( หน้า ๑
หน้า ๒ หน้า
๓ หน้า ๔ )
หน้า ๑
ลักษณะการจัดหมวดหมู่ของแต่ละปิฎก
ได้กล่าวแล้วว่า พระไตรปิฎกนั้น
แบ่งออกเป็นวินัยปิฎก
สุตตันตปิฎก
และอภิธัมมปิฎก โดยลำดับ
พระโบราณาจารย์ฝ่ายไทยได้ใช้วิธีย่อหัวข้อสำคัญในแต่ละปิฎก
เพื่อจำง่ายเป็นอักษรย่อ
ในการใช้อักษรย่อนั้น
วินัยปิฎกมี ๕ คำ
สุตตันตปิฎก ๕ คำ
อภิธัมมปิฎก ๗
ดังต่อไปนี้....
สุตตันตปิฎก
หัวข้อย่อแห่งสุตตันตปิฎกมี
คือ ที , ม, สัง,
อัง, ขุ ดังต่อไปนี้
๑ . ที = ทีฆนิกาย แปลว่า หมวดยาว
หมายถึงหมวดที่รวบรวมพระสูตรขนาดยาวไว้ส่วนหนึ่งไม่ปนกับพระสูตรประเภทอื่น
ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น
๓๔ สูตร
๒. ม = มัชฌิมนิกาย แปลว่า
หมวดปานกลาง
หมายถึงหมวดที่รวบรวมพระสูตรขนาดกลางไม่สั้นเกินไป
ไม่ยาวเกินไปไว้ส่วนหนึ่ง
ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น
๑๕๒ สูตร
๓. สัง= สังยุตตนิกาย แปลว่า
หมวดประมวล
คือประมวลเรื่องประเภทเดียวกันไว้เป็นหมวดหมู่
เช่น เรื่องพระมหากัสสป
เรียกกัสสปสังยุต
เรื่องอินทรีย์ (
ธรรมะที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน)
เรียกอินทริยสังยุต เรื่องมรรค (
ข้อปฏิบัติ ) เรียกมัคคสังยุต
ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น
๗,๗๖๒ สูตร ๑.
๔. อัง = อังคุตตรนิกาย แปลว่า
หมวดยิ่งด้วยองค์
คือจัดลำดับธรรมะไว้เป็นหมวด ๆ
ตามลำดับตัวเลข เช่น
หมวดธรรมะข้อเดียว
เรียกเอกนิบาต หมวดธรรมะ ๒ ข้อ
เรียกทุกนิบาต หมวดธรรมะ ๓ ข้อ
เรียกติกนิบาต ดังนี้เป็นต้น
จนถึงหมวดธรรมะ ๑๐ ข้อ
เรียกทสกนิบาต หมวดธรรมะเกิน ๑๐
ข้อ เรียกอติเรกทสกนิบาต
ในหมวดนี้มีพระสูตรรวมทั้งสิ้น
๙,๕๕๗ สูตร ๑.
๕. ขุ = ขุททกนิกาย แปลว่า
หมวดเล็กน้อย
รวบรวมข้อธรรมที่ไม่จัดเข้าใน ๔
หมวดข้างต้นมารวมไว้ในหมวดนี้ทั้งหมด
เมื่อจะแบ่งโดยหัวใหญ่ก็มี ๑๕
เรื่อง คือ -
๑.
ขุททกปาฐะ แปลว่า บทสวดเล็ก ๆ
น้อย ๆ โดยมากเป็นบทสวดสั้น ๆ
เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา
๒. ธรรมบท แปลว่า
บทแห่งธรรม คือธรรมภาษิตสั้น ๆ
ประมาณ ๓๐๐ หัวข้อ (
ส่วนเรื่องพิสดารมีท้องเรื่องประกอบปรากฏในอรรถกถา)
๓. อุทาน แปลว่า
คำที่เปล่งออกมา
หมายถึงคำอุทานที่เป็นธรรมภาศิต
มีท้องเรื่องประกอบเป็นเหตุปรารภในการเปล่งอุทานของพระพุทธเจ้า
๔.
อิติวุตตกะ แปลว่า
ข้อความที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้
เป็นการอ้างอิงว่าพระพุทธเจ้าได้ตรัสข้อความไว้อย่างนี้
ไม่มีเรื่องประกอบ
มีแต่ที่ขึ้นต้นว่า
ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ตรัสไว้อย่างนี้
๕.
สุตตนิบาต แปลว่า รวมพระสูตร
คือรวบรวมพระสูตรเบ็ดเตล็ดต่าง
ๆ ไว้ด้วยกัน
มีชื่อสูตรบอกกำกับไว้
๖.
วิมานวัตถุ แปล่า
เรื่องของผู้ได้วิมาน
แสดงเหตุดีที่ให้ได้ผลดีตามคำบอกเล่าของผู้ได้ผลดีนั้น
ๆ
๗.
เปตวัตถุ แปลว่า
เรื่องของเปรตหรือผู้ล่วงลับไป
ที่ทำกรรมชั่วไว้
๘.
เถรคาถา ภาษิตต่าง ๆ
ของพระเถระผู้เป็นอรหันตสาวก
๙.
เถรีคาถา ภาษิตต่าง ๆ
ของพระเถรีผู้เป็นอรหันตสาวิกา
๑๐. ชาดก แสดงภาษิตต่าง
ๆ
เกี่ยวโยงกับคำสอนประเภทเล่านิทาน
( ท้องเรื่องพิสดารมีในอรรถกถา
เช่นเดียวกับธรรมบท)
๑๑. นิทเทส แบ่งออกเป็นมหานิทเทสกับจูฬนิทเทส
คือมหานิทเทสเป็นคำอธิบายพระพุทธภาษิตในสุตตนิบาต
( หมายเลข ๕ ) รวม ๑๖ สูตร
ส่วนจูฬนิทเทส
เป็นคำอธิบายพระพุทธภาษิตในสุตตนิบาต
( หมายเลข ๕ ) ว่าด้วยปัญหาของมาณพ
๑๖ คน กับ ขัคควิสาณสูตร
กล่าวกันว่าเป็นภาษิตของพระสารีบุตรเถรเจ้า
๑๒.
ปฏิสัมภิทามัคค์ แปลว่า
ทางแห่งปัญญาอันแตกฉาน
เป็นคำอธิบายหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
ซึ่งกล่าวกันว่าพระสารีบุตรเถรเจ้าได้กล่าวไว้
๑๓. อปทาน แปลว่า
คำอ้างอิง
เป็นประวัติส่วนตัวที่แต่ละท่านเล่าไว้
ซึ่งอาจแบ่งได้
คือเป็นอดีตประวัติของพระพุทธเจ้า
ของพระเถระอรหันตสาวก
ของพระเถรีอรหันตสาวิกา
ส่วนที่เป็นประวัติการทำความดีของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น
มีคำอธิบายว่า
เป็นพุทธภาษิตตรัสเล่าให้พระอานนท์ฟัง
๑๔.
พุทธวังส แปลว่า
วงศ์ของพระพุทธเจ้า
หลักการใหญ่เป็นการแสดงประวัติของพระพุทธเจ้าในอดีต
๒๔ องค์
รวมทั้งของพระโคตมพุทธเจ้าด้วยจึงเป็น
๒๕ องค์
นอกจากนั้นมีเรื่องเบ็ดเตล็ดแทรกเล็กน้อย
๑๕.
จริยาปิฎก แปลว่า
คัมภีร์แสดงจริยา
คือการบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ
ของพระพุทธเจ้า
ซึ่งแบ่งหลักใหญ่ออกเป็นทาน (
การให้) ศีล (
การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย)
และเนกขัมมะ ( การออกบวช )
ข้อสังเกตท้ายสุตตันตปิฎก
พระสุตตันตปิฎกซึ่งเเบ่งออกเป็น
๕ นิกายดังกล่าวมาแล้ว
คือทีฆนิกายจนถึงขุททกนิกายนั้น
บางครั้งพระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า
๕ นิกายนี้แหละ
จะเรียกว่าประมวลได้ครบทั้งสามปิฎกก็ได้
คือถือว่านอกจากพระพุทธวจนะที่อยู่ใน
๔ นิกายข้างต้นแล้ว
พระพุทธวจนะที่เหลือจัดเข้าในขุททกนิกาย
คือหมวดเบ็ดเตล็ดทั้งหมด
คือทั้งวินัยปิฎกและอภิธัมมปิฎก
จัดเข้าในขุททกนิกายทั้งสิ้นคำว่า
นิกายนี้ ในที่บางแห่งใช้คำว่า
อาคม
แทนพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทที่ปรากฏแปลในฉบับจีน
ชาวจีนใช้คำว่า อาคม
หมายรวมแทนพระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาท
๑.
การนับจำนวนสูตรนี้กล่าวตามหลักฐานของอรรถกถา
เพราะในสังยุตตนิกายและอังคุตตรนิกาย
บางแห่งก็บอกชื่อสูตร
บางแห่งก็บอกชื่อ
ส่วนใหญ่ไม่บอกชื่อสูตร
-----------------------------------------------------------------------------
เล่มที่ ๙
ชื่อทีฆนิกาย สีลขันธวัคค์
เป็นพระสุตตันตปิฎก(เล่ม ๑) หน้า ๑
ทีฆนิกาย
แปลว่า หมวดหรือพวกขนาดยาว
ได้แก่พระสูตรหรือพระธรรมเทศนาที่ยาว
นำมาจัดไว้เป็นหมวดหรือพวกไว้ในที่นี้.
คำว่า สีลขันธวัคค์ แปลว่า
วรรคที่ว่าด้วยกองศีล ทีฆนิกาย
หรือหมวดยาวนี้มี ๓ วรรค
คือสีลขันธวัคค์ (มี ๑๓ สูตร )
มหาวัคค์ ( มี ๑๐ สูตร) ปาฏิกวัคค์ (
มี ๑๑ สูตร)
แต่ละวรรคตั้งชื่อตามข้อความในสูตรบ้าง
ตามชื่อของสูตรบ้าง
คือในสีลขันวัคค์
สูตรแรกมีเรื่องศีล
จึงตั้งชื่อสีลขันธวัคค์
ในมหาวัคค์ สูตรแรก
ชื่อมหาปทานสูตร
จึงตั้งชื่อมหาวัคค์
ในปาฏิกวัคค์ สูตรแรก
ชื่อปาฏิกสูตร
จึงตั้งชื่อกปาฏิวัคค์.
พระไตรปิฎก ทีฆนิกายนี้มี ๓ เล่ม
เล่มละวรรค
ตามชื่อที่กล่าวมาแล้ว
รวมทั้งสิ้นมี ๓๔ สูตร.
พระสูตรในเล่ม ๘ หรือในทีฆนิกาย
สีลขันธวัคค์มี ๑๓ สูตร
ตามลำดับดังต่อไปนี้-
๑.
พรหมชาลสูตร
สูตรที่เปรียบเหมือนข่ายอันประเสริฐที่ครอบคลุมอย่างกว้างขวาง
คือกล่าวถึงลัทธิ ศาสนาต่าง ๆ
ที่มีในครั้งนั้น
ที่เรียกว่าทิฎฐิ ๖๒
เป็นการชี้ให้เห็นว่า
พระพุทธศาสนามีหลักธรรมแผกจาก
๖๒ ลัทธินั้นละเอียด.
๒ .
สามัญญผลสูตร
ว่าด้วย การของความเป็นสมณะ
หรือผลของการบวช.
๓.
อัมพัฏฐสูตร
ว่าด้วย
การโต้ตอบกับอัมพัฏฐมาณพ
มีข้อความกล่าวถึงประวัติศาสตร์
ศากยวงศ์.
๔.
โสณทัณฑสุตร
ว่าด้วย
การโต้ตอบกับโสณทัณฑพราหมณ์
มีข้อความกล่าวถึงคุณลักษณะ ๕
อย่าง ของพราหมณ์.
๕ .
กูฏทันตสูตร
ว่าด้วย
การโต้ตอบกับกูฏทันตพราหมณ์
เรื่องการบูชายัญ
โดยวิธีสังเคราะห์ดีกว่าการบูชายัญด้วยการฆ่าสัตวฺ
รวมทั้งปัญหาการปกตครองประเทศ
ให้ได้ผลางเศรษฐกิจ
ลดจำนวนโจรผู้ร้าย.
๖. มหาลิสูตร
ว่าด้วย
การโต้ตอบกับเจ้าลิจฉวีชื่อมหาลิ
เรื่องตาทิพย์ หูทิพย์
และความสามารถที่สูงขึ้นไปกว่านั้น
คือการทำกิเลสอาสวะให้กมดไป.
๗.
ชาลิยะสูตร
ว่าด้วย การโต้ตอบกับนักบวช ๒
คน คนหนึ่งชื่อชาลิยะ
เรื่องชีวะ กับสรีระ.
๘ .
มหาสีหนาทสูตร ๑. ว่าด้วย
การบรรลือสีหนาท
ของพระพุทธเจ้าโดยมีคุณธรรมเป็นพื้นรองรับ
๙
โปฏฐปาทสูตร
ว่าด้วย
การโต้ตอบกับโปฏฐปาทปริพพาชก
เรื่องอัตตาและธรรมะชั้นสูงอื่น
ๆ .
๑๐ สุภสูตร ว่าด้วย
การโต้ตอบระหว่างพระอานนทเถระกับสุภมาณพ
โตเทยยบุตร
๑๑.
เกวัฏฏสูตร
ว่าด้วย การแสดงธรรม
เรื่องปาฏิหารย์ ๓ แก่คฤหบดี
ชื่อเกวัฏฏะ.
๑๒.
โลหิจจสูตร
ว่าด้วย
การโต้ตอบกับโลหิจจพราหมณ์
ถึงเรื่องมิจฉาทิฏฐิและศาสดาที่ควรติไม่ควรติ.
๑๓.
เตวิชชสูตร
ว่าด้วย
พราหมณ์ผู้รู้ไตรวิทยาเคยเห็นพระพรหมหรือไม่
และว่าด้วยวิธีเข้าอยู่ร่วมกับพระพรหม.
ขยายความ
๑. พรหมชาลสูตร
สูตรว่าด้วยข่ายอันประเสริฐ
พระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่
เดินทางอยู่ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา
มีปริพพาชก ( นักบวชนอกศาสนา)
ชื่อสุปปิยะ
พร้อมด้วยศิษย์ชื่อพรหมทัตมาณพ
เดินทางมาข้างหลัง. สุปปิยะ
ปริพพาชก ติเตียนพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ แต่ศิษย์กล่าวสรรเสริญ .
เมื่อถึงเวลากลางคืนภิกษุทั้งหลายได้สนทนากันถึงเรื่องศิษย์อาจารย์กล่าวแย้งกันเรื่องสรรเสริญ
ติเตียนพระรัตนตรัย
พระผู้มีพระภาคทรงทราบจึงตรัสเตือนมิให้โกรธเมื่อมีผู้ติเตียนพระรัตนตรัย
มิให้ยินดีหรือเหลิงเมื่อมีผู้สรรเสริญ
๒. แล้วตรัสว่า
คนอาจกล่าวชมเชยพระองค์ด้วยศีล
๓ ชั้น คือศีลอย่างเล็กน้อย
ศีลอย่างกลาง ศีลอย่างใหญ่.๓.
ศีลอย่างเล็กน้อย (
จูฬศีล)
๑. เว้นจากฆ่าสัตว์ ,
ลักทรัพย์, ประพฤติล่วงพรหมจรรย์.
๒. เว้นจากพูดปด,
พูดส่อเสียด ( ยุให้แตกกัน) ,
พูดคำหยาบ ๆ , พูดเพ้อเจ้อ.
๓.
เว้นจากทำลายพื้ชและต้นไม้.
๔. ฉันมื้อเดียว
เว้นจากการฉันอาหารในเวลากลางคืน
, เว้นการฉันในเวลาวิกาล,
เว้นจากฟ้อนรำขับร้อง ประโคม
และดูการเล่น, เว้นจากทัดทรง
ประดับประดาร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ของหอม
เครื่องทา
เครื่องย้อมผัดผิวต่าง ๆ ,
เว้นจากที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่มีภายในใส่นุ่นหรือสำลี,
เว้นจากการรับทองและเงิน.
๕.
เว้นจากการรับข้าวเปลือกดิบ,
เนื้อดิบ, เว้นจากการรับหญิง
หรือหญิงรุ่นสาว,
เว้นจากการรับทาสี ทาสา,
เว้นจากการรับแพะ, แกะ, ไก่, สุกร,
ช้าง, โค, ม้า, ลา, เว้นจากการรับนา,
สวน.
๖. เว้นจากการชักสื่อ,
การค้าขาย, การโกงด้วยตาชั่ง
ด้วยเงินเหรียญ ( สำริด)
และด้วยการนับ ( ชั่ง, ตวง, วัด,) .
เว้นจากการใช้วิธีโกงด้วยให้สินบน
หลอกลวงและปลอมแปลง,
เว้นจากการตัด ( มือ , เท้า ) การฆ่า
การมัด การซุ่มชิงทรัพย์ ( ในทาง )
การปล้น การจู่โจมทำร้าย.
ศีลอย่างกลาง (
มัชฌิมศีล )
๑.
เว้นจากการทำลายพืช ๒.
เว้นจากการสะสมอาหารและผ้า
เป็นต้น
๓. เว้นจากการเล่นหลากชนิด
เช่น ฟ้อนรำ เป็นต้น
๔. เว้นจากการพนันต่างชนิด
๕.
เว้นจากที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่
๖.
เว้นจากการประดับประดาตกแต่งร่างกาย
๗. เว้นจากการติรัจฉานกถา (
พูดเรื่องไร้ประโยชน์หรือที่ขัดกับสมณเพศ)
๘.
เว้นจากการพูดแข่งดีหรือข่มขู่กัน
๙. เว้นจากการชักสื่อ
๑๐. เว้นจากการพูกปด,
การพูดประจบ , การพูดอ้อมค้อม (
เพื่อหวังลาภ), การพูดกด,
การพูดเอาลาภแลกลาภ (
หวังของมากด้วยของน้อย). (
ในแต่ละข้อนี้มีการแจกรายละเอียดออกไปมาก).
ศีลอย่างใหญ่ (
มหาศีล)
๑.
เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ
ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายนิมิต ,
ทายฝัน, ทายหนูกัดผ้า เป็นต้น.
๒.
เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ
ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น
ดูลักษณะแก้วมณี , ลักษณะไม้ถือ,
ลักษณะผ้า , ลักษณะศัสตรา เป็นต้น.
๓.
เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ
ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น
ทายทักเกี่ยวกับพระราชา
ด้วยพิจารณาดาวฤกษ์
๔.
เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ
ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น
ทายจันทรุปราคา สุริยปราคา
เป็นต้น.
๕.
เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ
ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น ทายฝนชุก
ฝนแล้ง เป็นต้น.
๖.
เว้นจากดำรงชีวิตด้วยมิจฉาชีพ
ด้วยติรัจฉานวิชา เช่น การบน ,
การแก้บน , การประกอบยา เป็นต้น.
( ในที่นี้มีคำว่า
ติรัจฉานวิชา อย่างพิสดาร
ฝรั่งใช้คำว่า low arts
เมื่อพิสจารณาตามศัพท์
ติรัจฉาน ซึ่งแปลว่า ไปขวาง
ก็หมายความว่า วิชาเหล่านี้ขวาง
หรือไม่เข้ากับความเป็นสมณะ
มิได้หมายความว่าเป็นวิชาของสัตว์ดิรัจฉาน
เพราะฉะนั้น
ถ้อยคำที่พระไม่ควรพูด
จึงจัดเป็นติรัจฉานกถา
คือถ้อยคำที่ขวาง
หรือขัดกับสมณสารูป.
วิชาที่พระไม่ควรเกี่ยวจึงจัดเป็นติรัจฉานวิชา
คือวิชาที่ขวาง
หรือขัดกับความเป็นพระ .
ส่วนสัตว์ดิรัจฉานที่มีชื่ออย่างนั้น
เพราะเพ่งกิริยาที่ไม่ตั้งตัวตรง
เดินไปอย่างคน แต่เอาตัวลง
เอาศีรษะไปก่อน
เมื่อไม่ได้ไปตรง
ก็ชื่อว่าไปขวาง).
ทิฏฐิ ๖๒ ประการ
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงความคิดเห็น
๖๒
ประการของสมณพราหมณ์ในครั้งนั้น
คือพวกที่มีความเห็นปรารภเบื้องตั้นของสิ่งต่าง
ๆ ว่าเป็นมาอย่างไร (
ปุพพันตกัปปิกะ) ๑๘ ประเภท
กับพวกที่มีความเห็นปรารภเบื้องต้นสิ่งต่าง
ๆ ว่าจะลงสุดท้ายอย่างไร (
อปรัตกัปปิกะ) ๔๔ ประเภท ( รวมเป็น
๖๒ ) ดังต่อไปนี้-
ความเห็นปรารภเบื้องต้น
๑๘
ทิฏฐิหรือความเห็นประเภทนี้ (
ปุพพันตกัปปิกะ) ที่มี ๑๘ นั้น
แบ่งออกเป็น ๕ หมวด
คือหมวดที่เห็นว่าเที่ยง (
สัสสตวาทะ) ๔,
เห็นว่าบางอย่างเที่ยง
บางอย่างไม่เที่ยง (
เอกัจจสัสสติกะ เอกัจจอสัสสติกะ)
๔,
เห็นว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด (
อันตานันติกะ) ๔,
พูดซัดส่ายไม่ตายตัวเหมือนปลาไหล
( อมราวิกเขปิกะ) ๔,
เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ
มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ (
อธิจจสมุปปันนะ) ๒ รวมเป็น ๑๘
ดังรายละเอียด คือ -
(๑)
หมวดเห็นว่าเที่ยง ( สัสสตวาทะ) ๔
๑. เห็นว่าตัวตน (
อัตตา) และโลกเที่ยง
เพราะระลึกชาติได้
ตั้งแต่ชาติได้
ตั้งแต่ชาติเดียว จนถึงแสนชาติ.
๒. เห็นว่าตัวตน
และโลกเที่ยง
เพราะระลึกได้เป็นกัปป์ ๆ
ตั้งแต่กัปป์เดียวถึง ๑๐ กัปป์.
๓. เห็นว่าตัวตน
และโลกเที่ยง
เพราะระลึกชาติได้มากกัปป์ ๆ
ตั้งแต่ ๑๐ กัปป์ถึง ๔๐ กัปป์.
๔. นักเดา
เดาตามความคิดคาดคะเนว่า
โลกเที่ยง.
(๒)
หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง
บางอย่างไม่เที่ยง (
เอกัจจสัสสติกะ เอกัจจอสัสสติกะ)
๔
๑.
เห็นว่าพระพรหมเที่ยง
แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง.
๒.
เห็นว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยง
พวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน (
ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง.
๓.
เห็นว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยง
พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น
( มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง.
๔. นักเดา
เดาตามความคิดคาดคะเนว่า
ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง
ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง.
(๓)
หมวดเห็นว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด
( อัตตานันติกะ) ๔
๑.
เห็นว่าโลกมีที่สุด. ๒.
เห็นว่าโลกไม่มีที่สุด.
๓. เห็นว่าโลกมีที่สุด
เฉพาะด้านบนกับตัวล่าง
ส่วนด้านกว้างหรือด้านขวางไม่มีที่สุด.
๔. นักเดา
เดาตามความคาดคิดคะเนว่า
โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่
ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่.
(๔)
หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล
( อมราวิกเขปิกะ) ๔
๑. เกรงว่าจะพูดปด
จึงพูดปฏิเสธว่า
อย่างนี้ก็ไม่ใช่,
อย่างนั้นก็ไม่ใช่ ,
อย่างอื่นก็ไม่ใช่ , มิใช่ ( อะไร)
ก็ไม่ใช่.
๒. เกรงว่าจะยึดถือ
จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑.
๓. เกรงว่าจะถูกซักถาม
จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑ .
๔. เพราะโง่เขลา
จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ ๑
และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย.
(๕)
หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง
ไม่มีเหตุ ( อธิจจสมุปปันนะ ) ๒
๑. เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ
มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ
เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์.
๒. นักเดา
เดาเอาตามความคิดคาดคะเนว่า
สิ่งต่าง ๆ
มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ.
ความเห็นปรารภเบื้องปลาย
๔๔
ทิฏฐ
หรือความเห็นปรารภเบื้องปลาย (
อปรันตกัปปิกะ) ที่มี ๔๔ นั้น
แบ่งออกเป็น ๕ หมวด
หมวดที่เห็นว่ามีสัญญาความจำได้หมายรู้
(สัญญีวาทะ) ๑๖ ,
หมวดที่เห็นว่าไม่มีสัญญา (
อสัญญีวาทะ) ๘,
หมวดที่เห็นว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่
ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ (
นวสัญญีนาสัญญีวาทะ) ๘.
หมวดที่เห็นว่าขาดสูญ (
อุจเฉทวาทะ) ๗,
หมวดที่เห็นว่าสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน
( ทิฏฐิธัมมนิพพานวาทะ) ๕ รวมเป็น
๔๔ ดังรายละเอียด คือ -
(๑)
หมวดเห็นว่ามีสัญญา ( สัญญีวาทะ)
๑๖
๑. ตนมีรูป ๒.
ตนไม่มีรูป
๓. ตนทั้งมีรูป
ทั้งไม่มีรูป ๔.
ตนมีรูปก็มิใช่ ไม่มีรูปก็มิใช่
๕. ตนมีที่สุด
๖. ตนไม่มีที่สุด
๗. ตนทั้งมีที่สุด
ทั้งไม่มีที่สุด ๘.
ตนมีที่สุดก็มิใช่
ไม่มีที่สุดก็มิใช่
๙. ตนมีสัญญา (
ความจำได้หมายรู้)
เป็นอันเดียวกัน
๑๐. ตนมีสัญญาต่างกัน
๑๑. ตนมีสัญญาเล็กน้อย
๑๒.
ตนมีสัญญาหาประมาณมิได้
๑๓. ตนมีสุขโดยส่วนเดียว
๑๔.
ตนมีทุกข์โดวยส่วนเดียว
๑๕.
ตนมีทั้งสุขทั้งทุกข์
๑๖.
ตนไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
ตนทั้งสิบหกประเภทนี้ ตายไปแล้ว
ก็มีสัญญา
คือความจำได้หมายรู้ทั้งสิ้น.
(๒)
หมวดเห็นว่าไม่มีสัญญา (
อสัญญีวาทะ) ๘
เห็นว่าตั้งแต่ข้อ ๑
ถึงข้อ ๘ ข้างต้น คือตนมีรูป
จนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่
ไม่มีที่สุดก็มิใช่
ทั้งแปดประเภทนี้ ตายไปแล้ว
ก็ไม่มีสัญญา
คือไม่มีความจำได้หมายรู้.
(๓)
หมวดเห็นว่ามีสัญญาก็มิใช่
ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (
เนวสัญญีวาทะ) ๘
เห็นว่าตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๘
ข้างต้น คือตนมีรูป
จนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่
ไม่มีที่สุดก็มิใช่
ทั้งแปดประเภทนี้ ตายไปแล้ว
มีสัญญาก็มิใช่
ไม่มีสัญญาก็มิใช่.
ทั้งสามหมวดนี้
รวมเรียกว่า อุทธมาฆตนิกา แปลว่า
พวกที่มีความเห็นเกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้วจเป็นอย่างไร.
(๔)
หมวดเห็นว่าขาดสูญ ( อุจเฉทวาทะ) ๗
๑.
ตนที่เป็นของมนุษย์และสัตว์ ๒.
ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป
กินอาหารหยาบ
๓. ตนที่เป็นของทิพย์
มีรูป สำเร็จจากไป ๔.
ตนที่เป็นอากาสนัญจายตนะ ๔.
๕.
ตนที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ ๖.
ตนที่เป็นอากิจจัญญายตนะ
๗.
ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ทั้งเจ็ดประเภทนี้
เมื่อสิ้นชีพแล้ว ก็ขาดสูญ
ไม่เกิดอีก.
(๕)
หมวดเห็นสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน
( ทิฏฐิธัมมนิพพาน) ๕
๑.
เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณ
๕ เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน.
๒, ๓, ๔, ๕
เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยฌานที่
๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔
เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน.
สรุป
ในที่สุดได้ตรัสสรูปว่า
สมณพราหมณ์ทุกพวกที่ทิฏฐิความเห็นความเห็นต่าง
ๆ รวม ๖๒ ประการเหล่านี้
ย่อมได้เสวยอารมณ์
เพราะอาศัยอายตนะสำหรับถูกต้อง
๖ อย่าง ( คือตา, หู , จมูก, ลิ้น, กาย,
ใจ,),
เพราะเหตุที่เสวยอารมณ์จึงเกิดตัณหาความทะยานอยาก,
เพราะเหตุที่มีความทะยานอยาก
จึงมีความยึดมั่นถือมั่น,
เพราะเหตุที่มีความยึดมั่นถือมั่น
จึงมีภพ คือความมีความเป็น,
เพราะเหตุที่มีความมีความเป็น (
ภพ) จึงมีชาติ คือความเกิด ,
เพราะเหตุที่มีความเกิด
จึงมีความแก่ ความตาย
ความเศร้าโศก คร่ำครวญ
ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
และความคับแค้นใจ.
สมณพราหมณ์เหล่านั้น
ย่อมติดอยู่ในข่ายแห่งความเห็นทั้งหกสิบสองนี้เหมือนปลาติดข่ายฉะนั้น.
ส่วนตถาคตเป็นผู้ถอนตัญหาอันจะนำให้เวียนอยู่ในภพได้แล้ว
กายยังดำรงอยู่ตราบใด
ก็มีผู้แลเห็นเมื่อกายทำลายไปแล้ว
ก็ไม่มีผู้แลเห็น.
๒. สามัญญผลสูตร
สูตรว่าด้วยผลของความเป็นสมณะ
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ
ป่ามะม่วงของหมอชีวก
ใกล้กรุงราชคฤห์
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่คืนวันเพ็ญ
๑๕ ค่ำ อันเป็นวันอุโบสถ เดือน ๑๒
พระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปเฝ้า
ทูลถามถึงผลของดีของความเป็นสมณะที่เห็นได้ในปัจจุบัน
และตรัสเล่าว่า เคยไปถามครู ๕.
ทั้งหกมาแล้ว แต่ตอบไม่ตรงคำถาม
เปรียบเหมือนถามถึงเรื่องมะม่วง
แต่ไปตอบเรื่องขนุน ๖.
จึงต้องกลับ .
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบเป็นข้อ ๆ
ดังนี้ -
๑.
ผู้เคยเป็นทาสหรือกรรมกรของพระเจ้าอชาตศัตรู
เมื่อออกบวชประพฤติตนดีงามแล้ว
จะทรงเรียกร้องให้กลับไปเป็นทาสหรือกรรมกรตามเดิมหรือไม่.
พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสตอบว่า
ไม่เรียกกลับ
แต่จะแสดงความเคารพถวายปัจจัย ๔
และถวายความคุ้มครองอันเป็นธรรม.
ตรัสสรุปว่า
นี่เป็นผลของความเป็นสมณะที่เห็นได้ในปัจจุบัน.
๒.
คนทำนาของพระเจ้าอชาตศัตรุ
เมื่อออกบวชประพฤติตนดีงามแล้ว
จะทรงเรียกร้องให้กลับไปทำนาให้ตามเดิมหรือไม่
ตรัสตอบเหมือนข้อแรก
จึงนับเป็นผลของความเป็นสมณะที่เห็นได้ในปัจจุบัน.
๓.
คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี
ฟังธรรมเลื่อมใสแล้วออกบวชประพฤติพรหมจรรย์
สมบรูณ์ด้วยศีล (
พรรณนาศีลอย่างเล็กน้อย
อย่างกลาง อย่างใหญ่
เหมือนในพรหมชาลสูตร),
สำรวมอินทรีย์ คือตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ
มิให้บาปอกุศลเกิดขึ้นท่วมทับจิต,
มีสติสัมปชัญญะ, มีความสันโดษ
ยินดีด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้,
ออกป่าบำเพ็ญสมาธิ
ละกิเลสที่เรียกว่านีวรณ์ ๕
เสียได้ จึงได้บรรลุฌานที่ ๑
นี้ก็เป็นผลของความเป็นสมณที่เห็นได้ในปัจจุบัน.
๔.
ได้บรรลุฌานที่ ๒
๕.
ได้บรรลุฌานที่ ๓
๖.
ได้บรรลุฌานที่ ๔
(
ความเป็นไปแห่งฌานทั่งสี่มีรายละเอียดอย่างไร.
ได้แปลไว้แล้วในหน้า ๑๒๕ หมายเลข
๒ ถึง ๕ )
๗.
น้อมจิตไปเพื่อเกิดความรู้เห็นด้วยปัญญา
( ญาณทัสสนะ) ว่า
กายมีความแตกทำลายไปเป็นธรรมดา
วิญญาณก็อาศัยและเนื่องในกายนี้
( วิปัสสนาญาณ
ญาณอันทำให้เห็นแจ้ง).
๘.
นิรมิตร่างกายอื่นจากกายนี้ได้ (
มโนมยิทธิ คือฤทธิ์ทางใจ).
๙.
แสดงฤทธิ์ได้ เช่น
น้อยคนทำให้เป็นมากคน
มากคนทำให้เป็นน้อยคน เดินน้ำ
ดำดิน เป็นต้น ( อิทธิวิธิ)
๑๐.
มีหูทิพย์ ได้ยินเสียงใกล้ไกล
ที่เกินวิสัยของมุนษย์ธรรมดา
(ทิพย์โสต).
๑๑.
กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ (
เจโตปริยญาณ).
๑๒.
ระลึกชาติในอดีตได้ (
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ).
๑๓.
เห็นสัตว์อื่นตายเกิดด้วยตาทิพย์
( เรียกว่าทิพย์จักษุ
หรือจุตูปปาตญาณ
คือญาณรู้ความตาย
และความเกิดของสัตว์).
๑๔.
รู้จักทำอาสวะ
คือกิเลสที่หมักหมม
หรือหมักดองในสันดานให้สิ้นไป (
อาสวักขยญาณ). ลำดับ
(
เมื่อจะย่อผลแห่งความเป็นสมณะที่เห็นได้ในปัจจุบันทั้งสิบสี่ข้อนี้เป็นหมวด
ๆ ก็อาจย่อได้ ๓ หมวด คือ
หมวดที่ ๑ ทำให้พ้นจากฐานะเดิม
คือพ้นจากความเป็นทาส
เป็นกรรมกร พ้นจากความเป็นชาวนา
ได้รับการปฏิบัติด้วยดี
แม้จากพระมหากษัตริย์ คือผลข้อ ๑
กับข้อ ๒.
หมวดที่ ๒ เมื่ออบรมจิตใจจนเป็นสมาธิ
ก็เป็นเหตุให้ได้ฌาน ที่ ๑ ถึง ๔
อันทำให้ละกิเลสอย่างกลางได้
คือผลข้อ ๓, ๔, ๕, และ ๖.
หมวดที่ ๓ ทำให้ได้วิชชา ๘
อันเริ่มแต่ข้อ ๗ ได้วิปัสสนาญาณ
จนถึงข้อ ๑๔ ได้อาสวักขยญาณ).
พระเจ้าอชาตศัตรุทรงเลื่อมใส
ปฏิญญาพระองค์เป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต
แล้วกราบทูลขอขมาในการที่ปลงพระชนม์พระราชบิดา
( คือพระเจ้าพิมพิสาร)
ซึ่งพระผู้มีพระภาคก็ตรัสรับขมา.
เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรุเสด็จกลับแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า
ถ้าพระเจ้าอชาตศัตรุไม่ปลงพระชนม์พระราชบิดา
ก็จะได้ดวงตาเห็นธรรม (
เป็นพระโสดาบัน).
๑.
ฉบับยุโรปเรียกชื่อสูตรนี้ว่า
กัสสปสีหนาทสูตร แปลว่า
สูตรอันก้วยการบรรลือสีหนาท
กับกัสสปผู้เป็นนักบวชพวกชีเปลือย
๒.
แปลไว้ละเอียดแล้วในข้อความน่ารู้จากไตรปิฎก
หมายเลข ๒๒๕
๓. คำว่า
ศีลอย่างเล็กน้อย อย่างกลาง
และอย่างใหญ่นี้ฝรั่งใช้คำว่า
ความประพฤติอย่างสั้น อย่างกลาง
อย่างยาว
๔.
ได้อธิบายศัพท์ไว้แล้วในข้อความน่ารู้จากไตรปิฎก
หมายเลข ๗ ถึง ๙
๕.
ครูทั้งหกคือ ๑. ปูรณะ กัสสป ๒.
มักขลิ โคสาละ ๓. อชิตะ เกสกัมพล ๔.
ปกุธะ กัจจายนะ ๕. นิคัณฐะ นาฎบุตร
๖. สัญชัย เวลัฎฐบุตร.
๖ .
ฝรั่งแปลว่า สาเก (bread fruit tree)
ไทยแปลว่า ขนุนบ้าง
ขนุนสำมะลอบ้าง
|