็ร้อนร้อนไปหมด ส่วนที่จะไม่ร้อนนั้นไม่มี

            ฉะนั้นพระพุทธองค์ท่านจึงสอนว่าให้พิจารณาอย่าให้เกิดอีก แต่พวกเราถ้าได้ยินว่าปฏิบัติเพื่อพ้นไปจากโลกนี้ เพื่อความไม่เกิดอีก คนจะตกใจกันใหญ่เลยคือตายไปแล้วไม่ได้มาเกิดอีก คือคนบาปมากที่สุด ชาวโลกเข้าใจกันอย่างนั้น ไม่มีใครอยากได้ ไม่มีใครต้องการแต่ตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าตายแล้วไม่ได้เกิดอีกนั่นแหละดีแล้ว เพราะมันหมดแล้วไม่มีเชื้อแห่งความเกิดอีก ไม่มีอะไร ๆ สุขก็ไม่มี ทุกข์ก็ไม่มี แล้วจะทำยังไงความคิดที่ไม่น่าอยู่ตรงนี้ มันจะมีอะไรไหม ถ้าคิดว่าดิฉันคิดอย่างนี้ ดิฉันก็คงไม่สบายใจ ความคิดอย่างนั้นมันก็ไม่มีในที่ตรงนั้น ถ้าพูดตรง ๆ ตามความเป็นจริงก็ไม่ค่อยสบาย เศรษฐีกระฏุมพีก็ต้องการให้เทศน์อานิสงส์ให้พร ให้มีอายุ วัณโณ สุขังพลัง เขาจึงจะดีใจมีความซาบซึ้งมาก ให้มีอายุยืนที่สุด ให้มีวรรณะสวยที่สุด ให้มีความสุขมากที่สุด ให้มีกำลังมากที่สุด มีไหม อันนี้เป็นคำให้พร เพราะชาวโลกเขาชอบอย่างนั้น

            อันนี้ถ้าหากเราพิจารณาตามความเป็นจริงในสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันจะรู้ได้จากเหตุ ถ้าปราศจากเหตุแล้วมันจะไม่รู้เรื่องของกุศลที่เกิดขึ้นมา ทุกวันนี้ก็เหมือนกันเราจะต้องเห็นชัดว่าจะต้องไม่เกิด คนทุกข์นั่นมันเกิดอีกเพราะยังมีเชื้อของความเกิด ให้รู้จักว่าการเกิดนั้นเกิดที่ไหน ถ้ามีคนทำไม่ถูกใจละก็ แหมฉันเกลียดที่สุดไม่มีคำว่าฉันชอบที่สุดไม่
มีแล้ว มีแต่อาการในโลกที่จะพูดกันว่าชอบที่สุดและไม่ชอบที่สุดเท่านั้น แต่พูดอย่างหนึ่งใจกลับเป็นไปอีกอย่าง คนละเรื่องกันอีก จึงต้องเอาสมมุติของโลกมาพูดกัน เพื่อให้รู้เรื่องของโลกเท่านั้นแหละ ท่านก็ไม่มีอะไร อันนี้เป็นที่อยู่ของพระ พวกเราทั้งหลายก็เหมือนกัน ที่จำเป็นที่จะพยายามต้องปฏิบัติอย่างนั้น อย่าไปสงสัยมัน สงสัยมันทำไมเล่า ผมเองก่อนจะปฏิบัติ ผมเคยคิดว่าศาสนาตั้งอยู่ในโลกนี้ ทำไมนะบางคนทำและบางคนจึงไม่ทำ หรือทำได้นิด ๆ หน่อย ๆ ทำไมเลิกไปเสีย ไม่ประพฤติปฏิบัติให้เต็มที่ มันเป็นเพราะอะไรหนอ หรือว่าศาสนานี้ไม่ดีเลิศประเสริฐจริง

            ผมก็ตั้งจิตอธิษฐานในใจว่า เอาละชาตินี้ เราจะสละเสียซึ่งกายใจเหล่านี้ ให้มันตายไปเสียชาติหนึ่ง จะทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการเลย ให้มันรู้แจ้ง ให้สิ้นความสงสัย ให้รู้จักถ้าไม่รู้จักมันก็จะลำบากอีก จะพยายามทำ ถึงแม้ว่ามันจะทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ต้องทำ ไม่เช่นนั้นก็ต้องเคลือบแคลงสงสัยเรื่อยไปคิดอย่างนี้แล้วก็ตั้งใจจะทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าของเราให้หายสงสัย จะทำตามธรรมะให้รู้แจ้ง ทำไมมันยุ่งมันยากนักในวัฏฏะสงสาร อยากจะรู้อย่างนั้น อยากจะเป็นอย่างนั้นจึงปฏิบัติ

            ในโลกนี้ถ้าเป็นนักบวชแล้วทิ้งหมดทุกอย่างเลยทำไมจะไม่ทิ้งล่ะ เพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทิ้งทั้งหมด แต่กระทบทั้งหมด ฉะนั้นเราเป็นผู้ปฏิบัติเราจะต้องเป็นผู้มักน้อย จะต้องเป็นคนสันโดษมักน้อยการพูดจาปราศัยการขบการฉันทุกอย่าง ต้องเป็นคนที่ง่ายที่สุด กินง่าย นอนง่าย อะไร ๆ ก็ให้ง่าย ๆ เป็นดีที่สุด แบบตาสีตาสาธรรมดาอย่างนี้ ยิ่งทำก็ยิ่งภูมิใจ มันจะเห็นทางจิตใจของเรา เป็นสิ่งแปลกประหลาด อยากจะให้คนอื่นเขาไปดูด้วย ฉะนั้นธรรมนี้มันเป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตัวเรา ถ้ารู้เฉพาะตัวเราก็ต้องปฏิบัติเอา เราปฏิบัติเราก็ต้องอาศัยครูบาอาจารย์ อย่างวันนี้ผมเทศน์ให้ฟังได้ยินไหม อันนี้ก็ยังเป็นของที่ใช้ไม่ได้เลย แต่เป็นของที่น่ารับฟังไว้ เป็นของใช้ไม่ได้เฉพาะตัวเรา ยังไม่เกิดประโยชน์เต็มที่ ถ้าท่านเชื่อที่ผมพูดเต็มที่ คนนั้นก็ยังโง่ ถ้าฟังแล้วมีเหตุผลเอาไปพิจารณาดู เห็นชัดอย่างนี้ในตัวของตัวเอง ให้ละวางเอาเอง ให้ทำเอาเอง อันนี้แหละมีผลมาก คือมันรู้ด้วยตนเอง อย่างนั้นจึงถูก

            พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสตรงต่อไปเลยว่า ใช้ไม่ได้เหมือนกับบอกแสงสีต่าง ๆ แก่คนจักษุพิการ วาอันนี้มันขาวเหลือเกิน มันเหลืองเหลือเกิน แหมมันดำเหลือเกิน บอกก็เหมือนไม่บอก เพราะเขาไม่รู้ เขามองไม่เห็น ไม่เกิดประโยชน์ เพราะคนนั้นตาบอด บอกคนตาบอดบอกเท่าไรก็ไม่เกิดประโยชน์ ท่านจึงย้อนกลับมาให้เป็นปัจจัตตัง ให้เห็นชัดในตัวเอง ในเมื่อเห็นชัดในตัวเองแล้ว มันจึงจะเป็นสักขีภูโต มันจึงจะมีพยานในตัวของเราแท้ ๆ จะยืนก็ไม่สงสัย จะนั่งก็ไม่สงสัย จะนอนก็ไม่สงสัย ถึงใครจะมาว่าปฏิบัติอย่างนี้ไม่ถูกจุดเลย นี่เราก็สบาย เรายังมีหลักสบาย อย่างนั่งอยู่ด้วยกันเดี๋ยวนี้เป็นปกติสบายอยู่ ยังมีกาน้ำอยู่ข้างหน้าอีก น้ำหนักของมันกิโลกว่าหรือสองกิโล ถ้าผมเอื้อมมือไปยกกาน้ำขึ้นมาผมก็ต้องผิดปกติของผมเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกสองกิโลกระมัง นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่มีความหนักอย่างนี้ ที่มันจะหนักเพราะเอื้อมมือไปยกกาน้ำขึ้นมา รู้สึกว่ามีน้ำหนักขึ้นสองกิโลอันนี้คนเดียวนะ เรารู้สึกหนักเอง จะเชื่อไหม นี่มันเป็นปัจจัตตังอย่างนี้ แต่เขาก็ว่าไม่หนัก แต่คนผู้ยกรู้สึกว่ามันหนัก มันมีอยู่แต่คนอื่นเขาว่าไม่หนัก คำพูดที่ว่าไม่หนักเป็นคำพูดของเขา เราจะห้ามเขาไม่ได้ แต่ความจริงของเรารู้สึกหนักสองกิโลอยู่แล้ว จะไปพูดตรงไหนมันก็เป็นที่อาศัยเป็นพยานของเราอยู่เสมอ

            ทำไมเราจึงไม่ตกลงใจของเรา ให้มันเป็นอยู่อย่างนี้ เรายกน้ำหนัก แต่คนอื่นว่าไม่หนัก ทำไมเราจะไปเชื่อเขาล่ะ ถ้าไปเชื่อคนอื่น เราก็ไม่เป็นตัวของเราเอง เท่านั้นแหละ อันนั้นคือเราไม่เห็นความจริง นี่เราเห็นความจริงอย่างนี้จะเป็นอย่างไร เราก็มีความสบายเต็มที่ปกติ เขาว่าไม่หนักก็ปกติ เขาว่าหนักก็เป็นปกติ เราก็รู้ความจริงของเราอย่างนี้ นี่ก็เหมือนกันฉันนั้น ฉะนั้นพระพุทธองค์ท่านจึงให้รู้ด้วยตนเองให้ได้ คำนี้จะบอกกันจริง ๆ ก็ไม่ได้ มีแต่การปฏิบัติไปเรื่อย ๆเท่านั้น

            พระเจ้าพระสงฆ์ก็เหมือนกัน การปฏิบัตินี่ผมก็จับตาดู ๆ อยู่ ชอบมีความเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไป ๆ มา ๆ ถามโน่นถามนี่ นึกว่าเราพูดถูกจุดเขาก็ว่าดี ก็ดีใจ นั่นไม่ใช่การแก้ทุกข์ ไม่ใช่จะแก้ความเห็น การพูดที่ไม่ค่อยได้รับฟัง น่าฟัง ฟังแล้วเอาไปพิจารณาให้มันเห็นชัดขึ้นมาในตัวของเรา น่าฟังน่าเคารพ เอาไปพิจารณา ผู้ปฏิบัติจะต้องเป็นอย่างนี้ จะไปที่ไหน ใครคนอื่นจะบอกเราให้รู้ชัดเจนอย่างนั้นไม่ได้ นอกจากความรู้สึกความเห็นของเราเองนั่นแหละ มันเกิดเป็นสัมมาทิฏฐิ เรื่องการประพฤติปฏิบัติจะต้องเป็นอย่างนั้น เรื่องปฏิบัตินี่บวชมาห้าปีสิบปี จะได้ปฏิบัติให้ติดต่อกันจริง ๆ สักเดือนก็ยังยากเหมือนกันนะ ความจริงอายตนะทั้งหลายจะต้องมีการต่อสู้อยู่ตลอดเวลา ดีใจสบายใจ ชอบก็รู้จัก ไม่ชอบก็รู้จัก ให้มันรู้จักสมมุติ ให้มันรู้จักวิมุตติ “วิมุตติ” กับ “สมมุติ” จะมาพร้อมกันเลย ให้รู้จักดี ให้รู้จักชั่ว มันจะรู้พร้อมกันเลย มันเกิดขึ้นมาพร้อมกัน อันนี้เป็น
ผลงานที่มันเกิดขึ้นจากการทำงานของผู้ปฏิบัติ ฉะนั้นที่เห็นว่าสิ่งใดไม่เกิดประโยชน์ตน และไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นแล้วไม่ต้องทำ << ย้อนกลับ | หน้าถัดไป >>

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook