บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

ศีลธรรมและสัจจธรรม
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2513
ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

2

เด็กเรานี่ก็เหมือนกันต้องค่อยฝึกค่อยสอนไปทีละเล็กละน้อย ค่อยๆ บอก อย่างนี้ก็จะดีขึ้น อย่าเอาคำหยาบไปพูดให้เด็กตกอกตกใจ อย่าดุอย่าด่า ถ้าเขาไปไหน ทำอะไรมาไม่ชอบไม่ควรค่อยพูดค่อยสอนค่อยไต่ถามว่าไปไหนมา ... ไปหาใคร...ไปทำอะไร...ไปทำอะไร... เราก็ค่อยพูดชี้แจงทีละเล็กทีละน้อยไม่บังคับ แต่พูดเสนอแนะให้เขาเข้าใจ เขามาได้ความคิดเองในภายหลัง อันนี้เป็นการชอบการควรที่ควรกระทำต่อเด็กของเรา ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่
ทีนี้ลูกก็เหมือนกัน เราต้องรู้ถ้าเราเป็นลูก รู้ว่าคนที่รักเราจริงๆ มี 2 คนเท่านั้น คือคุณพ่อกับคุณแม่ คนอื่นรักก็ไม่จริงหรอก เช่นเรามีแฟน เขารักเราก็รักอย่างนั้นแหละ ไม่จริงจังเท่าใด รักคนละแบบ แต่ว่าพ่อแม่รักเราจริง ทุกข์ร้อนไปพึ่งได้มีอะไรก็เข้าเกาะแข้งเกาะขาท่าน ท่านไม่ปัดหรอก บางคนแม้จะพูดว่าตัดขาด ไม่เป็นลูกเป็นแม่กันต่อไป ก็ว่าไปอย่างนั้นแหละ แต่ว่าภายหลังพอลูกเข้าไปหา ก็ใจอ่อนลงไปทันที มันตัดไม่ได้เพราะเราให้กำเนิดมาเอง เลี้ยงมาเอง จะตัดได้อย่างไร พ่อแม่เป็นอย่างนั้น
เราผู้เป็นลูกก็ควรจะคิดว่า เออ น้ำใจพ่อแม่นั้นดีกับเราดีเหลือล้น เราควรจะเอาใจท่านไว้บ้าง อย่าเอาใจตัวเองเป็นใหญ่จะทำอะไรก็ต้องคิดต้องตรองให้รอบคอบ คือต้องคิดว่าเจ้าพระคุณทั้ง 2 นี้ท่านจะว่าอย่างไร ท่านจะพอใจหรือว่าท่านจะไม่พอใจ ถ้าทำอะไรพอใจเรา แต่ไม่เป็นที่พอใจของบิดามารดา เราจะอยู่อย่างไร เราก็กลายเป็นลูกที่เรียกเอาแต่ใจตัว ไม่คิดถึงพ่อแม่ที่เลี้ยงเรามา ท่านก็จะน้อยเนื้อต่ำใจ จะเศร้าโศกเสียใจ เสียใจว่า แหม อุตสาห์เลี้ยงดูมา ให้การศึกษาเล่าเรียน จ่ายเงินจ่ายทองไปเยอะแยะ แต่ว่าเมื่อสำเร็จ ปีกกล้าขาแข็งแล้ว เขาไม่เหลียวแลเราเลย เขาเป็นเหมือนกับตัวผีเสื้อ พอบินได้แล้วก็บินไปเลย ไปกลับมาอีกต่อไป
อันนี้พ่อแม่โทมนัสน้อยใจ ทำให้ท่านเป็นทุกข์ถ้าเราเป็นบุตรเป็นธิดา ทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ต้องร้องให้ร้องห่มก็ไม่ดี เรียกว่าสร้างขุมนรกไว้ในอกของมารดาบิดา เป็นการไม่ชอบไม่ควร เราผู้เป็นบุตรจะต้องสร้างวิมานน้อย ๆ ไว้ในใจของพ่อแม่ ให้ท่านเป็นสุข แม้เราจะเป็นทุกข์จะเดือนร้อนก็ไม่เป็นไรแต่ขอให้ เจ้าพระคุณทั้ง 2 นั้นมีความสุขมีความสบาย ถ้าใครทำได้อย่างนี้ก็เรียกว่าทำดีทำชอบ
ในครอบครัวถ้าหากว่าได้มีการประพฤติธรรม พ่อประพฤติธรรม แม่ประพฤติธรรม ลูกก็ประพฤติธรรม ถ้าคนใช้ที่เราจ้างมาทำงานทำการ เราก็สอนให้เขาประพฤติธรรมะให้ประพฤติดีประพฤติชอบด้วย บ้านนั้นก็จะกลายเป็นบ้านของธรรมะไป ทุกคนในบ้านนั้นก็จะมีความสุข ความสงบไม่มีความยุ่งยากลำบากเดือนร้อน
ครอบครัวในสมัยก่อน เช่น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ครอบครัวของนางวิสาขา ครอบครัวของอุบาสก มีมาก ซึ่งปรากฏในคัมภีร์หลายด้านด้วยกัน ล้วนแต่เป็นตัวอย่างของครอบครัวนั้นๆ ทั้งนั้น อยู่ในศีลธรรมทั้งนั้น จึงมีความสุขความเจริญ
อันนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอยู่ประการหนึ่ง

จึงใคร่จะขอฝากญาติโยมทั้งหลายไว้ว่า...
เราควรจะได้เข้าหาธรรมะ ความจริงก็ได้ประพฤติกันอยู่แล้วในทางนั้นๆ แต่ว่ายังไม่เข้าใจชัดเจน พูดย้ำให้ฟังอีกทีหนึ่ง คนใดประพฤติแล้ว จะได้ภูมิใจอิ่มใจ อิ่มใจว่าเราได้เดินทางถูก เราประพฤติตามคำสอนของพระ เราจึงมีความเจริญความก้าวหน้าอยู่
ถ้าบังเอิญครอบครัวของผู้ใดกำลังมีความทุกข์อยู่ก็จะได้รู้ว่า ความทุกข์ความเดือดร้อนลำบากต่างๆ ในครอบครัวนี้นะ มันไม่ใช่เรื่องอะไร แต่เป็นเรื่องที่เราทำไม่ถูก เราต้องแก้ไขเสียใหม่ เราต้องปรับปรุงใหม่ ต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะ ปรับปรุงชีวิตให้ดีงามเรียบร้อยต่อไป ก็เป็นเรื่องเรียบร้อย นี้ประการหนึ่ง เป็นการปฏิบัติในขั้นทีเรียกว่า ศีลธรรม อันเป็นการปฏิบัติเบื้องต้น ซึ่งเป็นของจำเป็นสำหรับทุกคน

เมื่อได้ปฏิบัติในขั้นนี้แล้ว ก็ยังไม่พอ เราจะต้องก้าวหน้าต่อไป เพราะว่าความทุกข์ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้น แก้ได้ด้วยหลักศีลธรรมเพียงเล็กน้อย ขั้นพื้นฐานตื้นๆ เท่านั้นเอง แต่ความทุกข์ความเดือดร้อนชั้นลึกๆ ยังมีอยู่ยังแก้ไม่ได้ ต้องใช้หลักธรรมะชนิดสูงที่ประณีตขึ้นไปกว่านั้น สิ่งนั้นคือหลักธรรมะที่เรียกว่า "สัจจธรรม"
ในทางศาสนามีหลักคำสอนชั้นสูงชนิดที่เรียกว่า สัจจธรรม
สัจจธรรม นี้เป็นคำสอนที่ปรากฏอยู่ในที่ทั่วๆ ไปไม่มีใครบัญญัติแต่งตั้งหรอก แต่ว่ามีผู้คนพบ เช่นในทางพระพุทธศาสนานี้ พระผู้มีพระภาคผู้บรมครูของชาวเราทั้งหลาย ได้ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง เปิดเผย ทำให้ตื้น แจกจ่ายให้แก่คนทั่วไป เราจึงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้องตามความเป็นจริง และได้นำหลักธรรมะเหล่านั้นมาเป็นแนวปฏิบัติ ขูดเกลาจิตใจของเราให้สะอาด สงบ สว่าง ตามควรแก่ฐานะ เรื่องของสัจจธรรมนี้จึงเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง มีอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าเราตั้งใจดู ตั้งใจฟัง ตั้งใจคิด เราก็จะได้พบสิ่งนั้นเหมือนกัน มันมีอยู่ที่เราจะพบได้ แล้วเมื่อเราได้พบแล้ว เราก็นำมาเป็นหลักสำหรับพิจารณาแก้ไขปัญหาต่างๆ
จะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ เช่นว่าญาติโยมบางคนก็มีความประพฤติดีประพฤติชอบอยู่ แต่ว่ายังมีความทุกข์ในใจ ทุกข์ด้วยเรื่องอะไร ... ด้วยเรื่องของธรรมดา เช่น ทุกข์เพราะพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีลูกตายจากไปเราก็เสียใจ มีทรัพย์ถูกขโมยไปเราก็เสียใจ บางครั้งบางคราวตัวเราเอง มีความเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บ อันเป็นเรื่องธรรมชาติ มนุษย์เกิดมาแล้วก็ต้องมีเรื่องอย่างนี้ ก็นอนเป็นทุกข์ตรมตรองใจด้วยประการต่างๆ มีหลานบางทีก็เป็นทุกข์เพราะหลาน เช่นมีหลานเลี้ยงอยู่ก็สบายใจพอเขาเอาหลานไปก็เป็นทุกข์กลุ้มอกกลุ้มใจ ต่อไปไม่มีหลานจะเลี้ยงแล้ว
ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทุกข์เรื่องนี้มันเกิดจากอะไร ก็เพราะไม่เข้าใจในสัจจธรรมอันเป็นหลักความจริงของโลก เป็นหลักความจริงของชีวิต เราไม่ได้คิดถึงความจริงทั้งหลายเหล่านั้นให้เข้าใจชัดเจน เลยไปเกิดความยึดถือขึ้น ความยึดถือนี้เป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นในใจของเรา ยึดถือว่าเป็นลูกของฉัน หลานของฉัน เงินของฉัน ทองของฉัน อันนั้นอันนี้เป็นของฉันไปทั้งนั้น นึกอย่างนี้เขาเรียกว่านึกผิดไปจากความจริง
ความจริงนั้นมันเป็นอย่างไร "ความจริงสิ่งทั้งหลายนี้ไม่ใช่ของใคร"
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ใน ในธรรมะบทหนึ่งว่า
คนเราคิดว่าสิ่งนั้นเป็นของตนสิ่งนี้เป็นของตน เช่นคิดว่าทรัพย์มีอยู่ ของนั้นมีอยู่ การคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะว่าตนของตนก็ยังไม่มี แล้วจะเอาสิ่งนั้นมาจากไหน
คำบาลีว่า
"ปุตตา นัตถิ ธะนะนัตถิ อิติ พาโล วิหัญญะติอัตตาหิกุโต ปุตตากุโต ธะนัง
ท่านว่าอย่างนั้น แปลว่า
คนเขลาคิดว่าบุตรของฉัน ทรัพย์ของฉัน
แล้วก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นของตัวตลอดไป
เนื้อแท้ตัวของตัวก็ยังไม่มี
แล้วสิ่งนั้นมันจะมีได้อย่างไร"
อันนี้มันลึกซึ้ง ถ้าฟังเผินๆ ก็อาจจะมองไม่เห็น เราต้องคิด เพื่อให้เห็นจริง ว่ามันไม่มีอย่างไร มันไม่เป็นของเราอย่างไร ต้องหมั่นคิดนึกตรึกตรองในปัญหาเหล่านี้ หลักที่เราจะนำมาคิดก็มีอยู่ 3 หลัก อันเป็นหลักธรรมดาธรรมชาติที่มีอยู่ตลอดเวลา คือ
1. ความไม่เที่ยงหลักหนึ่ง
2. ความเป็นทุกข์หลักหนึ่ง
3. ความเป็นอนัตตา คือที่ไม่ใช่ของตัวที่แท้จริงนี้อีกหลักหนึ่ง

ถ้าเราหมั่นเอาความคิดเหล่านี้มาคิดบ่อยๆ ก็จะมองเห็นชัดเจนขึ้น คือเห็นว่ามันไม่เที่ยงจริง มันมีความทุกข์เพราะเข้าไปยึดถือจริง มันไม่มีตัวตนที่แท้จริง มีแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ไหลไปชั่วขณะหนึ่งๆ ตามเรื่องตามราวของมันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่เรียกว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงถาวร อันควรจะเข้าไปจับไปเกาะว่าเป็นตัวเราเป็นของเราขึ้นมา อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดนึกตรึกตรองบ่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ เห็นอะไรข้างนอก เราก็เอามาพิจารณาเป็นเครื่องเตือนใจได้
สมมติว่าเราเล่นดอกไม้ เราปลูกกุหลาบไว้กระถางหนึ่งที่หน้าบ้าน กุหลาบมันก็ออกดอก เวลามันจะออกดอกนะ มันจะออกอย่างไร ถ้าหมั่นไปดูเช้าๆ เพื่อดูว่าหนอนมันจะมารังแกหรือเปล่า เราไปใส่ปุ๋ยรดน้ำให้มัน เราก็จะเห็นว่ามีดอกเล็กๆ เป็นดอกตูมออกมานิดเดียว ดอกตูมนั้นค่อยโตขึ้น พอโตขึ้นมาแล้วมันก็แย้มออกมาหน่อยหนึ่ง แล้วต่อมามันก็บานออก เป็นดอกสวย เราก็ชมว่า แหม ดอกใหญ่ดี สวยงาม สีก็งาม กลิ่นก็หอม เราก็ชอบใจ เราก็เพลิดเพลินอยู่กับดอกกุหลาบนั้น เราไม่ได้คิดว่าดอกกุหลาบนี้มันจะเป็นอะไรต่อไป
ถ้าดูต่อไปอีกหน่อย ดูต่อไป บางทีวันเดียวเท่านั้นแหละดอกกุหลาบนั้นกลีบนอกชักจะเหี่ยว มันเหี่ยวที่ริมน้อยๆ ก่อน สี่ไปก่อนต่อไปก็เหี่ยวทั้งกลีบ ไม่เท่าใดกลีบนั้นก็ร่วงหล่นลงไปในกระถางต่อไปกลีบอื่นก็หล่นลงไป ผลที่สุดก็เหลือแต่ก้าน ดอกกุหลาบนั้นหายไปแล้ว และเมื่อหล่นลงไปในกระถางหรือที่ดินแล้ว มันก็จมดินหายไป ดอกกุหลาบที่เราเข้าไปยึดถือว่าสวยงาม กลิ่นหอมน่ารักนั้น มันหายไปไหน มันก็หายไปตามเรื่องของมัน เพราะว่ามันเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งมันก็หายไปตามเรื่องของมันอีก คือว่าเครื่องปรุงแต่งหมดมันก็หายไปไม่มีอะไรที่เป็นตัวจริงของดอกกุหลาบนั้น
ถ้าเราเพ่งมองอย่างนี้เราก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาได้ว่า อ้อร่างกายเราก็เหมือนกับดอกไม้ เราเกิดมาเป็นเด็กๆ น้อยๆ แล้วค่อยเจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ ผู้หลักผู้ใหญ่ชอบอกชอบใจ พอเห็นหลานยิ้มก็ชอบใจ หลานกินได้ก็ชอบใจ ชอบใจไปก่อนแต่พอหลานป่วยหรือเป็นอะไรไปบ้าง ญาติโยมที่มีลูกมีหลานก็รู้เอง ไม่ต้องบอกก็ได้ พอหลานป่วยนี่วุ่นกันไปทั้งบ้าน แล้วใจก็ไม่สบาย คุณยายก็เป็นทุกข์ คุณตาก็เป็นทุกข์ แม่ก็เป็นทุกข์ คนใช้ก็พลอยเป็นทุกข์ไปกับเขาด้วย เพราะต้องวิ่งว่อนเที่ยวเรียกหมอมารักษา ไม่เป็นอันหลับอันนอนกันละ เรื่องหลานไม่สบายนั้นเป็นทุกข์ขึ้นมาแล้ว มันเป็นอย่างนี้
ความทุกข์อย่างนี้จะเกิดขึ้นแก่ใครเมื่อใดก็ได้ ในเมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนสภาพไป แต่ถ้าเรา เข้าใจกฏความจริงไว้ว่า อ้อ สิ่งทั้งหลายเปลี่ยนได้ สิ่งทั้งหลายไม่มีความมั่นคงถาวร เราจะไปตู่เอาว่าจงเป็นอย่างนั้นจงเป็นอย่างนี้ มันจะเป็นตามใจเราได้ที่ไหน เพราะสิ่งทั้งหลายไม่อยู่ในอำนาจของใคร มันต้องไปตามเรื่องของมัน มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้น
ถ้าเรามีธรรมะเป็นหลักคุ้มครองจิตใจเราก็พอคิดได้ เช่นว่าหลานป่วย เราก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราไม่ต้องเป็นทุกข์เรื่องความป่วย หน้าที่ของเราจะทำอย่างไร เราก็ต้องเอาหลานไปหาหมอ ไปโดยเร็ว ไปให้หมอรักษา เวลาอุ้มหลานไปหาหมอ อย่าอุ้มไปด้วยความทุกข์ ถ้าอุ้มไปด้วยความทุกข์ก็เหมือนกับอุ้มกองไฟไป เราก็เป็นทุกข์ไปตลอดทาง หมอตรวจแล้ว เขาก็ให้ยารักษา มันไม่ใช่อย่างนั้น มันต้องรอเวลา กินยาเข้าไปแล้วต้องรออีกสักวันสองวัน ความไข้มันก็จะค่อยเบาบางไปเอง ค่อยฟื้นขึ้น เราอย่าใจร้อน อย่าด่วนจะให้หายเร็วๆ แต่เราต้องรู้ว่ามี เกิด แล้วมันต้องมี ดับ เมื่อเป็น แล้วมันก็ หายได้ แต่ว่าสิ่งนี้ขึ้นอยู่กับเวลา เราต้องนั่งดูด้วยความอดทนด้วยใจเย็นหลานป่วย ยายก็ไม่ต้องไปป่วยกับหลาน ลูกป่วยแม่ก็ไม่ต้องไป ป่วยกับลูกด้วย ทีนี้ถ้าเราไม่เข้าใจธรรมะ ป่วยหมด ลูกป่วย แม่ป่วย พ่อป่วย ป่วยหมดทุกคน ลูกป่วยทางกาย พ่อแม่ป่วยทางจิตใจ นั่งเป็นทุกข์กระสับกระส่าย คนใช้ในบ้านก็พลอยรับทุกข์เพราะว่าแม่บ้านพ่อบ้านดุเอาด้วย นี่มันไปกันใหญ่
ความทุกข์มันเต็มบ้านอย่างนี้นะ เพราะไม่ได้ใช้ธรรมะเป็นหลักพิจารณา
ถ้าได้ใช้ธรรมะเป็นหลักพิจารณาก็สบายใจไม่ต้องเป็นทุกข์ในเรื่องนั้นมากเกินไป ถึงบทตัวเราป่วยเองบ้างญาติโยมป่วยเองนะทีนี้ ถ้าป่วยเองขอให้มันป่วยแต่กาย อย่าให้ใจป่วยเข้าไปด้วย ร่างกายเจ็บปวด แต่อย่าให้ใจเข้าไปเจ็บปวด เราต้องรู้จักแยกความรู้สึกนั้นออกจากกันได้พอสมควร ก็จะมีความสบายตามควรแก่ฐานะ
เคยไปที่โรงพยาบาลศิริราช ไปที่ตึกเกี่ยวกับการผ่าตัดพวกคนสันหลังหัก แข้งขาหัก อะไรจำพวกนั้นแหละ เกี่ยวกับพวกกระดูก ผู้ป่วยบางคนนอนตะแคง บางคนนอนคว่ำ ถามว่านอนคว่ำมากี่เดือนแล้ว เขาตอบว่านอนคว่ำมา 3 เดือนแล้ว นึกในใจว่า โอ มันแสนทรมาน แต่ว่าเปล่า คนไข้เหล่านั้นเขาคุยกัน เขาหัวเราะกัน จากเตียงนี้ข้ามไปเตียงโน้น จากเตียงโน้นข้ามไปเตียงนั้น เอะอะโวยวายตามเรื่องตามราวของเขา เขาไม่ได้เป็นทุกข์ที่ต้องนอนมาตั้ง 3 เดือน หรือว่าเดินไม่ได้หรือว่าทำอะไรไม่ได้ เขาไม่เป็นทุกข์แล้ว เขาสนุกกัน คุยกันโวยวายกันไปตามเรื่อง บางคนก็เปิดวิทยุฟังเพลง ฟังลิเกคณะหอมหวลอะไร เพลินกันไปตามเรื่อง ดูๆ แล้วนึกว่า อ้อ เขาไม่ทุกข์แล้ว ที่ไม่ทุกข์แล้วนั่นเพราะอะไร คงจะเกิดธรรมะขึ้นในใจอย่างหนึ่งเป็นอย่างน้อยแม้ว่าจะไม่ได้ศึกษาธรรมะ แต่ว่ามันเกิดขึ้นในใจแล้ว
ธรรมข้อนั้นเกิดขึ้นว่าอย่างไร...คงเกิดขึ้นว่า ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่ป่วยแต่ว่ามีคนอื่นมาป่วยอยู่อีกหลายสิบคน แล้วฉันจะมาเป็นทุกข์เรื่องอะไร เมื่อคนอื่นเขาไม่ได้ทุกข์มากมาย เขาหัวเราะหัวไห้ก็เลยพลอยหัวเราะไปกับเขาด้วย อันนี้มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะว่าอยู่กันเป็นหมู่เป็นคณะ หมู่ทำอะไรก็ทำไปอย่างนั้นตามเรื่องตามราว ความเจ็บป่วยก็บรรเทา
ที่ไปคราวนั้น ไปเยี่ยมคนหนึ่งแกป่วยขาขาด คือว่ารถทับขาขาดเลย เลยถามว่า เป็นอย่างไร ขาขาดนี่รู้สึกอย่างไร
แกบอกว่า มาแรกๆ นี่เป็นทุกข์เต็มที ไม่สบายใจเลย 3 วัน
"วันที่สี่เป็นอย่างไร"
"ค่อยสบาย"
ถามว่า "สบายเพราะอะไร"
"เพราะนึกได้ว่ามันไม่ได้เป็นแต่ผมคนเดียว" ว่าอย่างนั้น
คนอื่นเขาก็เป็นกันหลายคน แล้วก็เปิดประตูดูคนที่นอนอยู่ข้างนอกก็ไม่เห็นเขานอนเป็นทุกข์สักคนเดียว เขามีความพอใจในสภาพที่เป็นอยู่ แล้วหัวเราะกัน คุยกันเล่านิทานกัน ก็เลยพลอยไม่เป็นทุกข์ไปกับพวกนั้นด้วย
อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ คือหมดทุกข์ไปก็เพราะเกิดความรู้สึกตัวว่า อ้อ ธรรมดาคนเราเกิดมาแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้น ด้วยกันทั้งนั้น เป็นเรื่องหนีไม่พ้น ก็นึกได้ เมื่อนึกได้มันก็หมดเรื่องไป เรื่องอื่นๆ ก็เหมือนกัน สมมติว่าเราอยู่กัน สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ทีนี้ตายจากไปคนหนึ่ง ภรรยาตายไป สามีก็นั่งเป็นทุกข์เหงาใจว่าเหงาเต็มทีอยู่คนเดียว หรือว่าสามีตาย ภรรยาก็เป็นทุกข์เหงาจิตเหงาใจว่าอยู่คนเดียว นี่เป็นเพราะไม่ได้คิดถึงกฎธรรมดา
ถ้าคิดถึงกฎธรรมดาว่าก่อนนี้เราก็อยู่คนเดียว เราไม่มีเพื่อนสองอย่างนี้ แต่ต่อมาชีวิตมันก็เปลี่ยนฉากไปตามเรื่องนึกดูว่าฉากละครชีวิตที่เราแสดงมาเป็นอย่างไร นึกถึงภาพเด็กน้อยๆ ที่นอนอยู่ในเบาะ เด็กที่รู้จักคลาน รูจักเดินเตาะแตะไปโรงเรียนได้ เป็นหนุ่มเป็นสาว แต่งงานมีลูกมีหลาน หรืออาจจะไม่มีก็ได้ แล้วก็อยู่มาจนป่านนี้ อ้อ มันเปลี่ยนมาเรื่อยๆ ชีวิตนี่เปลี่ยนมาโดยลำดับ

คนเราที่เกิดมาแล้วต้องจากกันทั้งนั้น ต้องตายทั้งนั้น เมื่อก่อนนี้เรามีพ่อแม่ มีคุณปู่ คุณตา คุณย่า คุณยาย เดี๋ยวนี้ปู่เราไปไหนแล้ว ทวดเราไปไหนแล้ว ย่าเราไปไหน ยายเราไปไหน ถ้าคิดดู อ้อ ท่านไปแล้ว ไปก่อนแล้ว ปู่ทวดไปก่อน แล้วปู่ตาไป ย่ายายไป พ่อแม่เราก็ไป สามีเราก็ไป ภรรยาเราก็ไปกันโดยลำดับ คนอื่นเขาไปกันแล้ว วันหนึ่งเราก็ต้องไป แต่เวลานี้ยังไม่ไป เพราะร่างกายมันยังมีปัจจัยเครื่องปรุงเครื่องแต่งอยู่ ยังพออยู่ในโลกมนุษย์ไปได้
แล้วเราจะอยู่ด้วยความทุกข์ดี หรือว่าจะอยู่ด้วยความสุขใจความเบาใจดี ถามตัวเองอย่างนี้ ก็คงจะตอบตัวเองได้ว่าอยู่ด้วยความเบาใจสบายใจดีกว่า ทำอย่างไรจึงจะสบายใจ ทำอย่างไรจึงจะเบาใจ จะนึกจะคิดอย่างไรใจจะสบาย ต้องถามตัวเองต่อไป ก็รู้ได้ว่าถ้าเราคิดอย่างนั้นเราเป็นทุกข์ ความคิดที่ทำให้เกิดทุกข์นั่นคิดไปทำไม หน้าต่างบานไหนเปิดแล้วมันมีแต่กองขยะมูลฝอย เราจะไปเปิดบานนั้นทำไม เอาไม้ตีปิดเสียเลยอย่าให้มันเปิดได้ แต่บานไหนเปิดไป เห็นสนามหญ้าสวยมีดอกไม้งามๆ เราก็เปิดบานนั้น เปิดไปก็เห็นสีเขียวสดชื่น สบายใจ ฉันใด
ความคิดของเรานี้เหมือนกัน ถ้าเราคิดเรื่องใดกลุ้มใจเราควรจะหยุดคิดจากเรื่องนั้น แต่ว่าการหยุดคิดไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน ต้องค่อยทำค่อยไป ค่อยคิดปัญหาเหล่านี้ ต้องค่อยสอนตัวเอง ค่อยบอกตัวเองไว้ตลอดเวลา อย่าให้เกิดความร้อนอกร้อนใจที่มีความทุกข์มากเกินไปจากปัญหาเหล่านั้น ไม่กี่วันก็พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนได้ ไม่ต้องตรมตรอมใจมากเกินไป เพราะได้ธรรมะคือได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรถูกต้องตามความเป็นจริง อันนี้เรียกว่าช่วยแก้ได้ ธรรมช่วยแก้ปัญหาได้ในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้เราได้ศึกษาสัจธรรม อันเป็นคำสอนชั้นสูงในทางศาสนา มองเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ว่ามีการเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงไป แล้ว ผลที่สุดก็แตกดับด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นสัตว์ เป็นต้นไม้ แม้โลกของเรานี้ วันหนึ่งมันอาจจะแตกไปก็ได้ แต่ว่ามันจะแตกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไม่ต้องไปนั่งกลัวว่าโลกมันจะแตก หรือไม่ต้องกลัวว่าดาวพระอังคารมาชนโลกแหลกลาญไป ไม่ต้องหวาดกลัวถึงขนาดนั้น
เหมือนกับพวกที่เชื่อโหรเมื่อ 3 ปีก่อนโน้น เขาเชื่อกันว่าอย่างไร แล้วก็ตกใจกัน ไม่กล้าอยู่ในบ้านในช่อง หอบลูกหลานไปนั่งกันอยู่ในสนามหญ้า เพราะกลัวว่ามีเหตุเกิดขึ้นในโลกกลัวจนไม่สบาย ไปนั่งอยู่ในสนามมันก็ยังเป็นทุกข์อยู่นั่นเองแต่เมื่อเราคิดได้ว่าถ้ามันมีจริง ไม่ใช่เราคนเดียวที่ต้องรับสิ่งนี้ หลายคนร่วมรับกับมัน เป็นธรรมดา ธรรมชาติลงโทษมนุษย์ที่ทำบาปมานานแล้ว ให้รู้สึกตัวเสียบ้าง เราก็ยินดีจะรับสิ่งนั้นด้วยหน้าชื่นตาบาน มันก็ไม่มีเรื่องอะไร ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน แต่ถ้าคิดปฏิเสธหนีเรื่อยไป มันก็ทุกข์เรื่อยไป อันนี้เป็นข้อคิดที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน

จึงนำมาพูดฝากญาติโยมทั้งหลายที่ได้มาประชุมกันในวันนี้เพื่อฟังธรรมะ จะได้รู้ว่า ชีวิตของเรานี้จะต้องใช้ธรรมะอย่างไร และควรจะปฏิบัติอย่างไร เพื่อแก้ไขสถานการณ์อันเกิดขึ้นกับวิถีชิวิตในวันหนึ่งๆ เราก็จะอยู่ได้โดยปลอดภัยมีความสบายอกสบายใจตลอดเวลา

ดังที่กล่าวมาเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจญาติโยมทั้งหลาย ขณะนี้ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

<< ย้อนกลับ


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook