บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

รวมธรรมบรรยายของ หลวงพ่อชา สุภัทโท

สงบจิตได้ปัญญา

3

            การไม่เป็นทุกข์ก็เรียกว่ารู้เรื่องของมันตามความเป็นจริงแล้วว่า มันไม่แน่นอน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของเป็นอนิจจังมันไม่เที่ยงอย่างนั้น เราไม่เชื่อก็อย่าไปยึดมันถือมั่นมัน เชื่อก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน พอเราไปยึดมั่นถือมั่นมัน ก็เป็นทุกข์ เพราะสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นอนัตตธรรม ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่เขาอย่างนี้ เมื่อจิตของเรารู้สักอย่างนี้อธิบายอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ออกมา ผู้รู้ของเราก็รู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้น เราจะทำเมื่อไหร่มันก็เป็นอย่างนั้น บางทีก็สงบมากๆ บางทีก็ฟุ้งซ่านมากๆนั่นเป็นเช่นนั้น ถ้าเราพิจารณารู้บ่อยๆ ก็เป็นเหมือนกับว่าเราอยู่อารมณ์ พูดง่ายๆก็คล้ายๆกับว่าบ้านเราอยู่ติดทางรถ แหม! ไปสร้างบ้านใหม่ๆ บ้านอยู่ติดทางรถมันวุ่นวายเหลือเกิน ไม่ค่อยสบาย ไม่ค่อยสบายเพราะเสียงรถมันรบกวนเรา แต่เราจะหนีไปไม่ได้ เพราะเราอยู่ที่นั่นบ้านเราอยู่ที่นั่น จำเป็นจะต้องอยู่ เพราะที่เราอยู่นั่น บ้านเราอยู่นั่น เมื่อเราอยู่นั่นมันไม่สบาย เวลาได้ยินเสียงรถ ฮือๆฮาๆไปตลอดวัน อยู่ไปนานๆ ดูเป็นเรื่องธรรมดา รถมีเสียงก็เหมือนไม่มีเสียง อยู่ไปมันก็ชินกันนะ มันรู้จักกันนะ ก็เลยอยู่สบาย เพราะความเป็นจริงนั้น เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นมัน แต่ก่อนนั้นเราเข้าใจว่ารถมันมากวนเรา เสียงมันกวนเรา เราจะทุกข์ขนาดไหนเราก็ไปไม่ได้ เพราะบ้านเราอยู่นั่น เพราะเรือนเราอยู่นั่น จำเป็นอย่างนั้น เมื่ออยู่นานไปมันก็ชินกับเสียงรถ ได้ยินเสียงรถแล้วต่อไปมันคลี่คลายสบายๆ นี่เพราะรู้เรื่องของมัน มิหนำซ้ำบางทีรถหนีหมดจะเหงาเสียด้วย นี่อย่างนี้ เป็นไปอย่างนี้ หากไม่ได้ยินเสียงรถเสียงเรือจะบ่นหาเสียด้วยนา มันก็เป็นอย่างนี้จิตใจของเราน่ะ

            ฉะนั้นเมื่อรู้อย่างนี้ก็คิดเสียว่ามันเป็นเรื่องอนิจจังสักแต่ว่ารูป สักแต่ว่าเสียง กลิ่น รู้สึกเป็นธรรมดาของมันเมื่อเห็นเป็นตามธรรมดาอย่างนั้นแล้วก็เรียกว่าความรู้มันเกิดขึ้น รู้มันแล้ว ถึงหากว่าเป็นเสียงรถก็ไม่รำคาญู เสียงฮือฮาก็ไม่รำคาญู เพราะเราเคยต่อสู้มาแล้วเรื่องอย่างนี้ เมื่อปัญญามันเกิดเห็นเช่นนั้น มันก็ไม่รำคาญกับรูป ไม่รำคาญูกับเสัยง กลิ่น รู้สึกเลยเป็นเรื่องธรรมชาติมันปล่อยวางในตัวมันเน้อ อันนี้เรียกว่ามันเป็นเช่นนั้นมันปล่อยวางอย่างนั้น ก็เรียกว่าปัญญาวิปัสสนา ปัญญูามันเกิดขึ้นจากจิต คือมันไม่โง่เหมือนก่อน แต่ก่อนมันโง่ มันไปตะครุบเสียง มันไปตะครุบรูป มันไปเป็นสุขเป็นทุกข์กับเขาอยู่นั่นแหละ มันโง่อยู่นั่นแหละ บัดนี้เราไม่โง่ เราเป็นคนฉลาครู้เรื่องของมันว่ารถมันเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เสียงรถมันมารบกวนหรอกตัวเราไปกวนรถไปกวนเสียง เมื่อเห็นอย่างนั้นคนเราก็อยู่สบาย สมัยก่อนได้ยินเสียงรถมันกวนเรา บัดนี้เห็นว่าเราเป็นคนไปกวนรถ เราเห็นว่าเราไปกวนเขานี้ตรงกันข้ามเช่นนี้ เราไปกวนเขาเข้าใจว่าเขามากวนเรา มันตรงกันข้ามแน่ๆ มันเป็นบ้าๆบอๆอยู่อย่างนั้น มันไม่สบายบัดนี้ความรู้อันนี้เป็นแหล่งปัญญาของเรา มันก็ปล่อยเสียงอันนั้นปล่อยอารมณ์อันนั้น จิตของเราก็สบายขึ้น สูงขึ้นมีปัญญาขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นจะลืมตาอยู่ก็สงบ จะหลับตาอยู่ก็สงบ จะนั่งอยู่ก็สงบ จะอยู่ท่าไหนก็สงบนั่นแหละ ถ้ารู้แล้วว่ามันเป็นเช่นนั้น ความรู้อันนี้เกิดขึ้นมาก็เรียกว่า ปัญูญาเกิดพร้อม ไม่เป็นทุกข์ รู้จักแล้วรู้จักทุกข์ รู้จักเหตุเกิดของทุกข์ รู้จักความดับทุกข์ รู้จักข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ถ้ามันรู้เช่นนี้มันก็เป็นเรื่องมรรค คือรู้ความจริง พิจารณาอย่างนั้น การรู้อย่างนั้นเราเรียกว่ารู้กิเลส กิเลสที่มันเกิดขึ้นมาก็มีความรู้อันหนึ่ง สมัยก่อนเรารู้ว่าเสียงมากวนเรา บัดนี้เห็นว่าไม่ใช่ เราไปกวนเสียงเอง มันก็วางมันก็ปล่อย ฉะนั้นจิตสมาธิ จิตมันฉลาดแล้ว เป็นจิตฉลาดแล้วนะ อันนี้เรียกว่าการภาวนา คือสมาธิไม่เกิดก็ทำให้มันเกิด ไม่มีก็ทำให้มันมี ปัญญาไม่เกิดก็ทำให้เกิด ปัญญูามันหยาบก็ทำให้มันละเอียด ก็ทำไปอย่างนี้

            ฉะนั้นในทางพุทธศาสนาการมาทำภาวนาเช่นนี้ก็เพื่อบรรเทาราคะบรรเทาโทสะบรรเทาโมหะ ไม่ใช่การทำภาวนาเพื่ออยากจะไปเห็นนรกอยากจะไปเห็นสวรรค์ อยากจะไปดูพรหมโลก อยากจะดูพ่อแม่เราว่าตายแล้วไปเกิดอยู่ที่ไหนอะไรอย่างนั้น ไม่ใช่เรื่องอย่างนั้น ตามความจริงไม่ใช่เรื่องของอย่างนั้น เรื่องทำจิตให้สงบให้เกิดปัญญารู้เรื่องแล้วปล่อยวาง การปล่อยวางได้แก่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าเราไม่ยึดมั่นถือมั่นมันก็ไม่หนักอะไรสักอย่างจะพูดก็พูดด้วยปัญญา จะทำก็ทำด้วยปัญญา จะอยู่ก็อยู่ ด้วยปัญญา จะทำอะไรทำด้วยปัญญาทั้งนั้น ไม่ทำด้วยความโง่ เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ก็ให้ประกอบด้วยปัญญา ไม่ฟังเสียงด้วยความโง่ ไม่เห็นรูปด้วยความโง่ ฉะนั้นความรู้เช่นนี้ เราก็รู้จักทุกข์ รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ รู้จักความดับทุกข์รู้จักข้อปฏิบัติให้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าต้องการอย่างนี้ ให้เรารู้เรื่องอย่างนี้ พอรู้เรื่องอย่างนี้แล้วก็หมด ไม่มีอะไรเป็นทุกข์ เป็นคนที่ไม่มีทุกข์ เป็นคนมีปัญญาตลอดกาลตลอดเวลา พระท่านว่าเป็นทุกขตธรรม ที่ท่านสอนพระไมฆราช ซึ่งเป็นสาวกว่า “ไมฆราช ท่านจงมองโลกนี้ให้เป็นของว่าง เมื่อท่านมองโลกนี้ให้เป็นของว่าง มัจจุราชคือความตายจะตามไม่ทันท่านจึงว่าอนัตตธรรมคือธรรมอันไม่ตาย ทำให้เห็นเป็นความว่าง มันว่าง พระพุทธเจ้าของเราท่านสอนว่าให้มันว่าง ความว่างนี้อย่าไปฟังผิดนะ ถ้าฟังผิดละก็อะไรก็ว่างไปหมด จะได้อะไร ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรจะเอา คือปฏิบัติเพื่อละเพื่อวาง ถ้าเราเอาอะไรทุกอัน เรามีอะไรไหม เรามีอะไรมันก็ข้องอยู่อันนั้นแหละ มีลูกมันก็ข้องอยู่กับลูก มีหลานมันก็ข้องอยู่กับหลาน มีเรื่องสวนไร่นามันก็ข้องอยู่ตรงนั้นแหละ ทำไม..จะไม่ให้มันมีหรือ ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะเราทำที่ไม่มีให้มันมี เราก็ต้องทำที่มันมีให้เหมือนกับไม่มี มันเป็นคนละเรื่องกัน ที่เราร่ำที่เรารวยหรือชีวิตที่เกิดขึ้นมานี้ เราอยู่กับการปล่อยวางอยู่ด้วยปัญูญา เราไม่ได้อยู่ด้วยความโง่ อยู่กับใครก็ได้ มีเงินเยอะก็ได้มีทองเยอะก็ได้ มีผัวก็ได้มีเมียก็ได้ ขอให้เรามีปัญญา อยู่อย่างปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน เหมือนกับขันตักน้ำนั้นนะ โอ่งน้ำและขันตักน้ำ มีโอ่งอย่างหนึ่งมีขันตักน้ำอย่างหนึ่งและก็มีน้ำอย่างหนึ่ง อยู่รวมกันนั่น เมื่อเราจะดื่มน้ำเราก็เดินไปที่โอ่ง ไปโอ่งเราก็จะไปพบน้ำกับขันน้ำที่ลอยอยู่ เราจะดื่มน้ำจะทำอย่างไร ก็เอาขันตักเอาน้ำมาดื่ม เท่านั้น เราก็เอาขันวางไว้เอาโอ่งวางไว้ แล้วก็จากไป ไม่ใช่ว่าเราจะดื่มขันไม่ใช่ว่าเราจะดื่มโอ่ง โอ่งนั้นสำหรับบรรจุน้ำไว้ให้เราดื่ม เมื่อเราดื่มเสร็จแล้วเราก็ปล่อยโอ่งไว้ปล่อยขันไว้ เราก็จากไป ไม่ใช่ว่าเราจะหอบเอาขันไปด้วย ไม่ใช่ว่าเราจะแบกเอาโอ่งไปด้วย ไม่ใช่อย่างนั้น อันนี้ก็เหมือนกัน อันนี้บ้านเราอันนี้เรือนเรา อันนี้ลูกเรา เมียเรา หลานเรา ทุกอย่างเป็นของเรา สักแต่วาสมมติไม่ใช่ของจริง ความจริงนั้นเราไปดื่มน้ำ ถ้าเราไปดื่มโอ่งน้ำ จะสบายไหม ไปดื่มเอาขันมันจะสบายไหม คงจะไม่มีผู้ใดไปดื่ม โอ่งดื่มขัน คงไม่มีนะ เอาโอ่งวางไว้อย่างเก่าเอาขันวางไว้อย่างเก่า เราก็จากไป เรามีของอะไรต่างๆ ของที่เรามีมันก็มีอยู่แล้วในโลก เราเห็นว่าตัวเรานี้ก็ไม่ใช่เรา ของนั้นก็ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นเครื่องสัมพันธ์กันอยู่ มีก็ใช้ไปเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่กาย แต่ความเป็นจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญู

 

            ที่พระพุทธเจ้าของเราท่านสอนเป็นอนัตตธรรม ธรรมอันไม่ตาย มองโลกให้เป็นของว่าง ว่างจากการเป็นตัวตนเรา...เขา ว่างจากความโลภ ว่างจากความโกรธ ว่างจากความหลง ท่านจึงให้ทำให้ว่าง ว่างจากสิ่งที่มันมีอยู่ ไม่ใช่ว่างจากสิ่งที่มันไม่มี เมื่อเราละก็ละของที่มันมีอยู่ ไม่ใช่ละของที่มันไม่มีปัญหาทั้งหลายมันจะรู้ว่าเรากำลังทำมันอยู่ จี้มันอยู่ รู้จักมัน ปัญหาทั้งหลายมันจะเกิดขึ้น เราก็รู้ทัน รู้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ บางทีเราเห็นว่ามันเป็นของว่างแล้วก็ไม่สบายใจ ไม่ค่อยสบายใจ ความเป็นจริงนั้น อย่าไปยึดมั่น อย่าไปยึดมั่นถือมั่น อย่าไปยึดมั่นว่าเราว่าเขาว่าของของเรา ทำไปด้วยปัญญาของเราอย่างนั้น อันนี้มันป็นเรื่องพูดฟังยาก.... พูดก็ยาก ฟังก็ยาก ธรรมทั้งหลาย เหล่านี้ที่พระพุทธเจ้าของเราท่านสอนไว้ ไม่ใช่เป็นคำสอนที่พูดให้คนเข้าใจโดยง่าย(ไม่ใช่จะตรัสรู้ได้เพราะการฟังธรรม เพราะความเข้าใจในคำพูดนี้) มันเป็นเช่นนั้น มันเป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตนเอง พระพุทธเจ้าท่านไม่สรรเสริญูหรอก คนที่เชื่อคนอื่นจนเกินไป พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเราตรัสรู้ก็เพราะตนเองเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ รู้ด้วยตนเองเห็นด้วยตนเอง เหมือนกับที่โยมมาวันนี้ ต่างคนต่างไม่เคยมาวัดหนองป่าพง แต่รู้เรื่องวัดหนองป่าพงอยู่ คนอื่นเขาเคยมาก็สักแต่ว่าถามเขา วัดหนองป่าพงเป็นอย่างไร อะไรอย่างนี้ เขาก็ตั้งใจเล่าให้ฟัง วัดหนองป่าพงอยู่ตรงโน้น เป็นอย่างนั้นๆ ฟังก็พอเข้าใจแต่ไม่รู้ เข้าใจอยู่แต่ไม่รู้ หรือรู้อยู่แต่ไม่เข้าใจจริง คือรู้ไม่ถึง มีคนเคยมาวัดอีกก็ถามเขาอีกละวัดหนองป่าพงอยู่ไกลเท่าไหร่ เป็นอย่างไรปัญหาไม่จบลง เพราะอะไร เพราะเราไม่เห็นเอง เราไม่เป็นปัจจัตตัง

            โยมที่มาวันนี้ปัญหาที่จะถามคนอื่นว่าวัดหนองปาพงเป็นอย่างไร คงจะไม่มีอีกแล้ว ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรก็คงไม่เป็นปัญหา ที่มันจบลงนี่เพราะอะไร เพราะเรามาเห็นด้วยตนเอง ปัญหาก็คงไม่ต้องถาม ถ้าโยมไม่ได้มาคงจะถามตลอดเวลา วัดหนองป่าพงเป็นอย่างไร ท่านอาจารย์เป็นอย่างไร ถามตลอดเวลา เพราะอะไร เพราะไม่เห็นด้วยตัวของเรา วันนี้มันเป็นปัจจัตตัง รู้ด้วยตนเองเห็นด้วยตนเอง การไปถามคนอื่นก็ไม่มีแล้ว ไม่สงสัย นี้ฉันใด.... อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ไม่แปลกอะไรกับธรรมะที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอน

            เรื่องการปฏิบัตินี้มันเป็นเรื่องที่จะต้องทำ เห็นแล้วไม่ปฏิบัติรู้แล้วไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ได้เรื่องได้ราว จะเปรียบง่ายๆ อาหารที่มีรสเอร็ดอร่อย เอามาวางไว้ข้างๆ รู้ไหมว่ามันอร่อย มันเกิดประโยชน์ไหม นี่ท่านเรียกว่ารู้เฉยๆไม่ได้ปฏิบัติ คนรู้ธรรมะไม่เท่าคนผู้เห็นธรรมะ

            คนเห็นธรรมใจมันเป็นธรรม ธรรมะเกิดขึ้นกับจิต อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ปฏิบัติจริงอย่าไปอาศัยสิ่งอื่นมากมาย ปฏิบัติให้รู้ด้วยตนเองนี่ เมื่อจิตมันสงบแล้วสบาย มันจะมาของมัน เกศา โลมา นขา ทันตา ตะโจ บางคนก็รำคาญู เกศาคือผมนี่ทำไมต้องสอน มันเห็นอยู่แล้ว ความเป็นจริงไม่ใช่ให้ตาเนื้อนี้มันเห็น ตาเนื้อนี้มันเห็นไม่จริงมันเลยไม่บรรเทากิเลส มันเพิ่มกิเลสขึ้นมา พระพุทธองค์ท่านอยากให้ตาในคือตาปัญญานั้นเห็น เรามีผมอยู่บนศีรษะตลอดเวลาตั้งแต่เกิดมาแล้ว แต่เรายังไม่เคยเห็นสักนิดเดียวทางใจของเรา ขน...เรามีอยู่เต็มตัว เรายังไม่เคยเห็นขนสักเส้นเดียว ฟัน...เราก็มีเต็มปากนี่ แต่เรายังไม่เห็นแม้ซี่เดียวเลย หนัง...ที่หุ้มตัวเราอยู่นี้ ความจริงเรายังไม่เคยเห็นหนังสักเดี๋ยวหนึ่งเลย เห็นถนัด เห็นชัด เห็นตามเป็นจริง เห็นด้วยปัญญาตามเป็นจริง ยังไม่รู้ว่าอันนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา อย่างนี้ไม่ได้เห็น..ไม่เห็น การเห็นด้วยตาเนื้อนี้ไม่ใช่ความเห็นโดยแจ่มแจ้ง เห็นด้วยการปิดบังเห็นด้วยความมืด ไม่ใช่เห็นด้วยความสว่าง

            ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้มองเห็นอย่างนี้ ท่านให้เองเห็นด้วยปัญญา เห็นแล้วมันถอน เห็นความชั่วก็รู้จักความชั่ว เห็นความผิดก็รู้ว่าความผิด มันไม่เอา จิตนั่นเป็นเหตุ อันนี้จะเป็นเหตุให้ทุกข์เกิดไม่ได้อีกแล้ว ถ้าเราเห็นทุกข์ๆก็ไม่ก่อเรื่องขึ้นมา นี่เรียกว่าตัดต้นตอมันเสียด้วยปัญญาของเรา เมื่อจิตสงบแล้วเราก็มาพิจารณาให้ปัญญามันเกิดแยบคาย ให้มันเห็น เกศา โลมา นขา ทันตา ตะโจ ด้วยการประพฤติปฏิบัติ เมื่อเราเห็นเช่นนั้น สมมตินี้มันกองกันอยู่ สมมติทั้งนั้นสมมติว่าผมขนเล็บฟันหนัง สมมติว่าผู้หญิงผู้ชาย สมมติว่าเรา อย่างนั้นมันเป็นเรื่องสมมติมันไม่จริง มันไม่จริงเพราะมันสมมตินะ มันไม่มีอะไรสักชิ้นเป็นของเรา เป็นเรื่องสมมติ อย่างพวกเรานั่งอยู่นี่ก็เหมือนกัน ผู้หญิงก็สมมติว่าเป็นหญิง ผู้ชายก็สมมติว่าเป็นชาย ถ้าผู้หญิงถูกสมมติให้เป็นผู้ชาย เราก็คงเรียกผู้หญิงเป็นผู้ชายตลอดมาจนทุกวันนี้ สมมติว่าตามันเป็นหูเสีย เราก็จะเรียกขานว่าหูมาตลอด นี่เรื่องสมมติ ความเป็นจริงสิ่งทั้งหลายมันไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ไม่มีอะไรเป็นเรื่องของเรา ให้เรารู้ตามเป็นจริง เมื่อรู้ตามความเป็นจริงแล้วมันจะได้ปล่อยมันจะได้วาง อยู่ไปก็ไม่เป็นทุกข์ นั่งก็ไม่เป็นทุกข์นอนก็ไม่เป็นทุกข์ อะไรก็ไม่เป็นทุกข์ อยู่ด้วยปัญญา อยู่ด้วยความสงบจากทุกข์ อยู่ด้วยความว่าง ไม่ได้อยู่ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ให้เป็นอย่างนี้ตลอดเวลา อันนี้คือผลที่จะเกิดในการปฏิบัติของพวกเราทั้งหลาย โยมซึ่งฟังธรรมวันนี้ ฟังออกก็ออก ฟังไม่ออกก็ไม่ออกต่อไปอย่าไปสงสัยอะไรมันเลย << ย้อนกลับ

การปล่อยวาง
จิตที่ตื่นรู้
ตามดูจิต
สมถวิปัสสนา
บัว 4 เหล่า
ธาตุ 4
มรรค 8
ทางพ้นทุกข์
บ้านที่แท้จริง
ฝึกจิตให้มีกำลัง
ตุจโฉโปฏฐิละ
การทำจิตให้สงบ
อ่านใจธรรมชาติ
สองหน้าของสัจธรรม
ทางสายกลาง
ธรรมะกับธรรมชาติ
นอกเหตุเหนือผล
อยู่กับงูเห่า
ภาวนาพุทโธ
อยู่เพื่ออะไร
อยากเกิดแต่ไม่อยากตาย
ไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรเสีย
ปลาไม่เห็นน้ำ
สงบจิตได้ปัญญา
สมาธิภาวนา
ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook