" ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งเราแล้ว... เราขอเตือนเธอทั้งหลายให้จำมั่นไว้ว่า... สิ่งทั้งปวงมีความเสื่อม และสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด "

พระไตรปิฏกฉบับชาวบ้าน


พระวินัยปิฎก


พระสุตตันตปิฎก


พระอภิธรรมปิฎก
          
           

ศีล
สมาธิ
ปัญญา
ไตรลักษณ์
อริยมรรค ๘
ทิศ ๖
สัปปุริสธรรม
เบญจศีลเบญจธรรม
เบญจขันธ์

อยู่กันด้วยความรัก
(ปัญญานันทภิกขุ)
พระโอวาทของท่านอรหันต์จี้กง
นวโกวาท (ฉบับประชาชน)
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
โอวาทสี่ของเหลี่ยวฝาน
โดย :: เจือจันทน์ อัชพรรณ
พระสูตรของท่านเว่ยหล่าง
ผลบุญผลกรรม
 

ความหมายของพระไตรปิฎก
                ศาสนาทุกศาสนาในปัจจุบัน มีคัมภีร์หรือตำราทางศาสนาเป็นหลักในการสั่งสอน แม้ว่าแต่เดิมจะมิได้มีการขีดเขียนเป็นอักษรก็ตาม แต่เมื่อมนุษย์ได้มีพัฒนาการทางด้านการพิมพ์คัมภีร์ทางศาสนาจึงได้รับการพิมพ์ด้วยเช่นกัน พระไตรปิฎก ก็เป็นคัมภีร์หลักในพระพุทธศาสนา ดุจคัมภีร์ไบเบิลของคริสต์ศาสนา คัมภีร์ อัลกุรอาน ในศาสนาอิสลาม และคัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ ตามรูปศัพท์ คำว่า "พระไตรปิฎก" แยกศัพท์ออกเป็น พระ+ไตร+ปิฎก คำว่า พระ เป็นคำยกย่องแปลว่า ประเสริฐ ไตร ในภาษาบาลีใช้คำว่า ติ แปลว่า ๓ ปิฎก บาลีใช้คำว่า ปิฎก แปลได้ ๒ นัยคือ

๑. หมายถึง ภาชนะ (ภาชนตฺโถ) เช่นตะกร้า ดังประโยคบาลีที่ว่า อถ ปุริโส อาคจฺเฉยฺยํ กุทฺทาลปิฏกมาทาย แปลว่า คราวนั้น บุรุษคนหนึ่ง ได้ถือจอบและตะกร้ามา

๒. หมายถึง คัมภีร์ หรือ ตำรา (ปกณมฺปิ ปิฏกนฺติ วุจฺจติ) ดุจในประโยค ในกาลามสูตรว่า มา ปิฏกสมฺปทาเนน ท่านอย่าเชื่อเพียงเพราะอ้างตำราหรือคัมภีร์ ดังนั้น พระไตรปิฎก จึงหมายถึง คัมภีร์ หรือ ตำรา ที่รวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็นหมวดเป็นหมู่ ไม่ให้กระจัดกระจายคล้ายกระจาดหรือตะกร้าอันเป็นภาชนะสำหรับใส่ของฉะนั้น

อ่านต่อ >>>


พระสูตร

 

กัจจานโคตตสูตร
เกสปุตตสูตร
กุตุหลสาลาสูตร
โกกนุทสูตร
ขันธ์สังยุต ทิฏฐิวรรค
เขมาเถรีสูตร
จูฬกัมมวิภังคสูตร
จูฬมาลุงโกยวาทสูตร
ตตถสูตร
ติมพรุกขสูตร
ทิฏฐิกถา
ทิฏฐิสังยุต จตุตถเปยยาล
ทิฏฐิสังยุต ตติยเปยยาล
ทิฏฐิสังยุต ทุติยเปยยาล
ทิฏฐิสังยุต โสตาปัตติวรรค
ทิฏฐิสูตร
ปรัมมรณสูตร
ปัญจัตตยสูตร
โปฏฐปาทสูตร
พรหมชาลสูตร
ภัททิยสูตร
โมคคัลลานสูตร
โรหิตัสสสูตรที่ ๑
วัจฉสูตร
สภิยสูตร
สามัญญผลสูตร
สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๑
สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๒
สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๓
สารีปุตตโกฏฐิตสูตร ที่ ๔
สาฬหสูตร
อนันทสูตร
อนุราธสูตร
อัคคิวัจฉโคตตสูตร
อุตติยสูตร
อเจลกัสสปสูตร
        

ในความหมายของสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องอย่างถ่องแท้ตามคำบัญญัติของพระบรมครู ท่านผู้รู้ และนักปราชญ์ราชบัณฑิตนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อใดที่มีความเข้าใจไม่ถูกต้อง การนำไปใช้ก็จะผิดเพี้ยน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ซ้ำยังเกิดโทษต่อตนเอง ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูงที่ยากจะแก้ไข อย่างเช่นคำว่า สมบัติ ที่คนทั่วๆไป มักจะเข้าใจกันว่าหมายถึงทรัพย์สินเงินทอง ข้าวของมีค่า  คลิกอ่านต่อ

ธรรมะหมายถึงตัวบุคคลทุกคน จะเป็นพระเป็นเณรก็เป็นธรรมะ จะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็เป็นธรรมะ คำว่าธรรมะก็คือการทำดี การทำดีก็เป็นกุศลธรรม  การทำชั่วก็เป็นธรรมเหมือนกัน เขาเรียกว่าอธรรม อธรรมนี้เป็นการทำไม่ดี  ไม่มีระเบียบ ไม่มีวินัยทำไปตามใจชอบผิดถูกก็ไม่รู้จัก  ทำไปตามอารมณ์  ไม่ได้ใช้สติปัญญา  ไม่มีเหตุผล 

พุทธะ จึงแปลว่า ผู้รู้ รู้ธรรม เห็นธรรม เข้าใจธรรม รู้ธรรมก็คือรู้ตัวเรา กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด เข้าใจธรรม  เมื่อรู้อันนี้แล้วก็เลยรู้บาป รู้บุญ บาปก็คือโง่นั่นเอง คือไม่รู้ คืออยู่ในถ้ำ มืดอยู่นั่นแหละ ถ้าเราออกจากถ้ำได้ เรามาอยู่ปากถ้ำ อยู่ข้างนอกถ้ำ เราก็สามารถมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง 

การรู้เฉยๆ นี้ยังไม่เห็นความคิด รู้เรื่องรูปนามนี่ยังไม่เห็นความคิด  มันคิดจากไหนไม่รู้ มันคิดแล้วมันก็เข้าไปในความคิด  รู้ไปเรื่อยๆ  รู้แต่ดี   ชั่วไม่รู้   อันนี้เป็นปัญหาที่ทุกคนควรจำเอาไว้ 

การรู้สึกตัวนั้น  เป็นไม้ขีดไฟ เทียนไขนั้นก็คือ  มันคิดเรารู้  เราพยายามจุดสองอย่างนี้ จุดแล้วก็สว่างขึ้นมา ก็เดินหนีออกจากถ้ำ ไม่เข้าไปอยู่ในถ้ำ  ถึงจะต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำ  ก็ต้องไม่ให้มันมืดต่อไป  ต้องรู้สึกตัวทันที  นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม 

การรู้สึกตัวนี้  ให้รู้สึกลงไป  เมื่อมันไหวขึ้นมาให้รู้สึกตามความเป็นจริงที่มันเคลื่อนไหวนั้น  เมื่อมันหยุดก็ให้รู้สึกทันทีว่ามันหยุด  อันนี้เรียกว่า  สงบ  สงบแบบรู้สึก 

ที่เราต้องการความสงบ หรือพุทธะ เราไม่ต้องไปทำอะไรให้มาก เพียงให้ดูต้นตอของชีวิต เมื่อมันคิดมาอย่าเข้าไปในความคิด ให้ตัดความคิดออกให้ทัน 

ความสงบมีอยู่แล้วโดยไม่ต้องทำขึ้น  เป็นความสงบจาก โทสะ  โมหะ  โลภะ  เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นแก่เรา สติจะมาทันที เนื่องจาก สติ สมาธิ ปัญญา อยู่ที่นั่นแล้ว โทสะ โมหะ โลภะ จึงไม่มี ถ้าบุคคลใดไม่ได้เจริญสติ ไม่ได้ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นจะไม่มีมัน ทั้งๆ ที่มันมีอยู่ที่นั่นแล้ว 

ศาสนาพุทธนี้ จึงเป็นสากล  เป็นของทุกคน จะสงวนลิขสิทธิ์ไม่ให้ผู้อื่นรู้นั้นไม่ได้  ถ้าหากผู้ใดแสวงหาและปฏิบัติให้ถูกต้อง ถูกทางแล้ว มีครูสอนก็รู้ ไม่มีครูสอนก็รู้ 

การบูชาพระพุทธเจ้านั้นต้องประพฤติธรรม ต้องปฏิบัติธรรม รู้ธรรม สมควรแก่ธรรม จึงจะชื่อว่าเป็นการบูชาอย่างยิ่ง