บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
(หน้า ๑   หน้า ๒  หน้า ๓   หน้า ๔  หน้า ๕)

หน้า ๓

เล่มที่ ๒๐ ชื่ออังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

๑. ติกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๓ ข้อ ปฐมปัณณาสก์ หรือหมวด ๕๐ ที่ ๑ วรรคที่ ๑ ชื่อพาลวรรค ว่าด้วยคนพาล

    ทรงแสดงว่า ภัย ( สิ่งที่น่ากลัว )   อุปัทวะ ( สิ่งที่เบียดเบียนหรือเป็นอันตราย ) อุปสัค ( สิ่งที่ขัดข้อง ) ทั้งปวง ย่อมเกิดจากคนพาล ไม่เกิดจากบัณฑิต ;    ทั้งพาลทั้งบัณฑิตมีกรรม ( การกระทำ ) เป็นลักษณะ พึงทราบคนพาลด้วยธรรม ๓ ประการ คือทุจจริตทางกาย ,   ทางกาย ,    ทางใจ    ส่วนบัณฑิตพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม ;   ลักษณะ เครื่องหมายและความประพฤติของคนพาลมี    ๓ อย่าง คือ   คิดชั่ว    พูดชั่ว    ส่วนบัณฑิตพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม ;   นอกจากนั้นทรงแสดงว่า คนพาลประกอบด้วยธรรมะ   ๓ ประการ หลายประเภท เช่น ไม่เห็นโทษ ล่วงเกิน ( ที่ตนทำ ) ,    เห็นแล้วไม่ทำคืน,    เมื่อมีผู้อื่นแสดงโทษล่วงเกิด (ขอโทษ ) ไม่รับ ;    ตั้งปัญหาโดยไม่แยบคาย,    ตอบปัญหาไม่แยบคาย,    เมื่อคนอื่นตอบปัญหาโดยแยบคาย ไม่อนุโมทนา (ไม่รับรองว่าถูกต้อง ) ;   มีการกระทำทางกาย ,    ทางวาจา,   ทางใจ    อันเป็นอกุศล ;    อันเป็นโทษ ;    อันมีการเบียดเบียน ;    ส่วนบัณฑิตพึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม;    ทรงแสดงทุจจริต ๓    ว่าเป็นเหตุบริหารตนอย่างขุดรากตัวเอง    กำจัดตัวเอง    มีโทษอันผู้รู้ตามว่ากล่าวได้ ทำให้ประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก ;   ทรงแสดงมลทิน คือความเป็นผู้ทุศล ,    ความริษยา ,    ความตระหนี่ว่า    ทำให้เหมือนนำตนไปตั้งไว้ในนรก กับตรงกันข้ามทำให้เหมือนตนไปตั้งไว้ในสวรรค์.

    วรรคที่    ๒ ชื่อรถการวรรค    ว่าด้วยช่างทำรถ

   ทรงแสดงถึงการที่ภิกษุประกอบด้วยธรรม    ๓ อย่างว่า ปฏิบัติมิใช่เพื่อประโยชน์ความสุขแก่คนมาก คือผู้ชักชวนในการกระทำทางกาย,    ทางวาจา ,  ทางใจ    อันไม่ควร    แล้วทรงแสดงฝ่ายดีทางตรงกันข้าม ;   การที่ภิกษุบวช ,    รู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง  ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกตลอดชีวิต ;   บุคคล   ๓ ประเภท คือผู้ไม่มีความหวัง ,    ผู้มีความหวัง ,    ผู้ปราศจากความหวัง ;    ผู้ไม่มีความหวัง คือผู้ตกต่ำ,   ผู้มีความหวัง คือราชบุตรผู้รอการกภิเภก ,    ผู้ปราศจากความหวังคือพระราชาผู้ได้รับอภิเษกแล้ว เทียบกับคดีธรรม ผู้ไม่มีความหวัง คือผู้ทุศีล,    ผู้มีความหวัง คือผู้มีศีล,    ผู้ปราศจากความหวัง คือผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ    ปัญญาวิมุติ    อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน ( ผู้เป็นอรหันต์แล้ว) ;    พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมราชา   อาศัยธรรม    เคารพธรรม    ทรงให้การรักษาคุ้มครองการกระทำทางกาย    ทางวาจา   และทางใจ    ว่าอย่างนี้ควรเสพ    ไม่ควรเสพ    ย่อมทรงหมุนธรรมจักร    ซึ่งสมณพราหมณ์   เทวดา  มาร    พรหม   หรือใคร ๆ ก็ปฏิวัติไม่ได้ ( ทำให้ย้อนกลับไม่ได้) ในโลก เปรียบเหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ์ ( ทางโลก )   ที่อาศัยธรรม    เคารพธรรม    ให้การรักษาคุ้มครองอันเป็นธรรมแก่มนุษย์และสัตว์ ย่อมหมุนล้อรถได้โดยธรรม ซึ่งข้าศึกจะปฏิวัติหรือหมุนกลับไม่ได้ด้วยมือ ;    ทรงเล่าเรื่องช่างทำรถที่ทำล้อรถข้างหนึ่งกินเวลา ๖ เดือน   ขาด ๖ คืน    แต่ล้อรถอีกข้างหนึ่งเสร็จภายใน ๖ วัน พระราชาตรัสถาม ก็ทดลองให้ดูล้อรถข้างหนึ่งที่ทำนานหมุนไปได้ เมื่อหยุดหมุนก็ไม่ล้ม แต่ข้างที่เสร็จไว เมื่อหยุดหมุนก็ล้ม เพราะมีความคด ทรงสอนให้ละความคดทางกาย    วาจา   ใจ    เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องนั้น . ทรงข้อปฏิบัติไม่ผิด   ๓ ประการ คือความสำรวมอินทรีย์ ( คือ  ตา   หู   จมูก    ลิ้น   กาย   ใจ ). รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร, ประกอบความเพียนเป็นเครื่องตื่น ( ไม่เห็นแก่การนอนมากนัก ) ;    ทรงแสดงทุจจริตทางกาย  วาจา    ใจ    ว่าเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเบียดเบียนผู้อื่น เบียดเบียนทั้งสองฝ่าย ส่วนสุจริตกาย   วาจา   ใจ    ตรงกันข้าม;    ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายเบื่อหน่ายด้วยอายุ,    วรรณะ ( ผิวพรรณ ),   สุข ,    ยศ    และความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ แต่ก็พึงเบื่อหน่ายทุจจริตกาย    วาจา   ใจก่อน ;    พ่อค้าที่ประกอบด้วยองค์ ๓    คือไม่ตรวจตราการงานด้วยดีในเวลาเช้า,    เที่ยง,   เย็น    ก็ไม่ควรจะได้รับโภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรือทำโภคทรัพย์ที่ได้มาแล้วให้เจริญขึ้น,    ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ไม่ตรวจสมาธินิมิต ( เครื่องหมายในสมธิ ) ด้วยดีในเวลาเช้า,   เที่ยง,    เย็น    ก็ไม่ควรได้บรรลุกุศลธรรมที่ยังมิได้บรรลุ หรือกุศลธณรมที่บรรลุแล้วให้เจริญขึ้นฉันนั้น ;   พ่อค้าที่ประกอบด้วยองค์ ๓    ย่อมถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความไพบูลในโภคทรัพย์ในเวลาไม่นาน คือมีตาดี ,   ขยัน ,    ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย ( รู้จักคนกว้างขวาง ),    ทรงแสดงว่า ภิกษุมีตาดี คือรู้อริยสัจจ์ ๔ ,   ขยัน    คือไม่ทอดธุระในกุศลธรรม,    ถึงพร้อมด้วยที่อาศัย คือเข้าไปหาท่านผู้รู้เป็นครั้งคราว เพื่อไต่ถามปัญหา ก็จะถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ความไพบูลในกุศลธรรมฉันนั้น.

    วรรคที่ ๓   ชื่อปุคคลวรรค    ว่าด้วยบุคคล

   ๑. พระสวิฏฐะ กับพระมหาโกฏฐตะ ไปหาพระสารีบุตร พระสารีบุตรจึงถามพระสวิฏฐะว่า บุคคล  ๓ ประเภท คือ  กายสักขี   ( ผู้บรรลุฌานก่อนแล้วจึงทำนิพพานให้แจ้ง ได้แก่พระอริยบุคคล ๖ ประเภทที่ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จนถึงตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค), .  ทิฏบิปัตตะ   ( ผู้ถึงที่สุดแห่งทิฏฐิ คือรู้แจ้งอริยสัจจ์ ๔    ได้แก่พระอริยบุคคล ๖ ประเภท เหมือนกายสักขี ),  สัทธาวิมุต   ( ผู้หลุดพ้นเพราะศรัทธา ได้แก่พระอริยบุคคล   ๖ ประเภทเช่นเดียวกัน ที่ต่างกันก็คือ ลักษณะเฉพาะก่อนที่จะได้บรรลุมรรคผล) ในบุคคล  ๓ ประเภทนี้ พระสวิฏฐะชอบว่าใครจะดีกว่า ประณีตกว่ากัน. พระสวิฏฐะตอบว่า ชอบ  สัทธาวิมุต   ว่าดีกว่า ประณีตกว่าเพราะมีอินทรีย์ คือศรัทธามีประมาณยิ่ง. แล้วพระสารีบุตรจึงย้อนถามพระมหาโกฏฐิตะว่า ชอบบุคคลประเภทไหน พระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ชอบ   กายสังขี   เพราะมีอินทรีย์ คือสมาธิมีประมาณยิ่ง. พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรบ้างว่า ชอบบุคคลประเภทไหน พระสารีบุตรตอบว่า ชอบ  ทิฏฐิปัตตะ   เพราะมีอินทรีย์ คือปัญญาประมาณยิ่ง. แล้วทั้งสามท่านจึงพากันไไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลให้ทรงทราบ ตรัสตอบว่ายากที่จะชี้ลงไปโดยส่วนเดียวว่า ใครจะดีว่า ประณีตกว่ากัน เพราะต่างก็ปฏิบัติเพื่ออรหัตต ( ผล ) และเป็นพระสกทาคามีหรือพระอนาคามีด้วยกัน.

     (หมายเหตุ?  คำอธิบายในวงเล็บว่า บุคคลทั้งสามประเภท ได้แก่พระบริยบุคคล   ๖ ประเภท คือ ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จนถึงอรหัตตมรรคนั้น เป็นคำอธิบายตามอรรถกถาปุคคลบัญญัติ แต่สังเกตตามพระพุทธภาษิตในตอนท้ายคล้ายกับว่า ตั้งแต่สกทาคามีอนาคามีขึ้นไปถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค มิได้กล่าวถึงพระอริยบุคคลชั้นโสดาบุคคลชั้นโสดาบันเลย จึงน่าสังเกตเป็นหลักวิชาประกอบค้นคว้าต่อไป).

   ต่อจากนั้นทางแสดงถึงคนไข้ ๓ ประเภท คือ     ๑. ได้อาหาร,    ยา,   คนพยาบาล    ซึ่งเป็นที่สบายหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่หายจากอาพาธนั้น     ๒. ได้อาหาร,   ยา,   คนพยาบาล    ซึ่งเป็นที่สบายหรือไม่ก็ตาม ก็หายจากอาพาธนั้น.     ๓. ต่อเมื่อได้อาหาร,   ยา ,    คนพยาบาล    ซึ่งเป็นที่สบายจึงหายจากอาพาธนั้น. ทรงอาศัยบุคคลประเภทหลัง จึงทรงอนุญาตอาหาร ,   ยา ,    คนพยาบาล สำหรับผู้เป็นไข้ และอาศัยคนไข้ ( ประเภทหลัง) นี้ จึงพยาบาลคนไข้อื่น ๆ ( ๒ ประเภทแรก ) ด้วย ,    แล้วทรงแสดงธรรมเปรียบเทียบถึงบุคคล  ๓ ประเภท ( ในทางธรรม ) คือ     ๑. ได้เห็นพระตถาคตหรือไม่ก็ตาม,    ได้ฟังพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ก้าวลงสู่ทำนองอันชอบในกุศลธรรม.      ๒. ได้เห็นพระตถาคตหรือไม่ก็ตาม,    ได้ฟังพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศหรือไม่ก็ตาม ก็ก้าวลงสู่ทำนองอันชอบในกุศลธรรมได้.      ๓. ต่อเมื่อได้เห็นพระตถาคต ได้ฟังพระธรรมวินัยอันพระตถาคตประกาศแล้ว จึงก้าวลงสู่ทำนองอันชอบในกุศลธรรมได้,    เพราะอาศัยบุคคล ( ประเภทหลัง) นี้ จึงทรงอนุญาตการแสดงธรรม และเพราะอาศัยบุคคล ( ประเภทหลัง ) นี้ จึงควรแสดงธรรมแก่คนอื่น ( ๒ ประเภทแรก ) ด้วย.

   ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือผู้ปรุงกายสังขาร ( เจตนาทางกาย) ปรุงวจีสังขาร ( เจตนาทางวาจา) และปรุงมโนสังขาร ( เจตนาทางใจ ) อันมีการเบียดเบียน ย่อมเข้าสู่ (เกิดใน) โลกที่มีการเบียดเบียนถูต้องผัสสะ อันมาการเบียนดเบียน เสวยเวทนาอันมีการเบียดเบียน มีทุกข์โดยส่วนเดียว เช่น สัตรนรก ,   ส่วนที่ตรงกันข้าม คือไม่เกี่ยวกับการเบียดเบียนเลย ก็ได้รับผลตรงกันข้าม เช่น เทพสุภกิณหะ,    พวกที่ปรุงกายสังขาร เป็นต้น มีการเบียดเบียนบ้าง ไม่เบียดเบียนบ้าง ก็ได้รับผลผสมกัน ( ทุกข์บ้าง สุขบ้าง ) เช่น มนุษย์บางพวก เทพบางพวก วินิบาต ( เปรตที่อยู่วิมาน ) บางพวก.

   ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภทที่มีอุปการะมาก คือ ๑. ผู้ที่เป็นเหตุให้บุคคลถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ      ๒. ผู้ที่เป็นเหตุให้บุคคลรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามความเป็นจริง    ๓. ผู้ที่เป็นเหตุให้บุคคลทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน. ไม่มีบุคคลอื่นจะมีอุปการะยิ่งกว่าบุคคลทั้งสามประเภทนี้ และบุคคลทั้งสามประเภทนี้ มิใช่จะตอบแทนคุณได้โดยง่ายด้วยการแสดงความเคารพหรือให้ปัจจัย ๔.

   ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ      ๑. คนมีจิตเปรียบด้วยแผล คือคนขี้โกรธ ถูกว่ากล่าวเล็กน้อย ก็แสดงอาการโกรธเคือง เหมือนแผลถูกไม้หรือกระเบื้อง ก็มีเลือดหรือหนองไหล    ๒. คนมีจิตเปรียบด้วยสายฟ้า คือรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริง เหมือนคนตาดีเห็นรูปในเวลากลางคืนอันมืดสนิทในระหว่างที่ฟ้าแลบ    ๓. คนมีจิตเปรียบด้วยเพชร คือทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน เหมือนเพชรทำลาย ( ตัด ) แก้วมณี หรือแผ่นหินได้.

   ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ      ๑. คนที่ไม่ควรคบ ได้แก่คนที่เสื่อมจากศีล    สมาธิ   ปัญญา   ๒. คนที่ควรคบ ได้แก่คนที่เสมอกันด้วยศีล    สมาธิ   ปัญญา    ๓. คนที่ควรคบอย่างสักการะเคารพ ได้แก่คนที่ยิ่งกว่าโดยศีล  สมาธิ   ปัญญา.

   ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ      ๑. คนที่ควรเกลียด ไม่ควรคบ ได้แก่คนทุศีล ไม่เป็นสมณะ แต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ เป็นคนเน่าใน    ๒. คนที่ควรวางเฉย ไม่ควรคบ ได้แก่คนขี้โกรธ ถูกว่ากล่าวเล็กน้อย ก็แสดงอาการโกรธเคือง    ๓. คนที่ควรคบ ได้แก่คนที่มีศีล มีกัลยาณธรรม. ( ตรัสเปรียบเทียบขำ ๆ สำหรับบุคคลประเภท ๑  และ ๒    คือประเภทที่ ๑    เปรียบเหมือนงูที่เลื้อยลงไปในอุจจาระ แม้ไม่กัดก็เปื้อน ประเภทที่ ๒ เหมือนเอาไม้หรือกระเบื้องไปเขี่ยหลุมอุจจาระ รังแต่จะเกิดกลิ่นเหม็นยิ่งขึ้น).

   ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ      ๑. คนพูดเหม็น ( พูดเป็นอุจจาระ ) ได้แก่ผู้พูดปดทั้ง ๆ รู้ เพื่อตน เพื่อผู้อื่นหรือเพราะเห็นแก่อามิส      ๒. คนพูดหอม ( พูดเป็นดอกไม้ ) ได้แก่ผู้ไม่พูดปดทั้ง ๆ ที่ รู้ เพื่อตน เพื่อผู้อื่น หรือเพราะเห็นแก่อามิส      ๓. คนพูดหวาน ( พูดเป็นน้ำผึ้ง ) ได้แก่ผู้ที่เว้นจากการพูดคำหยาบพูดแต่คำที่รื่นหู เป็นที่พอใจแห่งคนมาก.

   ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ      ๑. คนตาบอด ได้แก่ผู้ไม่มีตาที่จะทำโภคทรัพย์ให้เกิด ที่จะทำโภคทรัพย์ที่เกิดแล้วให้เจริญ กับไม่มีตาที่จะรู้ธรรมอันเป็นกุศลหรือกุศล      ๒. คนมีตาข้างเดียว ได้แก่ผู้มีตาที่จะทำโภคทรัพย์ให้เกิด ที่จะทำโภคทรัพย์ที่เกิดแล้วให้เจริญแต่อย่างเดียว แต่ไม่มีตาที่จะรู้กุศลธรรมหรืออกุศลธรรม      ๓. คนมีตาทั้สองข้าง ได้แก่คนที่มีตาทั้งสองประเภทนั้น ( ตาทางโลก,   ตาทางธรรม).

   ทรงแสดงบุคคล ๓ ประเภท คือ      ๑. ผู้มีปัญญาเหมือนหม้อคว่ำที่กรองน้ำไม่ลง ได้แก่คนที่ไม่สนใจฟังธรรมทั้งในขณะแสดงธรรมและขณะที่ตนลุกไปแล้ว     ๒. คนมีปัญญาเหมือนชายพกที่ใส่ของไว้เวลาลุกขึ้นก็หล่นเรี่ยราด ได้แก่คนที่สนใจฟังธรรมะขณะแสดง ลุกขึ้นแล้วไม่สนใจ    ๓. คนมีปัญญาหนาแน่น ( เหมือนหม้อน้ำหงายเปิดฝากรองน้ำลงไปได้ไม่หก ) ได้แก่คนที่สนใจฟังธรรม ลุกไปแล้วก็สนใจ ( พิจารณาเบื้องตน ท่ามกลางและที่สุด).

    วรรคที่ ๔   ชื่อเทวทูตวรรค    ว่าด้วยทูตของเทวดา

   ทรงแสดงว่า ตระกูลที่บุตรบูชามารดาบิดาในเรือนของตน ชื่อว่าเป็นตระกูลที่มีพรหม,    มีบูรพาจารย์ ( อาจารย์คนแรก ),   มีผู้ควรแก่การของคำนับ. คำทั้งสามคำนี้เป็นชื่อของมารดาบิดา เพราะท่านเป็นผู้มีอุปการะมากเป็นผู้เลี้ยงดูแสดงโลกนี้แก่บุตร.

   ตรัสตอบคำถามของพระอานนท์ โดยทรงแสดงว่า มีภิกษุที่ได้สมาธิ โดยประการที่จะไม่มีการถือเรา ถือของเราและถือตัว ในร่างกายอันมีวิญญาณครองนี้,    จะไม่มีการถือเรา เป็นต้น ในนิมิต ( เครื่องหมาย ) ทั้งปวง ภายนอก ,   จะเข้าถึงเจโตวิมุติ    ปัญญาวิมุติอยู่.

   ตรัสกับพระสารีบุตรว่า ทรงแสดงธรรมโดยย่อบ้าง โดยพิสดารบ้าง ทั้งโดยย่อทั้งพิศดารบ้าง แต่ผู้รู้ธรรมะหาได้ยาก. เมื่อพระสารีบุตรกราบทูลขอร้องให้ทรงแสดง จึงทรงแสดงให้สำเนียกว่า จักมีคุณธรรมอย่างที่ตรัสตอบพระอานนท์ ( ข้างบนนี้ ) แล้วตรัสว่า ภิกษุผู้ทำได้อย่างนี้ ชื่อว่าตัดตัญหาได้ แก้เครื่องผูกมัดได้ ทำที่สุดได้ เพราะตรัสรู้ธรรมเป็นเหตุละมานะได้โดยชอบ.

    ทรงแสดงโลภะ   โทสะ    โมหะ    ว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดกรรม ( การกระทำ ) ซึ่งจะเป็นเหตุให้ได้รับผลในชาติปัจจุบัน ชาติหน้า หรือชาติต่อ ๆ ไป และทรงแสดงอโลภะ   อโทสะ    อโมหะ    ว่าเป็นต้นเหตุให้เกิดกรรม ( การกระทำ ) เช่นเดียวกัน ( แต่เป็นไปในทางดี ).

   ตรัสตอบคำถามของหัตถกะ อาฬวกะ ( ชาวแคว้นอาฬวี ) ว่าทรงบรรทมเป็นสุขคนหนึ่งในโลก แม้ราตรีฤดูหนาวจะเย็น    หิมะจะตก   ดินจะแตกระแหง    เครื่องปูลาดจะน้อย    ใบไม้จะโปร่ง    ผ้ากาสายะจะเย็น    ลมจะพัด   เพราะทรงละราคะ    โทสะ  โมหะ   ( อันทำให้เกิดความเดือดร้อนทางกาย ทางจิต )   ได้เด็ดขาดแล้ว.

   ทรงแสดงเรื่องเทวทูต   ๓ คือคนแก่   คนเจ็บ   คนตาย    ซึ่งควรเป็นเครื่องเตือนใจคน ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท แล้วแสดงการที่ผู้ทำกรรมชั่วจะถูกทรมานในนรกอย่างไร.

   ทรงแสดงการที่เทพชั้นดาวดึงส์ไม่พอใจ เมื่อทราบว่ามนุษย์ไม่ปฏิบัติต่อมารดาบิดา เป็นต้น ไม่รักษาอุโบสถ และพอใจเมื่อทราบว่ามนุษย์ปฏิบัติดี.

   ทรงแสดงว่า ท้าวสักกะสอนเทพชั้นดาวดึงส์ สรรเสริญการรักษาอุโบสถมีองค์ ๘    ในวันอุโบสถ .

   ทรงแสดงความที่พระองค์เป็น ( กษัตริย์ ) สุขุมาลชาติ แล้วทรงละความเมาในความเป็นหนุ่มสาว ความเมาในความไม่มีโรค ความเมาในชีวิตเสียได้.

   ทรงแสดงอาธิปไตย ( ความเป็นใหญ่ )   ๓ อย่าง คือ    อัตตาธิปไตย ( ถือตนเป็นใหญ่ )    โลกาธิปไตย ( ถือโลกเป็นใหญ่ )    และธัมมาธิปไตย ( ถือธรรมะเป็นใหญ่ ) แล้วทรงอธิบายถึงคนที่เว้นความชั่ว ประพฤติความดี เพราะปรารภตนบ้าง    ปรารภโลกบ้าง    ปรารภธรรมะบ้าง.

---------------------------------------------------------      

๑. อธิบายตามอรรถกถาปุคคลบัญญัติ อภิธัมมปิฎก หน้า ๕๕

๒. มีเงื่อนไขพิเศษสำหรับบุคคลประเภทนี้ ที่ว่าไม่ควรคบนั้น เว้นไว้แต่จะเอ็นดู จะอนุเคราะห์ คือคบเพื่อช่วยให้เขาดีขึ้นกว่าเดิม

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑-๒๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook