บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!


ธรรมบรรยายของ หลวงพ่อปัญญา

เรื่อง วางไม่เป็นเย็นไม่ได้
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2520

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย

ณ บัดนี้ถึงเวลาของการแสดงธรรมะปาฐกถาธรรม อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา

หมู่นี้เป็นเดือนเมษายน อากาศร้อนหน่อย ซึ่งก็มันเป็นเรื่องธรรมชาติ หมุนเวียน เปลี่ยนแปลงกันมาโดยลำดับ มีร้อน มีหนาว มีฝน อะไรต่ออะไรตามเรื่องของดินฟ้าอากาศ เราทั้งหลายที่อยู่ในโลก ก็ต้องพบกับสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมดา เวลามีความร้อน อย่าไปกระวนกระวายในทางจิตใจ เวลาหนาว เวลามีฝน ก็อย่าทำให้เกิดความทุกข์ ให้นึกแต่เพียงว่ามันเป็นธรรมดา ที่จะต้องเกิดต้องเป็นอย่างนี้ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอยู่นานหรอก ร้อนไม่กี่เดือนก็ถึงฝน ฝนไม่กี่เดือนก็ถึงหนาว หนาวไม่เท่าไรก็ถึงร้อนต่อไป กว่าเราจะลาโลกนี้ต้องพบกับฝน หนาว ร้อนหลายครั้งหลายหนหมุนเวียนกลับเปลี่ยนกันไปตลอดเวลา

หน้าที่ของเรานั้น คือควรจะทำใจให้มีความสุข อย่าทำใจให้มีความทุกข์ ความเดือดร้อนด้วยเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การทำใจให้เป็นสุขนั่นแหละเป็นหน้าที่ของเราทุกคน การทำใจของเราให้เป็นทุกข์ไม่ใช่หน้าที่ ถ้าเรานั่งกลุ้มใจ มีความทุกข์ความเดือดร้อน ด้วยเรื่องอะไรก็ตาม เรียกว่าเราทำผิดหน้าที่

การทำผิดหน้าที่นั่นแหละ คือการไม่ประพฤติธรรม เพราะธรรมะคือหน้าที่ และหน้าที่เราควรปฏิบัติก็คือ การทำใจของเราให้เบาโปร่ง ให้มีความสุขอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามันจะมีความทุกข์บ้างก็นิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่ทุกข์กันนานๆ ทุกข์เป็นชั่วโมงหรือเป็นวันเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน อย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง เป็นการกระทำตนไม่ถูกเรื่อง

เราควรจะรีบแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ให้ผ่อนคลายลงไปโดยเร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้ เพราะว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรานั้น มันก็เป็นโรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน เราเรียกว่าเป็นโรคทางใจ หรือว่าโรคทางจิต แต่โดยมากเขามักจะเรียกว่าเป็นโรคทางประสาท โรคทางประสาทนั้นมันเป็นเรื่องของทางร่างกาย แต่ว่าเกิดเป็นโรคประสาทขึ้นมานั้นก็เพราะว่าจิตอ่อน คือจิตคิดมากเกินไป ทำอะไรๆ มากเกินไป เช่นมีความกังวลในปัญหาต่างๆ ในเรื่องนั้นเรื่องนี้

ทีนี้เมื่อจิตคิดมากร่างกายมันก็ทำงานมาก หัวใจทำงานหนัก เพื่อส่งโลหิตไปหล่อเลี้ยงทางสมอง ให้คิดนึกในเรื่องนั้นๆ ทีนี้เมื่อทำงานมาก มันก็เกิดอาการเพลียไป อ่อนไปแล้วทำให้ไม่สบายทางร่างกาย นอนไม่หลับบ้าง รับประทานอาหารไม่ได้บ้าง หรือเป็นอะไรๆ ต่างๆ ขึ้นในร่างกายของเรา เรื่องอย่างนี้ก็เกิดจาก สภาพของจิตใจเรานั่นแหละเป็นเหตุ คือจิตของเราทำงานหนักเกินไป ไม่มีการพักผ่อน ร่างกายของคนเรานี้ ต้องการพักผ่อนเป็นครั้งคราว ธรรมชาติจึงสร้างให้เราทำงานในกลางวัน แล้วก็พักผ่อนในตอนกลางคืน

คนในสมัยนี้ ที่อยู่ในสถานที่ที่เราเรียกว่า ไม่เจริญ คนที่อยู่ในที่ที่ไม่เจริญเราอย่าไปนึกว่าเขาเดือดร้อน เราเสียอีกแหละที่อยู่ในที่ที่เจริญเดือดร้อนมีเรื่องคับอกคับใจมีปัญหา มีอะไรร้อยแปด แต่ว่าคนที่เขาอยู่ตามที่ไม่เจริญนั้น เขาสบาย เขานอนหลับเป็นปกติ ไม่ว่าเวลาไหน ค่ำเข้าเขาก็นอน แล้วก็นอนหลับเป็นปกติ ตามความต้องการของร่างกาย ตื่นแต่เช้าก็ออกไปทำมาหากิน ไปในป่าหาผักหาผลไม้ ไปในไร่ไปในสวนทำงานตามหน้าที่ เวลาหิวเขาก็รับประทานอาหารอิ่มแล้วก็หมดเรื่องกันไป ถ้าไม่หิวเขาก็ไม่รับประทาน คนตามบ้านนอกที่ยังไม่เจริญนั้นจึงกินเป็นเวลา ตามความต้องการของร่างกายจริงๆ แต่ว่าเราที่อยู่ในเมืองหลวง อันเจริญนั้นขออภัยเถอะมันมีของกินมากอุดมสมบูรณ์ ต้องเคี้ยวกันเรื่อยไปไม่ได้หยุดหย่อน สังเกตดูคนเวลาเดินทางไปไหนๆ ไม่ว่าจะเดินทางด้วยรถประเภทใด อาตมาก็พยายามสังเกตคนที่นั่งไปในรถ ไม่เห็นมีปากว่างสักคนเดียว ผู้ใหญ่ก็เคี้ยวต้องเคี้ยวอะไรๆ เรื่อยไปละหารู้ไม่ ว่าการเคี้ยวขยุบขยับอยู่ตลอดเวลานั้น มันเกิดอะไรขึ้นแก่จิตใจบ้าง เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ในร่างกายนั้นก็ต้องทำงานไม่ได้หยุด กระเพาะต้องย่อยอยู่ตลอดเวลาไม่มีการพักผ่อน ในทางจิตใจนั้นก็กลายเป็นคนประเภทที่เรียกว่าตามใจตนเอง กินไม่รู้จักเวล่ำเวลาก็ทำให้ท้องไส้เสีย สุขภาพทางจิตก็พลอยเสียไปด้วยเหมือนกัน จึงได้เกิดเป็นปัญหามีโรคนั้นโรคนี้

เช่นเด็กๆใน เมืองนี่มักจะเป็นโรคเรื่องฟันผุ ผุเพราะว่ากินมากนั้นเอง เดี๋ยวก็อมท็อปฟี่ ฟันน้ำนมควรจะหลุดตามระยะเวลา แต่ว่าเพราะรับประทานมากเกินไป เลยฟันน้ำนมหลุดก่อนฟันแท้จะขึ้น ฟันแท้จะขึ้นมายังไม่ทันเต็มปากเรียบร้อย พอโผล่ขึ้นมาพ้นเหงือกนิดหน่อย ก็ต้องเคี้ยวนั่นเคี้ยวนี่เลยฟันเกไปบ้าง ยังงอกขึ้นมายังไม่เรียบร้อย อันนี้ก็เพราะเรื่องกินทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก แล้วก็ยังเสียหายอะไรอีกหลายอย่าง

แต่คนบ้านนอกนั้นเขาไม่ค่อยมีอะไรจะกิน สมัยเมื่อเป็นเด็กอยู่บ้านนี่จำได้ว่าปีหนึ่งนี่ เขาจะมีการกันขนมหวานกันสักครั้ง เวลาจะกินนี่เขาต้องทำกันเป็นงานใหญ่ ทำกันเป็นตะกร้าใหญ่ เพราะต้องกินกันหมดทั้งบ้าน บริเวณที่อยู่ในรั้วเดียวกันกว่าสิบเอ็ดครอบครัวนี่ บ้านนี้ทำก็ต้องกินกันหมดทุกครอบครัว ปีหนึ่งทำขนมหวานกินสักครั้งหนึ่งทำขนมจีนกินกันสักครั้งหนึ่ง หรือว่ามีอะไรพิเศษสักครั้งหนึ่งพ้นจากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไร นอกจากกินอยู่ตามธรรดาของร่างกาย มันก็เติบโตมาโดยปกติสุขภาพเรียบร้อย อนามัยสมบูรณ์แล้วคนที่อยู่อย่างนั้น อายุยืนๆ แปดสิบกว่าปีจึงตายแปดสิบห้า แปดสิบเจ็ด แปดสิบเก้า ก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ อายุยืนทั้งนั้น แล้วถ้าเราสังเกตดูสุขภาพจิตของคนเหล่านั้น ท่านเป็นปกติไม่ค่อยมีอารมณ์ประเภทแรงๆ ไม่ค่อยจะโกรธเคืองใคร ไม่ใช่วาจาหยาบคายอะไรกับใคร อารมณ์ทุกข์ก็น้อย ความจริงความเป็นอยู่ภายในครอบครัวในบ้านนั้น บ้านไม่มีเครื่องเฟอร์นิเจอร์มากมายอะไรแหละมีเสื่อปูนั่งปูนอน เสื่อก็ไม่ใช่ว่าวิเศษวิโส เขาเรียกว่าเสื่อทำด้วยต้นคล้าต้นกกอะไรนั่นแหละ

ปักษ์ใต้เขาเรียกว่าต้นกระจูดมันมีแยอะแยะ เขาไปถอนมาทำเป็นเสื่อ ปูนั่งก็ผืนนั่นแหละ ปูนอนก็ไอ้ผืนนั่นแหละ หมอนมีสักใบก็ใช้จนกระทั่งว่า ขาดทะลุปรุปะก็หนุนกันได้เรียบร้อย นอนเป็นปกติมีความสุขสบาย แล้วก็ไม่ค่อยมีเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งกัน ในระหว่างคนที่อยู่ใกล้ๆ เขายิ้มเข้าหากัน มีอะไรก็แบ่งกันกินกันใช้สุขภาพจิตเป็นปกติ ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ไม่เป็นโรคประสาท หรือไม่ต้องไปทำอะไรในเรื่องเกี่ยวกับจิตใจ นอกจากไปวัดเท่านั้นเอง นานๆ ก็เอาไปวัดตามเทศกาลงานสงกรานต์ งานเข้าพรรษา ทำบุญเดือนสิบ มีงานบวชนาค มีงานศพ เขาก็ไปวัดกันไปทำบุญสุนทาน ผู้ใหญ่ก็ไป เราเด็กๆ ก็ไปกันไปเที่ยววิ่งเล่น ตามบริเวณวัดไปตามเรื่องตามราว เขาไปกันในรูปอย่างนั้นสภาพจิตใจเป็นปกติ นานๆ จะพบคนที่เป็นโรคจิตสักคนหนึ่ง นอกนั้นก็ไม่ค่อยจะได้พบมากนัก อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าความเจริญมันให้อะไรแก่เราบ้าง แต่ว่าเราจะอยู่อย่างคนไม่เจริญก็ไม่ได้ มนุษย์เรามันต้องมีการพัฒนาก้าวหน้าในทางวัตถุเรื่อยๆ ไป ถ้าไม่มีการก้าวหน้า เขาเรียกว่าไม่เจริญงอกงาม

เพราะฉะนั้นมันจึงต้องมีการทำให้เจริญขึ้น ตามฐานะแต่ว่าการทำอะไรให้เจริญแล้ว แล้วความเจริญนั้นบั่นทอนสุขภาพของเราในจิตใจ ความเจริญนั้นก็เป็นความเจริญที่เป็นพิษเป็นภัย ความเจริญทุกแง่ทุกมุม ไม่ควรจะทำให้เราต้องเป็นทุกข์ ไม่ควรจะทำให้เราต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ไอ้เราจะไม่เดือดเนื้อร้อนใจนั้นจะทำอย่างไร นี่แหละเป็นปัญหาที่สำคัญที่เราควรจะเอามาศึกษา คือว่าเรามีอะไรเราอยู่กับอะไรเราไปในที่ใด ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม หลักสำคัญมีอยู่ว่าอย่าให้มันเกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนใจมี ก็อย่าให้เป็นทุกข์ ทำอะไรก็อย่าให้ทีความทุกข์ ความเดือดร้อนใจ สมาคมติดต่อกับใครก็อย่าให้ต้องเกิดปัญหา เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ อันนี้เป็นเรื่องที่ทำได้หรืดไม่ อาตมาก็อยากจะตอบว่าเป็นเรื่องทำได้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเหลือวิสัย เพราะอะไรๆ ที่เกิดขึ้นในชืวิตของเรานั้นเป็นเรื่องที่เราทำมันขึ้นนทั้งนั้น เราสร้างมันขึ้นทั้งนั้นแหละ ความสุขเราก็สร้างมันขึ้นมา ความทุกข์เราก็สร้างมันขึ้นมา

ถ้าเราสร้างความสุข ก็เรียกว่าเราทำด้วยความฉลาด มีความเข้าใจในเรื่องนั้นถูกต้อง แล้วเราก็ทำมันถูกต้อง แล้วเราก็ทำมันให้เป็นความสุขความสบายใจ แต่ถ้าเราไม่เข้าใจเรื่องนั้นถูกต้อง เราทำด้วยอำนาจความหลงผิด ความเข้าใจผิด ความเข้าใจผิดก็เกิดเป็นปัญหา คือ ความทุกข์ความเดือดร้อน แล้วก็เมื่อมีความทุกข์ความเดือดร้อนใจเกิดขึ้นแล้ว ไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ ทำไมจึงแก้ไม่ได้ ก็เพราะว่าเราไม่ศึกษาให้ละเอียด ถึงเรื่องอะไรๆ ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา

พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ได้มองดูตัวเองให้ชัดเจนในเรื่องนั้นๆ มีความคิดเดือดร้อนใจก็แก้ทางวัตถุ ด้วยวิธีการต่างๆ หรือมิฉะนั้นก็ใช้ยาประเภทต่างๆ เป็นเครื่องระงับ ยานั้นมันเป็นเครื่องระงับทางร่างกาย คือเมื่อเรารับประทานยาเข้าไปแล้วก็นอนหลับไป เวลานอนหลับนั้นเราไม่ได้คิดอะไร แต่ว่าเวลาตื่นชึ้นมามันอาจจะคิดอีกก็ได้ เพราะฤทธิ์ยามันหมดเสียแล้ว ยามันช่วยให้เราหลับลงไปเท่านั้นเอง แต่ว่าตื่นขึ้นมานั้นอารมณ์นั้นมันก็วิ่งเข้ามาหาเรา เราก็เก็บอารมณ์นั้นมาคิดมานึกต่อไป ความทุกข์ในรูปเก่ามันก็กลับมาหาเราต่อไป จึงกล่าวได้ว่ายานั้นช่วยได้นิดได้หน่อย ไม่ได้ช่วยให้มากมายอะไรนัก

สิ่งที่จะช่วยเราได้มากนั้นก็คือการสกัดอารมณ์ ที่จะทำให้เราเกิดความทุกข์ความเดือดร้อน เราสกัดมันเสีย อย่าให้มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา นั่นแหละเป็นยาวิเศษ เป็นยาที่จะช่วยทั้งป้องกัน ทั้งแก้ไขให้ชีวิตของเรา มีสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติต่อไป ในเรื่องอย่างนี้เราจะต้องศึกษา แล้วก็กระทำการแก้ไข ทีนี้ในการศึกษานั้น ก็ต้องรู้กรรมวิธีของเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องจิตใจ คือให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาอย่างไร มาตามทางไหนแล้วเราก็มีประตูสำหรับคนเข้าออก แล้วต่อมาก็มีขโมยนี่มันเข้ามาทางไหน เข้ามาลักของของเราไปมาอย่างไร

ถ้าเรารู้ว่ามันเข้ามาทางใดจะอุดทางนั้นเสีย ปิดไม่ให้ขโมยเข้ามาทางนั้นต่อไป หรือมิฉะนั้นเราก็ไปสกัดกั้น คอยจ้องทุบหัวมันพอมันโผล่หัวเข้ามา ก็บุกมันเข้าไปเลย อย่างนี้ขโมยมันก็ไม่เข้ามาบ้านเรา เพราะเรารู้ทางขโมยฉันใด

อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ก็เหมือนกัน มันเกิดขึ้นที่ความคิดของเรา หรือที่เรียกว่าเกิดที่จิตของเรานั่นแหละ จิตนั่นก็คือความคิดนั่นเองแหละ ปรากฏให้เราเห็นในรูปความคิดต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ความคิดมันจะเกิดขึ้นก็เพราะว่า มีสิ่งกระทบทำให้เกิดความคิดอย่างนั้นขึ้นมา เช่นรูปผ่านตาเข้ามา เสียงผ่านหูเข้า กลิ่นผ่านประสาททางจมูก รสผ่านประสาททางลิ้น สิ่งสัมผัสต่างๆ ถูกต้องประสาทกายสัมผัส แล้วจิตรับรู้ในเรื่องอย่างนั้น ตรงนี้แหละสำคัญนัก อาจจะรับรู้ในเรื่องเสียเปรียบ อาจจะรับรู้ในเรื่องได้เปรียบก็ได้ ถ้าเรารับรู้ในเรื่องที่ว่าไม่ให้เสียเปรียบว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร มันจะเกิดอะไรขึ้นแก่เรา หรือเรารับรู้ว่าทำไมต้องเกิดอย่างนั้นขึ้นในใจ ทำไมจึงได้เกลียดสิ่งนั้น ทำไมจึงได้รักสิ่งนั้น

อันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องคอยกำหนด ว่าทำไมเราจึงเกลียด ทำไมเราจึงรักหรือว่าทำไมเราจึงชอบใจ ทำไมเราจึงไม่ชอบใจในเรื่องนั้นๆ ปกติคนเราก็มักจะไม่คิดในเรื่องอย่างนั้น ถ้าเกลียดก็ผ่านพ้นไป ถ้ารักก็ผ่านพ้นไป หรือบางทีมันก็ฉายซ้ำอยู่ในใจของเราเกลียดแล้วเกลียดอีก อยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าหากว่าไม่มีอารมณ์ใดกระทบ ก็ไม่มี แต่ถ้ามีอารมณ์ใดมากระทบเข้า ความเกลียดตัวนั้นก็เกิดขึ้นมาทันที เช่นเราไม่ชอบคนคนหนึ่ง ถ้าคนๆ นั้นไม่เดินให้เราเห็นด้วยตา ไม่มีใครเอ่ยชื่อให้เราได้ยินด้วยหู หรือไม่มีอะไรเป็นสื่อที่จะให้นึกถึงบุคคลนั้น ความเกลียดนั้นก็ไม่เกิดขึ้นในใจของเรา แต่ถ้าหากว่าเราได้เห็นเดินมา เราก็รู้ว่าเป็นคนๆ นั้นความเกลียดก็โผล่มาทันที หรือใครมาเอ่ยชื่อคนนั้น เช่นพูดชมเชยคนๆ นั้นเขาดีอย่างนั้น เราก็มันเกิดขึ้นใจทันที อารมณ์เกลียดเกิดขึ้นทันที แล้วอารมณ์ค้าง ก็ว่าดีอะไรมันไม่ได้ความหรอก มันเกิดขึ้นมาในรูปอย่างนั้น อันนี้เรียกว่าสิ่งที่เราเกลียดมันโผล่ขึ้นมา เมื่อมีเรื่องขึ้นมากระทบ

เรื่องที่เรารักนั้นก็เหมือนกัน ถ้าเราได้เห็นคนนั้นเข้า ได้ยินเสียงเข้าเราก็เกิดความรัก หรือใครมาเอ่ยชื่อคนนั้น เราก็เกิดความรู้สึกคิดถึงคนนั้นขึ้นขึ้นมา อันนี้มันเกิดขึ้นมาบ่อยๆ ในใจของเรา แต่เมื่อเกิดแล้วเราก็มักจะปล่อยผ่านๆ พ้นไปไม่ได้เอามาวิเคราะห์วิจารณ์ในเรื่องนั้นว่า ทำไมเราจึงเกลียดคนนั้น ทำไม่เราจึงเกลียดสิ่งนั้น ทำไมเราจึงรักสิ่งนี้ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นกับสิ่งนั้น ทำไมจึงเป็นอย่างนั้นกับสิ่งนี้ เราไม่ค่อยจะได้พิจารณาในเรื่องอย่างนี้ เพราะไม่ได้พิจารณานั่นแหละ จึงไม่รู้จักสิ่งนั้นตามที่มันเป็นจริง จิตใจเราก็ถูกมันหลอกให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ตลอดเวลา เรียกว่ามันเป็นผีประเภทหนึ่งละที่มันมาหลอกเรา ไม่ใช่ผีในป่าช้าไม่ใข่ผีที่คนกลัวตามความเข้าใจ

อารมณ์อย่างนั้นเราเรียกว่าเป็นผีชนิดหนึ่ง ที่มันคอยหลอกหลอนเราอยู่ตลอดเวลา คล้ายๆกับคนติดของเสพติด เช่นติดเฮโรอินนิ่เป็นต้น ไปรักษาที่ใดก็ตามเถอะ หยุดแล้วแต่ว่าหยุดแล้วมันก็มาหลอกเอาบ่อยๆ ทำให้นึกถึงสิ่งนั้นว่าเราเคยดื่มแล้ว บางที่มันก็อยากแรงขึ้นมา อยากจะไปสูบไปดื่มถ้ากำลังความอดทนไม่มีเพียงพอ เราก็ต้องไปตามความรู้สึกนั้น คือไปดื่มไปกินไปสูบสิ่งนั้นเข้าแล้วก็พ่ายแพ้มันต่อไป

แต่ถ้าเรามาวิเคราะห์วิจัยในเรื่องอย่างนั้นเสียบ้าง พอมันเกิดขึ้นแล้วมันดับไปแล้วละ แต่เอามาคิดดูว่าทำไมจึงเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วทำใจของเราให้เป็นอย่างไร มันร้อนใจหรือว่าเย็นใจวุ่นวาย หรือว่ามีความสงบเกิดขึ้นในใจของเรา เราเอามานั่งวิเคราะห์วิจัย

การนั่งวิเคราะห์วิจัยในเรื่องอะไรต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาชีวิตนี่แหละ เรียกว่าเป็นการเจริญวิปัสสนาที่ควรทำ เพราะเราอาจจะทำได้ทุกโอกาส ทุกเวลา อยูที่บ้านหรืออยู่ที่ใดๆ ที่มันไม่มีอะไรรบกวนจิตใจ เราก็ยกเรื่องอย่างนั้นขึ้นมาพิจารณา พิจารณาแล้วก็แยกวิเคราะห์ออกไป ให้เห็นว่าสิ่นนั้นมันคืออะไรมันมีเนื้อแท้ที่ตรงไหนบ้าง น่ารักน่าชมเป็นประการใด น่าเกลียดน่าชังอย่างไร แล้วเมื่อไรโกรธสิ่งนั้นขึ้นในใจ แล้วมีอะไรเกิดขึ้นตามมา มานั่งพิจารณาแยกแยะออกไป

ขณะที่เราใช้ปัญญาพิจารณาเรื่องนั้นความคิดอันไม่ดีมันก็หายไปแล้ว เพราะว่าเราเปลี่ยนความคิด พอเราคิดวิเคราะห์วิจัย อ้ายความคิดไม่ดีมันก็หยุดไป หายไปจากใจของเรา มันหมดหายไปชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อเรายังไม่รู้ชัดตามสภาพที่เป็นจริง มันก็จะวิ่งมาต้มมาหลอกเราได้อีกในภายหลัง แต่ถ้าเรายกขึ้นมาวิเคราะห์อย่างละเอียด จนกระทั่งมองเห็นว่า ไม่มีอะไรที่เป็นสาระ ไม่มีอะไรที่เรียกว่าจำเป็นแก่เรา ที่จะทำเรื่องนั้นจะต้องทำอย่างนั้น มองเห็นชัดเจนขึ้นมาเราก็วางลงไปได้ จิตมันตกลงไปจากสิ่งนั้น พ้นไปจากสิ่งนั้นเรียกว่าเป็นไทแก่ตัวชึ้นมาทันที ไม่ต้องเป็นทาสของสิ่งนั้นต่อไป

ในขณะใดที่จิตเราหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัดในสิ่งเหล่านั้น นั่นแหละเป็นความสุขของชีวิตของเรา อย่างแท้จริง เราจะรู้สึกว่าใจเบาใจโปร่งใจสงบขึ้นมา ขณะที่ใจเบาใจสงบนั้น มันเป็นความสุขที่บอกไม่ได้ คือพูดพรรณนาไม่ถูกว่ามันเป็นความสุขอย่างไร ผู้ใดได้สัมผัสกับความสุขแบบนั้นด้วยตนเอง จึงจะมีความเข้าใจในเรื่องนั้นถูกต้อง แต่ยังไม่ประสบด้วยตนเอง เราจึงควรจะเอาหลักการนี้แหละไปพิจารณาไว้บ่อยๆ เมื่อเรื่องอะไรเกิดขึ้นแล้วมันหยุดไปแล้ว เราอย่าให้มันหยุดเฉยตามธรรมชาติ แต่เรายกเอามาพิจารณาไตร่ตรองเรื่องนั้น โดยละเอียดอีกที่หนึ่ง จะทำให้เราเข้าใจสิ่งนั้นมากยิ่งขึ้น จะได้รู้ว่าสิ่งนั้นมันประกอบชึ้นด้วยอะไร มันมาอย่างไรมันไปอย่างไรชัดเจนแจ่มแจ้ง จิตใจจะสงบขึ้นได้เพราะทำอย่างนี้ อันนี้เป็นเรื่องที่ควรจะกระทำได้ทุกโอกาส เมื่อมีอารมณ์อันใดเกิดขึ้น นี่ประการหนึ่ง

ทีนี้อีกประการหนึ่งนอกจากอย่างนี้แล้วการปฏิบัติงาน ในหน้าที่ประจำวันของเรา เราบางคนยังอยู่ในขณะงาน เรียกว่ายังทำงานอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ วันเสาร์อาทิตย์ก็หยุดพัก แต่ว่าบางท่านนั้นได้รับบำนาญแล้ว ปลดจากการปฏิบัติหน้าที่เรียกว่าเขาปลดปล่อยเราแล้ว เขาปลดแอกออกจากคอ แล้วเราก็เป็นอิสระแก่ตัวแล้ว จะมาวัดมาวาก็ไม่มีความกังวลห่วงใย จะทำอะไรก็ทำอะไรได้สบายใจ ตามฐานะของผู้ที่เสวยผลของงาน ที่ตนได้กระทำไว้ เช่นเราเป็นข้าราชการบำนาญ ก็เพราะว่าได้ปฏิบัติงานดีมาตลอดเวลา ไม่มีความผิดความเสียหาย

เราเกษียณอายุหรือเราลาออก ทางราชการก็ให้รางวัลเรียกว่าเบี้ยบำนาญ เพื่อจะได้กินได้ใช้ไป จนกว่าจะหมดลมหายใจ ถ้าเราได้ปลดปล่อยตนออกอย่างนี้แล้ว เราก็รู้สึกว่า โลกมันโปร่งขึ้นหน่อย ครั้นจะไปทำอะไรอีกก็ได้เรียกว่า ไม่มีข้อผูกมัด ทำโดยไม่มีข้อผูกมัด แต่ว่าเราทำตามสมัครใจทำเมื่อมีเวลาที่พอจะทำได้ แล้วก็ไม่หนักอกหนักใจเกินไป ไม่ถือว่าเป็นภาระที่ผูกมัดมากเกินไป ตามประสาของคนแก่ เราก็ทำได้ แล้วก็ดีด้วยเราจะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ จะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่เรามีนั้น ถ่ายทอดให้รุ่นน้องต่อไป เขาจะได้รับความสามารถจากเรา แล้วก็เอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป

อันนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ประเสริฐ เหมือนกับคนหนึ่งในอินเดียที่เราเรียกว่า เซอรภินนาถกูร ท่านเป็นนักปราชญ์ นักเขียนนักปรัชญา เคยได้รับรางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพเพราะแต่งบทเพลงชื่อ กีตัญชลี เป็นบทเพลงที่เตือนจิตสะกิดใจชาวโลก ให้มีความรักกัน ให้หันหน้าเข้าหากัน ให้ส่งเสริมสิ่งที่เป็นความสงบในสังคม แต่งเป็นภาษาเบงคอลีน ต่อมาก็แปลเป็นภาษาอังกฤษ คนเขาอ่านแล้วแขาชอบใจ ก็เอาไปเสนอกรรมการรางวัลโนเบิล แล้วก็ได้รับรางวัล นับว่าเป็นชาวเอเชียคนแรก ที่ได้รับรางวัลชนิดนี้ในสาขาสันติภาพด้วย

| หน้าถัดไป >>


มองทุกให้เห็นจึงเป็นสุข
ทุกข์ซ้อนทุกข์
ไม่มีอะไรได้ดังใจเหมือนม้ากาบกล้วย
วันนี้เจ้าอยู่กับฉันพรุ่งนี้มันไม่แน่
มันเป็นเช่นนั้นเอง
ศีลธรรมและสัจจธรรม
แหล่งเกิดความทุกข์
องค์สามของความดี
หลักใจ
ทำดีเสียก่อนตาย
ตามรอยพุทธบาท
ฐานของชีวิต
ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
ชั่งหัวมัน
อนัตตาพาสุขใจ
ฤกษ์ยามที่ดี
อดีต ปัจจุบัน อนาคต
วิธีการสอนของพระพุทธเจ้า
สำนึกสร้างปัญญา
สอนลูกให้ถูกวิธี
ปฏิวัติภายนอกกับภายใน
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
อย่าโง่กันนักเลย
การทำศพแบบประหยัด
คนดีที่โลกนับถือ
ความจริงอันประเสริฐ
เสรีต้องมีธรรม
ทาน-บริจาค
เกียรติคุณของพระธรรม
เกียรติคุณของพระธรรม (2)
พักกาย พักใจ
เกิดดับ
การพึ่งธรรม
อยู่ด้วยความพอใจไม่มีทุกข์
มรดกธรรม
ฝึกสติปัญญาปัญหาไม่มี
ทำให้ถูกธรรม
วางไม่เป็นเย็นไม่ได้

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook