บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

มิลินทปัญหา
ฉบับแปลในมหามกุฏราชวิทยาลัย

มิลินทปัญหา

วรรคที่เจ็ด

1 สติอาการปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า สติย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการเท่าไร "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร สติย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการสิบหกอย่าง คือ: เกิดขึ้นแก่ผู้รู้บ้าง เกิดขึ้นเพราะความเตือนบ้าง เกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยนิมิตอันสำคัญบ้าง เกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยสิ่งที่เป็นประโยชน์บ้าง เกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์บ้าง เกิดขึ้นเพราะนิมิตอันเหมือนกันบ้าง เกิดขึ้นเพราะนิมิตอันผิดกันบ้าง เกิดขึ้นเพราะลักษณะบ้าง เกิดขึ้นเพราะความระลึกบ้าง เกิดขึ้นเพราะความสังเกตบ้าง เกิดขึ้นเพราะความนับบ้าง เกิดขึ้นเพราะความจำบ้าง เกิดขึ้นเพราะภาวนาบ้าง เกิดขึ้นเพราะแก้ตำรับออกดูบ้าง เกิดขึ้นเพราะความเก็บไว้บ้าง เกิดขึ้นเพราะความเคยพบบ้าง
            สติเกิดขึ้นแก่ผู้รู้อย่างไร  ท่านผู้รู้ทั้งหลายผู้ระลึกชาติได้ เช่น พระอานนท์และอุบาสิกาขุชชุตตราหรือท่านผู้อื่น ย่อมระลึกชาติได้, สติเกิดขึ้นแก่ท่านผู้รู้อย่างนี้"
            สติเกิดขึ้นเพราะความเตือนอย่างไร  ผู้มีสติฟั่นเฟือนโดยปกติผู้อื่นเตือนให้ระลึกได้, สติเกิดขึ้นเพราะความเตือนอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยนิมิตอันสำคัญอย่างไร เมื่อใดได้อภิเษกในสมบัติก็ดี ได้บรรลุโสดาปัตติผลก็ดี เมื่อนั้นสติกำหนดจำก็เกิดขึ้น สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยนิมิตอันสำคัญอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างไร  คนได้ความสุขในที่ใด ก็ระลึกถึงที่นั้นว่า 'เราได้ความสุขในที่โน้น,' สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาศัยสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะวิญญาณ อาศัยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างไร  คนได้ความทุกข์ในที่ใด ก็ระลึกถึงที่นั้นว่า 'เราเคยได้ความทุกข์ในที่ที่โน้น,' สติย่อม
เกิดเพราะวิญญาณอาศัยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะนิมิตที่เหมือนกันอย่างไร  ได้เห็นคนที่คล้ายกันแล้ว ระลึกถึงมารดาก็ดี บิดาก็ดี พี่ชายน้องชายก็ดี พี่หญิงน้องหญิงก็ดี, ได้เห็นอูฐก็ดี โคก็ดี ลาก็ดี ที่คล้ายกันแล้ว ระลึกถึงสัตว์เช่นนั้นตัวอื่น, สติเกิดขึ้นเพราะนิมิตที่เหมือนกันอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะนิมิตที่ไม่เหมือนกันอย่างไร  ระลึกได้ว่า 'สีของสัตว์ตัวโน้น เช่นนี้, เสียงของคนโน้น เช่นนี้, กลิ่นรสสัมผัสของวัตถุโน้น เช่นนี้ ๆ, สติเกิดขึ้นเพราะนิมิตที่ไม่เหมือนกันอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะลักษณะอย่างไร  เจ้าของเห็นโคของตัวแล้วรู้ได้จำได้ เพราะตำหนิ เพราะลักษณะ, สติเกิดขึ้นเพราะลักษณะอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะความระลึกอย่างไร  ผู้มีสติฟั่นเฟือนโดยปกติ ผู้อื่นเตือนว่า 'ระลึกดูเถิด ๆ' ดังนี้ ให้ระลึกได้บ่อย ๆ, สติเกิดขึ้นเพราะความระลึกอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะความสังเกตอย่างไร  เพราะเราได้เคยเรียนหนังสือรู้ได้ว่า 'ต่ออักษรตัวนี้' จะต้องเขียนอักษรตัวนั้น', สติเกิดขึ้นเพราะความสังเกตอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะความนับอย่างไร  เพราะเคยได้เรียนความนับผู้นับจึงนับได้มาก, สติเกิดขึ้นเพราะความนับอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะความจำอย่างไร  เพราะได้เคยเรียนความจำ ผู้จำจึงจำได้มาก, สติเกิดขึ้นเพราะความจำอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะภาวนาอย่างไร  ภิกษุในศาสนานี้ ระลึกถึงขันธสันดานที่ตนอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายอย่างต่าง ๆ กัน คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปป์ (คือ กัปป์ที่เสื่อม) เป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปป์ (คือ กัปป์ที่เจริญ) เป็นอันมากบ้าง ว่าในที่โน้น เราได้เป็นผู้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นมีที่สุดอายุเท่านั้น ครั้นเลื่อนไปจากที่นั้นแล้ว ได้ไปเกิดในที่โน้น แม้ในที่นั้น เราได้เป็นผู้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น มีที่สุดอายุเท่านั้น ครั้นเลื่อนไปจากนั้นแล้ว มาเกิดขึ้นในที่นี้, ท่านระลึกขันธสันดานที่ตนเคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนหลายอย่างต่าง ๆ กัน พร้อมทั้งอาการและเพศพรรณฉะนี้, สติเกิดขึ้นเพราะภาวนาอย่างนี้
            สติเกิดขึ้นเพราะแก้ตำรับออกดูอย่างไร  เหมือนพระเจ้าแผ่นดินทรงระลึกถึงพระราชกำหนดสำหรับปกครองแผ่นดิน ตรัสสั่งให้นำคัมภีร์ที่จารึกพระราชบัญญัติมาทอดพระเนตรแล้ว ทรงระลึกพระราชกำหนดข้อนั้นได้, สติเกิดขึ้นเพราะแก้ตำรับออกดูอย่างนี้
           สติเกิดขึ้นเพราะความเก็บไว้อย่างไร  ได้เห็นของที่เก็บไว้แล้ว ระลึกขึ้นได้, สติเกิดขึ้นเพราะความเก็บไว้อย่างนี้
           สติเกิดขึ้นเพราะเคยพบอย่างไร  เพราะได้เห็น ระลึกถึงรูปได้ เพราะได้ฟัง ระลึกถึงเสียงได้ เพราะได้ดม ระลึกถึงกลิ่นได้ เพราะได้ชิม ระลึกถึงรสได้ เพราะได้ถูกต้อง ระลึกถึงสัมผัสได้ เพราะได้รู้แจ้ง ระลึกถึงธัมมารมณ์ได้, สติเกิดขึ้นเพราะเคยพบอย่างนี้
           สติเกิดขึ้นด้วยอาการสิบหกอย่างเหล่านี้แล ขอถวายพระพร"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

2 วัสสสตปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวอยู่ว่า 'ผู้ใดทำอกุศล กรรมถึงร้อยปี ในเวลาจะตาย กลับได้สติระลึกถึงพุทธคุณดวงเดียว ผู้นั้นจะเกิดขึ้นในเทวดา;' ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่เชื่อ อนึ่ง พระผู้เป็นเจ้ากล่าวอยู่ว่า 'คนจะเกิดในนรกเพราะทำปาณาติบาตคราวเดียว;' แม้ข้อนี้ข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อ"            พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "พระองค์จะทรงสำคัญเห็นความนั้นเป็นไฉน: ศิลาแม้เล็กนอกจากอยู่ในเรือ จะลอยน้ำได้หรือไม่ "
            ร "ลอยไม่ได้"
            ถ "ศิลาแม้ร้อยเกวียน บรรทุกลงในเรือแล้ว จะลอยน้ำได้หรือไม่ "
            ร "ลอยได้ซิ"
            ถ "กุศลกรรมทั้งหลาย ควรเห็นเหมือนเรือ ฉะนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

3 อนาคตปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า พยายามเพื่อจะละทุกข์ที่ล่วงไปแล้วหรือ "
            ถ "หามิได้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้า พยายามเพื่อจะละทุกข์ที่ยังไม่มาถึงหรือ "
            ถ "หามิได้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้า พยายามเพื่อจะละทุกข์ที่เกิดขึ้นบัดนี้หรือ "
            ถ "หามิได้"
            ร "ถ้าว่าพระผู้เป็นเจ้า มิได้พยายามเพื่อจะละทุกข์ที่ล่วงไปแล้ว ที่ยังไม่มาถึง ที่เกิดขึ้นบัดนี้, ถ้าเช่นนั้น พระผู้เป็นเจ้าพยายามเพื่อประโยชน์อะไรเล่า "
            ถ "อาตมภาพ พยายามเพื่อประโยชน์ว่า 'ทำอย่างไรหนอทุกข์นี้จะพึงดับไปด้วย ทุกข์อื่นจะไม่พึงเกิดขึ้นด้วย"
            ร "ทุกข์ที่ยังไม่มาถึงมีหรือ พระผู้เป็นเจ้า "
            ถ "ขอถวายพระพร ไม่มี"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าก็ฉลาดเหลือเกิน จึงพยายามเพื่อจะละทุกข์ซึ่งไม่มีอยู่"
            ถ "ขอถวายพระพร พระเจ้าแผ่นดินที่เป็นปฏิปักษ์ข้าศึกปัจจามิตร เคยยกมาประชิดพระนครมีบ้างหรือ "
            ร "มีบ้าง"
            ถ "พระองค์ตรัสสั่งให้ขุดคู ก่อกำแพง ปักเสาระเนียด ถมเชิงเทิน รวบรวมเสบียงอาหารในเวลานั้นหรือ "
           ร "หามิได้ ของเหล่านั้นต้องตระเตรียมไว้ก่อน"
           ถ "พระองค์หัดทรงช้าง ทรงม้า ทรงรถ ทรงธนู ทรงพระแสงในเวลานั้นหรือ "
           ร "หามิได้ ต้องหัดไว้ก่อน"
           ถ "การที่ทำดังนั้น เพื่อประโยชน์อะไร "
            ร "เพื่อประโยชน์จะกันภัยที่ยังไม่มาถึง"
            ถ "ภัยที่ยังไม่มาถึงมีหรือ ขอถวายพระพร "
            ร "ไม่มี"
            ถ "พระองค์ก็ฉลาดเหมือนกัน จึงตระเตรียมเพื่อจะกันภัยที่ยังไม่มาถึง"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            ถ "พระองค์จะทรงสำคัญเห็นความนั้นเป็นไฉน: เมื่อใด พระองค์ทรงระหาย เมื่อนั้น จึงตรัสสั่งให้ขุดสระ ด้วยพระราชประสงค์จะเสวยน้ำ ดังนั้นหรือ "
            ร "หามิได้ ต้องตระเตรียมไว้ก่อน"
            ถ "เพื่อประโยชน์อะไร "
            ร "เพื่อประโยชน์จะกันความระหายที่ยังไม่มาถึง"
            ถ "ความระหายที่ยังไม่มาถึงมีหรือ ขอถวายพระพร "
            ร "ไม่มี"
            ถ "พระองค์ก็ฉลาดเหลือเกิน จึงตระเตรียมเพื่อประโยชน์จะกันความระหายที่ยังไม่มาถึง"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            ถ "พระองค์จะทรงสำคัญเห็นความนั้นเป็นไฉน: เมื่อใด พระองค์ทรงหิวอยากจะเสวยพระอาหาร เมื่อนั้น จึงตรัสสั่งให้ไถนา หว่านข้าวสาลี ด้วยพระราชประสงค์จะเสวยพระอาหาร ดังนั้นหรือ "
            ร "หามิได้ ต้องตระเตรียมไว้ก่อน"
            ถ "เพื่อประโยชน์อะไร "
            ร "เพื่อประโยชน์จะกันความหิวที่ยังไม่มาถึง"
            ถ "ความหิวที่ยังไม่มาถึงมีหรือ ขอถวายพระพร "
            ร "ไม่มี"
            ถ "พระองค์ก็ฉลาดเหลือเกิน จึงได้ตระเตรียมเพื่อจะกันความหิวที่ยังไม่มาถึง"            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

4 ทูรพรหมโลกปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า พรหมโลก แต่ที่นี้ไปไกลเท่าไร "
           พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ไกลมาก ศิลาประมาณเท่าเรือน มียอดตกจากพรหมโลกนั้นแล้ว วันหนึ่งกันคืนหนึ่ง ตกลงมาได้สี่หมื่นแปดพันโยชน์ ต่อล่วงสี่เดือนจึงจะตกถึงพื้นแผ่นดิน"
            ร "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวอยู่ว่า 'ภิกษุผู้มีฤทธิ์ ถึงความแกล้วกล้าในจิต อันตรธานในชมพูทวีปแล้ว ไปปรากฏในพรหมโลกในทันใดเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ไปแล้ว หรือคู้แขนที่เหยียดไว้แล้ว  ฉะนั้น;' คำนี้ ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าจะไปตลอดหลายร้อยโยชน์ได้เร็วเกิน ดังนั้น"
            ถ "ขอถวายพระพร ชาติภูมิของพระองค์อยู่ที่ไหน "
            ร "ข้าพเจ้าเกิดที่เกาะชื่อ อลสันทะ"
            ถ "เกาะ อลสันทะ แต่ที่นี้ไปไกลเท่าไร "
            ร "ประมาณสองร้อยโยชน์"
            ถ "พระองค์ทรงจำได้บ้างหรือไม่ว่า ทรงทำราชกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในที่นั้นแล้วทรงระลึกถึง"
            ร "ระลึกอยู่บ้าง"
            ถ "พระองค์เสด็จไปได้ประมาณสองร้อยโยชน์เร็วนัก"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

5 พรหมโลกกัสมีรปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า คนตาย ณ ที่นี้ ผู้หนึ่งไปเกิดในพรหมโลก ผู้หนึ่งไปเกิดในประเทศกัสมีระ (แคชเมียร) ใครจะเกิดช้ากว่า ใครจะเกิดเร็วกว่า"
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "เท่ากัน"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "พระนครที่พระองค์ประสูติอยู่ที่ไหน"
            ร "ข้าพเจ้าเกิดที่ กลสิคาม"
            ถ "กลสิคาม แต่ที่นี้ไปไกลเท่าไร "
            ร "ประมาณสองร้อยโยชน์"
            ถ "ประเทศกัสมีระ แต่ที่นี้ไปไกลเท่าไร "
            ร "สิบสองโยชน์"
            ถ "ขอเชิญพระองค์ทรงนึกถึง กลสิคาม"
            ร "นึกแล้ว"
            ถ "ขอพระองค์ทรงนึกถึงประเทศกัสมีระ"
            ร "นึกแล้ว"
            ถ "ที่ตำบลไหนทรงระลึกได้ช้า ที่ตำบลไหนทรงระลึกได้เร็ว "
            ร "เท่ากัน"
            ถ "พระองค์ทรงระลึกที่สองตำบลนั้น ได้เท่ากัน ฉันใด, คนตายแล้ว ณ ที่นี้ ผู้หนึ่งไปเกิดในพรหมโลก ผู้หนึ่งไปเกิดในประเทศกันมีระ คนทั้งสองนั้นเกิดพร้อมกัน ฉันนั้น"
           ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก"
            ถ "พระองค์จะทรงสำคัญเห็นความนั้นเป็นไฉน: นกสองตัวบินไปในอากาศ, ตัวหนึ่งจับที่ต้นไม้สูง ตัวหนึ่งจับที่ต้นไม้ต่ำ นกสองตัวนั้นจับพร้อมกัน เงาของตัวไหนจะปรากฏ ณ พื้นก่อน เงาของตัวไหนจะปรากฏทีหลัง"
            ร "พร้อมกัน"
            ถ "เงาของนกสองตัวปรากฏ ณ พื้นพร้อมกัน ฉันใด, คนตายแล้ว ณ ที่นี้ ผู้หนึ่งไปเกิดในพรหมโลก ผู้หนึ่งไปเกิดในประเทศกัสมีระ คนทั้งสองนั้นเกิดพร้อมกัน ฉันนั้น"
           ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

6 ปรโลกคตนีลปีตาทิวัณณคตปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจักถามถึงเหตุทันด่วน: สัตว์ผู้จะไปสู่ปรโลก ไปด้วยสีไหน คือ ด้วยสีเขียว หรือสีแดง หรือสีเหลือง หรือสีขาว หรือสีแสด หรือสีปภัสสร, ก็หรือว่า ไปด้วยเพศช้าง เพศม้า หรือด้วยรูปรถ "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "มหาบพิตร ข้อนั้น พระผู้มีพระภาคหาได้ทรงบัญญัติไว้ไม่, ข้อนั้น มิได้มีในพระพุทธวจนะ คือ พระไตรปิฎก"
            ร "พระผู้เป็นเจ้า ถ้าว่า พระสมณโคดมมิได้ทรงบัญญัติไว้, ใครจะรู้ได้อย่างว่า 'สัตว์จะไปสู่ปรโลกนั้นหรือมิได้ไป,' อาชีวกใดจักกล่าวว่า 'โลกนี้ไม่มี โลกอื่นไม่มี สัตว์มิได้ไปปรโลก' ดังนี้ คำของอาชีวกนั้น เป็นจริงอย่างนั้นหรือ, อาชีวกนั้น เป็นอาจารย์ผู้ฉลาดหรือ พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ขอถวายพระพร มหาบพิตร ทรงสดับคำของอาตมภาพหรือ "
            ร "ฟังซิ พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ขอถวายพระพร คำของอาตมภาพหลุดออกจากปากแล้วไปเข้าพระกรรณของมหาบพิตรนั้น เมื่อในระหว่างทาง ก็มิได้ทำการอะไรหรือมหาบพิตรทรงเห็นเป็นสีเขียว สีเหลือง ฯลฯ ที่ยอดไม้บ้าง "
            ร "ไม่เห็น พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ถ้าไม่ทรงเห็น, คำของอาตมภาพคงไม่ได้เข้าพระกรรณมหาบพิตร,มหาบพิตรรับสั่งเหลวไหล"
            ร "พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าหาได้พูดเหลวไหลไม่, คำพูดของพระผู้เป็นเจ้า แม้จะไม่ปรากฏว่าเขียวหรือเหลืองในระหว่างทางก็จริง แต่ก็ได้มาเข้าหูข้าพเจ้า"
            ถ "ขอถวายพระพร ข้อนั้นฉันใด, สัตว์เมื่อไปสู่ปรโลก แม้จะไม่ปรากฏว่า เขียวหรือเหลืองในระหว่างทางก็จริง ถึงกระนั้น สัตว์ก็ได้ไปปรโลกจริง เหมือนคำพูดที่ไปเข้าหู ฉะนั้น"
            ร "อัศจรรย์แปลกประหลาดจริงพระผู้เป็นเจ้า, ขอพระผู้เป็นเจ้าจงเสวยราชสมบัติอันใหญ่หลวง ในสกลชมพูทวีปเถิด พระผู้เป็นเจ้า ขันธ์ห้านี้ ไม่ไปสู่ปรโลกด้วย และมิได้ทำกรรม ก็เกิดขึ้นได้ด้วย, เมื่อเป็นเช่นนี้ สงสาร ก็ต้องไม่มี"
            ถ "ขอถวายพระพร มหาบพิตร จะให้ทำนาหรือ "
            ร "ทำซิ พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจักทำนา จะให้หว่านข้าวสาลี"
           ถ "ข้าวสาลีของมหาบพิตรที่ขึ้นในแผ่นดินแล้วออกรวงที่ยอด, ข้าวสาลีนั้น คนไม่ได้ปลูก จักออกรวงที่ยอดได้หรือ "
            ร "จริงอยู่ ข้าวสาลีนั้น ต้องปลูกลงที่แผ่นดิน จึงจะออกรวงที่ยอดได้, หรือคนไม่ได้ทำ จักออกรวงที่ยอดก็ไม่ได้"
            ถ "ถ้าเช่นนั้น ข้าวสาลีก็ไม่มี ขอถวายพระพร"
            ร "มีซิ พระผู้เป็นเจ้า, ถ้าว่า ข้าวสาลีที่ปลูกลงที่แผ่นดินจะพึงออกรวงที่ยอด, ข้าวสาลีก็ต้องสำเร็จผลที่ยอด; ถ้าข้าวสาลีจะพึงออกรวงได้เองโดยไม่ต้องเพาะปลูก, ทรัพย์ คือ ข้าวสาลีจะต้องเกิดขึ้นได้เอง จะต้องทำขวัญตนเองละซิ"
           ถ "ขอถวายพระพร ข้อนั้นฉันใด, ถ้าว่า ขันธ์ห้านี้จะพึงไปสู่ปรโลกด้วยไซร้, คนตาบอด จะต้องเป็นคนตาบอดอยู่ร่ำไป, คนใบ้ จะต้องเป็นคนใบ้อยู่ร่ำไป, จะต้องทำบุญเอาประโยชน์อะไร; ถ้าว่า ขันธ์ห้านี้ไม่ต้องมีกรรมที่ได้ทำไว้ ก็เกิดขึ้นได้, สัตว์จะต้องไปนรก เพราะอกุศลกรรม ข้อนี้ ก็ฉันนั้น"
           ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
           ถ "เหมือนอย่างว่า ดวงไฟที่บุคคลจุดต่อกันไป จะพึงเลื่อนไปติดดวงอื่น หรือเลื่อนไปยังเปลวไฟอื่น จะว่าดวงไฟนั้นเกิดขึ้นเอง โดยมิได้อาศัยจุดต่อกันหรือ "
            ร "หามิได้ พระผู้เป็นเจ้า, เปลวไฟเลื่อนไปได้ หรือดวงไฟก็ต่อกับดวงไฟอื่นให้เกิดแสงสว่างหรือเปลวได้, จะว่าไม่ได้อาศัยจุดต่อกันแล้ว เกิดขึ้นเองไม่ได้เลย"
            ถ "ขอถวายพระพร ข้อนั้นฉันใด, ขันธ์ห้านี้ ก็ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่, จะเกิดขึ้นเองโดยไม่ได้อาศัยกรรมที่ทำไว้ ก็หาได้ไม่ ข้อนี้ก็ฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้า เวทนาขันธ์ไปสู่ปรโลกหรือ "
            ถ "ขอถวายพระพร ถ้าเวทนาขันธ์ไปสู่ปรโลกไซร้, สัตว์ทั้งหลายผู้เสวยเวทนาในเบญจขันธ์นี้เอง เป็นตัวเวทนาขันธ์ที่ไปสู่ปรโลกหรือ "
            ร "หามิได้"
            ถ "เพราะเหตุนั้น มหาบพิตรจงทรงทราบว่า "เวทนาขันธ์มิได้ไปสู่ปรโลก"
            ร "ขอพระผู้เป้นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "ขอถวายพระพร กระจกเงาของมหาบพิตรมีหรือ"
            ร "มี พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "มหาบพิตร โปรดหยิบตั้งไว้เบื้องพระพักตร์"
            ร "ตั้งเสร็จแล้ว"
            ถ "ขอถวายพระพร พระเนตร พระกรรณ พระนาสิก พระทนต์ของมหาบพิตร ปรากฏในกระจกเงานี้, หรือว่า มหาบพิตรทรงจัดสรรขึ้นใหม่ "
            ร "ที่ปรากฏในกระจกเป็นตา หู จมูก ฟัน ของข้าพเจ้าทั้งนั้น"
            ถ "ถ้าอย่างนั้น พระเนตร พระกรรณ พระนาสิก พระทนต์ของมหาบพิตรหลุดถอนออกไป มหาบพิตรกลายเป็นคนบอดเป็นคนหนวกไปหรือ "
            ร "หามิได้ พระผู้เป็นเจ้า, เงาอาศัยตัวข้าพเจ้าไปปรากฏในกระจก, ข้าพเจ้าไม่ได้ทำ ก็หามิได้"
            ถ "ขอถวายพระพร ข้อนั้นฉันใด, ขันธ์ห้านี้ไปสู่ปรโลกหาได้ไม่, ทั้งจะเกิดขึ้นเองโดยมิได้ทำกรรม ก็หาได้ไม่, สัตว์อาศัยเบญจขันธ์นี้เอง ปฏิสนธิในครรภ์มารดา ด้วยกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่ตนได้ทำไว้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

7 มาตุกุจฉิปฏิสันธิปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า สัตว์เมื่อจะปฏิสนธิในครรภ์มารดา ไปปฏิสนธิโดยทวารไหน "
           พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ทวารสำหรับปฏิสนธิไม่มี ขอถวายพระพร"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "หีบแก้ว ของมหาบพิตร มีอยู่หรือ"
            ร "มี พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ขอมหาบพิตร ทรงคิดเข้าในหีบแก้ว"
            ร "คิดแล้ว"
            ถ "พระจิตของมหาบพิตร เมื่อไปในหีบแล้ว ไปโดยทวารไหน "
            ร "ไม่ต้องอาศัยทวาร พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ขอถวายพระพร ข้อนั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน, สัตว์เมื่อจะปฏิสนธิในครรภ์มารดา ไม่ต้องอาศัยทวาร เหมือนพระจิตของมหาบพิตรคิดเข้าสู่หีบแก้ว ฉะนั้น"
            ร "อัศจรรย์แปลกประหลาดจริงพระผู้เป็นเจ้า, พระผู้เป็นเจ้าแก้ปัญหาเปรียบเทียบไพเราะยิ่งนัก; พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ, หากว่าพระพุทธเจ้ายังทรงอยู่ พระองค์จะพึงประทานสาธุการเป็นแน่"

8 สัตตโพชฌังคปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า โพชฌงค์มีเท่าไร "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร มีเจ็ด"
            ร "พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยโพชฌงค์เท่าไร พระผู้เป็นเจ้า "
            ถ "ด้วยธัมมวิจยสัมโพชฌงค์อย่างเดียว ขอถวายพระพร"
            ร "เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนจึงกล่าวว่าโพชฌงค์เจ็ดเล่า พระผู้เป็นเจ้า "
           ถ "ขอถวายพระพร พระองค์จะทรงพระราชดำริเห็นความ ข้อนี้เป็น
ไฉน: ดาบอันสอดอยู่ในฝัก มือไม่ได้จับไว้ ยังจักอาจตัดให้ขาดได้หรือ "
            ร "ไม่ได้เลย"
            ถ "เว้นจากธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เสียแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ แต่โดยลำพังโพชฌงค์หกไม่ได้ เหมือนกันฉันนั้นแล ขอถวายพระพร"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

9 ปาปปุญญพหุตรปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า บุญก็ดี บาปก็ดี อย่างไหนจะมีมากกว่า"
           พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร บุญแหละมีมากกว่า บาปมีน้อย"
           ร "เพราะเหตุอะไร "
            ถ "ขอถวายพระพร เมื่อคนกระทำบาป ย่อมได้ความร้อนใจว่า 'เราได้กระทำบาปไว้' ดังนี้, เหตุฉะนั้น บาปจึงไม่เจริญ เมื่อคนกระทำบุญ ย่อมไม่ได้คนเดือดร้อนใจ, เมื่อไม่เดือดร้อนใจ ปราโมทย์ก็ย่อมเกิด, เมื่อใจเบิกบาน ปิติก็ย่อมเกิด, เมื่ออิ่มใจ ใจคอก็สงบ, ครั้นมีใจคอสงบแล้ว ก็ย่อมได้เสวยสุข, เมื่อมีสุข จิตก็ตั้งมั่นเป็นสมาธิ, ครั้นมีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ก็ย่อมรู้ชัดตามเป็นแล้วอย่างไร, เพราะเหตุนั้น บุญจึงเจริญ บุรุษผู้ถูกตัดมือเท้าแล้ว ได้ถวายดอกอุบลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำหนึ่งแล้ว จักไม่ไปสู่วินิบาตตลอดกาลยืดยาว มีประมาณถึงเก้าสิบเอ็ดกัปป์: แม้เพราะเหตุนี้แล ขอถวายพระพร อาตมภาพจึงกล่าวว่า บุญมีมากกว่า บาปมีน้อย ดังนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

10 ชานอชานปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า คนผู้รู้อยู่ กระทำบาปกรรม และคนผู้ไม่รู้อยู่ กระทำบาปกรรม บาปของใครมากกว่า "
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ผู้ใดไม่รู้อยู่ กระทำบาปกรรม บาปของผู้นั้นมากกว่า ขอถวายพระพร"
            ร "ถ้าอย่างนั้น ราชบุตรก็ดี ราชมหาอมาตย์ก็ดี ของข้าพเจ้าผู้ไม่รู้ กระทำความผิดลง ข้าพเจ้ามิต้องลงโทษแก่เขาทวีคูณหรือ "
            ถ "ขอถวายพระพร พระองค์จะทรงพระราชดำริความข้อนี้เป็นไฉน: ผู้หนึ่งรู้อยู่และอีกผู้หนึ่งไม่รู้อยู่ ทั้งสองคนนั้น จะพึงจับก้อนเหล็กที่ไฟเผาให้ร้อนโชนเป็นเปลว คนไหนจะถูกลวกหนักกว่า "
            ร "คนผู้ไม่รู้ซิ พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "ผู้ใดไม่รู้ กระทำบาปกรรม บาปของผู้นั้นมากกว่า เหมือนกันฉะนั้นแล ขอถวายพระพร"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

11 อุตตรกุรุปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ใคร ๆ จะพึงสามารถไปสู่อุตตรกุรุทวีปก็ดี สู่พรหมโลกก็ดี สู่ทวีปอื่นก็ดี กับทั้งกาย คือประชุมแห่งธาตุสี่อันนี้ มีบ้างหรือ "
           ถ "ขอถวายพระพร มีอยู่"
           ร "ไปได้อย่างไร พระผู้เป็นเจ้า "
           ถ "ขอถวายพระพร พระองค์ทรงจำได้อยู่บ้างหรือว่า พระองค์เคยทรงกระโดดขึ้นได้จากพื้นแผ่นดินนี้ คืบหนึ่งบ้าง ศอกหนึ่งบ้าง"
            ร "จำได้อยู่ ข้าพเจ้ากระโดดขึ้นถึงแปดศอกก็ได้"
            ถ "พระองค์ทรงกระโดดอย่างไร จึงขึ้นไปได้ถึงแปดศอกก็ได้"
            ร "ข้าพเจ้าทำจิตให้เกิดขึ้นก่อนว่า 'ข้าพเจ้าจักขึ้นไปให้ถึงนั้น,' กายของข้าพเจ้าก็เบาขึ้นพร้อมกับจิตอันเกิดขึ้น"
            ถ "ขอถวายพระพร พระภิกษุผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็นผู้มีอำนาจทางจิต ยกกายขึ้นรวมไว้ในจิตแล้ว ย่อมไปสู่เวหาสได้ด้วยอำนาจแห่งจิตเหมือนกันฉะนั้น"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

12 ทีฆอัฏฐิกปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวอยู่ว่า 'กระดูกที่ยาวถึงร้อยโยชน์ก็มี' ดังนี้, แต่ต้นไม้ยังไม่มีถึงร้อยโยชน์ กระดูกที่ยาวถึงร้อยโยชน์จักมีแต่ไหน"
           พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร พระองค์จักทรงพระราชดำริความข้อนี้เป็นไฉน: พระองค์เคยได้ทรงสดับอยู่หรือว่าปลาในพระมหาสมุทรยาวถึงห้าร้อยโยชน์ก็มี"
            ร "เคยได้ฟังอยู่"
            ถ "กระดูกของปลาที่ยาวห้าร้อยโยชน์ จักยาวถึงร้อยโยชน์มิใช่หรือ ขอถวายพระพร"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"         

13 อัสสาสปัสสาสปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวอย่างนี้ว่า 'อาจกระทำลมอัสสาสะปัสสาสะให้สงบได้' ดังนี้มิใช่หรือ "
            พระเถรเจ้าทูลรับว่า "ขอถวายพระพร"
            ร "อาจอย่างไรนะ พระผู้เป็นเจ้า "
            ถ "ขอถวายพระพร พระองค์จะทรงพระราชดำริความข้อนี้เป็นไฉน: พระองค์เคยได้ทรงฟังใคร ๆ นอนกรนบ้างหรือเปล่า "
           ร "เคยได้ฟัง"
           ถ "ขอถวายพระพร เสียงนั้นของคนมีกายไม่ได้อบรมแล้ว มีศีลไม่ได้อบรมแล้ว มีจิตไม่ได้อบรมแล้ว มีปัญญาไม่ได้อบรมแล้ว เมื่อกายพลิกตะแคงยังสงบแล้ว, ไฉนลมอัสสาสะปัสสาสะของท่านผู้มีกายได้อบรมแล้ว มีศีลได้อบรมแล้ว มีจิตได้อบรมแล้ว มีปัญญาได้อบรมแล้ว บรรลุจตุตถฌานแล้ว จักไม่สงบเล่า"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

14 สมุททปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า คำที่เรียกกันว่าทะเล ๆ ดังนี้ ด้วยเหตุไร จึงเรียกน้ำว่าทะเล ดังนี้"
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร น้ำมีประมาณเท่าใด รสเค็มก็มีประมาณเพียงเท่านั้น, รสเค็มมีประมาณเพียงเท่าใด น้ำก็มีประมาเพียงเท่านั้น, เหตุฉะนั้น จึงได้เรียกกันว่าทะเล ดังนี้"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า เพราะเหตุไร ทะเลจึงมีรสเป็นอันเดียว คือ มีรสเค็ม"
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "เพราะเหตุตั้งขังอยู่นาน ขอถวายพระพร"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

15 สุขุมเฉทนปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า บุคคลอาจตัดของทั้งปวงที่สุขุมได้หรือ "
           พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร"
           ร "อะไรที่ชื่อว่าของทั้งปวงที่สุขุมนะ พระผู้เป็นเจ้า"
           ถ "ขอถวายพระพร ธรรมชื่อว่าของสุขุมกว่าของทั้งปวง แต่ธรรมเป็นสภาพสุขุมล้วนหามิได้, คำว่า สุขุมก็ดี หยาบก็ดี เป็นชื่อสำหรับเรียกธรรมทั้งหลาย, ของอันใดอันหนึ่งอันบุคคลจะพึงตัด บุคคลย่อมตัดของนั้นได้หมดด้วยปัญญา, เครื่องตัดรองปัญญาลงไปมิได้มี"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

16 ปัญญาวิเสสปัญหา
           พระราชาตรัสถามว่า “ พระผู้เป็นเจ้า ปัญญาอยู่ที่ไหน ”
           พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า “ ปัญญาหาได้อยู่ที่ไหน ๆ ไม่”
         ร “ถ้าอย่างนั้น ปัญญาก็ไม่มีนะซิ”
          ถ “ขอถวายพระพร มหาบพิตรจะทรงหมายเนื้อความข้อนั้นเป็นไฉน :ลมอยู่ที่ไหน ”
         ร “ลมหาได้อยู่ที่ไหน ๆ ไม่”
         ถ “ถ้าอย่างนั้น ลมก็ไม่มีนะซิ”
         ร “ พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ”

17 วิญญาณาทินานัตถภาวปัญหา
            พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ธรรมเหล่านี้ คือ วิญญาณก็ดี ปัญญาก็ดี เจตภูตก็ดี มีอรรถก็ต่างกัน มีพยัญชนะก็ต่างกัน หรือว่ามีอรรถเป็นอันเดียวกัน ต่างแต่พยัญชนะ"
            พระเถรเจ้าถวายวิสัชนาว่า "ขอถวายพระพร วิญญาณมีอันรู้แจ้งเป็นลักษณะ ปัญญามีอันรู้ทั่วถึงเป็นลักษณะ เจตภูตอันบัณฑิตเข้าไปค้นหาไม่ได้โดยพระปรมัตถ์"
            ร "ถ้าว่าเจตภูตอันบัณฑิตเข้าไปค้นหาไม่ได้ โดยพระปรมัตถ์, เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าเห็นรูปด้วยนัยน์ตา ฟังเสียงด้วยหู สูบกลิ่นด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น ต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ"
            ถ "ขอถวายพระพร ถ้าเจตภูตเห็นรูปด้วยนัยน์ตา ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจ, เจตภูตนั้น เมื่อทวาร คือ จักษุ โสต ฆาน ชิวหา กาย เพิกถอนขึ้นเสียให้สิ้นแล้ว จะมิหันหน้าออกภายนอกทางอากาศอันกว้างใหญ่ เห็นรูป ฟังเสียง สูบกลิ่น ลิ้มรส ต้องโผฏฐัพพะชัดเจนดีขึ้นกว่าหรือ"
            ร "หามิได้"
            ถ "ถ้าอย่างนั้น เจตภูตอันบัณฑิตเข้าไปหาไม่ได้ โดยพระปรมัตถ์นะซิ ขอถวายพระพร"
            ร "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ"

18 อรูปววัตถภาวทุกกรปัญหา
            พระเถรเจ้ากล่าวขึ้นว่า "ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำการที่กระทำได้ยากนัก"
            พระราชาตรัสถามว่า "การอะไร พระผู้เป็นเจ้า"
            ถ "พระองค์ตรัสจำแนกอรูปธรรม คือ จิตและเจตสิกทั้งหลายเหล่านี้ ที่เป็นไปในอารมณ์อันเดียวกันว่า นี้ผัสสะ นี้เวทนา นี้สัญญา นี้เจตนา นี้จิต ดังนี้"
            ร "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง"
            ถ "ขอถวายพระพร เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้หนึ่งหยั่งลงสู่มหาสมุทรด้วยเรือแล้ว กอบเอาน้ำขึ้นมาด้วยอุ้งมือแล้ว ชิมรสด้วยลิ้นแล้ว เขาจะพึงรู้ได้หรือว่า 'นี้น้ำแห่งน้ำแม่คงคา นี้น้ำแห่งแม่น้ำยมุนา นี้น้ำแห่งแม่น้ำอจิรวดี นี้น้ำแห่งแม่น้ำสรภู นี้น้ำแห่งแม่น้ำมหี' ดังนี้ ฉันใด"
            ร "ยากที่จะรู้ได้"
            ถ "ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำการที่กระทำได้ยากกว่านั้น คือ ตรัสจำแนกอรูปธรรม คือ จิตและเจตสิกทั้งหลายเหล่านี้ ที่เป็นไปในอารมณ์อันเดียวกันว่า นี้ผัสสะ ฯลฯ นี้จิต ดังนี้"
            พระราชาทรงอนุโมทนาว่า "ชอบละ"

19 ทุกกรปัญหา
            พระเถรเจ้าทูลถามว่า "ขอถวายพระพร พระองค์ทรงทราบอยู่หรือ เดี๋ยวนี้เวลาเท่าไรแล้ว "
            พระราชาตรัสบอกว่า "ทราบอยู่ เดี๋ยวนี้ประถมยามล่วงไปแล้วกำลังเป็นมัชฌิมยาม, เจ้าพนักงานตามคบสว่าง และสั่งให้ประโคมแตรสี่คัน, พวกข้าราชการจักกลับไปจากพระลาน"
           พวกโยนกอมาตย์กราบทูลว่า "ขอเดชะ ภิกษุรูปนี้เป็นบัณฑิตแท้"
            พระราชาตรัสตอบว่า "เออ พนาย พระเถรเจ้าเป็นบัณฑิตแท้, ถ้าอาจารย์จะพึงเป็นเหมือนท่าน และอันเตวาสิกจะพึงเป็นเหมือนเราไม่ช้าอันเตวาสิกจะพึงเป็นบัณฑิตรู้ธรรมทั่วถึง"
            พระราชาทรงพระปราโมทย์ ด้วยปัญหาพยากรณ์ของพระนาคเสนเถรเจ้าแล้ว ทรงถวายผ้ากัมพลราคาแสนกระษาปณ์ให้ครองแล้ว ตรัสปวารณาว่า "พระผู้เป็นเจ้านาคเสน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะแต่งภัตตาหารไว้ถวายพระผู้เป็นเจ้าร้อยแปดภาค และสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็ฯกัปปิยะอันมีในวังนี้ ข้าพเจ้าปวารณาด้วยสิ่งนั้น"
            ถ "อย่าเลย ขอถวายพระพร อาตมภาพพอเลี้ยงชีพได้"
            ร "ข้าพเจ้าก็ทราบอยู่ว่า 'พระผู้เป็นเจ้าพอเลี้ยงชีพได้' ก็แต่ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรักษาตนด้วย, จงรักษาข้าพเจ้าไว้ด้วย; พระผู้เป็นเจ้าจะรักษาตนอย่างไร: ความครหาของผู้อื่นจะพึงมีมาว่า 'พระนาคเสนกระทำมิลินทราชาให้เลื่อมใสได้แล้ว แต่ก็ไม่ได้อะไรสักหน่อย' ดังนี้, เหตุฉะนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรักษาตนให้พ้นปรัปปวาทอย่างนี้; พระผู้เป็นเจ้าจะรักษาข้าพเจ้าอย่างไร: คำครหาของผู้อื่นจะพึงมีมาว่า 'มิลินทราชาเลื่อมใสแล้ว แต่หากระทำอาการของผู้เลื่อมใสไม่' ดังนี้, เหตุฉะนั้น ขอพระผู้เป็นเจ้าจงรักษาข้าพเจ้าให้พ้นจากปรัปปวาทอย่างนี้"
            ถ "ขอถวายพระพร อย่างนั้นเอาเป็นได้กัน"
            ร "มีอุปมาว่า ราชสีห์อันเป็นพญาเนื้อ แม้ต้องขังอยู่ในกรงทอง ก็หันหน้าออกอย่างเดียว ฉันใด, ถึงว่าข้าพเจ้าอยู่ครองเรือนก็จริง แต่ก็อยู่หันหน้าออกนอกเป็นนิตย์ ฉันนั้น; ถ้าข้าพเจ้าจะพึงออกบวชบ้าง ก็คงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เพราะศัตรูของข้าพเจ้ามีมาก"
            ลำดับนั้น พระนาคเสนผู้มีอายุ ครั้นถวายวิสัชนาปัญหาแก่พระเจ้ามิลินท์เสร็จแล้ว ลุกจากอาสน์กลับไปสู่สังฆาราม และเมื่อพระเถรเจ้าหลีกไปแล้วไม่ช้า ท้าวเธอทรงพระอนุสรถึงปัญหาที่พระองค์ได้ตรัสถามแล้วเป็นอย่างไร และพระเถรเจ้าถวายวิสัชนาแล้วเป็นอย่างไร แต่นั้นทรงพระราชดำริเห็นว่า "พระองค์ตรัสถามชอบแล้วทุกข้อ และพระเถรเจ้าก็ได้ถวายวิสัชนาชอบแล้วทุกข้อ" ฝ่ายพระนาคเสนเถรเจ้า ก็คำนึงถึงและดำริเห็นเหมือนกันเช่นนั้น ครั้นล่วงราตรีนั้นแล้วถึงเวลาเช้า พระเถรเจ้าครองผ้าตามสมณวัตรแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปสู่พระราชนิเวศน์แห่งพระเจ้ามิลินท์ นั่งบนอาสน์ที่แต่งถวาย ขณะนั้น ท้าวเธอถวายนมัสการแก่พระเถรเจ้าแล้ว เสด็จพระประทับ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่งแล้ว ตรัสแก่พระเถรเจ้าว่า "ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าได้ดำริเห็นว่า 'ข้าพเจ้าดีใจว่า ได้ถามปัญหากะพระผู้เป็นเจ้าแล้วนอนหลับตลอดราตรีซึ่งยังเหลืออยู่นั้น, ขอพระเป็นผู้เจ้าอย่าได้เห็นดังนี้เลย; ข้าพเจ้าได้คำนึงถึงปัญหาที่ข้าพเจ้าได้ถามเป็นอย่างไร และพระผู้เป็นเจ้าได้วิสัชนาแล้วเป็นอย่างไร ตลอดราตรีซึ่งยังเหลืออยู่นั้น; เห็นว่าข้าพเจ้าได้ถามชอบแล้วทุกข้อ และพระผู้เป็นเจ้าก็ได้วิสัชนาชอบแล้วทุกข้อ" แม้พระเถรเจ้าก็ถวายพระพรว่า "ขอถวายพระพร ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระราชดำริเห็นว่า 'อาตมภาพดีใจว่า ได้ถวายวิสัชนาปัญหาแก่พระองค์แล้ว กระทำราตรีซึ่งยังเหลืออยู่นั้นให้ล่วงไปด้วยความโสมนัสนั้น, ขอพระองค์อย่าได้ทรงเห็นดังนั้นเลย' อาตมภาพก็ได้คำนึงถึงปัญหาที่พระองค์ได้ตรัสถามเป็นอย่างไร และอาตมภาพได้ถวายวิสัชนาเป็นอย่างไร ตลอดราตรีซึ่งยังเหลืออยู่นั้น; เห็นว่าพระองค์ตรัสถามชอบแล้วทุกข้อ และอาตมภาพก็ได้ถวายวิสัชนาชอบแล้วทุกข้อ เหมือนกัน" พระมหานาคทั้งสองนั้นต่างอนุโมทนาสุภาสิตของกันและกัน ด้วยประการฉะนี้แลปุจฉาวิสัชนา มิลินทปัญหาจบ


วรรคที่ 1
วรรคที่ 2
วรรคที่ 3
วรรคที่ 4
วรรคที่ 5
วรรคที่ 6
วรรคที่ 7
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook