บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มิลินทปัญหา
ฉบับแปลในมหามกุฏราชวิทยาลัย

มิลินทปัญหา

วรรคที่สี่

1 มนสิการลักขณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า มนสิการมีลักษณะอย่างไร "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "มหาราช นสิการมีลักษณะนึก"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

2 เอกภาวคตปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป้นเจ้า ธรรมทั้งหลายที่ถึงความเป็นอันเดียวกันเหล่านี้ อาจแยกออกบัญญัติให้ต่างกันว่า 'นี่ผัสสะ นี่เวทนา นี่สัญญา นี่เจตนา นี่วิญญาณ นี่วิตก นี่วิจาร' ดังนี้ ได้หรือไม่ "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร การที่จะแยกออกบัญญัติให้ต่างกันดังนั้นไม่ได้"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "เหมือนอย่างว่า พนักงานผู้แต่งเครื่องเสวยของพระราชา เมื่อจะแต่งพยัญชนะสูปะวิกัติ ก็คงจะแทรกนมส้มบ้าง เกลือบ้าง ขิงบ้าง ผักชียี่หร่าบ้าง พริกบ้าง เครื่องปรุงอื่น ๆ บ้าง ลงในพยัญชนะสูปะวิกัตินั้น; พระราชาจะรับสั่งให้ชาวเครื่องนั้นแยกเอารสแห่งของที่แทรกลงในพยัญชนะสูปะวิกัตินั้น มาถวายเป็นอย่าง ๆ ทั้งหมด; ชาวเครื่องนั้นอาจแยกรสที่ปรุงเข้าเป็นอันเดียวกันแล้วนั้น มาถวายเป็นอย่าง ๆ คือ รสเปรี้ยวบ้าง รสเค็มบ้าง รสขมบ้าง รสเผ็ดบ้าง รสฝาดบ้าง รสหวานบ้าง ดังนี้ ได้หรือไม่ "
            ร "การที่จะแยกรสปรุงเข้าเป็นอันเดียวกันแล้ว ออกให้เป็นอย่าง ๆ ดังนั้นไม่ได้, ก็แต่รสเหล่านั้น ย่อมปรากฏชัดตามลักษณะของตัว ๆ เอง"
            ถ "ข้อนั้นฉันใด, การที่จะแยกธรรมทั้งหลายนั้นออกบัญญัติให้ต่างกันดังนั้นไม่ได้, ก็แต่ว่า ธรรมทั้งหลายนั้น ย่อมปรากฏชัดตามลักษณะของตัว ๆ เองฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"
            พระเถรเจ้าทูลถามว่า "ขอถวายพระพร เกลือเป็นของรู้ได้ด้วยจักษุหรือ "
           พระราชาตรัสตอบว่า "รู้ได้ด้วยจักษุซิ พระผู้เป็นเจ้า"
           ถ "พระองค์ทรงพิจารณาจงดี"
            ร "รู้ได้ด้วยลิ้นหรือ"
            ถ "ขอถวายพระพร รู้ได้ด้วยลิ้น"
            ร "รู้ได้ด้วยลิ้นอย่างเดียวหรือ"
            ถ "ขอถวายพระพร"
            ร "ถ้าอย่างนั้น เรื่องอะไรโคจึงต้องขนมันมาด้วยเกวียนเล่า, นำมาแต่เกลือก็แล้วกัน"
           ถ "ไม่อาจนำมาแต่เกลือ, เพราะสภาวะทั้งหลายเหล่านี้ คือ เกลือกับน้ำหนัก เข้ากันเป็นอันเดียว ต่างกันแต่โดยความเป็นอารมณ์"
            ถ "ขอถวายพระพร คนอาจชั่งเกลือด้วยตาชั่งได้หรือไม่ "
            ร "ได้ซิ เพราะผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ขอถวายพระพร ไม่ได้, ชั่งได้แต่น้ำหนักต่างหาก"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

3 ปัญจายตนกัมมนิพพัตตปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า อายตนะห้าอย่างเกิดแต่กรรมต่างกัน หรือเกิดแต่กรรมอันเดียวกัน"
           พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร เกิดแต่กรรมต่างกัน, หากเกิดแต่กรรมเดียวกันไม่"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "พระองค์จะทรงพระดำริเห็นข้อความนั้นเป็นไฉน: ถ้าใคร ๆ จะหว่านพืชห้าอย่างในไร่เดียวกัน, ผลของพืชที่ต่างกันนั้น ก็คงเป็นต่างกัน มิใช่หรือ "
            ร "อย่างนั้น คงเป็นต่างกัน"
            ถ "ข้อนั้นฉันใด, อายตนะห้าอย่าง ก็เกิดแต่กรรมต่างกัน, หาเกิดแต่กรรมเดียวกันไม่ ฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

4 กัมมนานากรณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า เหตุไฉนมนุษย์ทั้งหลายจึงไม่เหมือนกันหมด, บางพวกมีอายุน้อย บางพวกมีอายุยืน, บางพวกมีโรคมาก บางพวกมีโรคน้อย, บางพวกมีสีทราม บางพวกมีสีดี, บางพวกมีอำนาจน้อยบางพวกมีอำนาจมาก, บางพวกมีสมบัติน้อย บางพวกมีสมบัติมาก, บางพวกมีตระกูลต่ำ บางพวกมีตระกูลสูง, บางพวกมีปัญญาทราม บางพวกมีปัญญาดี"
           พระเถรเจ้าทูลถามว่า "ขอถวายพระพร เหตุไฉนต้นไม้ทั้งหลายจึงไม่เหมือนกันหมด, บางต้นมีผลเปรี้ยว บางต้นมีผลกร่อย (อญเญลวณา) บางต้นมีผลขม บางต้นมีผลเผ็ด บางต้นมีผลฝาด บางต้นมีผลหวาน"
            ร "ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เป็นเพราะพืชต่างกัน"
            ถ "ข้อนั้นฉันใด, มนุษย์ทั้งหลายไม่เหมือนกันหมด บางพวกมีอายุน้อย บางพวกมีอายุยืน, บางพวกมีโรคมาก บางพวกมีโรคน้อย, บางพวกมีสีทราม บางพวกมีสีดี, บางพวกมีอำนาจน้อย บางพวกมีสมบัติมาก, บางพวกมีตระกูลต่ำ บางพวกมีตระกูลสูง, บางพวกมีปัญญาทราม บางพวกมีปัญญาดี ดังนี้ ก็เพราะกรรมต่างกัน ฉันนั้น ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัส (แก่สุภามาณพ) ว่า "มาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย, กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลายให้เป็นผู้เลวทราม้าง ดีบ้าง ดังนี้"
           ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

5 ปฏิกัจเจววายามกรณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า 'บรรพชาของอาตมภาพมีประโยชน์ที่จะได้รู้ว่า ทำอย่างไรทุกข์นี้จะดับไป และทุกข์อื่นจะไม่เกิดขึ้น' ดังนี้ ต้องการอะไรด้วยความพยายามไว้ก่อน, เมื่อถึงกาลเข้า จึงค่อยพยายามไม่ได้หรือ "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ขอถวายพระพร เมื่อถึงกาลเข้า ความพยายามไม่ทำธุระให้สำเร็จได้, ความพยายามไว้ก่อน ย่อมทำธุระให้สำเร็จได้"
           ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
           ถ "พระองค์จะทรงดำริเห็นความข้อนั้นเป็นไฉน: พระองค์ทรงระหายอยากจะเสวยน้ำในเวลาใด, พระองค์จึงตรัสสั่งให้ขุดบ่อน้ำ ขุดสระ ด้วยพระราชประสงค์จะได้เสวยน้ำในเวลานั้นหรือ "
            ร "หามิได้"
            ถ "เมื่อถึงกาลเข้า ความพยายามไม่ทำธุระให้สำเร็จได้, ความพยายามไว้ก่อน ย่อมทำธุระให้สำเร็จได้ ก็เหมือนฉะนั้น"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
           ถ "พระองค์จะทรงดำริเห็นความข้อนั้นเป็นไฉน: พระองค์ทรงหิวอยากจะเสวยพระกระยาหารในเวลาใด, พระองค์จึงตรัสสั่งให้ไถนา ให้ปลูกข้าวสาลี ให้เก็บเมล็ดข้าวมา ด้วยพระราชประสงค์จะเสวยพระกระยาหารในเวลานั้นหรือ "
            ร "หามิได้"
            ถ "เมื่อถึงกาลเข้า ความพยามไม่ทำธุระให้สำเร็จได้ ก็เหมือนกัน"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            ถ "พระองค์จะทรงพระดำริเห็นความข้อนั้นเป็นไฉน: สงครามมีขึ้นแก่พระองค์ในเวลาใด, พระองค์จึงตรัสสั่งให้ขุดคู ให้ก่อกำแพง ให้ปักเสาระเนียด ให้ถมดินทำเชิงเทิน ให้รวบรวมเสบียงอาหาร ในเวลานั้น, และพระองค์จะหัดทรงช้าง หัดทรงม้า หัดทรงรถ หัดทรงธนู หัดทรงพระแสง ในเวลานั้นหรือ "
            ร "หามิได้"
            ถ "เมื่อถึงกาลเข้า ความพยายามไม่ทำธุระให้สำเร็จได้, ความพยายามไว้ก่อน ย่อมทำธุระให้สำเร็จได้ ก็เหมือนฉะนั้น; ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสว่า "บุคคลรู้ว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์แก่ตควรรีบขวนขวายด้วยปัญญาของตน เหมือนอย่างว่า คนขับเกวียน ละทางใหญ่ที่ราบเสีย ขึ้นสู่ทางที่ไม่ราบแล้ว     มีเพลาหักแล้วจ๋อยอยู่ ฉันใด, คนโง่เล่า หลีกจากธรรม หันหาสภาพที่ไม่เป็นธรรมแล้ว ถึงปากแห่งมัจจุราชแล้วโศกเศร้าอยู่ เหมือนคนขับเกวียน มีเพลาหักแล้ว ฉันนั้น ดังนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

6 ปกติอัคคินิรยัคคีอุณหาการปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าพูดอยู่ว่า 'ไฟนรกร้อนมากกว่าไฟปกติ, ศิลาน้อย ๆ ทิ้งลงไปในไฟปกติ แม้ชักสูบเผาอยู่วันยังค่ำ ก็ไม่แหลกย่อยไป, ศิลาใหญ่แม้ประมาณเท่าเรือนยอด ทิ้งลงไปในไฟนรกครู่เดียว ก็แหลกย่อยไป; ข้อนี้ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อ และพระผู้เป็นเจ้าพูดอยู่ว่า 'สัตว์ที่เกิดในนรกนั้น แม้ไหม้อยู่หลายพันปี ก็ไม่แหลกย่อยไป;' ข้อนี้ข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อ"
            พระเถรเจ้าทูลถามว่า "ขอถวายพระพร พระองค์จะทรงพระดำริเห็นข้อนั้นเป็นอย่างไร: นางมังกรก็ดี นางจระเข้ก็ดี นางเต่าก็ดี นางนกยูงก็ดี นางนกพิราบก็ดี กลืนก้อนศิลาและกรวดอันแข็งกินเป็นอาหาร ไม่ใช่หรือ "
            ร "อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ก้อนศิลาและกรวดนั้น เข้าไปในภายในกะเพาะ ซึ่งอยู่ในท้องของสัตว์เหล่านั้น แหลกย่อยไปไม่ใช่หรือ "
            ร "อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ครรภ์ในท้องของสัตว์เหล่านั้นแหลกย่อยไปเหมือนกันหรือ "
            ร "หามิได้ พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ขอถวายพระพร เพราะเหตุอะไร จึงไม่แหลกย่อยไป"
            ร "ข้าพเจ้าเข้าใจว่า เพราะกรรมเป็นใหญ่"
            ถ "ข้อนั้นฉันใด, สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในนรก ไหม้อยู่ในนรก แม้หลายพันปี ก็ไม่แหลกย่อยไป คือว่ายังเกิดนในนรกนั้นนั่นเอง เจริญอยู่ได้ในนรกนั้นนั่นเอง ตายอยู่ในนรกนั้นนั่นเอง เพราะกรรมเป็นใหญ่เหมือนกันฉันนั้น แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสว่า "บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นเพียงใด สัตว์ผู้เกิดในนรกนั้นยังไม่ตายเพียงนั้น ดังนี้"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            พระเถรเจ้าชักเรื่องนางราชสีห์ นางเสือโคร่ง นางเสือเหลือง นางสุนัข อันกินเนื้อซึ่งติดกระดูกอันแข็งเป็นอาหาร, และหญิงชาวโยนกซึ่งเป็นนางกษัตริย์ก็ดี เป็นนางพราหมณีก็ดี เป็นหญิงแม่เรือนก็ดี มีชาติละเอียดอ่อน บริโภคขัชชะมังสาหารอันแข็งเป็นอาหาร, ของที่เป็นอาหารอันเข้าไปภายในกระเพาะ ซึ่งอยู่ในท้องสัตว์และหญิงเหล่านั้น ย่อมแหลกย่อยไป, ส่วนครรภ์ที่ตั้งขึ้นในท้องของสัตว์และหญิงเหล่านั้น ย่อมไม่แหลกย่อยไป เพราะกรรมเป็นใหญ่, มาแสดงโดยข้ออุปมาอุปไมย ให้พระเจ้ามิลินท์ เข้าพระราชหฤทัย โดยนัยหนหลัง
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

7 ปฐวีสันธารกปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า พูดอยู่ว่า 'แผ่นดินอันใหญ่นี้ตั้งอยู่บนน้ำ, น้ำตั้งอยู่บนลม, ลมตั้งอยู่บนอากาศ;' แม้ข้อนี้ ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อ"
            พระเถรเจ้าจับธรมกรกจุ่มน้ำยกขึ้น อธิบายให้พระเจ้ามิลินท์เข้าพระราชหฤทัยว่า "น้ำนี้ลมอุ้มไว้ ฉันใด แม้น้ำนั้นลมก็อุ้มไว้ฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

8 นิโรธนิพพานปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า นิพพาน คือ นิโรธหรือ "
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ขอถวายพระพร นิพพาน คือ นิโรธ"
            ร "นิพาน คือ นิโรธอย่างไร "
            ถ "บุถุชนคนเขลาทั้งหลายทั้งปวง ยินดีเพลิดเพลินหมกมุ่นอยู่ในอายตนะภายในภายนอก อันกระแสตัณฆาพัดให้ลอยไปอยู่, อาตมภาพจึงกล่าวว่า 'ไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปมายาส ไม่พ้นไปจากทุกข์ได้' ส่วนอริยสาวก ผู้ได้สดับแล้ว ย่อมไม่ยินดีเพลิดเพลินหมกหมุ่นอยู่ในอายตนะภายในภายนอก, เมื่อท่านไม่ยินดีเพิลดเพลินหมกมุ่นเช่นนั้น ตัณหา คือ ความทะยานอยากย่อมดับไป, เพราะตัณหาดับไป อุปาทาน คือ การถือมั่นก็ดับไป, เพราะอุปาทานดับ ภพ คือ กรรมก็ดับไป, เพราะภพดับ ชาติ คือ ความเกิดก็ดับไป, เพราะชาติดับ ชรา คือ ความแก่ มรณะ คือ ความตาย โสก คือ ความแห้งใจ ปริเทวะ คือ ความร่ำไรรำพัน ทุกข์ คือ ความเจ็บกาย โทมนัส คือ ความเสียใจ อุปายาส คือ ความคับใจก็ย่อมดับไป, ความดับแห่งกองทุกข์สิ้นเชิงนั้น ย่อมมีด้วยอุบายอย่างนี้ นิพพาน คือ นิโรธด้วยประการอย่างนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

9 นิพพานลภนปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า คนทั้งหลายย่อมได้นิพพานหมดทุกคนหรือ"
           พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "คนทั้งหลายได้นิพพานหมดทุกคนหามิได้, ยกไว้แต่ผู้ใดปฏิบัติชอบ รู้เฉพาะธรรมที่ควรรู้เฉพาะ คือ กำหนดรู้ ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ละธรรมที่ควรละ เจริญธรรมที่ควรเจริญ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง, ผู้นั้นย่อมได้นิพพาน"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

10 นิพพานสุขภาวชานนปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ผู้ใดไม่ได้นิพพาน ผู้นั้นรู้หรือว่า 'นิพพานเป็นสุข"
            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ขอถวายพระพร รู้ได้"
            ร "รู้ได้อย่างไร "
            ถ "พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน: มือและเท้าของผู้ใดไม่ขาด ผู้นั้นจะรู้ได้หรือว่า 'การถูกตัดมือเท้าเป็นเหตุแห่งทุกข์"
            ร "รู้ได้ซิ พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "รู้ได้อย่างไร "
            ร "ได้ฟังเสียงครางของคนอื่น ผู้มีมือเท้าอันขาดแล้ว ก็รู้ได้ซิพระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ข้อนั้นฉันใด, ผู้ใดไม่ได้นิพพาน ได้ฟังเสียงของคนที่เห็นนิพพาน ก็รู้ได้ว่า 'นิพพานเป็นสุข     ' ฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"


วรรคที่ 1
วรรคที่ 2
วรรคที่ 3
วรรคที่ 4
วรรคที่ 5
วรรคที่ 6
วรรคที่ 7
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook