โดย :: เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ)

ประวัติท่านเหลี่ยวฝาน
ข้อที่หนึ่ง การสร้างอนาคต
ข้อที่สอง วิธีแก้ไขความผิดพลาด
ข้อที่สาม วิธีสร้างความดี
ข้อที่สี่ ความถ่อมตน

ข้อที่สี่ ความถ่อมตน

       โอวาททั้งสามข้อที่กล่าวจบไปแล้วนั้น ล้วนแต่สอนให้ทำความดี ส่วนโอวาทข้อสุดท้ายนี้ ท่านสอนให้รู้จักวางตน ในการคบหาสมาคมกับบุคคลทั่วไป โดยให้ยึดคุณธรรมข้อนี้ไว้ คือการถ่อมคน ไม่อวดดีว่าคนเองวิเศษกว่าผู้อื่น จะได้ไม่มีเรื่องกับใคร ไม่กล้าทำความชั่ว สำนึกอยู่เสมอว่า ตนเองยังทำความดีไม่เพียงพอ แล้วจะมีความก้าวหน้าในการฝึกตน และไม่เพียงแต่ จะหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา แต่ยังต้องรู้จักฝึกตน ให้เข้ากับคนในสังคมได้ จะได้ไม่มีศัตรูทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่มีอุปสรรคในการสั่งสมคุณธรรมความดีงาม
        คัมภีร์เอ็กเก็งได้กล่าวไว้ว่า ผู้ใดยกตนข่มท่าน อวดวิเศษกว่าผู้อื่น ย่อมต้องประสบความเสียหาย ผู้ใดอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่จองหองลำพองตน ย่อมต้องประสบความสุขความเจริญ
        แม้แต่แผ่นดินก็หนีกฎนี้ไม่พ้น ดูแต่ขุนเขาที่สูงตระหง่าน ยืนทะมึนเย้ยฟ้าท้าดิน ก็ยังต้องพังทลายอยูเนืองๆ ส่วนแอ่งน้ำที่ต่ำต้อยนั้น กลับมีน้ำขังอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ปีศาจก็ชอบให้ร้ายคนทระนง และอภิบาลคนที่อ่อนน้อมถ่อมตน วิชาโป๊ยก่วยนั้น ได้แบ่งออกเป็น ๖๔ หน่วย หน่วยอื่นๆ ล้วนสอนให้เห็นผลดี และผลชั่วในพฤติกรรมของมนุษย์ แต่หน่วยแห่งการอ่อนน้อมถ่อมตนนี้ ไม่มีผลชั่วเลย มีแต่ผลดีทั้งสิ้น จึงเห็นได้ว่าฟ้าดินเทพยดาผีปีศาจและมนุษย์ ล้วนนิยมชมชอบความอ่อนน้อมถ่อมตนกันทั้งสิ้น
        ในคัมภีร์อื่นๆ ก็กล่าวเหมือนกันว่า ทะนงตนย่อมนำมาซึ่งความวิบัติ ถ่อมตนย่อมนำมาซึ่งความเจริญ พ่อได้ไปร่วมสอบไล่กับนักศึกษาอื่นๆ ตั้งหลายครั้ง ทุกครั้ง พ่อสังเกตเห็นนักศึกษาที่ยากจนบางคน บนใบหน้ามักทอประกายแห่งความถ่อมตน จนบางครั้ง พ่อคิดอยากจะเอามือทั้งสองของพ่อ ไปประคองประกายแห่งความถ่อมตนนั้น มาประดับบนใบหน้าของพ่อเสียบ้าง และไม่ต้องสงสัยเลย พวกเขาเหล่านี้สอบไล่ได้ทุกทีไป
        เมื่อตอนที่พ่อเข้ามาสอบในเมืองหลวง มีเพื่อนนักศึกษาร่วมเดินทางมาด้วย รวมทั้งหมดสิบคนด้วยกัน พ่อสังเกตดูเห็นมีคนที่อายุน้อยที่สุด มีชื่อว่าปิง เป็นคนเดียวที่มีความสงบเสงี่ยมเจียมตน มีความถ่อมตนอยู่เป็นนิจ พ่อจึงบอกกับเพื่อนว่า คนๆ นี้ต้องสอบไล่ได้แน่นอน เพื่อนถามว่า ทำไมพ่อจึงรู้ล่วงหน้าได้เล่า พ่อบอกเขาว่า ความถ่อมตนย่อมนำมาซึ่งความเจริญ ในหมู่พวกเราทั้งสิบคนนี้ มีใครบ้างที่ซื่อและจริงใจเหมือนเขา คอยเอาใจเพื่อนฝูง ไม่เคยเอาเปรียบใครเลย แม้ใครจะหยอกล้อก็ไม่โกรธตอบ ใครนินทาว่าร้าย ก็ไม่โต้เถียงสำรวมระวัง ไม่ยอมปล่อยตัวปล่อยใจไปตามอารมณ์ เหมือนคนอื่นคนเช่นนี้ แม้แต่ผีสางเทวดาฟ้าดิน ก็ยังต้องให้ความคุ้มครอง และช่วยเหลือ เมื่อผลการสอบไล่ครั้งนั้นปรากฏออกมา ก็เป็นจริง ดังที่พ่อคาดไว้ทุกประการ
        เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๒๐ พ่ออยู่ในเมืองหลวง พักกับเพื่อนชื่อไคจือ แซ่เผิง พ่อสังเกตดูรู้สึกเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเด็กๆ เขาขี้เล่นซุกซน และเจ้าอารมณ์ แต่บัดนี้ ดูเขามีสติควบคุมอารมณ์ได้ดีมาก เขามีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง เป็นคนดีมาก ฉลาด ซื่อตรง ชอบช่วยเหลือเพื่อน คุณธรรมสามประการนี้ สมแล้วที่จักขนานนามเขาว่ากัลยาณมิตร เขามักจะติเตียนไคจือต่อหน้า ไคจือไม่เคยโกรธ หรือโต้ตอบเขาเลย รับฟังอย่างอารมณ์ดีเสมอ พ่อจึงบอกเขาว่า นิสัยอันดีงามของเขานี้ ย่อมเป็นปัจจัย นำเขาไปสู่ความมีบุญวาสนา ส่วนคนที่ต้องประสบเคราะห์กรรม ก็เป็นเพราะเขาสร้างนิสัยไม่ดีงาม เป็นเหตุปัจจัยนำเขาไปสู่ความหายนะเช่นกัน สำหรับเพื่อนนั้น แม้ฟ้าดินก็ต้องประทานความช่วยเหลือ ปีนี้ เพื่อนจะต้องสอบไล่ได้อย่างแน่นอน ต่อมา ก็เป็นจริงดังที่พ่อพูดกับเขาไว้
        มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งแซ่จ้าว สอบไล่ได้ในภูมิลำเนาของตนเมื่ออายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี แต่ต่อจากนั้นไปจะสอบกี่ครั้ง ก็ไม่เคยสอบไล่ได้อีกเลย ต่อมา ได้ติดตามท่านบิดา ที่ต้องย้ายไปรับราชการที่อำเภออื่น ในอำเภอนั้น มีบัณฑิตที่มีความรู้สูงอยู่ท่านหนึ่ง แซ่เฉีย เด็กหนุ่มได้ทราบข่าว ก็รีบนำบทประพันธ์ของตนไปหา เพื่อขอคำแนะนำ โดยไม่คาดฝัน ท่านบัณฑิตจับพู่กันได้ ก็ตวัดข้อความในบทประพันธ์นั้นทิ้งเกือบหมด ถ้าเป็นบางคนก็จะโกรธมาก แต่เด็กหนุ่มคนนี้นอกจากจะไม่โกรธแล้ว ยังขอบพระคุณท่านบัณฑิต รีบแก้ไขบทความแล้วนำมาให้ท่านแก้ไขให้อีก ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง พอรุ่งขึ้นอีกปีหนึ่ง เด็กหนุ่มนี้ก็สอบไล่ได้
        เมื่อปี พ.ศ. ๒๑๓๕ พ่อได้ไปเมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ได้พบกับเพื่อนคนหนึ่ง ดูเขาช่างมีความจริงใจและอารมณ์ดีเสียนี่กระไร ประกายแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตน อยู่ทั่วบรรยากาศที่รอบๆ ตัวเขา ทำให้พ่อได้สัมผัสกับประกายนี้ ด้วยความชื่นชม พ่อกลับจากเข้าเฝ้า ได้เล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า หากฟ้าจะประทานความเจริญรุ่งเรืองแก่ใคร มักจะประทานสติปัญญาให้ก่อน เมื่อมีสติปัญญาแล้ว คนที่เจ้าอารมณ์ ก็จะเปลี่ยนเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ได้ คนที่อวดดี กลายเป็นคนถ่อมตนได้ เมื่อพัฒนาตนเองได้แล้ว ฟ้าย่อมประทานบุญวาสนามาให้ และก็เป็นจริงดังว่า เขาสอบไล่ได้ในปีนั้นเอง
        เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๗๗ มีนักศึกษาแซ่จางคนหนึ่ง มีความรู้ดี เขียนบทความก็ดี เป็นคนเด่นคนหนึ่งในบรรดานักศึกษาทั้งหมด เขาเดินทางมานานกิงเพื่อเข้าสอบ พักอยู่ที่วัดๆ หนึ่งเมื่อผลการสอบประกาศออกมา ปรากฏว่าสอบตก แทนที่จะโทษตนเองว่า ความรู้ยังไม่ถึงจึงสอบไม่ได้ กลับโกรธกรรมการคุมสอบ หาว่าไม่ยุติธรรม มีตาก็หามีแววไม่ บทประพันธ์ดีๆ ก็หาว่าไม่ดี หลวงจีนในวัดท่านหนึ่งได้ยินเข้า จึงยืนยิ้มอยู่ เขาก็เลยพาลโกรธท่านหลวงจีนไปด้วย หลวงจีนจึงกล่าวกับเขาว่า ดูดูแล้วเห็นทีบทประพันธ์ของท่านไม่ดีจริง เขายิ่งโกรธใหญ่ ตวาดหลวงจีนว่า ยังไม่ทันเห็นบทประพันธ์ จะรู้ว่าดีไม่ดีได้อย่างไร หลวงจีนจึงพูดว่า การประพันธ์ ต้องอาศัยความสงบทางใจ จิตเป็นสมาธิจึงจะเขียนได้ดี ท่านควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา จะเขียนบทประพันธ์ได้ดีอย่างไรได้ นักศึกษาจางได้สติ จึงคุกเข่าขอขมา และมอบตัวเป็นศิษย์
        หลวงจีนจึงสอนว่า การสอบไล่ได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับชะตาชีวิต ถ้าชะตาไม่ดี แม้จะเขียนบทประพันธ์ได้ดีอย่างไร ก็สอบไม่ได้ จึงต้องแก้ไขที่ตนเองเสียก่อน นักศึกษาจางกราบถามท่านว่า หากขึ้นอยู่กับชะตาชีวิตแล้ว จะแก้ไขได้หรือ หลวงจีนพูดว่า ฟ้าประทานชีวิตให้เรา แต่ชะตาชีวิตเราต้องสร้างสมเอง หากกระทำแต่กรรมดี มีศีลมีธรรม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ยิ่งไม่มีผู้รู้เห็น ก็ยิ่งเป็นกุศลมหาศาล เมื่อเราสั่งสมความดีจนเต็มเปี่ยมแล้ว เราจะต้องการชะตาชีวิตอย่างไร ได้ทั้งนั้น นักศึกษาจางจึงปรารภว่า ข้าพเจ้าเป็นคนจน จะมีปัญญาช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร ท่านชี้แจงว่า การทำความดีต้องเริ่มที่ใจ มุ่งแก้ไขตนเองเสียก่อน เช่นการอ่อนน้อมถ่อมตน ก็ไม่ต้องใช้เงินเลย ทำไมท่านไม่ตำหนิตนเองว่า ความรู้ยังไม่เพียงพอจึงสอบตก แต่กลับไปด่ากรรมการควบคุมสอบเล่า
        นักศึกษาจางเพิ่งได้คิด จึงเริ่มปฏิบัติตนเสียใหม่ ลดความหยิ่งผยองลงไปทุกวันๆ เพิ่มคุณธรรมให้กับตนเองมากยิ่งขึ้นทุกวันๆ ครั้นอีกสามปีต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๐๘๐ ในคืนวันหนึ่งได้ฝันไปว่า ได้ไปในตึกสูงใหญ่หลังหนึ่ง เห็นบัญชีรายชื่อนักศึกษาที่สอบไล่วางอยู่หนึ่งเล่ม เมื่อเปิดออกดู เห็นทุกหน้ามีช่องว่าง เกิดความสงสัยจึงถามคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า ทำไมบัญชีรายชื่อนักศึกษาที่สอบไล่ได้แล้ว จึงมีการคัดออกอีกเล่า ได้รับคำตอบว่า เนื่องจากผู้ที่สอบไล่ได้แล้ว จะต้องผ่านการตรวจสอบในยมโลกทุกๆ ๓ ปี ถ้าใครมีความประพฤติไม่ดี ไม่อยู่ในธรรมก็จะถูกคัดชื่อออก จะสอบอีกอย่างไร ก็สอบไม่ได้ แล้วชี้ไปที่ว่างบนสมุดบัญชีนั้นว่า สามปีมานี้ เจ้าตั้งใจฝึกตนให้ก้าวหน้าไปมาก จะเอาชื่อเจ้าไว้ตรงนี้ ขอให้เจ้ารักตนสงวนตัว อย่าได้วู่วามทำผิดเหมือนดังแต่ก่อนอีก ปีนั้น เขาก็สอบไล่ได้ที่ ๑๐๕
        เมื่อดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่า สูงจากศีรษะมนุษย์ไปเพียง ๓ ฟุต มีเทพเจ้าคอยเฝ้าดูอยู่แล้ว เราจะต้องทำแต่สิ่งที่เป็นมงคล หลีกเลี่ยงการกระทำ อันเป็นอัปมงคลเสีย จะดีจะชั่วจึงอยู่ที่ตัวเราเอง ถ้าควบคุมจิตใจ และความประพฤติของเราให้ดี ไม่ทำสิ่งที่ฟ้าดิน และผีสางเทวดาไม่พอใจ ไม่หยิ่ง ไม่โอหัง ไม่วู่วาม อดทนในสิ่งที่ทนได้ยาก ฟ้าดินและผีสางเทวดา ก็ย่อมจะสงสารเรา เห็นใจเรา ประทานความช่วยเหลือแก่เรา คนที่จะเป็นใหญ่เป็นโตในอนาคต ย่อมไม่ทำจิตใจคับแคบ เห็นแก่ตัว ย่อมไม่เป็นผู้ทำลายความสุข ความเจริญของตนเอง ความถ่อมตน ทำให้มีโอกาส ที่จะได้รับการอบรมสั่งสอนจากท่านผู้รู้ ได้รับประโยชน์จากท่านเหล่านั้น ไม่จบสิ้น นักศึกษาจึงควรทำตัวเช่นนี้ ลูกจงจำไว้ว่า คนที่ยกตนข่มท่าน ถือดีอวดเบ่งนั้น แม้จะได้ดิบได้ดี ไม่ยั่งยืนนาน
        โบราณท่านว่าไว้ ปรารถนาชื่อเสียง ย่อมได้ชื่อเสียง ปรารถนาความร่ำรวย ก็ย่อมได้เป็นเศรษฐี ความปรารถนาของมนุษย์ เปรียบประดุจรากแก้วของต้นไม้ เมื่อหยั่งลึกลงดินแล้ว ต้นไม้ก็จะมีกิ่งก้านไพศาล ออกดอกออกผลตามฤดูกาล รากแก้วของมนุษย์ ก็คือการอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเรื่องใหญ่ เราจะต้องยึดมั่นในคุณธรรมข้อนี้ ถ่อมตนไว้เสมอ ให้ความสะดวกแก่ผู้อื่น เมื่อไม่ทำให้ผู้อื่นสะเทือนใจ เพราะความอวดดีของเราแล้ว ฟ้าดินย่อมประทับใจในความดีของเรา พวกนักศึกษามักบนบวงเทพยดาฟ้าดิน ขอให้สอบไล่ได้ แต่พวกนี้ไม่ค่อยมีความจริงใจ การบนบวงจึงไม่ได้ผล ท่านนักปราชญ์เมิ่งจื๊อ พูดกับพระเจ้าฉีเซวียนอ๋องว่า พระองค์โปรดดนตรี ถ้าโปรดด้วยความจริงใจแล้วไซร้ ชะตาของประเทศฉี ก็จักรุ่งเรืองสุกใสเป็นแน่ แต่นี่พระองค์โปรดดนตรี เพื่อความสุขของพระองค์เอง หากพระองค์ สามารถขยายความสุขส่วนพระองค์นี้ ให้แผ่ไพศาลไปในดวงใจ ของราษฎรทุกคนแล้วไซร้ ราษฎรก็จะมีความสุขเหมือนดั่งพระองค์ และทุกคนก็จะจงรักภักดีต่อพระองค์ อย่างสุดหัวใจ เมื่อนั้นชะตาของบ้านเมืองฉี จะไม่รุ่งเรืองสุกใสอย่างไรได้ เมื่อลูกต้องการสอบไล่ได้เป็นขุนนาง ลูกก็จะต้องตั้งความปรารถนาไว้ ดุจรากแก้วของต้นไม้ แน่วแน่ที่จะทำความดี ไม่ท้อถอย สั่งสมความดีงามให้ได้ทุกๆ วัน ลดความถือดีอวดดีให้หมดสิ้นไป สร้างอนาคตด้วยตัวลูกเองชะตาชีวิตจักทำอะไรได้ ขอให้ลูกจงเพียรพยายามต่อไปเถิด ความสำเร็จย่อมรอลูกอยู่แล้วอย่างแน่นอน