บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

เรื่อง อย่าโง่กันนักเลย
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2525

2

 วันหนึ่ง หลายปีมาแล้ว อาตมาไปเทศน์ที่เพชรบูรณ์ แล้วไปที่หล่มเก่า ไปพักอยู่ที่วัดศรีสะเกษ ชื่อวัดศรีสะเกษเหมือนกันวัดนั้น นอนในโบสถ์ เขาให้นอนในโบสถ์ พอตอนเย็นสัก 5 โมง มีขบวนแห่มา ขบวนใหญ่มาก คนมาก แต่งตัวแปลกๆ คนแก่ผู้หญิงก็มี ผู้ชายก็มี ใส่เสื้อใส่แสง เครื่องแต่งตัว มองดูแล้วมันไม่เต็มบาททั้งนั้น คือมันเที่ยวแต้มสีนั้น สีนี้ ตัดนั่น ตัดนี่ ให้วุ่นวายมองดูแล้วถามว่า มาจากไหนกัน ดูมันแปลกๆ แล้ว คนหมู่นั้นก็มีพระไปด้วย 3-4 รูป ก็เลยสนทนากับเขา ถามว่านี่มาจากไหนกัน คือในหมู่นั้นมีผู้ชายอยู่คนหนึ่ง รูปร่างใหญ่โตมากใหญ่โต สูงหน่อย แขวนลูกกระพรวน ลูกกระพรวนที่เขาแขวนหมา แกเอามาแขวนไว้ที่คอแก แล้วไม่ใช่แขวนลูกเดียว แขวนหลายลูก เป็นพวงๆ เลย ถามว่า คนแขวนลูกกระพรวนนั่นเป็นอะไร นั่นแหละหัวหน้า

โธ่เอ๋ย นี่หัวหน้ามันเป็นอย่างนั้น แล้วลูกน้องที่ตามมาจะขนาดไหน อาตมาก็นึกในใจว่า หัวหน้ามันก็โง่ ลูกน้องมันก็แย่น่ะซิ แขวนลูกกระพรวนนี่ เวลาเดินดังกริ๊งกรั้งๆ เรานึกว่าม้าวิ่งมาแล้ว แต่มันกลายเป็นม้าสองขาไป เลยถามว่านี่อะไรนี่ พวกไหนกันนี่ เขาบอกว่านี่หลวงพ่อเขียด หลวงพ่อเขียดว่าอย่างนั้น เอ๊ะชื่อเกียรติ ไม่ใช่เกียรติหลวงพ่อเขียด ถามว่าทำไมชื่ออย่างนั้น ชื่อหลวงพ่อเขียด เขาบอกว่าเขียด มันตัวเล็กกว่ากบว่าอย่างนั้น

ที่ลพบุรี ที่อำเภอบ้านหมี่ มีหลวงพ่ออยู่องค์หนึ่ง เขาเรียกว่าหลวงพ่อกบ หลวงพ่อกบนี่ท่านอยู่ถ้ำสาริกา ที่ภูเขาบ้านหมี่นั่นแหละ ทางตะวันตกของสถานีบ้านหมี่ เขาเรียกว่าเขาสาริกา หลวงพ่อกบที่นั่นเก่ง นี่ไม่ใช่หลวงพ่อกบ นี่หลวงพ่อเขียด คือมันเล็กกว่ากบหน่อยหนึ่ง แล้วก็จะพากันไปไหนล่ะนี่ บอกว่าไปเที่ยวนมัสการสถานที่ต่างๆ ก็เลยมานมัสการที่นี่ อาตมา ก็นึกว่าพวกนี่มันจะนมัสการกันที่ตรงไหน อาตมาพักในโบสถ์นี่ คนหนึ่งเป็นลูกน้อง หัวหน้าให้มา มาถึงบอกว่า ท่านครับ ถ้าพวกผมจะมาไหว้พระในโบสถ์นี้จะได้ไหม บอกว่าจะเป็นไรไป ไหว้พระไม่มีอะไรเสียหาย ก็มาไหว้ นั่งไหว้สวดมนต์ธรรมดานั่นเอง สวดอิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน อะไรอย่างนี้ เริ่มต้นก็เข้าทีหรอก สวดกันธรรมดา แต่มันประหลาดใจว่า ลูกน้องนี่นั่งหลับตาสวดทั้งนั้น ไม่มีลืมตาสวด

ส่วนหัวหน้าที่แขวนลูกกระพรวนสำหรับแขวนสุนัขนี่ แทนที่จะสวด กลับนั่งขัดสมาธิสูบบุหรี่ฉุยอยู่คนเดียวในโบสถ์นั่น พวกนั้นก็หลับตาสวด แต่หัวหน้าไม่สวด นั่งสูบบุหรี่ อาตมาออกมาอยู่นอกโบสถ์แล้ว ปล่อยให้เขาแสดงของเขาไปตามเรื่อง ก็ไปยืนมองทางหน้าต่าง ว่าลูกน้องนี่หลับตาสวด แต่หัวหน้า กำลังนั่งสูบบุหรี่ไม่เห็นสวดอะไรสักหน่อย ก็สวดกันจบ พอจบแล้วก็นั่งสงบใจนิดหน่อย พอนั่งสงบใจแล้วหัวหน้าก็เทศน์ให้ฟัง ไม่พูดภาษาไทย ไม่พูดภาษาที่มนุษย์ฟังได้ แต่พูดภาษาอะไรก็ไม่รู้ เอามาเขียนเป็นหนังสือก็ไม่ได้ เอามาเลียนแบบก็ไม่ได้ มันว่าอะรกโต๊กๆ อะไรก็ไม่รู้เรื่อง มันว่ากันไปอย่างนั้น ว่ายืดยาว ว่าล่องเชียวนะ ภาษาบ้าบอนี่ว่าไปได้

อาตมาฟังๆ สวดอะไร พอเขาจบแล้วมีคนหนึ่งออกมาจากโบสถ์ อาตมาถามว่า หัวหน้าเทศน์ภาษาอะไร เขาบอกว่าภาษาวิญญาณ แล้วพวกเราฟังรู้เรื่องหรือ บอกว่าไม่รู้หรอก ฟังไม่รู้ ไม่รู้แล้วฟังทำไม หัวหน้าเขาให้ฟังก็ต้องฟัง นี่มันหลับหูหลับตาเชื่อแท้ๆ มันเชื่อแล้วก็หลับหูหลับตาฟัง เป็นอย่างนั้น ฟังไปแล้ว พอเสร็จแล้วออกจากโปสถ์ ออกจากโบสถ์ก็ตีกลองอีก มีกลองยาว กลองสั้น ตีกันไปรำกันไป แห่กันไปรอบโบสถ์ 2-3 รอบ แล้วก็เดินรำกันไป ไปตรงโน้น ตรงนั้นมีศาลอยู่หน่อยหนึ่ง เรียกว่า เป็นศาลเก่า คนก็ยังไปไหว้อยู่ คล้ายกับศาลหลักเมืองอะไรอย่างนั้น ตีกลองไป ไหว้กันอยู่ที่นั้นแหละ ตีกลองสนั่นหวั่นไหว รำฟ้อนกันไป คนแก่ๆ ทั้งหมดลุกขึ้นรำป้อแป้ ป้อแป้ อาตมาก็ ไปยืนดู เสียดายไม่มีกล้องวีดีโอเทปสมัยนั้น ถ้ามีแล้วจะได้ถ่ายภาพ มันน่าดู เรียกว่าคนแก่รำกัน รำกันจนเหนื่อย

พอเหนื่อยแล้วคนหนึ่งอยากจะหยุดรำ พวกตีกลองไม่ ยอมหยุดตีกลอง ทะเลาะกันอีกแล้ว เอ้า แล้วกัน ตีกันแล้ว นี่ ตีกันแล้ว พวกนนั้นตีกัน ชกกันต่อยกัน วุ่นวายกันไปหมด จน สมภารต้องมาห้าม บอกว่า เอ้า ทำไมอีกล่ะ ตีกันหรือ ความมันไม่ตรงกัน ก็เลยตัดสินกันด้วยหมัดด้วยมวยหน่อย ว่าอย่างนั้น ตีกันใหญ่ เสร็จแล้วรุ่งเช้าอาตมาก็ว่า เมื่อคืนนี้ทำไมรำนาน รำถวายเจ้า ว่าอย่างนั้น เอ้อ, ไปกันอย่างนั้นเสียแล้ว แล้วทำไมถึง ตีกันล่ะ มันไม่ตกลง ไอ้พวกหนึ่งจะหยุดรำ พวกตีกลองไม่ยอมหยุด มันจะตีเรื่อยไป ทีนี้กลองขึ้นเราก็ทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นรำ รำกันจนเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน เพราะบางคนอายุ 60 กว่าแล้ว รำมากๆ มันก็จะสลบไสล อาตมาดูๆ แล้วว่า เฮ้อ มันบ้ากันสิ้นดีอ้ายพวกนี้ เรียกว่ามันตามหลวงพ่อเขียด มันก็เลยเป็นเขียด ไปตามๆ กัน นี่เป็นตัวอย่างที่มองเห็น ที่ความเชื่องมงาย

คนที่เขาเป็นหัวหน้าคนในเรื่องอย่างนี้ เขามีจิตวิทยา พวกนี้เข้าใจวิธีการต้ม วิธีการหลอก มีกลเม็ด เรียกมี Trick ถ้าพูดภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่ามี Trick สำหรับที่จะล่อจะหลอก ให้คนเพลินไปกับอารมณ์ จูงใจ เขามีวิธีการจูงใจให้เพลิดเพลิน มัวเมาไปกับสิ่งเหล่านั้น แล้วเขาทำอะไรให้มันแปลกๆ ตามวิธีการของเขา ที่เคยฝึกเคยอบรมมาในเรื่องอย่างนั้น คนก็เลยเชื่อเพราะถูกจูงใจ แล้วคนเราถ้าถูกจูงใจแล้วมันเชื่อไป เดินไปตก เหวก็ตกเหวละ ตกบ่อก็ตกบ่อ มันไม่ถอยหรอก เชื่อ เขาจึงใช้วิธีการอย่างนั้น คนก็ไปหลง

อันนี้มันขัดกับหลักพระพุทธศาสนา คือพระพุทธศาสนา นั้นไม่มีวิธีการจูงใจให้คนหลง ให้คนงมงาย ให้คนเชื่ออะไรแบบงมงาย พระพุทธเจ้าจะจูงใครไปไหนท่านให้เดินลืมตา ให้มองเห็นอะไรชัดเจนแจ่มแจ้ง ไม่ให้เดินอย่างงงมงาย ไม่ให้เดิน ตกหลุมตกบ่อ แห่งความโง่ ความเขลา ความหลงผิดต่างๆ พระพุทธศาสนาไม่มีเรื่องความบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนานี้ คุยได้ว่า ร้อยเปอร์เซ่นต์ พระพุทธศาสนามีคำสอนที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีอะไรเข้าเจือปนเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เราเห็นปะปนกันอยู่บ้าง สานุศิษย์ยุคหลังเที่ยวเอามาปนเข้าไว้เป็นเนื้อไม้ผุๆ เอามาใส่ไว้ในเนื้อไม้ดีๆ พระพุทธเจ้าท่านก็รู้ ว่าต่อไปข้างหน้ามันจะเกิดอะไร พระองค์จึงได้กล่าวเปรียบเทียบว่า "มีกลองอยู่ใบหนึ่ง ทำด้วยไม้อย่างดี แต่ว่าต่อมาสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยง มีความเปลี่ยนแปลง เนื้อไม้อย่างดีของกลองใบนั้น มันผุไปบางส่วน เมื่อผุไปก็เอาไม้อื่นมาใส่ ต่อมาผุอีกก็เอาไม้อื่นมาใส่ไว้ ใส่เข้าไปจนกระทั่งว่าเนื้อกล่องไม้เดิมไม่มีแล้ว มีแต่ไม้ผุๆ มาใส่ไว้ทั้งนั้น กลองใบนั้น ไม่ใช่กลองเดิมแล้ว แต่มีไม้อื่นมาปะจนไม่รู้ ว่ากลองเดิมคือไม้อะไร" อันนี้พระพุทธเจ้าบอกว่า เป็นฉันใด

ต่อไปข้างหน้าศาสนาของตถาคต จะมีพวกมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย เอาคำสอนที่ไม่ใช่สัจธรรมเข้ามาปะปนไว้ในคำสอนของตถาคต ปะปนเข้าไปทีละน้อย ทีละน้อย จนกระทั่งว่า หมดเลย คำสอนไม่มี เนื้อแท้ไม่มี มีแต่สิ่งทีไม่ถูกต้อง เป็นไม้ผุๆ เข้ามาปะปนไว้ จนไม่รู้ว่าอะไรเป็นเนื้อแท้ นี่แหละมันสำคัญ พระพุทธเจ้าท่าน วาดภาพไว้แล้ว ว่าให้ระวังไว้ บอกว่าสิ่งนี้ไม่เกิดในปัจจุบัน แต่จะเกิดในอนาคตข้างหน้า ท่านพูดอย่างนั้น เพื่ออะไร เพื่อเตือนภิกษุทั้งหลาย อุบาสก อุบาสิกา ให้รู้ไว้ว่า กลองคือสัจธรรมของพระพุทธเจ้านั้น จะถูกเอาไม้ไม่ดีเข้ามาปนจนจำไม่ได้ แล้วก็ไปยึดถือเอาสิ่งไม่ดีนั้น ว่าเป็นตัวพระพุทธศาสนา

อันนี้เป็นความจริง ที่ปรากฏอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งเราเห็นว่ามีอะไรมากมายก่ายกอง ที่เข้ามาแทรกมาปน ในธรรมะของพระพุทธเจ้า จนคนไม่ถึงธรรมะ ไม่รู้จักเนื้อแท้ของพระพุทธศาลนา หลงไหลมัวเมากันไปด้วยรูปต่างๆ นี่เรื่องหนึ่ง ที่น่าคิด

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำคนให้มัวเมาไม่เข้าเรื่อง ให้สังเกตญาติโยมที่มาจากไกลๆ นั่งรถผ่านทางถนนสายใหญ่ๆ เช่นโยมมาจากนครปฐม ถนนที่มีสามแยก สี่แยก หรือตลาด จะเห็นป้ายใหญ่โตมหึมา ป้ายแผ่นโตๆ งานอะไร งานวัด ผูกพัทธสีมา วัดนั้น วัดนี้ ลงทุนเขียนไม่ใช่น้อยนะ ใช้สีใช้สรรอย่างดี แล้วไม่ใช่รายเดียว เป็นร้อยๆ รายที่เอาไปบอกไว้ในที่ต่างๆ ลงทุนไม่ใช่น้อย อาตมาดูป้ายแล้วสลดใจ ไม่ใช่สลดใจว่าป้ายใหญ่ หรือว่า เปลืองสี ไม่ใช่อย่างนั้น

แต่มันสลดใจว่า ชวนคนให้มาทำอะไร ในงานเหล่านั้น ไม่มีรายใดที่จะชวนคนให้มาลืมหูลืมตาเลย แต่ชวนคนให้มาโง่กันทั้งนั้น มาหลับหูมาหลับตากันทั้งนั้น มาทำอะไร เพราะในป้ายเหล่านั้นไม่มีเรื่องศาสนา แต่บอกว่าในงานนี้มีดนตรีลูกทุ่งวงสายัญสัญญา สุรพล อะไรต่ออะไร สังข์ทอง สีใส มีหนังจอยักษ์ แล้วก็มีลิเกอะไรต่ออะไร เรื่องสนุกทั้งนั้น แปลว่า ให้คนมาวัด เพื่อความสนุกสนานเฮฮา ไม่ได้มาศึกษาธรรมะ แล้วทางวัด ก็ไม่ได้ประกาศธรรมอะไร หาโฆษกอย่างดี ท่านทั้งหลายได้ปิดทองลูกนิมิตแล้วหรือยัง อะไรคืออะไร โฆษณาจะให้คนชื้อทองปิดหินเท่านั้นเอง แต่ว่าไม่ไม่โฆษณาว่าให้เชิญไปฟังธรรมที่นั่น ให้ไปนั่ง สวดมนต์ที่นี่แล้ว ญาติโยมที่ไปในงาน ลูกนิมิตนี่ก็ไปด้วยความ ขออภัยเถอะ ออกไปด้วยความโง่เหมือนกันอีกนั่นแหละ ไม่ใช่ไปด้วยความฉลาดอะไร ไปให้มันโง่หนักลงไปอีก คือเข้าใจว่า ถ้าได้ปิดทองหินลูกนิมิตแล้ว จะไม่ไปตกนรก มันจะกั้นนรกได้อย่างไร เพียงปิดทองลูกนิมิตเท่านั้น นั่นเป็นอุบายของเขา ที่จะให้คนไปซื้อทอง เพื่อเอาเงินมาบำรุงวัด แล้วว่าเงินบำรุงวัดไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องแบ่งให้คนขายทองบ้าง คนชายเข็มบ้าง คนขายเชือกบ้าง คนขายธูปขายเทียนบ้าง วัดได้กี่เปอร์เซ็นต์ ที่จะได้มาเข้าวัดก็ไม่เท่าใด เรียกว่าได้ไม่เท่าไร แล้วก็ยังไปแบ่งให้หนังละครอีก วงดนตรีลูกทุ่งทั้งหลาย ลูกกรุงทั้งหลาย เพลงอะไรทั้งหลาย มากมายก่ายกอง 5 วัน 5 คืน 7 วัน 7 คืน ทำให้เศรษฐกิจของชาติซบเซาไปสักเท่าใด เพราะคนไปเที่ยวกลางคืน แล้วรุ่งเช้าไม่ต้องตัดอ้อยแล้ว มันง่วง ตัดอ้อยไม่ได้ เดี๋ยวไปตัดมือของตัวเองเข้าให้เท่านั้นเอง พวกทำอะไรก็ไม่ได้ทำเท่านั้นเอง แล้วนี่เราไม่ได้คิดถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจ ไม่ได้คิดถึงความเสื่อมโทรมทางจิตใจ เราคิดแต่ว่าจะสนุกกันเท่านั้นเอง

ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ลำพังแต่วัด แต่ชาวบ้านนั่นแหละเข้าไปหนุน คนเวลานี้นะโยมนะ วัดไหนจะมีงานแล้ว รับอาสา ผมจะไปหาดนตรี ผมจะช่วยเรื่องดนตรี ไม่ได้ช่วยให้วัดได้ แต่ช่วยให้วัดฉิบหาย กรรมการครึ่งหนึ่ง วัดครึ่งหนึ่ง จนร้องเป็นเพลงแล้วเวลา เอาไปร้องเป็นเพลงแล้ว มาช่วยผมจะหาดนตรีมาช่วย ผมจะเอามวยมาช่วย ชกมวย ในงานวัดนี่ชกมวย พอชกมวยเสร็จมาถึงบอกว่า แหม หลวงพ่อ ไม่ได้กำไรอะไรเลย ขาดทุน วัดไม่ได้สักสตางค์หนึ่ง เพราะมันบอกว่าขาดทุน แล้วจะเอาอะไร สมภารจะไปฟ้องร้องที่ไหนละ มีพันธะสัญญาอะไรกันบ้างล่ะ ว่ากี่เปอร์เซ็นต์ มันชกมวยเสร็จแล้วก็กลับบ้านน่ะซิ กลับบ้านไม่กลับเปล่า แต่ทิ้งเวทีไว้ให้พระรื้อด้วย พระก็ต้องไปรื้อเวทีมวย โกยขยะมูลฝอย เศษกระดาษถุงพล๊าสติก ถ้ามีงาน 7 วัน 7 คืน นะ วัดเหม็นทั้งวัดเลย คนเที่ยวขี้รด เยี่ยวรดเต็มวัดเลย ไม่สามารถจะเดินได้แล้ว

อาตมานี่ถ้าเขานิมนต์ ถามว่าไปงานอะไร ไปงานฝังลูกนิมิต ไปเทศน์วันไหน วันสุดท้ายของงาน บอกว่าไม่เอาหรอก พิษมันมากในงานนั้น ฉันไม่ไป ไม่ไปแล้ว คือไม่ไปส่งเสริมงานที่บ้าๆ บอๆ อย่างนั้น ไม่ไหว มันยุ่ง

นี่เรียกว่าเราไม่ได้ส่งเสริมหลักศีลธรรม ไม่ได้ทำคน ให้ฉลาดได้ลืมหูลืมตากันเลย ทุกวัดทุกวาทำกันอย่างนั้น ส่งเสริมแต่สิ่งที่ว่าไม่ถูกต้อง มันเป็นอย่างนี้

วันนี้ตอนบ่าย เขานิมนต์ให้ไปเทศน์วัดมหาธาตุ พระนักศึกษาหนุ่มๆ เขาจัดงาน จะต้องไปพูดสักหน่อย ทำไมจะต้องมีภาพยนตร์ด้วย ทำงานในวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ทำไมจะต้อง มีภาพยนตร์ด้วย มันไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องมีภาพยนตร์ฉาย เพราะว่ารอบวัดมันก็มีอยู่แล้ว สนามหลวงเขาก็ฉายกันบ่อยๆ แล้วคนกรุงเทพฯ นี่ เราไม่ต้องเอาภาพยนตร์มาให้ดูแล้ว โยมดูกันจนตาเปียกตาแฉะ จนตาบอดไปตามๆ กันแล้ว แล้วทำไมจึงมี คือพระหนุ่มแกอยากดูเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ทีนี้เอามาแสดงในวัด แล้วทีนี้เอาสตางค์โยมมาใช้ให้ค่าภาพยนตร์อีก วันนี้เขาจะให้ไปเทศน์ ต้องเล่นงานพวกพระหนุ่มๆ เสียหน่อย คือไม่ได้เรื่องอะไร ทำอะไรจะขาดทุนไปเสียเรื่อย ขาดทุนเงินนี่ไม่สำคัญหรอกโยม ขาดทุนทางจิตทางวิญญาณนี่มันสำคัญนักหนา คือทำให้จิตฟุ้งซ่าน ทำให้จิตเสื่อม เพิ่มราคะ เพิ่มโทสะ เพิ่มโมหะ เพิ่มความชั่วขึ้นในจิตใจ อันนี้มันเสื่อม

อาตมาไม่ส่งเสริมสิ่งเหล่านั้น จิตใจไม่ชอบ. คือไม่ชอบสิ่งเหล่านั้น มันติดมาตั้งแต่โยม ความจริงที่บ้านโยมนี่ พวกมโนราห์มาขอพักนอน มโนราห์โรงหนึ่งมันตั้ง 20 คนที่มาพัก ก็หุงข้าวให้กิน พอหุงข้าวให้กินแล้ว ก็ไปบอกโยมว่า ผมจะรำให้ชาวบ้านดูหน่อย โยมบอกว่านอนดีกว่า เธอเหนื่อยๆ อย่ารำเลยนอนเถอะ โยมแกไม่ชอบให้มันรำ นอนเถิดพรุ่งนี้จะได้เดินทางแต่เช้า รุ่งเช้าขึ้นโยมผู้หญิงหุงข้าวหม้อใหญ่ๆ แกงหม้อใหญ่ๆ ให้กิน กินเสร็จแล้วไปเลย ไม่ต้องรำ คือไม่ชอบให้รำ

อาตมาอยู่ในบ้านอย่างนั้น ก็ไม่ค่อยชอบอะไร ดนตรี ลูกทุ่ง ลูกกรุงอะไร เขาว่าคนไม่ชอบดนตรีเป็นคนป่าแต่ก็ป่าในเมือง เราไม่ใช่ป่าอย่างนั้น คือฟังได้เหมือนกัน ถ้าดนตรีที่เป็นประโยชน์ ฟังเพื่อศึกษาเพื่ออะไรอย่างนั้น แต่ถ้าฟังให้มันเพลินมันไม่ได้เรื่องอะไร เช่นมีงานวัด มีลูกทุ่งวงใหญ่สลับกัน คืนนี้สายัญสัญญา คืนพรุ่งนี้เพลินพรหมแดน อะไรต่ออะไรไม่รู้เอามาเล่นกันในวัดนั้น เพราะฉะนั้นพวกวงดนตรีนี่บัญชียาวเหยียด งานฝังลูกนิมิตวัดนั้นวัดนี้ ไปแสดงแสดงกันเป็นการใหญ่

เมื่อแสดงดนตรีสนุกสนานมาก เป็นเหตุให้เกิดอาชญากรรมขึ้นในวัดเพราะว่าคนมันมาก มันสนุกมันขอเพลง ทีนี้พอขอแล้วไม่ให้เดี๋ยวมันก็ขว้างเวทีแล้ว เกิดเรื่องแล้ว ตีรันฟันแทงกัน ชกต่อยกันในงานบุญงานกุศลแล้ว นี่แหละคือความเสื่อม ยิ่งรำวงด้วยแล้ว ยิ่งเละเทะใหญ่ หารำวงมาเล่นในงาน ในงานบุญงานกุศลนี่แหละ รำวง รำวงแหม นุ่งชายหาด ไม่มีหาดสักหน่อย ไม้กระดาน ไม่ได้ไสกบด้วยซ้ำไป ที่ขึ้นไปเต้นอยู่นั่น บอกว่ารำวงชายหาด แต่งตัวไม่เข้าท่า ไม่น่าจะเอามารำกันในบริเวณงานวัดเลย งานศาสนา

งานวัดนี่เราควรจะมีจุดหมายว่า ทำงาน เพื่อให้ คนเข้าถึงศาสนา ให้คนได้เรียนรู้ธรรมะ เงินไม่สำคัญ เงินนั้นถือว่าเป็นผลพลอยได้เท่านั้น เราไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ให้ ถือว่าจิตใจสำคัญ ความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญ แล้วเงินนั้น เป็นผลพลอยได้ มันเกิดทีหลัง เมื่อคนดีแล้วเขาทำเอง คนเข้าใจแล้วเขาทำเอง แล้วทำถูก ทำดี เขาไม่งมงาย ไม่ทำด้วยความงมงาย ด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำอะไรมันก็ขึ้น เป็นการบำรุงศาสนาถูกต้อง ทีนี้เราไม่ได้สอนให้เขารู้ธรรมะ ไม่แจกธรรมะ มีงานแจกแต่เครื่องรางของขลัง บางทีก็มีหลวงพ่อไปนั่งอยู่ด้วย มานั่งปลุกเสก นั่งปลุกนั่งเสก ให้ญาติโยมทั้งหลาย แทนที่จะเสกด้วยธรรมะ แต่ไป เสกด้วยความโง่ ความเขลาเข้าไปอีก ไปนั่งเสกอย่างนั้น หลวงพ่อก็อุตส่าห์นั่งไปจนปวดเอวปวดหลัง นั่งเสกนั่งรดน้ำมนต์ไปบ้าง อะไรไปบ้าง สะเดาะเคราะห์ สะเดาะโศกอะไรไปตามเรื่องตามราว อาตมาเคยไปเห็น เห็นแล้วมันสลดใจ สลดใจว่าทำไมจึงไปกันถึงขนาดนี้ ช่างไม่รู้บ้างว่า สมเด็จพ่อของเรานั้นชอบอะไร สั่งให้เราทำอะไร แล้วเราทำอะไรกันอยู่เวลานี้ มันถูกไหม ตรงไหม กับหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วเราพูดว่าบำรุงศาสนา

บำรุงศาสนา บำรุงอะไร บำรุงที่ตรงไหน ญาติโยมลองคิดดู บำรุงศาสนานั้น เราต้องบำรุงด้วยศึกษาให้เข้าใจ นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องต้น ศึกษาให้เข้าใจ ให้รู้เนื้อแท้ของศาสนา ต่อไปก็ปฏิบัติตามสิ่งที่เราได้รู้ได้เข้าใจ แล้วปฏิบัติด้วยตนเองก็ยังไม่พอ ต้องชวนเพื่อนฝูงมิตรสหาย ให้ช่วยกันปฏิบัติสิ่งถูกต้อง ตามหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาต่อไป ที่ใดเขามีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เราก็เข้าไปช่วยเหลือ สนับสนุน ให้สำนักให้กับบุคคลที่เขาทำถูก ทำชอบนั้น ได้มีกำลังใจที่จะทำอะไร ให้มันถูกต้องต่อไป นีแหละเรียกว่าบำรุงศาสนา

พระศาสนาคือตัวธรรม ศาสนาเจริญคือ จิตใจคนเจริญด้วยธรรม ถ้าศาสนาเจริญด้วยวัตถุ โบสถ์สวยงาม ปิดทองอร่ามตา แต่คนข้างวัดมีแต่คนขี้เมาหยำเป บ่อนการพนันเลอะเทอะกันอยู่ทั้งนั้น แล้วจะเจริญได้อย่างไร นั่นมันเจริญเปลือก ไม่ได้เจริญด้วยเนื้อ แล้วถ้าเปลือกเจริญ ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร นี่มันกินไปไกล คุณโทษมันมองเห็นกันทั้งนั้น เราต้องแก้แล้วเวลานี้ ต้องช่วยกันแก้ไข ที่จะให้คนเข้าใจถูก ในเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้ปฏิบัติถูก สิ่งใดที่เป็นความงมงาย ไม่ถูกไม่ตรงต่อหลักคำสอน เราก็ค่อยขูดค่อยเกลาไปตามเรื่องตามราว นี่ญาติโยมมาวัดชลประทาน แล้วอาตมาก็ขูดเกลากันมาเรื่อย ขูดเกลากันไปเรื่อยๆ ก็ดีขึ้นเยอะแล้วเวลานี้ เรียกว่า อะไรที่งมงายไม่เข้าเรื่องก็ค่อยเบาไป จางไป ความเข้าใจถูกขึ้น แล้วขอให้ช่วยนำสิ่งถูกต้องนี้ ไปบอกกล่าวแก่เพื่อนบ้าน แก่อนุชนรุ่นหลังของเรา เช่นมีลูกมีหลาน เราก็สอนให้เข้าใจถูกต้อง ตามหลักพระพุทธศาสนา กวดขันให้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปตั้งแต่ตัวน้อยๆ เมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็จะเป็นนิสัยสันดานในด้านธรรมะ มีนิสัยเป็นธรรมะ มีสันดานเป็นธรรมะ มีอะไรถูกต้องเป็นธรรมะ ชีวิตเราจะมั่นคง ครอบครัว สกุล ประเทศชาติจะอยู่รอดปลอดภัย เรื่องมันเป็นอย่างนี้ จึงขอฝากให้ญาติโยมทั้งหลาย ได้คิดนึกไว้ด้วย เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ

ดังที่พูดมาในวันนี้ ก็สมควรแก่เวลา ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

ต่อไปนี้ ขอเชิญญาติโยมนั่งสงบใจ เป็นเวลา 5 นาที นั่งสงบใจ นั่งตัวตรง หลับตาเสียมันไม่ยุ่ง แล้วก็หายใจเข้าแรงลึก เพื่อจะได้กำหนดง่าย หายใจออกแรง หายใจเข้าออกแรงๆ ช่วยสุขภาพทางกายด้วย ทำให้สุขภาพดีขึ้น ว่างๆ หายใจแรงๆ เสียบ้าง แล้วเวลาหายใจก็รู้ว่ากำลังหายใจเข้า กำลังหายใจออก คอยกำหนดรู้ เป็นการฝึกจิต การหายใจแรงนั้นเป็นประโยชน์ทางสุขภาพร่างกาย การกำหนดรู้เป็นประโยชน์แก่สุขภาพทางจิตใจ ได้กำไร เรื่องเดียวแต่ได้กำไร 2 อย่าง จะทำให้สิ่งทั้งหลายดีขึ้น กำหนดรู้อย่าไปนึกเรื่องอื่น มันไปก็ดึงกลับมา ให้มาอยู่ที่ลมเข้า ลมออก หายใจเข้าออก กำหนดรู้ไว้ เผลอปุ๊บมันไปทันที ต้องดึงกลับมา ให้อยู่ที่ลมเข้าลมออกให้ทำเป็นเวลา 5 นาที

<< ย้อนกลับ


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook