บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

เรื่อง ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน 2519

2

พอใจว่าดีแล้วที่มันเอาไปเพียงเท่านั้น มันไม่ทำร้ายชีวิตของเรา ถ้าเราไปเห็นมันขณะทีมันเอาของอยู่ มันก็ต้องทำร้ายเรา ต้องทำแน่ๆ ขโมยมันไม่คิดหรอก เรื่องอะไรมันก็ไม่คิดหรอก ก็ดูข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ มันเอาเงินไป พอเราวิ่งตามมันยิงกลิ้งโค่โล่ไปเลย เราต่อสู้มันยิงทั้งนั้น มันทำเราทั้งนั้น ทีนี้เราไม่มีโอกาสได้เห็นมัน แล้วเราไม่ได้ทำการขัดขวางมัน เราก็ไม่ตาย นับว่าบุญแท้ๆ ที่เราไม่ได้เห็นขโมยนั้น มันเอาแต่เงินไปเพชรนิลจินดาไป มันของนอกกาย เรายังมีปัญญามีสมอง เราก็หาได้ต่อไป ไม่เห็นจะทุกข์ร้อนอะไร อย่างนี้ก็สบายใจ ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน นี่ก็คือสันโดษเหมือนกัน แสดงว่าเรามีความสันโดษพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วมองในแง่ว่า มันเกิดเพียงเท่านั้นดีกว่ามันเกิดมากกว่านี้ เสียหายเท่านี้ดีกว่ามันมากไปกว่านั้น อันนี้เรา สบายใจ ไม่ต้องนั่งเป็นทุกข์ ไม่ต้องร้องให้เสียน้ำตา เพราะมาคิดในแง่พอใจอย่างนี้ จิตใจก็สบาย อันนี้ เป็นตัวอย่างของความที่เรียกว่า มีความสันโดษพอใจ

ในชีวิตในครอบครัวก็เหมือนกัน สมมติว่าสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน ถ้าอยู่ด้วยความสันโดษแล้วไม่มีปัญ หา ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีเรื่องขัดอกขัดใจกัน แต่อยู่กันด้วยความสุขเพราะต่างคนต่างพอใจ สามีก็พอใจในภรรยา ภรรยาก็พอใจในสามี ไม่มีปัญหาเลย อยู่กันตลอดชีวิตในครอบครัว เพราะรู้จักใช้สันโดษ แต่ถ้าว่าเกิดไม่พอใจขึ้นมา ของเรามันสู้คนนั้นไม่ได้คนนี้ไม่ได้ ไปเที่ยวเปรียบเทียบ เปรียบเทียบแล้วเห็นข้อแตกต่าง เห็นความแตกต่างแล้วเปลี่ยนเป็นเรื่องไม่พอใจ ในสิ่งที่ตัวมีตัวได้ ก็เกิดความทุกข์เกิดปัญหา บางทีทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะอารมณ์ไม่ชอบใจ นี่คือไม่มีความสันโดษ จึงเป็นเรื่องเสียหายด้วยประการต่างๆ ในทางศีลธรรมท่านจึงว่า ต้องพอใจในคู่ครองของตน เรียกว่า "สทารสันโดษ" ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความสุขความสบายใจ ไม่เกิดความวุ่นวาย ไม่เกิดปัญหา ลักษณะสันโดษมันเป็นอย่างนี้

ญาติโยมลองเอาไปพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า เป็นศิลปะแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน จะไม่ทำให้เราเกิด ความทุกข์เลยแม้แต่น้อย ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ สมมติว่าเราขับรถไป แล้วรถมันเสียอารมณ์หงุดหงิดทันที แหมทำไมมันเสีย ถ้ามีคนขับให้เราก็ดุคนขับ ทำไมไม่ดูให้เรียบร้อย ไม่แต่งให้เรียบร้อย ไม่ทำอย่างนั้นไม่ทำอย่างนี้ นั่นไปดุคนขับ คนขับอารมณ์เสียอีก พอคนขับอารมณ์เสีย ทีนี้พอคนขับอารมณ์เสียมันก็แต่งไม่ถูกไม่ต้อง บางทีมันก็รำคาญว่านายดุมันเลยทำให้เสียหนักเข้าไปอีก มันเลยต้องยืนตากแดดอยู่ตรงนั้นเอง ไม่ได้เรื่องอะไร เราควรจะทำอย่างไรในขณะนั้น เมื่อรถเสียเราก็อย่าไปนึกให้มันหงุดหงิด แต่นึกว่า อนิจจัง อนิจจัง พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว ว่าสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยง เราก็นึกถึงธรรมมะว่า มันไม่เที่ยงมันเป็นของธรรมดา ที่จะต้องเป็นอย่างนี้ ใจมันก็ดีเพราะนึกถึงกฎธรรมดา แล้วพอใจดีเราก็ไม่ดุคนขับมัน เอาดูซิอะไรมันเสีย ช่วยกันดูช่วยกันแก้ไขต่อไป ถ้าแก้ได้ก็ดี ถ้าแก้ไม่ได้ก็นึกให้มันสบาย เช่นนึกว่ามันเสียตรงนี้ก็ดี อากาศปลอดโปร่งดี ทิวทัศน์ก็สวยงาม ดูไปด้านโน้นก็ทุ่งข้าว ดูไปด้านนั้นเห็นทิวป่าน่าดูน่าชมดี ธรรมชาติ แถวนี้มันสวยสดงดงามดี เราชมป่าชมดงไปตามเรื่องตามราว ก็มันเสียแล้วจะไปหงุดหงิดอยู่ทำไม เราก็ นึกชมต้นหมากต้นไม้ไป คุยกับคนขับต่อไป มันก็ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนเรื่องใจ นี่คือความพอใจในสิ่งที่มันเกิด ขึ้นตรงนั้นเราก็สบายใจ

คราวหนึ่งนั่งรถไฟมาจากปักษ์ใต้ แล้วมันมาเสียตรงที่บางสะพานน้อย คนในรถบ่นกันอุบอิบๆ แหม แย่ไม่ทันโทรเลขให้เขามารับ จะมาคอยเก้อ อย่างนั้นอย่างนี้พูดกันใหญ่เลย อาตมานั่งๆ ฟังเห็นว่าโยมจะ ไปกันใหญ่แล้ว ก็เลยต้องเทศน์เสียหน่อย ปาฐกถาเสียหน่อยในรถไฟ ก็ไม่เป็นไร เลยบอกว่าโยมอย่ามี ความทุกข์เลย โยมทุกข์ร้อนรถมันก็ไม่เดินหรอก โยมบ่นมันก็ไม่เดิน เครื่องมันเสีย คนนั้นเขาไม่มีเจตนา ให้มันเสีย มันเสียตามธรรมชาติ เพราะสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันก็ต้องอย่างนี้แหละ โยม เคยมาเที่ยวแถวบางสะพานน้อยหรือเปล่า ยังเลย ไม่เคยมาเที่ยว อย่างนั้นก็ดีแล้วเดินไปเที่ยวตลาดไป ซื้อกล้วยตากมากิน ฝากลูกฝากหลานก็ยังได้ ปลาเค็มแถวนี้ก็ไม่แพงใกล้ทะเล ไปเดินขมตลาดกันดีกว่า ลงจากรถเป็นแถวไปเลย อาตมานำขบวนเลยพอโยมไปเที่ยวตลาด ชวนพูดชวนคุยให้สบายใจ ไปกินน้ำมะ พร้าวอ่อนมั่ง ซื้อกล้วยตากมั่ง คนหนึ่งก็ซื้อปลาเค็มมั่งไปฝากลูกหลาน แล้วที่เป็นทุกข์มันก็หายกลุ้มไปเท่านั้นเอง เราไม่ได้มองในแง่ดีไว้ ไปมองในแง่เสียบ้าง แหม รถมันมาเสียที่ตรงนี้ ก็มันเสียที่ตรงนี้ก็ดีแล้ว เราได้ลงไปเที่ยวบางสะพานน้อยเพราะยังไม่เคยมาเที่ยว ไปดูซิคลองบางสะพานมันยังมีขายหรือเปล่า ว่าไปตามเรื่องให้โยมแกสบายใจ เลยทุกคนยิ้มออกมาได้ แล้วก็เดินไปชมนกชมไม้ไปตามเรื่องต่อไป กลับมาไม่เท่าใดเขาเอาหัวรถมาเปลี่ยน ก็ลากรถไปได้ต่อไป ใจมันก็หมดทุกข์หมดร้อนไป

นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ว่า ควรแปลเหตุการณ์ที่ร้ายให้กลายเป็นดี เหตุการณ์ที่มันจะเป็นทุกข์ ให้มันเป็นสุขสดชื่น เรามันต้องหัดแปลญัตติ พูดตามภาษาในสภา เรียกว่าแปลญัตติเสียมั่ง อย่ายืนยันมติ ของตัวเรื่อยไป ถ้ายืนยันเรื่อยไปประธานก็ขับออกจากสภาเท่านั้นเอง บอกว่าคุณออกไปเข้าป่าไป เกเร ผู้แทนนี้ใช้ไม่ได้ ถูกออกนอกสภาเลยไม่ได้อภิปรายต่อไป เราต้องหัดแปลเสียมั่ง อะไรมันไม่สวยสดงดงาม ให้สดชื่นรื่นเริงขึ้นมา อันนี้ก็จะทำให้จิตใจสบาย นี่เป็นลักษณะสันโดษ ดังนั้นไม่มีอะไรเสีย แล้วเรื่องสันโดษนี้ไม่ใช่สอนแต่ในพระพุทธศาสนานะ ลองไปอ่านค้นคว้าคัมภีร์คริสเตียน ก็สอนเรื่องสันโดษ อิสลามก็สอนเรื่องสันโดษ ฮินดูก็สอนเรื่องสันโดษ ขงจื้อแม้ไม่เป็นตัวศาสนา แต่เป็นลัทธิธรรมดาๆ ก็ยังสอนศานุศิษย์ให้มีความสันโดษ ให้พอใจตามมีตามได้ ขงเบ้งซึ่งเป็นหัวหน้าเสนาธิการใหญ่ของเล่า ปี่มีชีวิตสันโดษที่สุด อยู่ที่บ้านเล็กๆ ริมภูเขาโฮลังกัง ปลูกต้นหม่อนเลี้ยงตัวไหม ไม่มีสมบัติอะไรมากมาย แม้ได้ไปเป็นเสนาธิการใหญ่ของเล่าปี่ก็อยู่อย่างสันโดษ มักน้อยไม่กินเติบไม่ใช้ของเติบ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่ม เฟือย สิ่งใดที่ได้รับพระราชทานรางวัลมาเอามาเก็บๆ ไว้ไม่ค่อยใช้ ใช้เท่าที่จำเป็น ของอะไรไม่จำ เป็นก็ไม่ได้ใช้ เวลาตายก็มีทรัพย์สมบัติเหลือเฟือ ไม่ส่งไปให้บุตรธิดาที่เขาโลฮังกัง แกเขียนบอกว่า บุตรภรรยาของข้าพเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงมีที่ดินอยู่ห้าสิบไร่ ต้นหม่อนไม่น้อยกว่าห้าร้อยไร่ แล้วก็มีบ้านอยู่ สุขสบายแล้ว ทรัพย์สมบัติอันใดที่ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระเจ้าแผ่นดิน ขอส่งคืนเพื่อเอาไปแจก กับทหารที่ไปรบทัพกลับมา มันก็ลำบากเอาไปแจกกันเถอะ นี่ชีวิตของผู้มีความสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่ สุรุ่ยสุร่ายในการเป็นการอยู่ มีชีวิตสดชื่นรื่นเริงด้วยการปฏิบัติหน้าที่ ก็มีความสะดวกสบาย ไม่มีเรื่องวุ่น วายเดือดร้อน

คราวหนึ่งพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ไปจำพรรษาอยู่ที่บ้านแห่งหนึ่ง ปีนั้นฝนแล้งเหลือเกิน ชาวนาอด ข้าวกันเป็นอันมาก แล้วก็พระต้องจำพรรษาที่นั่น เพราะไปไม่ได้ต้องอยู่จำพรรษา แล้วก็จะทำอย่างไร ก็ พอดีมีพ่อค้าม้า เขามาด้วยม้าจำนวนมาก มีข้าวเปลือกมาจำนวนมาก พระก็ไปบิณฑบาตจากพวกนั้น เขาให้ข้าวเปลือกมา พระก็เอามาตำข้าวเปลือกตำให้เป็นข้าวสาร แล้วเอาไปคั่วฉันกันไปตามเรื่อง พระพุทธ เจ้าท่านก็สอนภิกษุว่า เราตองอยู่ด้วยความอดทน ต้องอยู่ด้วยความพอใจ สันโดษในสิ่งที่มีที่ได้ จนกว่าจะ ออกพรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วจึงจะเคลื่อนขบวนไปสู่ที่อื่นได้ พระเหล่านั้นก็อยู่ด้วยความพอใจ เพราะมี ความสันโดษมีความพอใจอย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่าง

ในนิทานชาดก เล่าเรื่องนกสันโดษไว้ตัวหนึ่ง คือนกตัวนั้นอยู่ที่ต้นไม้ กินยอดไม้ เวลาไม่มียอดไม้กินใบไม้ ใบไม้ไม่มีก็กินเปลือกไม้ กินจนกระทั่งว่ากะพี้ของต้นไม้ แต่ไม่ยอมไปกินที่อื่น อยู่ที่นั่นไม่ยอมไป ใครจะมาพาไปไหนก็ไม่ไป บอกว่าฉันพอใจที่จะอยู่ที่นี่ แล้วก็อยู่ด้วยความสบาย ไม่ลำบากเดือดร้อนใจ อันนี้ก็เป็นเครื่องแสดงถึงน้ำใจของนกตัวนั้น ว่ามีความพอใจ มีความสันโดษในสิ่งนั้นอยู่ เขาจึงอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้ นี่ลักษณะเป็นอย่างนี้

เมื่อพูดถึงเรื่องสันโดษแล้ว มันมีคำคู่กันกับสันโดษอีกคำหนึ่งเขาเรียกว่า มักน้อย เรามักจะได้ ยินว่าเป็นคนสันโดษมักน้อย มันน้อยนี้มันเป็นพวกสมถะ เป็นคนเงียบๆ ลักษณะคนมันน้อยเป็นคนเงียบๆ ไม่อวด มักน้อยเป็นคนไม่ขี้อวด ไม่ขี้โอ่ไม่อวดใคร ว่าฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรต่ออะไรทุกอย่าง เช่นว่าไม่อวดรู้ ไม่อวดทรัพย์สมบัติ ไม่อวดเกียรติยศชื่อเสียงกับใครๆ เป็นคนที่เฉยๆ เงียบ คมในฝักว่า อย่างนั้นเถอะ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าคมในฝัก ไม่แสดงอะไรใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนมั่งคั่งร่ำ รวยอะไร แต่งเนื้อแต่งตัวง่ายๆ ธรรมดาๆ ไปที่ไหนก็ธรรมดาๆ ไม่ทำโอ่อ่าหรูหราเพื่อจะอวดให้เขา เห็นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นคนมักน้อย

คนที่มีชีวิตมักน้อยมักจะเป็นคนที่มีความสุขในใจ คือเขาเป็นสุขได้ทุกโอกาส ไปนั่งร้านกาแฟเล็กๆ ก็ได้ ไปทานข้าวราดแกงตามที่เขาขายก็ได้ กินอะไรก็กินง่ายๆ ไม่แสดงความโอ่อ่าหรู่หราให้ใครรู้ มีความรู้ก็ไม่แสดง แต่ถ้ามีคนมาถามจึงจะพูด พูดอธิบายอะไรๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีคนสนใจก็นั่งเฉยๆ นั่งยิ้มอยู่ข้างใน อารมณ์สดชื่นยิ้มๆ อยู่ข้างใน ฟังคนอื่นเขาพูดเขาคุยกันโฉงเฉงกัน แต่คนที่มักน้อยเขานั่งฟังยิ้มอยู่ข้างใน ไม่แสดงออกอะไรทั้งนั้น ฟังคนอื่นพูด แต่ถ้าเมื่อมีคนสนใจมาถาม เขาจะอธิบายเรียบๆ ให้คนนั้นได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร อย่างนี้เขาเรียกว่า ลักษณะของคนมักน้อย ไม่โอ้อวด ไม่ทำอะไรโอ้อวดทั้งนั้น เช่นมีทรัพย์ก็ไม่อวดว่ามั่งมี มีความรู้ก็ไม่อวดตัวว่ามีความรู้ มีพวกมากก็ไม่อวดตัว ว่าฉันเป็นนักเลงใหญ่ ฉันมีพวกมากอย่ามารังแกฉันนะ เขาไม่มีลักษณะอย่างนั้น เจียมเนื้อเจียมตัวทุกวิถีทาง เราลองคิดดูว่าถ้าเราไปพบคนอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร เราจะมี ความเคารพนับถือเขา เมื่อเรารู้สถานะที่จริงของเขาว่าเป็นอย่างไร เราจะเพิ่มความรักความเคารพ มากขึ้น เพราะเป็นคนไม่โอ้อวด ไม่แสดง แต่ถ้าเราไปเจอใครสักคนหนึ่ง แหม อดอยู่ไม่ค่อยได้ ต้อง แสดงออกอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกว่ากลองไม่ตีมันดังเอง กลองที่เขาแขวนไว้เฉยๆ แขวนแล้วมันตึ้งๆ ขึ้น มา เพราะว่ากลองนั้นมันไม่ดีแล้ว คนโบราณเขาว่ากลองอุบาทจัญไร ถ้ามันดังเองไม่ค่อยดี

คนเราก็เหมือนกัน เขาไม่ถามก็จะเข้าไปพูดจาแสดงนั่นแสดงนี่ ลักษณะไม่ใช่เป็นคนมักน้อย แต่คนมักใหญ่มักอวดมันไม่ดี เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง ตัวเล็กๆ แต่มันทำให้วุ่นวายพอใช้ จึงไม่ควรให้เกิดขึ้น ในใจ เราเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัว ไปที่ไหนทำอย่างนั้นแล้วรู้สึกสบายใจ

เมื่อเช้านี้อ่านหนังสือพิมพ์ พบประวัติคนหนึ่ง เขาเรียกว่าเป็นคนเศรษฐี มีนาที่ดินเยอะแยะ มีเงินตั้งหมื่นล้านดอลล่าร์ที่แกมี แต่ว่าแกไม่ค่อยแสดงตัวให้ปรากฏแก่ใครๆ แต่งตัวง่ายๆ ไปนั่งร้านคอฟฟี่ชอฟธรรมดาๆ แล้วก็นั่งเฉยๆ ไม่ค่อยอวดอะไรกับใคร รถยนต์ที่ใช้ก็เก่าๆ แก่ๆ รถโบราณไม่ค่อยใช้รถใหม่ทันสมัยกับเขาหรอก แต่งเนื้อแต่งตัวก็อย่างนั้นแหละ ถ้าคนไม่นึกว่าตาแก่อะไรก็ไม่รู้มานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ว่าความจริงแกเป็นเศรษฐีใหญ่ที่ มีเงินมีทองมากๆ แต่ว่าใครเข้าไปคุยกับแก ชวนพูดชวนคุยอะไรกับแก แกก็คุยได้ แต่ถ้าไม่มีใครไปพูดแกก็ นั่งเฉยๆ มองดูคนนั้นคนนี้เขาพูดไป เรียกว่าเป็นผู้ดูมากกว่าผู้แสดง คนเราถ้าเป็นผู้ดูมันไม่ค่อยเหนื่อย ถ้า เป็นผู้แสดงมันเหนื่อย เพราะฉะนั้นไปที่ไหนเป็นผู้ดูดีกว่า ไม่ต้องแสดงก็ได้ แล้วก็จะสบายใจ อันนี้เป็น ลักษณะของคนอย่างนั้น เหมือนกับสัตว์บางชนิดเขาเรียกว่าแมลงป่อง ไปไหนก็ชูหางร่าอยู่ตลอดเวลา ตัว แมลงป่องตัวเล็กๆ พิษมันก็น้อยๆ แต่มันก็ชูหาง แต่ว่างูใหญ่ๆ เช่นงูจงอาง งูเห่าเป็นต้น เขาไปเรียบๆ ยิ่งมีพิษมากกับคนตายทันที มันเฉยๆ ไปช้าๆ ค่อยๆ เลื้อยไป แต่แมลงป่องนั้นแสดงอยู่ตลอดเวลา คนเราก็อย่างนั้นมีคนแต่งคำไว้ดี ว่า
"รู้น้อยว่ารู้มาก เริงใจ
กลกบเกิดในสระจ้อย
ไฝ่เห็นทะเลไกลกลางสมุทร
ชมแต่น้ำบ่อน้อยว่าลึกล้ำเหลือ"
ลักษณะเป็นอย่างนั้นไม่มีน้อย

แต่คนมักน้อยเขารู้ฐานะของตัว รู้ว่าตัวมีฐานะอย่างไร มีความรู้อย่างไร มีสภาพชีวิตจิตใจอย่างไร แล้วก็ประคับประคองใจพอเหมาะพอควร ไม่วุ่นวาย ไม่เสียหาย นี่เป็นลักษณะของคนมักน้อย น่าเคารพบูชา คนมักน้อย แต่คนมักอวดนี่มันไหว อวดเรื่อยทีเดียวไม่ว่าอะไร มีเรื่องที่จะพูดจะอวดใครพูดอะไรก็ต้องไป พูดกับเขาหน่อย อวดกับเขาหน่อยว่าฉันก็รู้เหมือนกัน แสดงอยู่นั่นคือคนรู้น้อย คนรู้น้อยก็เหมือนกับน้ำครึ่ง หม้อ แต่น้ำเต็มหม้อมันไม่ค่อยดัง เสียงไม่ดังเพราะน้ำมันเต็ม คนเราถ้าอิ่มหรือว่าเต็มนี่ไม่มีอะไร แต่ถ้า พร่องแล้วมันต้องมีเสียงคล็อกแคล็กๆ อยู่ตลอดเวลา ลักษณะเป็นอย่างนั้น เรียกว่าไม่มีคุณธรรม คือความมักน้อย

เพราะฉะนั้น คำว่าสันโดษกับมักน้อย มักจะไปด้วยกันอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ผู้ใดมีความสันโดษจะเป็นสุขทุกเมื่อ ทุกสถานที่ ทุกเวลาทุกโอกาสก็มีความสุข แล้วเราเกิดมามีชีวิตอยู่ประจำวัน อยู่ให้เป็นสุขดี หรือว่าอยู่ให้เป็นทุกข์ดี ญาติโยมลองพิจารณา ถ้าพิจารณาก็จะเห็นว่า อยู่ให้มันเป็นสุขดีกว่า เมื่ออยู่เป็นสุขดีกว่า ก็ต้องทำใจให้เป็นสุข ศิลปะของความสุขก็คือความพอใจตามมีตามได้ "สนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํ" ความพอ ใจนั้นเป็นบรมทรัพย์ เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

คนที่พอใจนี่ก็เป็นเศรษฐีมหาศาลเลย ถ้ามีความพอใจ แต่ถ้าเราไม่มีความพอใจแม้มั่งคั่ง ก็ยังจนอยู่ตลอดเวลา มันตรงกันข้าม นี่ลักษณะนี้ช่วยให้เป็นสุข จึงอยากจะแนะ นำให้ญาติโยมทั้งหลาย ได้เข้าใจว่า สันโดษไม่ใช่ของเสียหาย แต่เป็นสิ่งนำให้เรามีความสุขความสบาย ใจเป็นสิ่งช่วยให้เกิดความมานะพยายาม ทำงานไม่ท้อถอย แต่ว่าทำอย่างชนิดที่เรียกว่าทำเรื่อยไป ไม่ หยุดยั้ง เพราะว่ามีความพอใจ คนที่ไม่พอใจบางทีเร่งทำเอา เร่งใหญ่เร่งเครื่อง แล้วเดี๋ยวก็ไปนั่งพัก เสียแล้ว คล้ายกับว่ากระต่ายวิ่งเร็วแต่ไปนอนพัก แต่เต่าเดินช้าไม่พักมันก็ถึงก่อนกระต่าย คนมีความสันโดษ เขาทำงานไปเรื่อยไป ทำตามเวลาหน้าที่ งานมันก้าวหน้าเป็นไปด้วยดี เพราะฉะนั้นจึงควรมีชีวิตอยู่ ด้วยลักษณะสันโดษ มีความมักน้อย ก็เหมือนกับมีทรัพย์อันประเสริฐอยู่ในตัวเรา ก็สบายใจ ในทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เราได้ ในเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้น ก็เรียกว่าพอใจในเหตุการณ์นั้น มองสิ่งทั้งหลายในแง่ดี แง่สงบ ไม่มองในแง่ที่จะให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ก็จะมีความสุขสมปรารถนา
ดังที่ได้กล่าวมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ แก่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ก็พอสมควรแก่เวลา

<< ย้อนกลับ


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook