บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
(หน้า ๑   หน้า ๒  หน้า ๓  หน้า ๔  หน้า ๕   หน้า ๖)

หน้า ๓

เล่มที่ ๒๒ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต

      พระไตรปิฎกเล่มนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ตอน คือตอนที่ ๑ ชื่อปัญจกนิบาต ว่าด้วย ธรรมะจำนวน ๕ ตอนที่ ๒ ชื่อฉักกนิบาต ว่าด้วยธรรมะจำนวน ๖.

ทุติยปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๓

      ( ในหมวดนี้มี มี ๕ วรรค วรรคที่ ๑ ชื่อผาสุวิหารวรรค ว่าด้วยความอยู่เป็นผาสุก. วรรคที่ ๒ ชื่ออันธกวินทวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในเมืองอันธกวินทะ. วรรคที่ ๓ ชื่อคิลานวรรค ว่าด้วยคนใช้. วรรคที่ ๔ ชื่อราชวรรค ว่า ด้วยพระราชา. วรรคที่ ๕ ชื่อติกัณฑกีวรรค ว่าด้วยเหตุการณ์ในป่าติกัณฑกี ).

๑. ตรัสแสดงธรรมะที่ทำให้แกล้วกล้า ๕ อย่าง

คือการที่มีศรัทธา, มีศีล, มีการสดับตรับฟังมาก, ปรารภความเพียร, มีปัญญา.

ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ทำให้ถูกรังเกียจว่าเป็น ภิกษุชั่ว แม้จะเป็นพระอรหันต์ก็ไม่พ้นถูกรังเกียจ คือ ๑. เที่ยวไปในที่อยู่ของหญิงแพศยา ๒. เที่ยวไปในที่อยู่ของหญิงหม้าย ๓. เที่ยวไปในที่อยู่ของสาวใหญ่ ( โบราณเรียกว่าหญิงเทื้อ ) ๔. เที่ยวไปในที่อยู่ของกะเทย ๕. เที่ยวไปในที่อยู่ของนางภิกษุณี. ( อรรถกถาแก้ว่า ไปเสมอ ๆ อันแสดงว่า ถ้ามีธุระเป็นกิจจะลักษณะ และมีเหตุสมควรไปได้ ).

ตรัสว่า ภิกษุชั่วเปรียบเหมือนโจร อาศัยสิ่งต่าง ๆ ๕ อย่าง มีทาง อันไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น ( ทางไม่สม่ำเสมอเทียบด้วยการกระทำทางกาย วาจา ใจ อันไม่สม่ำเสมอคล้ายกับที่ย่อไว้ในเล่มที่ ๒๒ ว่า ภิกษุชั่วก็ประกอบด้วยองค์ ๓ คืออาศัยทางอันไม่สม่ำเสมอ เทียบด้วยการกระทำทางกาย วาจา ใจ อันไม่ เรียบร้อย อาศัยป่าชัฏ เทียบด้วยมีความเห็นผิด อาศัยกำลัง เทียบด้วยอาศัยพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชา ( สนับสนุน ).

ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง เป็นสมณะละเอียดอ่อน คือ ๑. มีคนข้อร้องจึงบริโภคปัจจัย ๔ มาก ไม่มีคนขอร้องก็บริโภคน้อย ๒. เพื่อนพรหมจารีประพฤติต่อเธอด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันน่าพอใจ นำเข้าไปแต่สิ่งที่น่าพอใจโดยมาก ในทางไม่น่าพอใจน้อย ๓. มีโรคน้อย ๔. เข้าฌานที่ ๑ ถึง ๔ ได้ตามปรารถนา ๕. ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ. ทรงแสดงว่า เมื่อกล่าวโดยชอบก็อาจกล่าวถึงพระองค์ได้ว่า สมณะละเอียดอ่อน.

ทรงแสดงการอยู่เป็นสุข ๕ อย่าง คือตั้งกายกรรม, วจีกรรม, มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา, มีศีลอันดีงามเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารี, มีความเห็นอันดีเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารี.

ตรัสกะพระอานนท์ว่า เพียงด้วยเหตุข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ภิกษุสงฆ์ก็จะพึงอยู่ ผาสุกคือ ๑. ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลด้วยตนเอง ไม่ทำผู้อื่นให้เป็นไป ( ตั้งอยู่ ) ในอธิศีล๒. ภิกษุเพ่งเล็งตัวตนเอง ไม่เพ่งเล็งบุคคลอื่น ๓. ภิกษุไม่มีใครรู้จักมาก แต่ก็ ไม่สะดุ้งกลัวด้วยข้อนั้น ๔. ได้ฌานที่ ๑ ถึงที่ ๔ ตามปรารถนา ๕. ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ.

ทรงแสดง ศีล, สมาธิ, ปัญญา, วิมุตติ, วิมุตติญาณทัสสนะว่า ทำให้ภิกษุ เป็นผู้ควรของคำนับ ของต้อนรับ เป็นเนื้อนาบุญของโลก.

และตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างชื่อว่าเป็นผู้ไม่ติดขัดใน ๔ ทิศ คือมีศีล, มีการสดับตรับฟัง, ยินดีด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้, ได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ

และทรงแสดงว่า ภิกษุเช่นนั้นควรเสพเสนาสนป่าอันสงบ.

๒. ตรัสว่า ภิกษุผู้เข้าสกุล ( เข้าไปฉันเป็นประจำ ) ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง

ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจในสกุล คือสนิทสนมกับผู้ไม่คุ้นเคย, ไม่เป็นใหญ่ แต่ทำเป็นเจ้ากี้เจ้าการ, ชอบคนสกุล ที่แตกกัน, ชอบกระซิบที่หู, ขอมากเกินไป. แล้วทรงแสดงฝ่ายดีในทางตรงกันข้าม.

ตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ไม่ควรถือเอาเป็นปัจฉาสมณะ ( พระ เดินตามหลัง ) คือไปไกล หรืใกล้เกินไป, ไม่รับสิ่งที่มีอยู่ในบาตร, ไม่ห้ามเมื่อพูดใกล้จะเป็นอาบัติ, พูดขัดใน ระหว่างที่กำลังพูด, มีปัญญาทราม แล้วทรงแสดงฝ่ายดีในทางตรงกันข้าม.

ตรัสว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่างไม่ควรเข้าสัมมาสมาธิ คือไม่อดทนต่อรูป, เสียง, กลิ่น, รส, โผฏฐัพพะ แล้วทรงแสดงฝ่ายดีในทางตรงกันข้าม.

ตรัสสอนพระอานนท์ให้ชักชวนภิกษุบวชใหม่ให้ตั้งอยู่ในธรรม ๕ ประการ คือให้มีศีล สำรวมในพระปาฏิโมกข์, ให้สำรวมอินทรีย์ ( มีตา หู เป็นต้น ), ให้พูดแต่น้อย, ให้เสพเสนาสนะอันสงัด,ให้มี ความเห็นชอบ.

ตรัสว่า นางภิกษุณีประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ย่อมตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เหมือนถูกนำไปตั้งไว้ คือตระหนี่อาวาส, ตระหนี่สกุล ( ไม่อยากให้สกุลที่เกี่ยวข้องกับตนอุปการะผู้อื่น ), ตระหนี่ ลาภ, ตระหนี่ความดี ( ทนฟังเขาสรรเสริญผู้อื่นไม่ได้ ), ตระหนี่ธรรม ( ไม่สอนธรรมแก่ผู้อื่น ) หรือตรงกันข้าม.

ตรัสว่า ธรรม ๕ อย่างที่เจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อพระนิพพาน คือเห็นว่าไม่งามในกาย, กำหนดหมายว่าน่าเกลียดในอาหาร, ว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง, ว่าไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง, กำหนดหมาย ในความตาย.

กับแสดงความชั่วความดีของนางภิกษุณี ผู้จะชื่อว่าตกนรกหรือ ขึ้นสวรรค์อีกหลายนัย.

๓. ตรัสสอนภิกษุไข้ว่า ถ้ามีธรรม ๕ อย่างก็มีหวังว่าจะทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติไม่นาน

คือพิจารณาเห็นในกายว่าไม่งาม, กำหนดหมายว่าปฏิกูลในอาหาร, กำหนดหมายว่าไม่น่า ยินดีในโลกทั้งปวง, พิจารณาเห็นในสังขารทั้งปวงว่าไม่เที่ยง, กำหนดหมายในความตาย.

ตรัสว่า ภิกษุหรือภิกษุณีผู้เจริญธรรมะ ๕ อย่าง ย่อมหวังผลได้ ๒ อย่าง คืออรหัตตผลในปัจจุบัน หรือถ้ายังมีกิเลสเหลือก็จะได้เป็นพระอนาคามี คือตั้งสติภายในเพื่อมีปัญญาเห็นความเกิดดับแห่ง ธรรม นอกนั้นเหมือนข้อธรรมของภิกษุไข้ข้อ ๑ ถึง ๔.

ตรัสถึงคนไข้ที่พยาบาลยากและพยาบาลง่าย คนพยาบาลไข้ที่ไม่ดีและดี (แปลไว้ละเอียดแล้วในข้อความน่ารู้จากไตรปิฎก ) หมายเลข ๔๕. คนไข้ที่พยาบาลยากและพยาบาลง่าย,และหมายเลข ๔๖.ด้วย

ทรงแสดงธรรมที่ตัดรอนอายุ ๕ ประการ คือทำสิ่งที่ไม่สบาย, ไม่รู้ประมาณในสิ่งที่สบาย, กินของที่ไม่ย่อย ( ย่อยยาก ), เที่ยวไปผิดเวลา, ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ แล้วทรงแสดงธรรมที่ให้อายุยืน ในทางตรงกันข้าม

กับทรงแสดงธรรมะที่ตัดรอนและทำให้อายุยืน อื่นอีก เปลี่ยนแต่ ตอนท้าย ๒ ข้อ คือ ๔. ทุศีล ๕. คบคนชั่วเป็นมิตรหรือตรงกันข้าม.

ทรงแสดงว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ อย่าง ไม่ควรอยู่ตามลำพังแยกจาก พระสงฆ์ คือไม่สันโดษ ด้วยปัจจัย ๔ และมากด้วยความตรึกในกาม กับทรงแสดงฝ่ายดีที่ตรงกันข้าม.

ทรงแสดงทุกข์ของสมณะ ๕ อย่าง คือไม่สันโดษด้วยปัจจัย ๔ กับ ประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่ยินดี ส่วนสุขของสมณะตรงกันข้าม.

ทรงแสดงบุคคล ๕ ประเภทที่จะต้องไปอบายนรกอย่างไม่มีทางแก้ คือผู้ฆ่ามารดา. ฆ่าบิดา, ฆ่าพระอรหันต์, ทำให้พระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อด้วยจิตคิดประทุษร้าย, ทำสงฆ์ให้แตกกัน.

ทรงแสดงความเสื่อม ๕ อย่าง คือความเสื่อมญาติ, เสื่อมทรัพย์, เสื่อม เพราะโรค, เสื่อมศีล, เสื่อมเพราะทิฏฐิ แล้วตรัสว่า ๓ ข้อต้น ไม่ทำให้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบําต นรก แต่ความเสื่อมศีล, เสื่อมเพราะ ทิฏฐิ ทำให้เขาถึงอบาย เป็นต้น แล้วทรงแสดงความถึงพร้อมในทางตรงกันข้าม และว่า ๒ ข้อหลังทำให้เข้าถึงโลกสวรรค์.

๔. ทรงแสดงองค์ ๕ ว่า ทำให้พระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงหมุนจักรไปได้

โดยไม่มีใครหมุนกลับ และทำให้พระตถาคตหมุนธรรมจักรไปได้ ไม่มีใครหมุนกลับ คือความเป็นผู้รู้อรรถ, รู้ธรรม, รู้ประมาณ, รู้กาล, รู้บริษัท ( ประชุมชน ). และ

ทรงแสดงว่า องค์ ๕ นี้ ทำให้โอรสของพระเจ้าจักรพรรดิ์ทำได้เช่น เดียวกับพระราชบิดาและทำให้พระสาริบุตรทำได้เช่นพระตถาคต.

ต่อจากนั้นทรงแสดงคุณธรรม ของพระเจ้าจักรพรรดิ์เทียบกับของพระ ตถาคต คุณธรรมของพระราชา, คุณธรรมของเชฏฐโอรสแห่งพระราชา เทียบกับของภิกษุ .

ทรงแสดงถึงผู้หลับน้อยตื่นมาก ๕ ประการ (แปลไว้ละเอียดแล้วในข้อความน่ารู้จากไตรปิฎก ) หมายเลข ๔๙. ผู้หลับน้อยตื่นมากในยามราตรี

ทรงแสดงถึงช้างของพระราชา ที่อดทนต่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เทียบด้วยภิกษุผู้มีคุณธรรมเช่นนั้น

และแสดงคุณสมบัติ อื่นอีก เช่น รู้จักฟัง, รู้จักฆ่า, รู้จักรักษา, รู้จักอดทน, รู้จักไป เทียบคุณธรรมของภิกษุ.

๕. ทรงแสดงบุคคล ๕ ประเภท

คือให้แล้วดูหมิ่น, อยู่ด้วยกันแล้วดูหมิ่น, มีหน้ารับเอา ( หูเบาเชื่อง่าย ), โลเล, โง่เง่า ( ไม่รู้ธรรมอันเป็นกุศล อกุศล ).

ตรัสแสดงบุคคล ๕ ประเภท คือ ผู้ริเริ่มด้วยเดือดร้อน, ผู้ริเริ่ม แต่ไม่ เดือดร้อน, ไม่ริเริ่ม และเดือดร้อน, ไม่ริเริ่ม ไม่เดือดร้อน ( อย่างแรก ), ไม่ริเริ่ม ไม่เดือดร้อน ( อย่างหลัง ). โดยอธิบายว่า ริเริ่มหรือ ไม่ริเริ่ม ได้แก่รู้หรือไม่รู้เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ ตามเป็นจริง, เดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน ได้แก่อกุศลบาปธรรมดับไปโดยไม่เหลือ หรือ ไม่ดับ มีคำอธิบายพิเศษเฉพาะข้อหลังที่ว่า ไม่ริเริ่ม และไม่เดือดร้อนนั้น คือทั้งรู้วิมุติตามเป็นจริง และอกุศลบาปธรรมดับไปโดยไม่เหลือ.

เจ้าลิจฉวีสนทนากันว่า ความปรากฏขึ้นแห่งรัตนะ ๕ คือ ช้างแก้ว, ม้าแก้ว, แก้งมณี, นางแก้ว, ขุนพลแก้ว หาได้ยากในโลก. ตรัสตอบว่า ความปรากฏขึ้นแห่งรัตนะ ๕ คือพระตถาคต, พระธรรมวินัยที่พระ ตถาคตประกาศแล้ว, ผู้แสดงพระธรรมวินัยนั้น, ผู้รู้ธรรมวินัยนั้น และผู้ที่รู้แล้วปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้น หาได้ยากในโลก.

ตรัสสอนให้ภิกษุทั้งหลายพิจารณา ในเรื่องปฏิกูลและไม่ปฏิกูล ในสิ่งที่ ไม่ปฏิกูล และปฏิกูล เป็นต้น ยักย้ายหลายนัย เพื่อมิให้เกิดราคะ โทสะ โมหะ และให้มีสติสัมปชัญญะวางเฉยได้ในสิ่งเหล่านั้น.

ตรัสเรื่องผู้ละเมิดศีล ๕ เป็นผู้ตกนรก ผู้ปฏิบัติตามศีล ๕ เป็นผู้ขึ้นสวรรค์

และภิกษุผู้เป็นมิตรที่ไม่ควรคบและควรคบ ผู้ไม่ควรคบ คือให้ทำการงาน ( มีทำนา เป็นต้น ), ก่ออธิกรณ์, ประพฤติผิดในภิกษุผู้เป็นใหญ่เป็นประธาน, เดินทางนาน เดินทางโดยไม่มีจุดหมาย ( ใช้เวลาให้ล่วงไปในการเดินทาง ), ไม่สามารถชักชวนปลอบใจผู้อื่นด้วยธรรมิกถาตามกาลอันสมควร ฝ่ายดี คือที่ตรงข้าม.

ตรัสแสดงอสัปปุริสทาน และสัปปุริสทาน (ทานของคนชั่ว คนดี ) อย่างละ ๕ คือให้ทานด้วยไม่เคารพ, ให้ไม่ดีงาม, ไม่ให้ด้วยมือของตน, ให้สิ่งที่เป็นเดน ( หรือให้เหมือนอย่างทิ้งขว้าง ), ให้โดย ไม่เห็นอนาคต ( ปราศจากความเชื่อในผลของทาน ) ส่วนที่ดีคือตรงกันข้าม.

ตรัสแสดงสัปปุริสทาน พร้อมทั้งผลอีก ๕ อย่าง คือให้ทานด้วยศรัทธา ทำให้รูปงาม, ให้ทานด้วยความเคารพ ทำให้บุตร ภริยา บ่าวไพร่ เชื่อถ้อยฟังคำ, ให้ทานตามกาล ทำให้ความต้องการที่เกิดขึ้นตามกาล บริบูรณ์, ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ ทำให้มีจิตน้อมไปเพื่อบริโภคในกามคุณ ๕ อันโอฬาร ( มีทรัพย์แล้วได้ใช้ ไม่เหมือนบางคนที่มั่งมี แต่ไม่คิดใช้ ยอมอดอยาก ), ให้ทานไม่กระทบตน ไม่กระทบผู้อื่น ทำให้ทรัพย์ที่เกิดขึ้นไม่ถึงความวิบัติจากไฟ จากน้ำ จากพระราชา จากโจร จากผู้ไม่ชอบกัน จากทายาท. ( ก่อนที่จะตรัสแสดงผลพิเศษของแต่ละข้อ ได้แสดงผลเหมือน ๆกัน ทุกข้ออย่างหนึ่ง คือทำให้ มั่งคั่งทรัพย์มาก ).

ทรงแสดงว่า ธรรม ๕ อย่าง คือความยินดีในการงาน, ในการพูดมาก, ในการนอนหลับ, ในการคลุกคลีด้วยหมู่, การไม่พิจารณาจิตตามที่หลุดพ้นแล้ว เป็นไปเพื่อความเสื่อมของภิกษุผู้หลุดพ้นเป็นครั้งคราว ( ยังไม่หลุดพ้นเด็ดขาด) ฝ่ายดีตรงกันข้าม.

และทรงแสดงธรรมะ ๕ ที่เป็นไปเพื่อความเสื่อมเช่นนั้นอีก เป็นแต่ เปลี่ยนข้อ ๔ กับข้อ ๕ เป็นไม่สำรวมอินทรีย์ กับไม่รู้ประมาณในโภชนะ แล้วทรงแสดงฝ่ายดีตรงกันข้าม.

         --------------------------------------------------------

    '๑' . แม้ไม่ต้องชักชวนคนอื่นก็ดีพอแล้ว

    '๒' . แม้ไม่เพ่งเล็งคนอื่น เพียงแต่เพ่งเล็งตัวเองก็พอแล้ว

    '๓' . สันโดษ คือยินดีตามมีตามได้ หรือยินดีด้วยของของตน ไม่ยินดีของของคนอื่น

    '๔' . คุณธรรม ๕ ประการของภิกษุซ้ำกับที่เคยกล่าวมาแล้วในปธานิยังคะ ๕ (ธรรม ๕ อย่าง มีอุปการะ มาก คือองค์ ๕ ที่ควรตั้งไว้เป็นประธาน อันได้แก่ ๑. มีศรัทธาเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๒. มีโรคน้อย ๓. ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ๔. ลงมือทำความเพียร ๕. มีปัญญาเห็นความเกิดความดับ ฯลฯ.) และมีศีล สดับมาก เป็นต้น

    '๕' . ทำเอง หรือคุมให้ทำ สั่งให้ทำ ก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑-๒๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook