บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
(หน้า ๑   หน้า ๒  หน้า ๓   หน้า ๔  หน้า ๕)

หน้า ๔

เล่มที่ ๒๐ ชื่ออังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

วรรคที่ ๕ ชื่อจูฬวรรค ว่าด้วยเรื่องเล็กน้อย     
ทรงแสดงว่า กุลบุตรผู้มีศรัทธา ย่อมได้บุญมาก เพราะพร้อมหน้าธรรมะ ๓ อย่าง คือ   ๑. พร้อมหน้าศรัทธา    ๒. พร้อมหน้าไทยธรรม ( ของถวาย )     ๓. พร้อมหน้าผู้ควรแก่ของถวาย ( ทักขิไณยบุคคล ).

   คนมีศรัทธาพึงทราบโดยฐานะ ๓ คือ     ๑. ใคร่เห็นท่านผู้มีศีล    ๒. ใคร่ฟังพระสัทธรรม     ๓. ยินดีในการบริจากทาน.

   บุคคลเห็นอำนาจประโยชน์ ๓ อย่าง จึงควรแสดงธรรม คือ    ๑. ผู้แสดงย่อมรู้อรรถรู้ธรรม   ๒. ผู้ฟังย่อมรู้อรรถรู้ธรรม     ๓. ทั้งผู้แสดงทั้งผู้ฟังสองฝ่ายย่อมรู้อรรถรู้ธรรม.

   กถา ( ถ้อยคำ ) ย่อมเป็นไปโดยฐานะ ๓ คือ    ๑. ผู้แสดงธรรม   ๒. ผู้ฟังธรรม    ๓. ทั้งผู้แสดงทั้งผู้ฟังย่อมรู้อรรถรู้ธณรม.

   สิ่งที่บัณฑิตบัญญัติ ที่สัตบุรุษ ( คนดี ) บัญญัติ   ๓ อย่าง คือ    ๑. ทาน การให้     ๒. บรรพชา การถือบวช    ๓. มาตาปิตุปัฏฐาน บำรุงเลี้ยงมารดาบิดา.

   มนุษย์ย่อมได้บุญมาก ในที่ที่บรรพชิตผู้มีศีลอาศัยอยู่ เป็นการได้บุญโดยฐานะ ๓ คือทางกาย   ทางวาจา   ทางใจ.

   ลักษณะของสิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง ( สังขตลักษณะ ) ๓ อย่าง คือความเกิดขึ้นปรากฏ    ความเสื่อมปรากฏ    ความแปรปรวนปรากฏ    ส่วนลักษณะของสิ่งที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง (อสังขตลักษณะ) ตรงกันข้าม.

   อันโตชน ( คนภายใน ) ที่อาศัยหัวหน้าครอบครัว ผู้มีศรัทธา ย่อมเจริญด้วยความเจริญ ๓ อย่าง    คือเจริญศรัทธา   ด้วยศีล    ด้วยปัญญา    เหมือนไม้สาละใหญ่ เจริญด้วยกิ่งใบ ด้วยเปลือกและสะเก็ด ด้วยกะพี้และแก่น.

   ควรทำความเพียรโดยฐานะ ๓ คือ    ๑. เพื่อมิให้เกิดอกุศลบาปธรรมที่ยังไม่เกิด      ๒. เพื่อให้เกิดกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด    ๓. เพื่ออดทนต่อทุกขเวทนากล้า. ภิกษุผู้ทำได้อย่างนี้ ชื่อว่ามีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ เพิ่อทำความทุกข์ให้ถึงที่สุดโดยชอบ.

   มหาโจรประกอบด้วยองค์ ๓ จึงทำการของโจรได้ คือ    ๑. อาศัยทางอันไม่สม่ำเสมอ    ๒. อาสัยป่ารก   ๓. อาศัยกำลัง. ภิกษุชั่วก็ประกอบด้ยองค์ ๓    คืออาศัยทางอันไม่สม่ำเสมอ    เทียบด้วยการกระทำทางกาย    วาจา  ใจ    อันไม่เรียบร้อย    อาศัยป่าชัฏ    เทียบด้วยมีความเห็นผิด    อาศัยกำลัง    เทียบด้วยอาศัยพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชา ( สนับสนุน).

    ทุติยปัณณาสก์    หมวด ๕๐  ที่ ๒

   ( ในหมวด  ๕๐ นี้ คงมี  ๕ วรรค วรรคละประมาณ  ๑๐ สูตร เช่นเดียวกับหมวด  ๕๐ ที่แล้วมา. วรรคทั้งห้า   คือ     ๑. พราหมณวรรค ว่าด้วยพรหามณ์      ๒. มหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่     ๓. อานันทวรรค ว่าด้วยพระอานนท์      ๔. สมณวรรค ว่าด้วยสมณะ      ๕. โลกรณผลวรรค ว่าด้วยเมล็ดเกลือ. ท่านผู้อ่านจะสังเกตได้ว่า ในหมวด  ๕๐ ที่ ๑    ย่อไว้ค่อนข้างพิศดาร พอถึงหมวด  ๕๐ ต่อไป ก็ย่อสั้นลงไปอีก ดังที่เป็นมาแล้วในทุกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๒ ข้อ ,    ในติกนิบาต ชุมนุมธณรมะที่มี   ๓ ข้อนี้ ก็จะทำเช่นเดียวกัน หมายเลข ข้างหน้าข้อความจึงเท่ากับเป็นเครื่องหมายวรรคที่เท่านั้นเท่านี้ด้วย.

   ๑. ตรัสสอนพราหมณ์ชรา    
อายุประมาณ ๑๒๐ ปี   ๒ คน ที่มาเฝ้าขอให้ทรงสั่งสอน จึงตรัสว่าโลกอันความแก่    ความเจ็บ   ความตาย    นำเข้าไปใกล้    จึงสำรวมทางกาย  วาจา    ใจ    เพื่อเป็นเครื่องต้านทานเป็นที่เร้น เป็นเกาะ เป็นที่พึ่ง เป็นที่ไปในเบื้องหน้าของผู้ที่ละโลกนี้ไป
และทรงสอนพราหมณ์ชราทั้งสองคน   ในทำนองเดียวกัน เป็นแต่แสดงว่า  โลกร้อน   ( ลุกเป็นไฟ )  เพราะความแก่    ความเจ็บ   ความตาย.
ตรัสตอบปัญหาของพราหมณ์ผู้หนึ่ง   เรื่องธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเอง ( สันทิฏฐิกะ ) ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันผู้รู้พึงทราบจำเพราะตน โดยชี้ให้เห็นว่า เมื่อคนกำหนัดแล้ว คิดประทุษร้ายแล้ว  หลงแล้ว    ย่อมคิดเบียดเบียนตน    คนอื่น    ทั้งตนทั้งผู้อื่น ได้ประสบความทุกข์โทมนัส  เมื่อละราคะ โทสะ โมหะได้    ก็ไม่เป็นเช่นนั้น . และนี่เเหละคือธรรมที่เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นต้น.
ตรัสตอบปัญาหของพราหมณ์ปริพพาชกผู้หนึ่ง   เรื่องธรรมะที่เห็นได้ด้วยตนเอง เป็นต้น โดยชี้ไปที่ราคะ    โทสะ   โมหะเช่นเดิม เป็นแต่ย้ายสำนวนว่า ผู้กำหนัดแล้ว คิดประทุษร้ายแล้ว   หลงแล้ว ย่อมคิดเบียดเบียนดั่งกล่าวข้างต้น,    ย่อมประพฤติทุจริตกาย    วาจา   ใจ ,    ย่อมไม่รู้ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งของตนทั้งของผู้อื่นตามความเป็นจริง.   ตรัสตอบปัญหาของชาณุสโสณิพราหมณ์   เรื่องนิพพานที่เห็นได้ด้วยตนเอง ( สันทิฏฐิกะ ) ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู เป็นต้น โดยชี้ไปที่การที่บุคคลถูกราคะ    โทสะ   โมหะ   ครอบงำจิต    ย่อมคิดเบียดเบียนตนและผู้อื่น หรือคิดเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่นดั่งกล่าวข้างต้น.
ตรัสตอบปัญหาของพราหมณมหาศาลคนหนึ่ง   ถึงเรื่องความเสื่อมของมนุษย์และบ้านเมือง โดยชี้ไปที่การที่มนุษย์ยินดีในอธรรม,    โลภอย่างไม่เลือกทาง ( วิสมโลภ) ,    มีธรรมะที่ผิดนำทาง . ตรัสตอบปัญหาของวัจฉโคตรปริพพาชก  ผู้ได้ฟังมาว่า พระองค์สอนให้ถวายทานแก่พระองค์และสาวกของพระองค์เท่านั้น ไม่ควรให้แก่ผู้อื่นและสาวกของผู้อื่น ทานที่ถวายแก่พระองค์และสาวกของพระองค์มีผลมาก ที่ให้แก่ผู้อื่นและสาวกของผู้อื่นไม่มีผลมาก. ตรัสปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง    ผู้ใดห้ามผู้ให้ทาน ผู้นั้นชื่อว่าทำอันตรายแก่คน    ๓ ประเภท คือ   แก่ผู้ให้    แก่ผู้รับ และทำลายตนเองก่อน   แล้วตรัสว่า ผู้ใดเทน้ำล้างถาดหรือน้ำล้างชามลงไปในน้ำครำหรือในหลุมโสโครก ด้วยคิดว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในนั้น จะได้ยังชีพ ก็ยังได้บุญ จึงไม่ต้องกล่าวถึงการให้ทานแก่มนุษย์ แต่ตรัสว่า ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลมีผลมาก,  ให้แก่ผู้ทุศีลไม่มีผลมาก,    ทานที่ให้แก่ผู้ละองค์ ๕ ( นีวรณ์กิเลสอันกั้นจิตมิให้บรรลุความดี ๕ ) ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ( ศีล,  สมาธิ ,  ปัญญา,  วิมุติ,  วิมุติติฌาณทัสสนะ )   มีผลมาก.
ตรัสแสดงธรรมแก่ติกัณณพราหมณ์  ผู้สรรเสริญพราหมณ์ผู้รู้วิชชา ๓ ( พระเวททั้งสาม ) โดยอธิบายวิชชา ๓  ในพระพุทธศาสนา คือ    ปุพเพนิวาสานุสสตญาณ ( ละรึกชาติได้ )   จุตูปาตญาณ ( เห็นความตายความเกิดหรือมีทิพยจักษุ )   และอาสวักขยญาณ ( ญาณอันทำให้สิ้น).
ทรงแสดงธรรมแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์  โดยอธิบายเรื่องวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนาดั่งกล่าวข้างต้น ต่างจากพระเวททั้งสามของพราหมณ์.
ทรงแสดงธรรมแก่สังคารวพราหมณ์  เรื่องการบูชายัญ และปาฏิหาริย์ ๓   คือ อิทธิปาฏิหาริย์   ( แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ ),    อาเทสนาปาฏิหาริย์ ( ดักใจทายใจ ได้เป็นอัศจรรย์ ) และอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ( สั่งสอนเป็นอัศจรรย์ เมื่อตรัสอธิบายและตรัสถามให้พราหมณ์ตอบพราหมณ์ก็ตอบแสดงความพอใจในอนุสาสนีปฏิหาริย์ ( สั่งสอนเป็นอัศจรรย์ ) ว่าดีงามกว่า ประณีตกว่า.

    ๒. ทรงแสดงติตถายตนะ   
( ลัทธิศาสนา , ลัทธิเดียรถีย์ ) ๓ คือ ถือว่าสุข   ทุกข์    มิใช่ทุกข์   มิใช่สุข    ที่บุคคลเสวยทั้งปวง เกิดขึ้น    ๑. เพราะเหตุที่ทำไว้ในกาลก่อน    ๒. เพราะพระผู้เป็นเจ้าบันดาล ( อิสสรนิมมานเหตุ )    ๓. เพราะไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย. ทรงค้านลัทธิศาสนาทั้งสามนั้นว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ที่บุคคลประพฤติทุจจริตกาย    วาจา   ใจ    ก็คงจะเนื่องมาจากเหตุสามประการนี้. แล้วทรงแจกธาตุ ๖  อายตนะ ๖    มโนปวิจาร ๑๘   ( ความท่องเที่ยวไปแห่งใจในอารมณ์ ๖   มีรูป   เสียง    เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส,    โทมนัส ,   อุเบกขา    จึงเป็น ๑๘   คืออารมณ์ ๖ ? เวทนา ๓ ? ๑๘ )   อริยสัจจ์ ๔   ( มีข้อน่าสังเกตในการอธิบายอริยสัจจ์ ๔   ทรงอธิบายอริยสัจจ์ข้อที่ ๑   กับที่ ๔   คือ ทุกข์    กับ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ตามแนวทั่วไป ๆ ไป แต่อริยสัจจ์ข้อที่ ๒   กับที่ ๓   คือ  ทุกขสมัย    ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทสายเกิดตลอดสาย ว่าเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ส่วนทุกขนิโรธ ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทสายดับตลอดสาย ว่าเป็นความดับทุกข์ ). ทรงแสดงอมาตาปุตติกภัย คือภัยที่แม่ลูกพลัดกัน ตามความเข้าใจของบุถุชน ( คนที่ยังหนาไปด้วยกิเลส ) ว่าได้แก่ไฟไหม้,   น้ำท้วม,    โจรปล้นและทรงชี้ว่า    บางครั้งแม่ลูกก็พบกันได้ ส่วนภัยที่แม่ลูกพลัดกัน คือความแก่   ความเจ็บ    ความตาย    ซึ่งแม่หรือลูกจะปราถนาให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่แก่    ไม่เจ็บ   ไม่ตายไม่ได้    แล้วทรงแสดงมรรคมีองค์ ๘    ว่าเป็นข้อปฏิบัติเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงภัยทั้งสามนี้. ตรัสตอบคำถามของพราหมณ์คฤหบดี ชาวบ้านพราหมณ์  ชื่อ  เวนาคปุระ   ผู้เห็นอินทรีย์และพระฉวีวรรณของพระผู้มีพระภาคบริสุทธิ์ผ่องใส จึงกราบทูลถามว่า ทรงใช้ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่    มีอาสันทิ   บัลลังก์    เป็นเต้น ได้ตามต้องการใช่หรือไม่ ทรงชี้แจงว่า ที่นั่งหรือที่นอนสูงใหญ่ แบบนั้นไม่ควรแก่สมณะ แต่มีอยู่ ๓   อย่างที่ทรงได้ตามต้องการ คือที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ ที่เป็นทิพย์ อันได้แก่การเข้าฌาน ๔ ,    ที่เป็นพรหม    อันได้แก่การเจริญพรหมวิหาร ๔   มีเมตตา   เป็นต้น,    ที่เป็นอริยะ    อันได้แก่การละ   ราคะ    โทสะ  โมหะ. ตรัสปรารภสรภปริพพาชก  ผู้เข้ามาบวชแล้วหลีกไปจากพระธรรมวินัย เที่ยวอวดอ้างว่าตนรู้ทั่วถึงธรรมของสมณศากยบุตรแล้ว เมื่อรู้ทั่วแล้ว จึงหลีกไปจากพระธรรมวินัยนั้น. พระผู้มีพระภาคจึงเสด็จไปยังอารามของปริพพาชก ถามให้สรภปริพพาชกตอบในที่ประชุมปริพพาชกว่า รู้ทั่วถึงธรรมของสมณศากยบุตรอย่างไร ถ้าบกพร่องก็จะช่วยเติมให้ ตรัสถามถึง   ๓ ครั้ง สรภปริพพาชกก็ไม่ตอบ    นั่งนิ่งเก้อเขิล ก้มหน้า จึงตรัสว่า ผู้ที่พูดโอ้อวดเช่นนี้ เมื่อตรัสสอบถามเข้า ก็มีทางไปอยู่   ๓ ทาง คือ   ๑. พูดเลี่ยงไปเลี่ยงมา   ๒. แสดงอาการโกรธเคือง  ๓. นั่งนิ่งเก้อเขิล ก้มหน้า.
ตรัสแสดงธรรมแก่ชาวนิคมเกสปุตตะแคว้นกาลามะ ผู้ทูลถามถึงสมณพราหมณ์ต่าง ๆ ที่ยกย่องวาทะของตนข่มผู้อื่น ตรัสสอนมิให้เชื่อ   ๑. โดยฟังตามกันมา  ๒. โดยนำสืบกันมา  ๓. โดยตื่นข่าวลือ  ๔. โดยอ้างตำรา  ๕. โดยนึกเดาเอา  ๖. โดยคาดคะเน  ๗. โดยตรึกตามอาการ  ๘. โดยพอใจว่าชอบแก่ความเห็นของตน   ๙. โดยเห็นว่าพอเชื่อได้  ๑๐. โดยเห็นว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา แต่ให้สอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเอง.
แล้วตรัสถามให้เห็นจริงในโทษของความโลภ    ความคิดประทูษร้าย    ความหลง   และคุณของความไม่โลภ    ไม่คิดประทุษร้าย    ไม่หลง    ตรัสเรื่องการเจริญพรหมวิหาร ๔ คือ   เมตตา ( ไมตรีจิตคิดจะให้เป็นสุข )    กรุณา   ( สงสารคิดจะช่วยให้พ้นทุกข์)    มุทิตา ( ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่ริษยา )   อุเบกขา ( วางใจเป็นกลาง )   แล้วแสดงว่า ผู้มีจิตไม่ผูกเวร ไม่พยาบาท    ไม่เศร้าหมอง    มีจิตบริสุทธิ์    ย่อมวางใจ   ( หรือเบาใจสบายใจได้ ) ๔ อย่าง    คือ    ๑. ถ้าผลของความดีความชั่วมี ตนก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ( เพราะตนทำความดี )    ๒. ถ้าผลของความดีความชั่วไม่มี ก็รักษาตัวให้มีความสุขได้ในปัจจุบัน     ๓. ถ้าทำบาปเป็นอันทำตนไม่ทำบาปก็คงจะไม่ประสบทุกข์     ๔. ถ้าทำบาปไม่เป็นอันทำ ก็เห็นตัวเองว่าบริสุทธิ์ทั้งสองทาง ( คือไม่ว่าจะทางทำบาปเป็นอันทำ หรือทำบาปแล้วไม่เป็นอันทำ ตนก็ไม่มีข้อเสียหายทางไหนเลย ) ชาวกาลามะกราบทูลเห็นด้วยกับความวางใจหรือความอุ่นใจ ๔    ประการเกี่ยวกับโลกหน้าของผู้มีจิตอันไม่ผูกเวร เป็นต้น คือ    ๑. ถ้าโลกหน้ามี    ถ้าผลแห่งกรรมดีกรามชั่วมี    ก็มีฐานะอยู่ที่เราจะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์    ๒. ถ้าโลกหน้าไม่มี    ถ้าผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วไม่มี เราก็บริหารตนให้ไม่มีเวรอยู่เป็นสุขได้ในปัจจุบัน    ๓. ถ้าทำบาปเป็นอันทำ เราไม่ได้ทำบาปก็คงจะไม่ได้รับทุกข์    ๔. ถ้าทำบาปไม่เป็นอันทำ เราก็มองเห็นตัวเองบริสุทธิ์ทั้งสองทาง. พระนันทกะแสดงธรรมสอน  สาฬหะ    หลานมิคารเศรษฐี    และโรหนะ หลานเปขุณิยเศรษฐี ( อรรถกถาว่า เขณิยเศรษฐี ) มิให้เชื่อตามที่ฟังตามกันมา เป็นต้น คล้ายคลึงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนชาวกาลามะ    ต่างแต่แสดงโลภะ   คู่กับ อภิชฌา   โทสะ    คู่กับพยาบาท   โมหะ    คู่กับอวิชชา   ( ว่าเป็นพวกเดียวกันในคู่นั้น ๆ ) แล้วแสดงถึงข้อปฏิบัติพรหมวิหาร ๔   มีเมตตา   เป็นต้น จนจิตหลุดพ้นจากอาสวะ นิพพานได้ในปัจจุบัน. พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงเรื่องกถาวัตถุ   ( เรื่องของคำพูด )   ๓ อย่าง คือถ้อยคำที่ปรารภอดีต ,    อนาคต,   และปัจจุบัน    และเรื่องบุคคลผู้ควรพูดด้วย    ไม่ควรพูดด้วย    พึงทราบด้วยการเผชิญถ้อยคำ    คือปัญหาที่ควรตอบแง่เดียว ,    ควรตอบแยกตามเหตุผล ( หลายแง่ ),   ควรย้อนถาม    หรือความระงับไว้ไม่ตอบ  ถ้าบุคคลไม่ตอบตามที่ควร    ก็ไม่ควรพูดด้วย    ถ้าตอบตามที่ควร    ก็ควรพูดด้วย    นอกจากนั้นยังทรงแสดงผู้ควรพูดด้วย    ไม่ควรพูดด้วย ที่มีลักษณะอื่น ๆ อีก.
ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายว่า   ถ้านักบวชลัทธิอื่นถามว่า    ราคะ  โทสะ   โมหะ    ต่างกันอย่างไร    พึงตอบว่า   ราคะมีโทษน้อย    แต่คลายช้า ,    โทสะมีโทษมาก    แต่คลายเร็ว,    โมหะมีโทษมาก    และคลายช้า.   สุภนิมิต ( เครื่องหมายที่สวยงาม )    ทำราคะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น    ที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น.    ปฏิฆนิมิต ( เครื่องหมายที่ทำให้ขัดใจ )    ทำโทสะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น    ที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น.    อโยนิโส มนสิการ   ( การไม่ทำไว้ในใจคือไม่พิจารณาโดยแยบคาย )    ทำโมหะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น. ทรงแสดงโลภะ    โทสะ   โมหะ  ว่าเป็นอกุศลมูล    ( มูลรากแห่งอกุศล )   อโลภะ    อโทสะ   อโมหะ    ว่าเป็นกุศลมูล   ( มูลรากแห่งกุศล )
ทรงแสดงธรรมแก่นางวิสาขา  เรื่องอุโบสถ   ๓ อย่าง คือ  โคปาลอุโปสถ   ( อุปโบสถ   หรือการรักษาศีล    หรือจำศีลแบบคนเลี้ยงโค )    ได้แก่การรักษาอุโบสถด้วยความโลภ    คิดแต่จะกินสิ่งนั้นสิ่งนี้ เหมือนคนเลี้ยงโค    คิดแต่เรื่องการหากินของโค   นิคคัณฐอุโบสถ   ( อุโบสถของนักบวชพวกนิครนถ์ ) ได้แก่อุโบสถแบบนิครนถ์    คือเว้นชักชวนให้จากการฆ่าสัตว์เจาะจงอุทิศ    เจาะจงบางประเภท    ไม่นุ่งผ้าด้วยคิดว่าหมดกิเลส ชักชวนให้พูดปดในสมัยที่ควรชักจูงให้พูดจริง บริโภคของที่ไม่มีผู้อื่นให้ ( ไม่ได้ประเคน )    ในเวลารุ่งเช้า อุโบสถทั้งสองแบบนี้ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก. ส่วนอุโบสถประเภทที่   ๓ คือ    อริยอุโบสถ   ( อุโบสถแบบพระอริยเจ้า ) ได้แก่เพียรชำระจิตที่เศร้าหมองด้วยความพยายาม    และระลึกถึง ( คุณของ ) พระพุทธเจ้า ,   ระลึกถึง ( คุณของ ) พระธรรม ,  ระลึกถึง ( คุณของ ) พระสงฆ์ ,    ระลึกถึงศีลของตน ,    ระลึกคุณที่ทำให้เป็นเทวดา และพิจารณาองค์อุโบสถทีละข้อซึ่งตนตั้งใจรักษาคืนหนึ่งกับวันหนึ่งเทียบกับพระอรหันต์. แล้วตรัสแสดงอานิสงส์ของอริยอุโบสถว่า มากยิ่งกว่าการครองราชย์ในชนบททั้งสิบหก.

    ๓. พระอานนท์โต้ตอบกับฉัทปริพพาชก    
อธิบายการละราคะ    โทสะ   โมหะ    พร้อมทั้งข้อปฏิบัติเพื่อละให้ฟัง ปริพพาชกกล่าวชมเชย.
  พระอานนท์โต้ตอบกับคฤหบดีคนหนึ่ง   ผู้เป็นสาวกของชีวกผู้ถามว่า ใครกล่าวธรรมไว้ดีแล้ว    ใครปฏิบัติในโลก    ใครเป็นพระสุคต ( ผู้ไปดี )    ในโลก. พระอานนท์ถามว่าผู้ใดแสดงธรรมเพื่อละราคะ   โทสะ   โมหะ    ผู้นั้นจะเชื่อว่ากล่าวธรรมไว้ดีแล้วหรือไม่ ตอบว่า กล่าวธรรมไว้ดีแล้ว. ถามว่า ผู้ใดปฏิบัติเพื่อละราคะ    โทสะ  โมหะ   ผู้นั้นชื่อว่าปฏิบัติในโลกหรือไม่ ตอบว่า ใช่ ถามว่าผู้ใดละราคะ    โทสะ   โมหะ    ได้เด็ดขาด ผู้นั้นชื่อว่าเป็นพระสุคตในโลกหรือไม่ ตอบว่า เป็น. พระอานนท์จึงตอบสรุปว่า เป็นอันท่านตอบปัญหาของท่านด้วยตนเองแล้ว. คฤหบดีสาวกของอาชีวกก็ชมเชยว่า แสดงธรรมไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น จึงแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยตลอดชีวิต.
พระผู้มีพระภาค  ทรงหายประชวรจากไข้ไม่นานนัก มหานามศากยะ ( พี่พระอนุรุทธเถระ มีศักดิ์เป็นน้องพระผู้มีพระภาค ) เข้าไปเฝ้ากราบทูลถามปัญหาเรื่องสมาธิกับญาณ อย่างไหนจะเกิดก่อน. พระอานนท์เกรงจะเป็นการรบกวนพระผู้มีพระภาค จึงจับแขนชวนมหานามศากยะไปสนทนากันที่อื่น แล้วกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงศีล    สมาธิ   ปัญญา    ไว้อย่างที่เป็นเสขะ   ( ของผู้ยังศึกษา ) ทั้งที่เป็นอเสขะ   ( ของผู้ไม่ต้องศึกษา คือที่เป็นพระอรหันต์ ) พร้อมทั้งแสดงรายการเรื่องศีล    สมาธิ   ปัญญา    ที่เป็นเสขะ.
พระอานนท์แสดงธรรมแก่เจ้าลิจฉวี ๒ องค์  คือ อภัยกับปัณฑิตกุมารกะ ผู้เล่าถึงเรื่องนิครนถนาฏบุตร ผู้ปฏิญญาถึงญาณทัสสนะของตนเองว่ารู้รอบไม่มีส่วนเหลือไม่ว่าจะเดิน,    ยืน,   หลับ,   ตื่น    ญาณทัสสนะจะปรากฏติดต่อสมบูรณ์ตลอดเวลา. นิครนถนาฏบุตรนั้นบัญญัติความสิ้นสุดแห่งกรรมเก่าด้วยตบะ ( ความเพียร ทรมานตน ),    การชักสะพาน ( งดเว้น เลิกทำ )    กรรมใหม่ด้วยการไม่ทำ,    เพราะสิ้นกรรม    ก็สิ้นทุกข์    เพราะสิ้นทุกข์    จึงสิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ความทุกข์ทั้งปวงจึงหมดสิ้นไป ความก้าวล่วงทุกข์ ย่อมมีได้ด้วยความบริสุทธิ์อันไม่เสื่อมโทรม เห็นได้ด้วยตนเองดังนี้ ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร. พระอานนท์ตอบว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนิชชราวิสุทธิ (ความบริสุทธิ์อันไม่ชรา ไม่เสื่อมโทรม )   ๓ ประการ    เพื่อดับทุกข์ เพื่อทำให้แจ้งด้วยนิพพาน คือภิกษุตั้งอยู่ในศีล ( ปาฏิโมกข์ ),   เจริญฌาน ๔   ( สมบูรณ์ด้วยสมาธิ ),    ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ    และปัญญาวิมุติ    อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน. สองมาณพก็ชื่นชมภาษิตของพระเถระ.
พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงธรรมแก่พระอานนท์ว่า ท่านทั้งหลายจงอนุเคราะห์ญาติมิตรสายโลหิตให้ตั้งอยู่ในความเชื่ออันไม่หวั่นไหวในพระรันตตรัย.
พระผู้มีพระภาคทรงตอบคำถามของพระอานนท์   ผู้กราบทูลถามเรื่องเหตุที่ให้มีภพ ( คือความมีความเป็น ) โดยทรงชี้ว่า  กรรมเป็นนา,    วิญญาณเป็นพืช,    ตัญหาเป็นยางเหนียว ( ในพืช ).      ตรัสชมเชยพระอานนท์ว่า   เป็นพระเสขะ    ยากที่จะมีผู้เสมอในทางปัญญา เมื่อตรัสเรื่องศีล,   พรต,    พรหมจรรย์   เป็นต้นว่า มีแก่นสาร   มีผลทุกอย่างหรือ พระอานนท์ตอบแบ่งว่า อย่างไหนเมื่อเสพเข้าอกุศลธรรมเจริญ อย่างนั้นก็มีแก่นสาร มีผล. ตรัสตอบคำถามของพระอานนท์เรื่องกลิ่นที่ไปได้ทั้งตามลมและทวนลม โดยทรงชี้ไปที่กลิ่นศีล.
ตรัสแสดงธรรมแก่พระอานนท์   เรื่องโลกธาตุขนาดเล็ก จำนวนพัน,   ขนาดกลางจำนวน    ๒ พัน   ขนาดใหญ่ จำนวน    ๓ พัน   มีพระจันทร์    พระอาทิตย์   จำนวนพัน ๆ.

    ๔. พระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงกรณียกิจของสมณะ   
คือการสมาทานอธิศีล,    อธิจิต,   และอธิปัญญา.  อรรถกถา   อธิบายว่า อธิศีล   อธิจิต    อธิปัญญาไว้น่าฟังมาก คือกล่าวว่า เรื่องนี้ก็คือ เรื่องของศีล   การรักษา    กายวาจาให้เรียบร้อย    จิตที่ประกอบด้วยคุณธรรมคือสมาธิ และปัญญาความรอบรู้นั้นเอง ถ้าจะรู้ว่าเป็น   “ อธิ ”    คือ   “ ยิ่ง ”    ก็ให้ตั้งเกณฑ์ศีล ,  จิต หรือปัญญาธรรมดา แล้วเทียบกับศีล จิต ปัญญา ที่สูงกว่า อันที่สูงกว่า ก็เป็นอธิศีล   อธิจิต  อธิปัญญา    เช่นเมื่อเทียบกับศีล ๕    ศีล ๑๐,  ก็เป็นอธิศีล,    เมื่อเทียบกับศีล ๑๐ ,  ปาริสุทธิศีล ก็เป็นอธิศีล,    เมื่อเทียบกับโลกิยศีล ,  โลกุตตรศีล ก็เป็นอธิศีล;    เมื่อเทียบกับกามาวจรจิต, รูปาวจรจิตก็เป็นอธิจิต,    เมื่อเทียบกับรูปาวจรจิต,    อรูปาวจรจิตก็เป็นอธิจิต ดังนี้เป็นต้น ).
ตรัสแสดงธรรมเรื่องลาเดินตามหลังโค  ร้องว่า  ฉันเป็นโค  ฉันเป็นโค แต่สีกาย เสียง และรอยเท้าก็ไม่เหมือนของโคฉันใด ภิกษุบางรูปที่เดินตามหลังภิกษุสงฆ์ กล่าวว่า  ฉันเป็นภิกษุ  ฉันเป็นภิกษุ  แต่ความพอใจในการสมาทาน  อธิศีล,  อธิจิต ,   อธิปัญญา ของภิกษุนั้น ย่อมไม่เหมือนของภิกษุเหล่าอื่น จึงได้แต่ตามหลังเท่านั้น.
ตรัสแสดงเรื่องกิจที่ควรทำก่อนของผู้ครองเรือนที่เป็นชาวนา ๓ อย่าง  คือ   ๑. ไถพื้นให้ดี  ๒.ปลูกพืชโดยกาลอันสมควร  ๓. นำน้ำมา ( ไขน้ำเข้านา ) โดยสมัยอันสมควร ทรงเปรียบเทียบด้วยกิจที่ควรทำก่อนของภิกษุ    ๓ อย่าง คือ    การสมาทานอธิศีล,  อธิศีล,    อธิปัญญา.
ตรัสสอนภิกษุวัชชีบุตร  ผู้ปรารภว่าสิกขาบท ๑๕๐    ( เท่าที่บัญญัติไว้ในครั้งนั้น แต่ต่อมายังทรงบัญยัติไว้มากกว่านั้น ) ซึ่งมาสู่อุทเทสทุกกึ่งเดือน ( คือที่สวดปาฏิโมกข์ทบทวนกันทุกกึ่งเดือน ) มากไป  ไม่สามารถจะรักษาได้. พระองค์ตรัสถามว่า เธอจะสามารถศึกษาในสิกขา   ๓ คือ   อธิศีลสิกขา  อธิจิตสิกขา  อธิปัญญาวิกขาได้หรือไม่. เมื่อกราบทูลตอบว่า  รักษาได้ จึงตรัสว่า  เมื่อเธอศึกษา  อธิศีล   เป็นต้นแล้ว  ก็จะละราคะ  โทสะได้  ไม่ทำ  ไม่เสพอกุศล.
ตรัสตอบคำถามของภิกษุรูปหนึ่ง  เรื่องพระเสขะ  ว่าได้แก่ผู้ศึกษาอธิศีล  อธิจิต และอธิปัญญา .
ตรัสแสดงว่า พระโสดาบัน  เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล ทำพอประมาณในสมาธิ ทำพอประมาณในปัญญา แต่ก็อาจต้องอาบัติเล็กน้อยได้ มี   ๓ ประเภท คือ    เพราะสิ้นสัญโญชน์ .  ๓ จึงจะท่องเที่ยวไปในเทพและมนุษย์อย่างมากเพียง ๗ ครั้งก็ทำที่สุดทุกข์ได้,    ท่องเที่ยวไปสู่ ๒ - ๓ สกุล      ( ๒ - ๓ ชาติ ) ก็ทำที่สุดทุกข์ได้,  เกิดเป็นมนุษบ์อีกครั้งเดียวก็ทำที่สุดสุกข์ได้. ทรงแสดงพระ สกทคามี   พิเศษออกไปว่า เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๓    และเพราะมีราคะ   โทสะ  โมหะน้อยลง ( กว่าพระโสดาบัน ) จึงจะมาสู่โลกนี้ เพียงครั้งเดียวแล้วทำที่สุดทุกข์ได้. ทรงแสดง พระอนาคามี ว่าทำให้บริบูรณ์ในศีล ,  ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ,    ทำพอประมาณในปัญญา    เพราะสิ้นสัญโญชน์ ๕ )    เพิ่มการละกามราคะ    ความกำหนัดในกาม    และปฏิฆะ  ความขัดใจ  รวมเป็นข้อที่    ๔ และที่   ๕ จึงเป็นพระอนาคามีประเภทใดประเภทหนึ่งใน    ๕ ประเภท คือ   ๑. อุทธังโสโต   อกนิฏฐคามี   ( ผู้มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ )   ๒. สสังขารปรินิพพานยี ( ดับกิเลสในภพที่เกิด ต้องใช้ความพยายาม )   ๓. อสังขารปรินิพพานยี ( ดับกิเลสในภพที่เกิดโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม )   ๔. อุปหัจจปรินิพพานยี ( มีอายุเกินกึ่ง   จึงดับกิเลส คำว่า ดับกิเลส หมายถึงบรรลุอรหัตตผล    เพ่งถึงกิเลสปรินิพพาน อนึ่ง คำอธิบายของอรรถกถาอังคุตตรนิกาย  ตรังนี้คำบาลีเคลื่อนคลาด อาจทำให้ตีความหมายผิด )   ๕. อัตราปรินิพพายี   ( มีอายุไม่ถึงกึ่งดับกิเลสได้ ). แล้วตรัสแสดงถึงท่านผู้ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ  อันไม่มีอาสวะ   ( พระอรหันต์ )   ว่าเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล , สมาธิ, และปัญญา.  ตรัสอธิบาย   การมีศีล  สำรวมในพระปาฏิโมกข์    ว่าเป็นอธิศีลสิกขา,    การเจริญฌาน ๔    ว่าเป็นอธิจิตตสิกขา ,    การรู้อริยสัจจ์ ๔ ตามเป็นจริงว่าเป็นอธิปัญญาสิกขา.   อีกนัยหนึ่งทรงแสดง การทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ ว่าเป็นอธิปัญญาสิกขา.
ตรัสสอนภิกษุกัสสปโคตร ผู้อยู่ในนิคมปังกธา   ถึงภิกษุที่พระองค์ตรัสสรรเสริญและไม่ตรัสสรรเสริญ แม้เป็นภิกษุหนุ่มถ้าใคร่การศึกษา สรรเสริญการศึกษา ชักชวนเพื่อการศึกษา เป็นต้น ก็ตรัสสรรเสริญ.

    ๕. ตรัสถึงกิจรีบด่วน    
ของผู้ครองเรือนที่เป็นชาวนา ๓ ประการ   คือการไถ ,    การปลูกพืช,    และการไขน้ำเข้านาเทียบด้วยสิกขา
๓. ตรัสแสดงการบัญญัติปวิเวก   ( ความสงัด ) ๓ ประการของนักบวชลัทธิอื่น คือ    จีวรวิเวก ( ความสงัดจากกิเลสที่เกิดขึ้น เพราะผ้านุ่งห่ม )  ปิณฑปาตวิเวก ( ความสงัดจากกิเลสที่เกิดขึ้นเพราะอาหาร )   เสนาสนปวิเวก ( ความสงัดจากกิเลสที่เกิดขึ้น เพราะที่อยู่อาศัย ) โดยกำหนดการใช้ผ้านุ่งห่มการบริโภคอาหาร ที่อยู่อาศัยอย่างนั้นอย่างนี้. ส่วนปวิเวกในพระธรรมวินัยมี    ๓ อย่าง คือ    ๑. มีศีล ละความทุศีลได้ สงัดจากกิเลสเพราะเหตุนั้น     ๒. มีความเห็นถูก ละความเห็นผิดได้ สงัดจากกิเลสเพราะเหตุนั้น   ๓. สิ้นอาสวะ ละอาสวะได้ สงัดจากกิเลสเพราะเหตุนั้น.
ทรงแสดงการที่ภิกษุละสัญโญชน์ ๓ ได้  ต่อมา นำตนออกจากอภิชฌา ( ความโลภ ) พยาบาท ( ความคิดปองร้าย ) ได้,   เจริญฌานที่ ๑ ได้ ถ้าสิ้นชีวิตในสัมยนั้นก็จะไม่ม่สู่โลกนี้ ( เป็นพระอนาคามี ).
ทรงแสดงบริษัท   ๓ ประเภท   คือ ที่เลิศ,    ที่เป็นพรรค เป็นพวก ,    ที่สามัคคีกัน.
ทรงแสดงม้าอาชาไนย   ที่ควรแก่พระราชา คือสมบูรณ์ด้วยผิวพรรณ,  กำลัง ,    และฝีเท้า  เทียบด้วยภิกษุมีศีล,    มีความเพียร,    มีปัญญารู้อริยสัจจ์ ๔    ตามเป็นจริง.
อีกนัยหนึ่งเทียบด้วยภิกษุ   มีศีล,   มีความเพียร,  ละสัญโญชน์ ๕ ได้ ( เป็นพระอนาคามี ) .
อีกนัยหนึ่งเทียบด้วยภิกษุ   มีศีล,   มีความเพียร,  ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ    อันไม่มีอาสวะ.
ทรงแสดงว่าผ้าเปลือกไม้   แม้จะใหม่,   ปานกลาง ,    หรือเก่า   ก็มีสีทราม    มีสัมผัสหยาบ   มีราคาถูก    ถ้าเป็นผ้าเก่า เขาก็ใช้เป็นผ้าเช็ดหม้อ    หรือทิ้งที่กองขยะเปรียบเหมือนภิกษุผู้ทุศีล    ไม่ว่าจะเป็นภิกษุใหม่    ปานกลาง,   หรือผู้เฒ่า    การที่ทุศีลเทียบด้วยมีสีทราม,    ทำคนที่คบหาให้ขาดประโยชน์มีทุกข์    เทียบด้วยมีสัมผัสหยาบ,    การรับปัจจัย ๔    ซึ่งไม่มีผลมากแก่ผู้ถวาย    เทียบด้วยมีราคาถูก.    ส่วนผ้ากาสีตรงกันข้าม    มีสีดี   มีสัมผัสนุ่มนวล    มีราคาแพง    แม้เก่าแล้วเขาก็ใช้ห่อรันตะ    หรือใส่ไว้ในกรักของหอม.    แล้วทรงเทียบด้วยภิกษุผู้มีศีล ในทางตรงกันข้ามกับภิกษุผู้ทุศีล. ในที่สุดตรัสสอนให้เป็นอย่างผ้ากาสี อย่าเป็นอย่างผ้าเปลือกไม้
ตรัสสอนว่าบุคคลทำกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเดียวกัน   แต่กรรมส่งผลให้บางคนไปสู่นรก บางคนได้รับผลในปัจจุบันเพียงเล็กน้อยไม่มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่แกการที่บุคคลอบรมกาย    อบรมศีล   อบรมจิต    อบรมปัญญาหรือไม่    เปรียบเหมือนเอาเมล็ดเกลือใส่ลงในจอกน้ำเล็ก ๆ น้ำในจอกนั้นก็เค็มได้ แต่ถ้าใส่ลงไปในแม่น้ำคงคาก็ไม่เค็ม เพราะเป็นห่วงน้ำใหญ่ .
ทรงแสดงอุปกิเลส ( เครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ( ดูที่พระสุตตันตะ เล่ม ๒ หน้า ๓ )   ของภิกษุผู้บำเพ็ญสมาธิ   ว่ามี ๓ ชั้น คืออย่างหยาบ    ได้แก่ทุจจริตกาย   วาจา    ใจ,    อย่างกลางได้แก่ความตรึก ( วิตก ) ในกาม   ในการคิดปองร้าย    ในการเบียดเบียน ,    อย่างละเอียด    ได้แก่ความตรึกถึงชาติ    ความตรึกถึงชนบท และความตรึกที่ไม่ต้องการให้ใครดูหมิ่น เปรียบเหมือนเครื่องเศร้าหมองของเงินทองมีทั้งอย่างหยาบ    อย่างกลาง    และอย่างละเอียด แล้วทรงแสดงถึงการที่จิตเป็นสมาธิ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เป็นเหตุให้บรรลุอภิญญา ๖ คือ     ๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้     ๒. ทิพพโสต หูทิพย์    ๓. เตโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่น     ๔. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได้    ๕. จุตูปปาตญาณ มีทิพยจักษุ เห็นความตายความเกิดของสัตว์ทั้งหลาย และ    ๖. อาสวักขยญาณ บรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ.
ทรงแสดงว่าภิกษุผู้บำเพ็ญสมาธิ  พึงใส่ใจนิมิต ( เครื่องหมายในจิตใจ ) ๓ อย่าง โดยกาลอันสมควร ได้แก่สมาธินิมิต (เครื่องหมายคือสมาธิหรือความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ) ปัคคาหนิมิต ( เครื่องหมายคือความเพียร ) อุเบกขานิมิต ( เครื่องหมายคือความวางเฉย ). ถ้าใส่ใจแต่สมาธินิมิตอย่างเดียว จิตก็จะน้อมไปเพื่อความเกียจคร้านได้,    ถ้าใส่ใจแต่ปัคคาหนิมิตอย่างเดียว จิตก็น้อมไปเพื่อความฟุ้งสร้านได้. ถ้าใส่ใจแต่อุเบกขานิมิตอย่างเดียว จิตก็ไม่พึงตั้งมั่นโดยชอบ เพื่อสิ้นอาสวะได้ . ต่อเมื่อใส่ใจนิมิตทั้งสามโดยกาลอันสมควร จิตจึงอ่อน ควรแก่การงาน ผ่องใสตั้งมั่นโดยชอบเพื่อสิ้นอาสวะ เปรียบเหมือนช่างทองที่หลอมทองเงิน ย่อมสูบ ( เป่าลม ) โดยกาลอันสมควร,    พรมน้ำโดยกาลอันสมควร,    วางเฉยโดยกาลอันสมควร.

------------------------------------------------------------      

๑. ข้อนี้นักดาราศาสตร์คงจะพอใจที่พบว่า หลักฐานเมื่อ ๒๕๐๐ ปีมาแล้ว แสดงว่าพระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่ายังมีโลกอื่นมีพระจันทร์ พระอาทิตย์อื่นอีกมาก

๒. สัญโญชน์ ๓    คือสักกายทิฏฐิ    ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน    วิจิกิจฉา    ความสงสัยในพระรัตนตรัย และสีลัพพตปรามาส    การลูบคลำศีลและพรต    คือถือโชคลาง    หรือติดในลัทธิพิธี

๓. สำนวนตรงนี้ก็คือ ละกามราคะ กับปฏิฆะ อันเป็นสัญโญชน์อีก ๒ ข้อ ได้ แต่ใช้คำอื่นแทน

๔. พระพุทธภาษิตนี้ แสดงว่าคนทำกรรมเหมือนกัน แต่ได้รับผลไม่เหมือนกัน เพราะพื้นฐานภายในของบางคนเปรียบเหมือนจอกใส่น้ำเล็ก ๆ เอาเกลือใส่ลงไปก็เค็มได้ แต่ของบางคนเหมือนแม่น้ำ เกลือที่ใส่ลงไปทำให้เค็มไม่ได้ นับว่าน่าพิจารณามาก

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑-๒๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook