บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มิลินทปัญหา
ฉบับแปลในมหามกุฏราชวิทยาลัย

มิลินทปัญหา

วรรคที่หก

1 กายอัปปิยปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า กายเป็นที่รักของบรรพชิตทั้งหลายหรือ "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร กายซึ่งจะเป็นที่รักของบรรพชิตทั่งหลายหามิได้"
            ร "เมื่อไม่มีความรัก เหตุไฉนบรรพชิตทั้งหลายจึงต้องทะนุบำรุง ต้องหวงกันเล่า "
            ถ "เมื่อพระองค์เสด็จไปสู่งานพระราชสงคราม บางคราวเคยต้องอาวุธของข้าศึกบ้างหรือไม่ "
            ร "เคยบ้าง"
            ถ "แผลที่ต้องอาวุธนั้น พระองค์ทรงพอกยาสำหรับพอก ทรงทาน้ำมัน ทรงพันไว้ด้วยผ้าเนื้อละเอียดมิใช่หรือ "
           ร "อย่างนั้น"
            ถ "แผลเป็นที่รักของพระองค์หรือ, จึงต้องทรงทำอย่างนั้น "
            ร "หามิได้ เพราะว่าข้าพเจ้าทำไว้อย่างนั้น ก็เพื่อจะให้เนื้องอกขึ้นดังเก่า"
            ถ "ข้อนั้นฉันใด, กายไม่เป็นที่รักของบรรพชิตทั้งหลาย, ก็แต่ว่าบรรพชิตทั้งหลายซึ่งไม่หมกมุ่นทะนุบำรุงกายไว้ ก็เพื่อจะอนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ข้อนี้ก็ฉันนั้น เออก็ กายนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเปรียบประดุจแผล, เหตุนั้น บรรพชิตทั้งหลายไม่หมกมุ่นทะนุบำรุงกายเหมือนรักษาแผล, ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า 'กายนี้มีทวารเก้า มีแผลอันใหญ่ มีหนังอันสดปกปิดไว้ คายของโสโครกออกโดยรอบ ไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็น' ดังนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

2 สัมปัตตกาลปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรู้อะไรหมด ทรงเห็นอะไรหมด มิใช่หรือ "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร"
            ร "เมื่อเป็นอย่างนั้น เหตุไฉนพระองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายโดยลำดับ"
            ถ "หมอผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้รู้จักยาในแผ่นดินนี้หมด มีอยู่บ้างหรือ "
            ร "มีซิ พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "หมอนั้น ต่อเมื่อถึงกาลจึงให้คนไข้ดื่มยา หรือยังไม่ทันถึงกาล ก็ให้ดื่ม"
            ร "ต่อถึงกาล จึงให้ดื่ม ยังไม่ถึงกาล ก็ยังไม่ให้ดื่ม"
           ถ "ข้อนั้นฉันใด, พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้อะไรหมด ทรงเห็นอะไรหมด ยังไม่ถึงกาล ก็ยังไม่ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลาย, ต่อถึงกาลแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบท ให้เป็นพระบัญญัติที่ไม่ควรจะล่วงตลอดชีพไว้แก่สาวกทั่งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

3 ทวัตติงสมหาปุริสลักขณปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า พระพุทธเจ้าประกอบด้วย มหาปุริสลักษณะสามสิบสอง รุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะแปดสิบ มีพระพรรณดุจทอง มีพระฉวีดุจทอง มีพระรัศมีประมาณวาหนึ่งหรือ "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร"
            ร "พระพุทธมารดาและพระพุทธบิดาทั้งหลาย ประกอบด้วย มหาปุริสลักษณะสามสิบสอง รุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะแปดสิบ มีพระพรรณดุจทอง มีพระฉวีดุจทอง มีพระรัศมีประมาณวาหนึ่ง เหมือนพระองค์หรือ "
            ถ "หามิได้"
            ร "ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น คำว่า 'พระพุทธเจ้าประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะสามสิบสอง รุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะแปดสิบ มีพระพรรณดุจทอง มีพระฉวีดุจทอง มีพระรัศมีประมาณวาหนึ่ง' ดังนี้ นี้จะชอบหรือ; พระผู้เป็นเจ้า เพราะธรรมดาบุตรฝ่ายข้างมารดา ก็คล้ายมารดา บุตรข้างฝ่ายบิดา ก็คล้ายบิดา"
            ถ "บัวบางอย่างมีกลีบร้อยหนึ่ง มีหรือไม่ "
            ร "มีซิ"
            ถ "บัวนั้นเกิดที่ไหน "
            ร "เกิดในเปือกตมแช่อยู่ในน้ำ"
            ถ "บัวนั้น มีสี มีกลิ่น มีรส เหมือนดังเปือกตมหรือ "
            ร "หามิได้"
            ถ "ถ้าเช่นนั้น บัวนั้นมีสี มีกลิ่น มีรส เหมือนน้ำหรือ "
            ร "หามิได้"
            ถ "ข้อนั้นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะสามสิบสอง รุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะแปดสิบ มีพระพรรณดุจทอง มีพระฉวีดุจทอง มีพระรัศมีประมาณวาหนึ่ง, ส่วนพระพุทธมารดาและพระพุทธบิดาของพระองค์ มิได้ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะสามสามสิบ และมิได้รุ่งเรืองด้วยอนุพยัญชนะแปดสิบ หามีพระพรรณและพระฉวีดุจทองไม่ และหามีพระรัศมีประมาณวาหนึ่งไม่ ข้อนี้ก็ฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

4 พรหมจารีปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า พระพุทธเจ้าทรงประพฤติอย่างพรหมหรือ "
           พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร"
            ร "ถ้าอย่างนั้น พระพุทธเจ้ามิเป็นศิษย์ของพรหมหรือ "
            ถ "ช้างพระที่นั่งของพระองค์มีมิใช่หรือ "
            ร "มีซิ"
            ถ "ช้างพระที่นั่งนั้น บางคราวเคยร้อยเสียงดังดุจนกกะเรียนบ้างมิใช่หรือ "
            ร "เคยบ้าง พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ก็ถ้าอย่างนั้น ช้างมิเป็นศิษย์ของนกกะเรียนหรือ "
            ร "หามิได้"
            ถ "พรหมเป็นผู้มีความรู้ หรือเป็นผู้หาความรู้มิได้ "
            ร "เป็นผู้มีความรู้ซิ"
            ถ "ถ้าอย่างนั้น พรหมเป็นศิษย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

5 อุปสัมปันนปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า อุปสัมปทาดีหรือ "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร"
           ร "พระผู้เป็นเจ้า อุปสัมปทาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีหรือไม่ "
           ถ "พระผู้มีพระภาคเจ้าอุปสมบทที่โคนแห่งต้นโพธิ์ พร้อมกันกับเวลาที่พระองค์ตรัสรู้สัพพัญญุตญาณ, อุปสัมปทาของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่คนอื่นให้ เหมือนพระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบท ให้เป็นพระบัญญัติ ไม่ควรล่วงตลอดชีพไว้แก่พระสาวกทั้งหลายมิได้มี"
           ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

6 อัสสุปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ผู้หนึ่งมารดาตายแล้วร้องไห้, ผู้หนึ่งร้องไห้เพราะความรักในธรรม, น้ำตาของคนทั่งสองที่ร้องไห้อยู่ น้ำตาของใครเป็นเภสัช ของใครหาเป็นเภสัชไม่"
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร น้ำตาของคนหนึ่งขุ่นร้อน เพราะราคะโทสะโมหะ, น้ำของคนหนึ่งใสเย็น เพราะปิติดโสมนัส; น้ำตาเย็นนั่นแหละเป็นเภสัช, น้ำตาขุ่นนั่นแหละหาเป็นเภสัชไม่"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

7 รสปฏิสังเวทีปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า คนที่ยังมีราคะกับคนที่ปราศจากราคะแล้วต่างกันอย่างไร "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร ผู้หนึ่งยังหมกมุ่น ผู้หนึ่งไม่หมกมุ่น"
            ร "ข้อที่ว่าหมกมุ่นและไม่หมกมุ่นนั้นอย่างไร "
            ถ "คือ คนหนึ่งยังมีความต้องการ, ผู้หนึ่งไม่มีความต้องการ"
            ร "พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ว่า 'บุคคลที่ยังมีราคะและบุคคลที่ปราศจากราคะแล้ว ย่อมปรารถนาแต่ของเคี้ยวของกินที่ดีด้วยกันหมดทุกคน ไม่มีใครปรารถนาของเลว"
            ถ "บุคคลที่ยังไม่ปราศจากราคะ บริโภคโภชนะ ทั้งรู้สึกรส ทั้งรู้สึกความกำหนัดในรส, ส่วนบุคคลที่ปราศจากราคะแล้ว บริโภคโภชนะ รู้สึกแต่รส หารู้สึกความกำหนัดในรสไม่"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

8 ปัญญายปติฏฐานปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ปัญญาอยู่ที่ไหน "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร มิได้อยู่ที่ไหน"
            ร "ก็ถ้าอย่างนั้น ปัญญามิได้มีหรือ "
            ถ "ลมอยู่ที่ไหน "
            ร "มิได้อยู่ที่ไหน"
            ถ "ถ้าอย่างนั้น ลมมิไม่มีหรือ "
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

9 สังสารปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า             "พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้ากล่าวอยู่ว่า 'สงสาร ๆ' ดังนี้นั้น, สงสารนั้นคืออย่างไร "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร บุคคลเกิดแล้วในที่นี้ ตายแล้วในที่นี้, ตายแล้วในที่นี้ เกิดขึ้นในที่อื่น เกิดแล้วในที่นั้น ตายแล้วในที่นั้นแหละ ตายแล้วในที่นั้น เกิดขึ้นในที่อื่น, ความเกิด ๆ ตาย ๆ นี้แหละชื่อว่าสงสาร"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "เหมือนบุรุษคนหนึ่งได้บริโภคมะม่วงอันสุกแล้ว เพาะเมล็ดไว้, หน่อแตกจากเมล็ดนั้นเกิดเป็นต้นมะม่วงใหญ่จนถึงเผล็ดผล, บุรุษนั้นได้บริโภคอีก แล้วก็เพาะเมล็ดไว้, หน่อแตกจากเมล็ดนั้นเกิดเป็นต้นมะม่วงใหญ่ จนถึงเผล็ดผลเป็นลำดับ ๆ มาดังนี้, ที่สุดของต้นมะม่วงทั้งหลายนั้นมิได้ปรากฏด้วยประการดังนี้ ข้อนี้ฉันใด; บุคคลเกิดแล้วในที่นี้ ตายในที่นี้, ตายแล้วในที่นี้ เกิดขึ้นในที่อื่น เกิดแล้วในที่นั้น ตายในที่นั้นแหละ, ตายแล้วในที่นั้น เกิดขึ้นในที่อื่น ความเกิด ๆ ตาย ๆ นี้แหละชื่อว่าสงสาร ข้อนี้ก็ฉันนั้น"
           ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

10 จิรกตสารณปัยหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า บุคคลจะระลึกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และสิ่งที่ทำไว้นาน ๆ ได้ด้วยอะไร "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร ระลึกได้ด้วยสติ"
            ร "ระลึกได้ด้วยจิต มิได้ระลึกได้ด้วยสติมิใช่หรือ "
            ถ "พระองค์ทรงระลึกถึงราชกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่พระองค์ได้ทรงทำไว้แล้วลืมเสีย ได้บ้างหรือ "
            ร "ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ในสมัยนั้น พระองค์ไม่มีจิตหรือ "
            ร "ในสมัยนั้น มิใช่ว่าข้าพเจ้าจะไม่มีจิตหามิได้ แต่ในสมัยนั้นไม่มีสติ"
            ถ "ก็เมื่ออย่างนั้น เหตุไรพระองค์จึงตรัสว่า 'ระลึกได้ด้วยจิต, มิได้ระลึกได้ด้วยสติเล่า "
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

11 สติอภิชานนปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ความระลึกทั้งปวง ย่อมเกิดขึ้นแต่ความรู้เองหรือต่อผู้อื่นเตือนจึงจะเกิด"
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร เกิดแต่ความรู้เองบ้าง ต่อผู้อื่นเตือนจึงเกิดขึ้นบ้าง"|
            ร "ความระลึกทั้งปวง ต้องมีเพราะความรู้เอง มีเพราะผู้อื่นเตือนหามิได้"
            ถ "ถ้าว่าไม่มีเพราะผู้อื่นเตือนจริงดังนั้น กิจที่จะควรทำด้วยการงาน ด้วยศิลปะ ด้วยวิทยามิไม่มีหรือ, บุคคลผู้เป็นอาจารย์มิไม่มีประโยชน์อะไรหรือ; เพราะเหตุใด สติมีอยู่เพราะผู้อื่นเตือน เพราะเหตุนั้น กิจที่จะควรทำด้วยการงาน ด้วยศิลปะ ด้วยวิทยาของผู้มีศิลปะจึงมี, และจึงต้องการอาจารย์ทั้งหลาย"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"


วรรคที่ 1
วรรคที่ 2
วรรคที่ 3
วรรคที่ 4
วรรคที่ 5
วรรคที่ 6
วรรคที่ 7
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook