บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

เรื่อง อนัตตาพาสุขใจ
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2519

2

สมัยก่อนนี้เรียกว่า ทำงานเพื่อพระมหากษัตริย์ ข้าราชการคือคนทำงานของพระราชา ทีนี้พระราชาท่านบอกว่า เธอนั่งตรงนีนะ ต้องยินดีไปนั่ง เธอมานั่งตรงนี้ ต้องยินดีไปนั่ง การขัดขืนนั้น เป็นเรื่องไม่ชอบไม่ควร ต้องทำตามหน้าที่ เคยพบคนๆ หนึ่ง แกดีเหมือนกัน คือว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าเมือง ต่อมาก็ไปเป็นรองผู้ว่าการภาค แล้วต่อมาเขาย้ายไปเป็นรอง ผู้การภาคนั้นเคยเป็นเจ้าเมืองเหมือนกับตัวท่าน แล้วก็เป็นเจ้าเมืองหลังท่านด้วยซ้ำไป เขาย้ายไปอย่างนั้น ถ้าเป็นคนมีความเห็นแก่ตัว มีอัตตาตัวตนแรง ก็คงทำงานไม่ได้ เพราะนึกว่าไอ้นี่มันขึ้นมาทีหลังกู เวลานี้กูมานั่งใต้เขา เป็นสองเขากลายเป็นที่หนึ่งไป

ท่านผู้นั้นไม่ได้คิดอย่างนั้น คุ้นกับอาตมา เวลาอาตมาไปเยี่ยมก็บอกว่า เรื่องการงานหน้าที่ เราเลือกเอาไว้เองไม่ได้ มันเป็นเรื่องของราชการบ้านเมือง เขาสั่งให้ไปทำตรงไหน เราก็ยินดีไปทำ ผมเมื่อก่อนมันทำหน้าที่หนึ่ง มันใหญ่ เวลานี้เขาให้มานั่งในหน้าที่นี้ ถ้าคนอื่นก็รู้สึกว่าต่ำ เขาคิดไปอย่างนั้น แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมคิดอย่างเดียวว่าทำงานรับใช้ประเทศชาติ คนเราเมื่อมีจิตคิดถึงชาติบ้านเมืองแล้ว มันก็ทำให้สบาย เขาให้ทำตรงไหนก็ได้ เวลามานั่งอยู่ตรงนี้ก็ได้ คนที่เขาเป็นใหญ่ในเวลานี้ ก็เป็นน้อยกว่าผม แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น เพราะว่าคนเรามันต้องเดินหน้าบ้าง เดินหลังบ้าง เหมือนกับเราเดินทาง บางทีเราเดินหน้า แต่บางทีเราว่า อ้าว คุณเดินไปหน้าก่อน เราก็เดินข้างหลัง ไม่ใช่ว่าจะเดินหน้าตลอดไป บางทีก็เดินข้างหลัง บางทีก็เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ พอจะคุยกันได้บ้าง มันเป็นอย่างนี้ ชีวิตเรามันเป็นอย่างนี้

ในการงานนี้ก็เหมือนกัน เราควรคิดว่า เรามีหน้าที่ปฏิบัติงาน เมื่อเขามอบงานอันใดให้ เราทำเราทำตามหน้าที่ทำให้ดีที่สุด เขาให้นั่งตำแหน่งไหนทำให้ดีที่สุด แล้วงานนั้นมันเลื่อนเราเอง เราอย่าไปตกอกตกใจ ว่าเขาไปนั่งตรงนี้ไม่เหมาะ แต่นึกว่าเขาให้เราทำงาน เราก็ทำงาน แล้วก็จะทำงานนั้นให้ดีให้เรียบร้อย ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัว ไม่มีความเศร้าหมองในจิตใจ ไม่มีความน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรเหล่านี้มันเป็นกิเลสทั้งนั้น ถ้าพูดกันในแง่ธรรมะแล้ว มันเป็นกิเลสทั้งนั้น พวกกิเลสประเภทต่างๆ มันไม่ดีไม่ควรเอาไว้ ควรเอาออก แล้วเราก็ทำงานไป รับใช้ประเทศชาติบ้านเมือง ในหน้าที่ใดก็ได้ ในหน้าที่หัวหน้าก็ได้ผู้ช่วยก็ได้ หรือว่าหน้าที่อื่นก็ได้ ขออย่างเดียวว่า ขอให้ฉันได้รับใช้ชาติ รับใช้บ้านเมืองก็พอแล้ว นึกอย่างนี้แล้วก็สบายใจ ไม่มีใหญ่ไม่มีน้อยเรื่องงาน มันมีหน้าที่อันเราจะต้องปฏิบัติ ถ้าเราใช้หลักธรรมะอย่างนี้ เป็นเครื่องพิจารณา สบายใจ ไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อน ไม่สร้างปัญหา

ทีนี้เมื่อไม่สร้างปัญหาขึ้น ก็ทำให้คนภายนอกมองเห็นว่าแตกแยกกัน จะวุ่นวายอย่างนั้นอย่างนี้วิตกกังวลกันไปต่างๆ นานา อันนี้ก็เพราะความคิดเห็นเข้าข้างตัว ไม่ได้คิดเห็นแก่ส่วนรวมนั่นเอง เรื่องนี้น่าจะคิด นักธรรมต้องมองเห็นอย่างนี้บ้าง แล้วคิดไปในแง่ธรรมก็สบายใจ ญาติโยมฟังแล้วเอาไปคุยกับใครๆ บ้าง เวลาพบประเพื่อนฝูงมิตรสหาย ที่เข้าทำงานทำการกันอยู่ ถ้าใครเขาพูดอะไรออกมา ในเชิงน้อยอกน้อยใจ ในแง่อะไรก็ตาม เราก็ควรจะบอกว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าไปคิดน้อยอกน้อยใจ คนเราเกิดมาเพื่อหน้าที่ หน้าที่มีหลายแบบหลายอย่าง แล้วคนเราจะแสดงเป็นตัวเองตลอดไปไม่ได้ บางคราวก็แสดงเป็นตัวรองได้บ้าง

ในสมัยในหลวงรัชกาลที่หก ท่านเป็นมกุฏราชกุมาร หรือว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็มี เวลาแสดงละครเรื่องต่างๆ ในหลวงเองท่านไม่แสดงเป็นพระเอก ท่านแสดงเป็นคนใช้ทุกที ละครพูดอะไร ท่านเขียนเอง เขียนเองแล้วท่านร่วมแสดงด้วย แต่ว่าท่านมักแสดงเป็นตัวคนใช้ ไม่แสดงเป็นตัวพระเอก มหาดเล็กเป็นพระเอก พระยาราม พระยานิรุธ เทวาเป็นพระเอก ในหลวงท่านเป็นคนใช้ บางทีพระเอกต้องตีหัวคนใช้ ต้องตีในหลวง ท่านไม่ถือ ท่านแสดงอย่างเพื่ออะไร ไม่ใช่เรื่องตลก ไม่ใช่เรื่องเล่นแต่ว่าเป็นการสอนธรรมให้คนมันรู้ เพราะในหลวงท่านมีความคิด ในแบบประชาธิปไตย

แต่ว่าคนไทยเรายังไม่คุ่นเคยต่อระบบนั้น จะไปเปลี่ยนการปกครอง แบบผลีผลามให้เขาเป็นประชาธิปไตย มันจะวุ่นวายกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะฉะนั้นลองมาฝึกหัดเป็นกันก่อนซิ ลองเป็นกันหน่อย เป็นในเรื่องการแสดงละครมั่ง แสดงเมืองให้ดู ทำเมืองดุสิตให้เขาดูหน่อย มีนายกเทศมนตรี มีอะไรต่ออะไร มีการประชุมสภากัน เวลาไปประชุมก็สมาชิกไปนั่ง ไม่มีอภิปรายอะไรเลย ท่านมองแล้วเห็นว่ามันไปไม่รอด ขืนให้ไปมันจะเดือดร้อน อย่างนี้เป็นตัวอย่าง คือท่านทำให้ดูแสดงให้ดู เป็นคนใช้ก็ได้ เพื่อแสดงให้ดูว่า คนเรานั้นถึงเวลาใหญ่ก็ใหญ่ได้ เวลาเล็กก็เล็กได้ ไม่ใช่ว่าจะใหญ่อยู่เสมอไป อย่าคิดถึงตัวในเรื่องอะไรๆ คิดถึงว่าหน้าที่การทำงาน เราจะต้องปฏิบัติ อันเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองของเรา เขาย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ไปได้

เหมือนกับว่าผู้ว่าราชการคนหนึ่ง ก็เคยเป็นเด็กวัดอยู่มาก่อน เขาพูดดี เขาเรียกอาตมาว่าหลวงพี่ บอกว่าหลวงพี่ครับ ผมไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร เขาย้ายไปอยู่เมืองเล็กเมืองใหญ่ ผมพอใจทั้งนั้น เพราะผมไม่ได้ไปคิดหากิน ในการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ผมไปทำงานในหน้าที่ของผู้ว่า ไม่ได้คิดไปหากินอะไร ที่เข้าไปเที่ยววิ่งเต้น เข้าหาท่านรองท่านปลัด ท่านรัฐมนตรี เขาให้ย้ายไปเมืองนั้นเมืองนี้ มันคิดจะหากินกันทั้งนั้นแหละ ว่าอย่างนั้น อาตมาฟังแล้วคิดว่า อ้ายนี่มันไม่เสียที่ กินข้าวก้นบาตรมาหลายปี พูดจาเข้าทีหน่อย ทำงานใช้ได้ อยู่ที่ไหนก็เรียกว่าทำงานพอใช้ได้ เป็นที่พอใจของประชาชน ไม่เดือดร้อนใจ เขาคิดถูก คือคิดว่าเขาให้เราไปทำงาน เช่นเราเป็นครูเป็นอาจารย์

สมมติว่าเราเคยอยู่กรุงเทพ แล้วเขาย้ายไปหัวเมือง บางทีอาจจะไปเมืองเล็กๆ เช่นสมมติว่าไปจังหวัดเล็กๆ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ไปสุโขทัย ทางภาคเหนือ หรือไปพัทลุงภาคใต้ เราอาจจะเกิดน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าย้ายแกล้งกัน ลดต่ำแหน่งฉันเคยอยู่เมืองใหญ่ แล้วให้ไปอยู่เมืองเล็ก น้อยอกน้อยใจ ลาออกเสียเลย ไม่ทำงานต่อไป อย่างนี้มันชอบมันควรหรือไม่ เราควรจะคิดว่าอย่างนี้ คิดว่าฉันนี่เกิดมาเป็นครูเป็นอาจารย์ เขาย้ายไปที่เมืองนั้น มีลูกศิษย์ให้ฉันสอนหรือเปล่า เมืองนั้นมีศิษย์ให้ฉันสอนหรือเปล่า มีศิษย์เยอะแยะที่จะสอนให้ แล้วคนในบ้านนอกชนบท ขาดครูขาดอาจารย์ เขาย้ายเราไปเป็นครูที่นั่น นับว่าดีแท้ เพราะว่าจะได้ไปทำประโยชน์ในที่นั้นได้ดีกว่า อยู่ในกรุงเทพฯ

นึกอย่างนี้แล้วมันสบายใจ ไม่มีอาการจับไข้ ไม่ต้องไปพูดว่า แหมเคราะห์ร้ายเหลือเกิน อธิบดีสั่งย้าย กระทรวงสั่งย้ายให้ไปอยู่ต่างจังหวัดเสียแล้ว เราได้พูดเช่นนั้น แต่เราจะพูดว่า แหมหมู่นี้ดีมาก ที่เขาย้ายให้ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะอยู่ในกรุงมานานแล้ว ในกรุงจราจรก็คับคั่งไม่ไหว การเป็นอยู่ก็ลำบาก หัวบ้านหัวเมืองสบายดี อากาศปลอดโปร่ง การใช้จ่ายมันก็ไม่แพง แล้วเด็กๆ ที่ต้องการศึกษามันมีอยู่เยอะ เราไปด้วยอารมณ์สดชื่น ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน เพราะไม่พูดถึงตัว แต่พูดถึงงาน พอคิดถึงงานแล้วใจสบาย ว่าเราจะได้ไปทำงานแล้ว

เราเป็นหมอก็เหมือนกัน สมมติว่าเป็นหมออยู่ในกรุงเทพฯ ตอนเย็นก็ไปเปิดคลีนิคสบาย ทีนี้เขาบอกว่าย้ายไปหัวเมือง ให้ไปจังหวัดพังงา อะไรอย่างนั้น หรือว่าไปอยู่อำเภอตะกั่วป่า ได้ยินว่าแหมเป็นอำเภอเล็ก ความจริงมันไม่เล็กหรอกอำเภอตะกั่วป่า เงินทองมันเยอะแยะที่นั่น คนขุดแร่ได้เงินได้ทองมามากๆ แต่เราไม่ค่อยไปนึกว่าอำเภอเล็กๆ อย่าไปคิดว่าอำเภอคนมาก คนน้อย อย่าไปคิดว่าเจริญหรือไม่เจริญ คิดอย่างเดียวว่า เราเป็นหมอ มีหน้าที่อะไร มีหน้าที่รักษาคนป่วย แล้วที่เราย้ายไป เราไปอยู่มีคนป่วยให้เรารักษาหรือเปล่า อาจจะมีมากเสียด้วยซ้ำไป หมอไม่ค่อยมี เราควรจะดีใจ ว่าจะได้ไปอยู่รักษาคนป่วย ที่อำเภอตะกั่วป่า เพราะอำเภอนั้นมีหมอน้อย เราไปอยู่ก็ดี ได้ช่วยคนเจ็บไข้ได้ป่วยต่อไป นึกอย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่ลำบากไม่เดือดร้อน

เป็นข้าราชการปกครอง สมมติว่าเขาบอกว่าย้ายไปอำเภอนครไทย ชื่อมันหรูหราอำเภอนี้ พอรู้ว่าอำเภอที่นี้อยู่ที่ไหน อยู่จังหวัดพิษณุโลกอยู่ในป่าโน้น เราตกใจแหมอยู่ในป่า อย่าไปคิดอย่างนั้น แต่คิดว่าการที่เขาย้ายไปอยู่ที่อำเภอนครไทยนั้น เพราะอำเภอนั้นมันยังไม่เจริญ ผู้หลักผู้ใหญ่เขาคงมองเห็นแล้วว่าเรานี่แหละเป็นคนสามารถ ที่จะไปสร้างความเจริญให้แก่อำเภอนครไทยได้ เขาจึงย้ายเราให้ไปอยู่ที่นั่น ไม่มีเรื่องจะบ่นว่ามีโชคร้าย แต่ควรจะพูดกับเพื่อนว่า แหมโชคดีเหลือเกิน ที่มีโอกาสได้ไปแสดงความสามารถในคราวนี้ อยู่ในที่ชานกรุงไม่รู้จะแสดงอะไร ผู้ชำนาญการมันเยอะแยะ ทีนี้แหละฉันจะอวดฝีมือ ฉันจะไปอยู่อำเภอนั้น ไปทำดีๆ ไม่กี่ปีเขาก็ย้ายกลับมา เพราะว่าเป็นคนดี เขาก็ย้ายไปอำเภออื่นต่อไป

มันอยู่ที่ตัวเราเอง มันอยู่ที่งานที่เราจะทำ ไม่ได้อยู่ในสถานที่ ไม่ได้อยู่ที่อะไรทั้งนั้น เรื่องเกี่ยวกับราชการนี้ เราจะไปอยู่ไหนก็ได้ ไม่ใช่เรื่องค้าขาย เรื่องค้าขายนี้มันเกี่ยวกับทำเลการค้า ความนิยมของประชาชน มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราเป็นราชการแล้ว อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ไม่ต้องกลัวไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไรทั้งนั้น อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ ที่ทำให้ไม่เกิดปัญหาในเรื่องอะไรต่างๆ ขึ้นมา เพราะเราไม่ได้นึกถึงตัวนึกถึงงาน อันเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม แก่ประเทศชาติ

อย่างทหารก็เหมือนกัน บางทีเขาส่งไปหัวบ้านหัวเมือง ควรจะดีใจ ออกจากโรงเรียนนายร้อยใหม่ๆ เข่าส่งไปหัวเมืองดีแล้ว เพราะจะได้ไปรู้จักภูมิประเทศ รู้จักบุคคล รู้จักเหตุการณ์ ได้รู้ได้เห็นอะไรหลายอย่าง เราอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เกิดมาจนเรียนจบ บรรจุงานอยู่ในกรุงเทพฯ อีก แล้วมันจะมีอะไรใหม่ จะมีอะไรเป็นความรู้เกี่ยวกับประเทศชาติบ้านเมืองดีขึ้น นอกจากอ่านหนังสือ แต่ถ้าเขาส่งไปหัวเมือง ได้ไปรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร ประชาชนมีสภาพเป็นอย่างไร การกินการอยู่เป็นอย่างไร จะได้รู้ได้เข้าใจ ต่อไปเมื่อทำงานเจริญขึ้นใหญ่โตขึ้น เขาย้ายไปอยู่หัวเมืองหลายหัวเมือง หลับตามองเห็น เห็นภาคใต้เป็นอย่างนั้น สั่งงานสั่งการมันก็ง่าย มันไม่ใช่เรื่องน่าตกใจน่าทุกข์ร้อน แต่เป็นเรื่องที่ควรจะดีใจ การมองอะไร มองในแง่ดีไว้ก่อน อย่างไปมองในแง่เสีย

อย่าไปมองว่า คนนั้นไม่ชอบเรา คนนี้ไม่ชอบเรา มองแบบนั้นมันจะเป็นที่สุขใจอย่างไร เช่นเราไปเห็นใครแล้วนึกว่าคนนั้นท่ามันจะไม่ชอบเรา เราจิตใจเป็นอย่างไร ไม่สบายใจ แต่ถ้าเรานึกว่า อ้อคนนั้นเขาเป็นมิตรเรา เป็นเพื่อนของเรา เขามีความปรารถนาดีต่อเรา ใจเราก็สบาย ไม่ระแวงภัยอันตรายเกิดขึ้น ในเรื่องอะไรๆ มันก็อย่างนี้ หน้าที่การงานทั้งหลาย อย่าไปนึกว่า เขาถือพรรคถือพวก ถืออย่างนั้นอย่างนี้ ยิ่งนึกอย่างนั้นยิ่งยุ่งใจ

คนเราจะคิดอะไร จะนึกอะไร อย่านึกใหัมันยุ่งใจ ให้ปวดหัว ให้นอนไม่หลับ ความคิดอย่างนั้น ไม่ควรให้เกิด แต่ควรจะคิดแล้วสบายใจเย็นใจ มีใจสงบ มีความก้าวหน้า ในหน้าที่ในการงานต่อไป นั่นแหละเป็นความคิดที่ถูกที่ชอบ ซึ่งควรจะสร้างให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ยิ่งญาติโยมผู้เฒ่าผู้แก่ด้วยแล้ว ยิ่งสำคัญ ในเรื่องความคิด คิดให้สบายใจ อย่ามองอะไรในแง่ร้าย มองในแง่ความจริง มองในแง่ร้ายก็ไม่ได้ มองในแง่ดีนักก็ไม่ได้ แต่มองว่าความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร ความจริงคืออะไร พระพุทธเจ้าท่านสอนความจริงไว้อย่างไร เราก็เอาหลักความจริงนั้น มาเพ่งพิจารณา จิตใจก็สบาย ไม่วุ่นวายไม่เดือดร้อน นี่เป็นเรื่องที่น่าคิดประการหนึ่ง

การที่นำเรื่องอย่างนี้มาพูด ก็เพราะว่ามันมีเหตุการณ์รอบๆ ตัวเราเกิดขึ้น แล้วก็มอง แล้วก็คิด แล้วก็ไปเจอปัญหาว่า ความเห็นแก่ตัวนั้นเอง เป็นเรื่องของความชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าท่าจึงได้สอนหลักอนัตตา อันเป็นหลักสูงสุดในพระพุทธศาสนา ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น เขาไม่สอนกันหรอกหลักอนัตตา เขาสอนเรื่องความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ มีสอนกันทั่วๆ ไป ในคัมภีร์ของพวกฮินดูในพระเวท เขาสอนสองเรื่องนี้เท่านั้น คือเรื่องความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ แต่ไม่สอนเรื่องอนัตตา ทำไมจึงไม่สอนเรื่องอนัตตา เพราะไม่มีหลักการ ที่จะคิดในเรื่องอย่างนั้น เขาไปเชื่อเรื่องอัตตา เรื่องตัวตนเสียหมด เพราะเขาถือว่ามีตัวตน มีตนใหญ่คือปรมาตมัน ผู้สร้างโลก เขาเรียกว่า ตนใหญ่ บรมอัตตา แล้วตัวย่อยๆ ก็คือมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย แบ่งภาคมาจากตัวใหญ่ แล้วก็ท่องเที่ยวไปเรื่อยไปจนกว่าจะบริสุทธิ์ พอบริสุทธิ์แล้วก็ไปรวมอยู่กับตัวใหญ่อยู่เป็นตัวอย่างนั้น นั่นเป็นคำสอนในศาสนาพราหมณ์เขา

แต่พระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้นมา พระองค์ก็ไปศึกษา ไปคิดไปค้น ก็มองเห็นว่า ความเห็นว่ามีตัวมีตนนี่แหละ เป็นภัยอันตรายของมนุษย์ เป็นสิ่งที่จะให้ก่อกิเลสประเภทต่างๆ ขึ้นในชีวิตจิตใจ เพราะมีตัวตน เพราะฉะนั้นต้องทำลายความยึดมั่นถือมั่น ในตัวตนนี้เสีย จะทำลายด้วยวิธีใด ก็สอนเรื่องหลักอนัตตา เมื่อสอนเรื่องหลักอนัตตา พระองค์ก็เอามาแยกออกไป แยกชีวิตออกเป็นสอง เช่นเป็นนามเป็นรูป รูปก็คือร่างกายทั้งหมด ตั้งแต่ปลายผมถึงปลายเท้า ยาววา หนาคืบ กว้างศอก ประกอบขึ้นด้วยธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประสมกันเข้า มีมารดาเป็นแดนเกิด โตขึ้นด้วยอาหาร อันนี้เรียกว่าเป็นเรื่องของรูป นอกจากรูปแล้วก็มีเรื่องของนาม นามก็คือเรื่องของจิตใจ เรื่องมโนก็ได้ วิญญาณก็ได้ มันมีความหมายตรงกันทั้งนั้น มีหน้าที่สำหรับนึกคิด จดจำ ในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ รูปกับนามนี้ต้องอาศัยกัน อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ถ้าอยู่ด้วยกันก็เรียกว่ามีชีวิต ถ้าหากว่าแยกออกจากกันก็ไม่มีชีวิต

การมีชีวิตที่สมบูรณ์นั้น ก็ต้องมีธรรมะเข้าประกบอีกทีหนึ่ง คือว่าหลักศีลธรรม อันเป็นเครื่องปฏิบัติ เพื่อให้คนอยู่กันด้วยความสุข ความสงบ แต่ว่าถ้าจะให้พ้นทุกข์ มันต้องปฏิบัติในสิ่งที่เป็นสัจจธรรม เป็นคำสอน เป็นข้อปฏิบัติ ที่จะทำเราผู้ปฏิบัติตาม ให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์ ความเดือดร้อนได้อย่างแท้จริง พระองค์จึงแยกออกเป็นรูปเป็นนาม ทีนี้ในเรื่องรูปนั้นมันมีเพียงอย่างเดียว แต่ในนามนั้นมันแยกออกไปอีก ให้เห็นว่า มันมีอาการอย่างไร มีอาการเป็นสี่ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เรื่องเวทนาก็คือเรื่องความรู้สึก ที่เป็นสุข ที่เป็นทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ มันมีสามแบบ ความรู้สึกที่เป็นสุขเรียกว่า "สุขเวทนา" ความรู้สึกที่เป็นทุกข์เรียกว่า "ทุกขเวทนา" ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์เรียกว่า "อทุกขมสุขเวทนา" คือเวทนาที่ไม่เป็นสุขเป็นทุกข์ ตัวเวทนาที่เป็นสุขนั้น ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน เวทนาที่ทำให้เป็นทุกข์นั้น ทำให้หดหู่เหี่ยวแห้งใจ แล้วก็เวทนาที่ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์นั้น ก็ทำให้สงสัยคลางแคลงใจ ไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอย่างไรถูกต้องแท้จริง ตามสภาพที่เป็นจริง ยังอยู่ในประเภทยุ่งอยู่ทั้งนั้น เรียกว่าตัวเวทนา

ตัวสัญญา ก็หมายถึงความจดจำ ในเรื่องอะไรต่างๆ ได้ สังขาร ก็คือสิ่งที่ปรุงแต่งความคิดของเรา ให้เป็นไปต่างๆ เช่นว่าให้มีความเกลียด ให้มีความรัก ให้มีความโกรธ ให้มีความริษยา มีอย่างนั้นอย่างนี้ เขาเรียกว่าสังขาร หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต ปรุงแต่งจิตให้เปลี่ยนร่างไปต่างๆ นานา แล้วก็มีวิญญาณ ตัวสุดท้าย หมายถึงความรู้สึก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะมีสิ่งภายนอกมากระทบ เช่นรูปมากระทบตา เสียงกระทบหู กลิ่นกระทบจมูก รสมากระทบลิ้น สิ่งสัมผัสมากระทบกายประสาท แล้วก็เกิดความรู้สึกขึ้น ว่าได้รู้สึกขึ้น

เช่น ตารู้ว่าเห็นรูป หูรู้ว่าได้ยินเสียง อย่างนี้เป็นวิญญาณ ฯลฯ แยกออกไปเป็นห้าอย่าง แล้วเมื่อแยกออกไปเป็นห้าอย่าง แล้วพระองค์บอกว่า รูปัง อนัตตา รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนา อนัตตา เวทนาก็ไม่ใช่ตัวตน สัญญา อนัตตา สัญญาก็ไม่ใช่ตัวตน สังขารา อนัตตา สังขารก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน วิญญาณัง อนัตตา วิญญาณก็ไมใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเป็นแต่เพียงการรวมตัวกันเข้า ไหลไปตามอำนาจของการปรุงแต่ง เราจะไปจับเอาตอนใดตอนหนึ่งว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราไม่ได้

เพราะฉะนั้นท่านจึงแนะให้พิจารณาว่า "เนตัง มะมะ" นั่นไม่ใช่ของเรา "เนโส หะมัสมิ" นั่นไม่ใช่ของเรา "นะเมโส อัตตา" นั่นไม่ใช่ตัวของเรา อันนี้เป็นหลักที่จะให้พิจารณา เรื่องที่ว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนที่แท้จริง มันเป็นแต่เพียงสิ่งทั้งหลายรวมกันเข้า แล้วไหลไปเท่านั้น แต่ไม่ควรจะเห็นแก่ตัว เราเกิดมาเพื่อหน้าที่ ทำตามหน้าที่ เหมือนตัวละคร เขาให้แสดงเป็นตัวพระเอกบ้าง เป็นพระรองบ้าง เป็นตัวตลกบ้าง เป็นตัวประกอบบ้าง เราก็ต้องแสดงให้ดี ตามหน้าที่ ไม่ใช่ว่า เคยแสดงเป็นพระเอก พอให้แสดงเป็นพระรองแล้ว ก็แสดงไม่เป็น หรือเป็นพระรอง พอให้แสดงเป็นผู้ร้ายก็แสดงไม่เป็น อย่างนั้นก็ลำบาก ทางหากินมันสั้น

ตัวละครที่เก่งนั้นหมายความว่าแสดงได้ทุกตัว เขาจะให้แสดงอะไรก็ได้ ในหน้าที่ใดก็ได้ ทำได้ทั้งนั้น ทำได้ด้วยดี นั่นแหละจึงจะเรียกว่าเป็นคนดีของชาติของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่ควรคิดในแง่อย่างนั้น เด็กๆ น้อยเราก็สอนให้รู้จักคิด ในหลักอนัตตาบ้าง อย่าให้เห็นแก่ตัว อย่าให้แก่งแย่งอะไรกัน เช่นแย่งขนมกัน ก็เพราะเห็นแก่ตัว เราต้องบอกว่าต้องแบ่งกันตามลำดับอาวุโส มีระเบียบทางศีลธรรมขึ้นมาเป็นเครื่องกำกับ อย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่มีอะไรยุ่งยากเดือดร้อน การจราจรที่วุ่นก็เพราะเรื่องเห็นแก่ตัว ต่างคนต่างให้แล้วก็สบาย

ในทางธรรมะท่านจึงสอนว่า ให้เราอยู่ด้วยการให้ อย่าอยู่ด้วยการคิดจะเอา เรื่องเอานั้น ให้ถือว่าเป็นเกิดขึ้นจากหน้าที่ เราทำหน้าที่แล้ว ผลมันเกิดขึ้น พอใจได้เท่าใด พอใจเท่านั้น มีหน้าทีใดก็พอใจหน้าที่นั้น อย่างนี้ก็สบายใจ นักธรรมะต้องนึกถึงธรรมะ ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ต้องใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้า ในการบริหารตน บริหารงาน บริหารชาติ บริหารบ้านเมือง จึงจะอยู่กันด้วยความสุข สมความปรารถนา

ดังที่กล่าวมา เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิตใจ แก่ญาติโยมทั้งหลาย ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.

<< ย้อนกลับ


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook