บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

โอวาทสี่ของเหลี่ยวฝาน
โดย :: เจือจันทน์ อัชพรรณ (มิสโจ)

ประวัติท่านเหลี่ยวฝาน

2

ผู้ด้อยปัญญา ขอกราบคารวะท่านหานซานต้าซือ กราบขออนุญาตท่าน จารึกประวัติของท่านอวิ๋นกุเถระ ผู้พลิกชีวิตของท่านเหลี่ยวฝาน ดังต่อไปนี้

ท่านอวิ๋นกุเถระ เกิดเมื่อ ค.ศ.๑๕๐๐ (พ.ศ.๒๐๔๓) ในราชวงศ์หมิง ท่านเกิดก่อนท่านเหลี่ยวฝาน ๔๙ ปี ท่านคิดบวชตั้งแต่ยังเป็นเด็ก สมัครเป็นศิษย์ กับอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่วัดต้าอวิ๋นจื้อ อายุ ๑๙ ปี เริ่มฝึกฌาน อายุ ๒๕ ปี บวชเป็นภิกษุ ได้พบอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษ ณ วัดเทียนหนิง จึงฝากตัวเป็นศิษย์ ได้ตัดขาดจากกิจนิมนต์ทั้งหมด นั่งเข้าสมาธิอยู่เป็นระยะๆ จาก ๗ วัน เป็น ๑๔ วันครั้ง จนถึง ๔๙ วัน แล้วกำหนดใหม่จาก ๑ เดือนครั้งเป็น ๒ เดือนครั้ง ถึงหนึ่งปีเต็ม ไม่เคยก้าวล่วงธรณีกุฏิของท่านไปเลย จิตท่านใสใจสว่าง แต่ท่านอาจารย์อธิบายว่า การฝึกจิตเช่นนี้ ไม่สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ แล้วสอนให้ท่านฝึกมหาสติปัฏฐาน ๔ ติดตามการเกิด-ดับของจิต ให้ได้ทุกขณะ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด จงตั้งกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ ที่นั้น เมื่ออยู่ในความรู้สึกอย่างไร จงตั้งเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ ความรู้สึกนั้น เมื่ออยู่ในสภาพจิตอย่างไร จงตั้งจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ สภาพนั้น เมื่อเผชิญกับสภาวธรรมใด จงตั้งธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ณ สภาวะนั้น ฝึกให้สติและสัมปชัญญะ คอยกำกับบทบาททุกขณะ ของปัจจุบัน ให้รู้เท่าทัน ให้รู้ทันท่วงที ให้รู้อย่างไม่ยินดียินร้าย ให้รู้อย่างหมอที่กำลังตรวจคนไข้ ให้รู้อย่างผู้พิพากษากำลังวินิจฉัยคดี ว่าขณะนี้ เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ กำลังมีสภาพจิตเป็นเช่นไร กำลังเผชิญกับสภาวธรรมอะไร เมื่อกระแสแห่งกิเลสตัณหา อุปาทาน กำลังเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ชีวิตก็ล่วงไปๆ จงเพียรพยายาม อย่าท้อถอย แม้แต่ก้าวเดียว แม้แต่ขณะจิตเดียว ที่จะสำรวจตรวจดูสติสัมปชัญญะว่า ได้เจริญงอกงาม มีประสิทธิภาพเพียงพอ แก่การปฏิบัติธรรมหรือยัง จนกว่าความรู้ความเข้าใจ จะถึงจุดอิ่มตัว ก็จักหลุดพ้น จากอิทธิพลของกิเลสตัณหา อุปาทานได้เอง

ท่านอวิ๋นกุเถระ จึงเริ่มฝึกมหาสติปัฏฐาน ๔ อย่างจริงจังทันที บางครั้ง ไม่ฉันไม่จำวัด ก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ท่านอิ่ม จากการฉันอาหาร ท่านเผลอตัวเพียงขณะจิตเดียว ชามข้าวก็ตกลงบนพื้น ทันใดนั้น ท่านก็เข้าถึงความหมายของสติ และสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ ท่านรีบไปกราบเล่าให้ท่านอาจารย์ฟัง ท่านอาจารย์ผงกศีรษะ รับรองวาระจิตของลูกศิษย์ว่า ได้เข้าถึงสภาวธรรมแล้วจริง ตั้งแต่นั้นมา จิตของท่านอวิ๋นกุเถระ ได้รับการพัฒนายิ่งขึ้น เป็นลำดับ จนหลุดพ้นจากกามฉันทะ คือ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และกระทบทางใจ หลุดพ้นจากความพยาบาท อันเป็นความคิดให้ร้ายคน หรือสัตว์เสียได้ หลุดพ้นจากถีนมิทธะอันทำให้จิตมืดมัว กายง่วงโงกเสียได้ หลุดพ้นจากอุทธัจจกุกกุจจะ อันยังความตื่นเต้น ฟุ้งซ่าน หวาดหวั่น รำคาญใจเสียได้ หลุดพ้นจากวิจิกิจฉา อันยังความเคลือบแคลง สงสัย ไม่แน่ใจ ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียได้ การล่วงพ้นนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ เป็นปัจจัยให้ท่านเข้าถึงความหมาย ของอุปาทานขันธ์ ๕ เห็นความเกิดขึ้น - ตั้งอยู่ - ดับไปของรูป เห็นความไม่คงทน ต้องทรุดโทรม แปรปรวน ไปตามเหตุปัจจัยของรูป ของเวทนา ของสัญญา ของสังขาร และของวิญญาณ (กระแสจิตที่รู้บทบาทของรูป เวทนา สัญญา สังขาร เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป)

 

ท่านละสัญโญชน์ อันเป็นเครื่องจองจำชีวิต ให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในวัฏสงสาร คอยเชื่อมโยงอายตนะภายนอก และภายในทั้ง ๖ ทวาร ให้เกิดความประมาท ติดใจใหลหลงในรูปธรรมเสียได้

เมื่อท่านอวิ๋นกุเถระมีสติ และสัมปชัญญะ ตั้งอยู่เฉพาะหน้าเช่นนี้แล้ว กิเลสตัณหาอุปาทาน และความเห็นผิด ย่อมอาศัยนอนเนื่อง อยู่ในจิตใจของท่าน ไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ องค์ธรรมอันยิ่งใหญ่ คือโพชฌงค์ ๗ อันเป็นกลุ่มธรรมสามัคคี ที่เกิดขึ้นด้วยกัน อิงอาศัย ให้คุณต่อกันและกัน นำไปสู่องค์ปัญญาแห่งการตรัสรู้ กลุ่มธรรมอันประเสริฐยิ่งนี้เอง ที่ทำให้ท่านอวิ๋นกุเถระ เห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ ทุกแง่ทุกมุมอย่างหมดจด ข้ามพ้นความโศกและความร่ำไร ดับได้ซึ่งความทุกข์และโทมนัส มีแต่ความกระปรี้กระเปร่า ชื่นบาน สงบสบายทั้งกายและใจ อยู่อย่างเป็นกลางในทุกสิ่ง แม้จะมีใครขอ ให้ท่านขนสัตว์ให้หมดโลกเสียก่อน ก็เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะเมื่อจิตได้หลุดพ้น จากกระแสแห่งการเวียนว่ายตายเกิดเสียแล้ว ย่อมไม่มีทาง ที่จะห่วงหน้า กังวลหลังได้อีก พระพุทธศาสนาจึงมิใช่สอนให้ชาวพุทธ ตัดช่องน้อยแต่พอตัว ดังที่หลายท่านเข้าใจกันอยู่

มีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ท่านอวิ๋นกุเถระ กำลังนั่งเข้าสมาธิ จนกายไม่ไหวติงอยู่นั้น ได้มีผู้ทรงอิทธิพลมาเที่ยววัด เห็นท่านนั่งเฉย ไม่ลุกขึ้นต้อนรับ ก็โกรธ หาว่าท่านไม่มีสัมมาคารวะ ผรุสวาท อย่างไม่กลัวบาปกรรม ท่านจึงย้าย ไปอยู่ที่วัดชีเสียซาน อันเป็นสถานที่ๆ ท่านเหลี่ยวฝานไปกราบนมัสการท่าน ในเวลาต่อมา และท่านก็ได้สอน ให้ท่านเหลี่ยวฝาน ฝึกมหาสติปัฏฐาน ๔ เช่นเดียวกับท่าน

เมื่อท่านหานซานต้าซือ ไปกราบลาท่าน เพื่อออกธุดงค์ ท่านให้โอวาทว่า โบราณท่านเดินธุดงค์ เพื่อมองเห็นตนเอง ขูดเกลาตนเอง พัฒนาตนเอง เพื่อความหลุดพ้น เจ้าจงสำเหนียกอยู่เสมอว่า จะมีหน้ากลับมาพบพ่อแม่ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ ญาติสนิทมิตรสหายได้อย่างไร ถ้าเดินธุดงค์ โดยรองเท้าสึกเสียเปล่า ไม่ได้รับปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น เป็นการสิ้นเปลืองเงินทอง ของผู้ที่ถวายรองเท้าเจ้ามา ท่านหานซานต้าซือประทับใจในโอวาท จนสะอื้นไห้

ลูกศิษย์ของท่าน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที อุบาสก อุบาสิกามาฟังธรรมจากท่านเนืองแน่น ท่านพูดน้อย พูดแต่ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง เสียงท่านชัดเจน ก้องกังวาน ก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไป ท่านกลับไปยังบ้านเกิด โปรดผู้คนเป็นจำนวนหมื่น จำนวนแสน อยู่มาคืนหนึ่ง เป็นคืนขึ้น ๕ ค่ำ เดือนอ้าย ปี ค.ศ.๑๕๗๕ (พ.ศ.๒๑๑๘) ชาวบ้านเห็นบนหลังคากุฏิที่ท่านอยู่สว่างไสว เสมือนไฟกำลังลุกโชติช่วงฉะนั้น ครั้นรุ่งเช้า ชาวบ้านพากันไปที่วัด ปรากฏว่า ท่านได้ดับขันธ์ไม่ไหวติงเสียแล้ว ทุกคนจึงลงความเห็นว่า ท่านดับขันธ์ ด้วยเตโชกสิณนั่นเอง

ขณะนั้น ท่านอายุ ๗๕ ปี พรรษา ๕๐

ท่านหานซานต้าซือ รำพึงรำพันว่า ตั้งแต่ท่านออกธุดงค์ ได้พบพระเถระมากมาย แต่จะหาใครสักรูปหนึ่ง ที่ทรงคุณวิเศษ เช่นท่านอวิ๋นกุเถระไม่มีเลย แม้ต่อมา ท่านหานซานต้าซือพรรษามากขึ้น ก็ไม่สามารถลืมคำสอนของท่านได้ แม้ปฏิปทา ในศีลาจารวัตรของท่าน ก็ได้นำมาประพฤติปฏิบัติตาม อย่างเคร่งครัด

ที่หลุมฝังศพ ของท่านอวิ๋นกุเถระ มีศิลาจารึก คุณธรรมอันสูงส่งของท่าน โดยท่านเหลี่ยวฝาน ท่านหานซานต้าซือ เห็นว่า ควรมีประวัติจารึกไว้ ให้ชนรุ่นหลังได้ประพฤติปฏิบัติตาม จึงเขียนประวัติ และคำสั่งสอนของท่านไว้ เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง เสียดาย ผู้ด้อยปัญญาบันทึกไว้ได้เพียงนี้

ขอความหลุดพ้นจงเกิดแก่ท่านผู้อ่านเทอญ

<< ย้อนกลับ

ประวัติท่านเหลี่ยวฝาน
ข้อที่หนึ่ง การสร้างอนาคต
ข้อที่สอง วิธีแก้ไขความผิดพลาด
ข้อที่สาม วิธีสร้างความดี
ข้อที่สี่ ความถ่อมตน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook