บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
(หน้า ๑  หน้า ๒  หน้า ๓  หน้า ๔)

หน้า ๑

เล่มที่ ๒๔ ชื่ออังคุตตรนิกาย

ทสก-เอกาทสนิบาต
( ว่าด้วยธรรมะที่มี ๑๐ ข้อ, ๑๑ ข้อ )

      พระไตรปิฎกเล่มนี้ เล่มที่ ๒๔ นี้ ชื่อว่าเป็นเล่มที่ ๕ หรือเล่มสุดท้ายของอังคุตตรนิกาย คือหมวดแสดง ข้อธรรมเป็นจำนวน โดยแสดงข้อธรรมจำนวน ๑๐ และ ๑๑ โดยลำดับดังต่อไปนี้.

ทสกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๑๐ ข้อ
ปฐมปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๑

       (ในหมวดนี้มี ๕ วรรค วรรคละประมาณ ๑๐ สูตร. วรรคแรกชื่ออานิสังสวรรค ว่าด้วยผลดี, วรรคที่ ๒ ชื่ออนาถกรณวรรค ว่าด้วยธรรมะอันทำที่พึ่ง, วรรคที่ ๓ ชื่อมหาวรรค ว่าด้วยเรื่องใหญ่, วรรคที่ ๔ ชื่ออุปาลิวรรค ว่าด้วย พระอุบาลี, วรรคที่ ๕ ชื่ออักโกสวรรค ว่าด้วยการด่า ).

๑. ตรัสแสดงอานิสงส์แห่งศีลที่เป็นกุศลแก่พระอานนท์
ซึ่งเป็นการแสดงอานิสงส์ ที่มีอานิสงส์ต่อ ๆ กันไปเป็นลูกโซ่ ( ๑๐ ประการ คือ ) ๑. ความไม่เดือดร้อน, ๒. ความบันเทิงใจ ( ปราโมทย์ ), ๓. ความปลื้มใจ ( ปิติ ), ๔. ความระงับ ( ปัสสัทธิ ), ๕. ความสุข, ๖. สมาธิ, ๗. ยถาภูตญาณทัสสนะ ( ความเห็นด้วยญาณ ตามเป็นตริง ), ๘-๙. นิพพิทา, วิราคะ ( ความเบื่อหน่าย, คลายกำหนัด ), ๑๐. วิมุตติญาณทัสสนะ ( ความเห็นด้วยญาณถึงความหลุดพ้น ), แล้วตรัสว่า ธรรมเหล่านี้ย่อมไหลมา ย่อมทำธรรมะให้เต็ม เพื่อบรรลุธรรมะที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปสำหรับภิกษุผู้มีศีล ส่วนภิกษุผู้ทุศีลตรงกันข้าม.

พระสาริบุตรกับพระอานนท์ ต่างแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงโทษของความ เป็นผู้ทุศีลและอานิสงส์ของความเป็นผู้มีศีลฝ่ายละ ๑๐ ข้อ.

พระสาริบุตรตอบพระอานนท์ ถึงการได้สมาธิที่ไม่มีความกำหนดหมายในสิ่ง ๑๐ อย่างว่า เป็นอย่างที่มันเป็น แต่ก็ยังมีสัญญาอยู่ คือในสมัยที่ท่านอยู่ในป่าอันธวัน ใกล้กรุงสาวัตถี ได้เข้าสมาธิเช่นนั้น ไม่มีความกำหนดหมาย ว่าธาตุ ๔ เป็นธาตุ ๔, ไม่มีความกำหนดหมายว่าอรูป ๔ เป็นอรูป ๔, ไม่มีความกำหนดหมายในโลกนี้ โลกหน้าว่าเป็นโลกนี้ โลกหน้า ( รวมเป็น ๑๐ ข้อ ) แต่ก็ยังมีสัญญาคือความกำหนดหมายว่า ความดับภพ เป็นนิพพาน ( ภวนิโรโธ นิพฺพานํ ) คือสัญญาอันหนึ่งเกิดขึ้น สัญญาอันหนึ่งย่อมดับไป.

ตรัสว่า ถ้าภิกษุขาดองคคุณ ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ก็ควรจะทำให้สมบูรณ์ คือความเป็นผู้มีศรัทธา, มีศีล, สดับฟังมาก, เป็นธรรมกถึก ( ผู้แสดงธรรม ), ก้าวลงสู่บริษัท, เป็นผู้กล้าหาญแสดงธรรมแก่บริษัท, เป็นผู้ทรง วินัย, เป็นผู้อยู่ป่า อยู่เสนาสนะอันสงัด, เป็นผู้ได้ฌาน ๔ ตามต้องการ, ทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน. ถ้าประกอบด้วย ธรรม ๑๐ อย่างนี้ ก็เป็นผู้น่าเลื่อมใสในทุกทาง บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง. แล้วได้ ตรัสแสดงองคคุณอื่นเป็นการยักย้ายนัย.

๒. ตรัสว่า ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ เสพเสนาสนะ ( ที่อยู่อาศัย ) อันประกอบด้วยองค์ ๕

ก็จะพึงทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะโดยกาลไม่นาน คือ ๑. มีศรัทธา ๒. มีโรคน้อย ๓. ไม่โอ้อวด ไม่มายา ๔. ปรารภความเพียร ๕. มีปัญญา. เสนาสนะประกอบด้วยองค์ ๕ คือ ๑. ไม่ไกลไม่ใกล้เกินไป สะดวกด้วยการไปมา ๒. กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนมีเสียงน้อย ๓. มีสัมผัสเกี่ยวกับยุง เหลือบ ลม แดด สัตว์เสือกคลานน้อย ๔. พอจะมีปัจจัย ๔ เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะนั้น ไม่ยากนัก ๕. มีภิกษุที่ทรงความรู้อยู่ พอจะไต่ถามให้ท่านแก้ความสงสัยให้ได้.

ตรัสว่า ภิกษุละองค์ ๕ ประกอบด้วยองค์ ๕ ชื่อว่าเป็นอุดมบุรุษในพระธรรมวินัยนี้ คือละนีวรณ์ ๕, ประกอบด้วยธรรมขันธ์ ๕ มีศีล เป็นต้น.

ตรัสแสดงสัญโญชน์ ( กิเลสเครื่องร้อยรัดหรือผูดมัด ) ๑๐ ประการ   (ดูหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ หน้า ๓ )   ในวรรคที่ไม่จัดเข้าในหมวด ๕๐

ตรัสแสดงกิเลสเครื่องผูกมัดจิต ๕ และตอของจิต ๕   ( ดูหน้าพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ หน้า ๒ )    ตอของจิต ๕

ตรัสว่า บรรดาสัตว์ทุกชนิด พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นยอด, บรรดากุศลธรรม ความไม่ประมาทเป็นยอด.

ตรัสว่า บุคคล ๑๐ ประเภท เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม ของโลก คือพระพุทธเจ้า, พระปัจเจกพระพุทธเจ้า, พระอริยบุคคล ๗ ประเภท ( ดูหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ หน้า ๓ )       โครตภู ( ผู้อยู่ในระหว่างพระอริยเจ้ากับบุถุชน ).

ตรัสแสดงนาถกรณธรรม ( ธรรมที่ทำที่พึ่ง ) ๑๐ ประการ คือ ๑. มีศีล ๒. สดับฟังมาก ๓. คบเพื่อนที่ดี ๔. ว่าง่าย รับคำสั่งสอนโดยเคารพ ๕. ช่วยเหลือกิจของเพื่อนพรหมจารี ๖. ใคร่ธรรม ๗. ปรารภความเพียร ๘. สันโดษด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ๙. มีสติ ๑๐ มีปัญญา.

ตรัสแสดงนาถกรณธรรม ๑๐ ประการ เช่นเดิม แต่อธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้า ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการแล้ว ก็ทำให้ภิกษุที่เป็นเถระ, ที่เป็นปูนกลาง, ที่บวชใหม่ ตั้งใจว่ากล่าวสั่งสอน หวังความเจริญได้ในกุศล ธรรมไม่มีเสื่อม.

ตรัสแสดงอริยวาสะ ( คุณธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ ) ๑๐ ประการ คือ ๑. ละองค์ ๕ คือละนีวรณ์ ๕. ๒. ประกอบด้วยองค์ ๖ คือวางเฉยในอารมณ์ทั้งหกมีรูป เป็นต้น ในเมื่อได้เห็น เป็นต้น. ๓. รักษาสิ่ง เดียว คือประกอบด้วยจิตมีสติเป็นเครื่องรักษา. ๔. มีอปัสเสนะ ( พนักพิง ) ๔ คือ พิจารณาแล้วเสพ, พิจารณาแล้วอดทน, พิจารณาแล้วเว้น, พิจารณาแล้วบรรเทา. ๕. มีการยึดถือความเจริญ เฉพาะอย่างอันนำออกแล้ว ( เช่น ไม่ยึดถือว่าโลกเที่ยง เป็นต้น ) ๖. มีการแสวงหาอันสละ แล้วด้วยดี ( เช่นละการแสวงหากาม ) ๗. มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว ๘. มีกายสังขาร ( ลมหายใจเข้าออก ) อันสงบระงับ คือเข้าฌานที่ ๔. มีจิตพ้นแล้วด้วยดี ( จากราคะ โทสะ โมหะ ). ๑๐. มีปัญญาอันพ้นแล้วด้วยดี คือรู้ว่าละกิเลสได้.

๓. ตรัสแสดงกำลัง ๑๐ ประการของพระตถาคต

( ดูหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๔ หน้า ๒)    ในหัวข้อของ กำลัง ๑๐

ตรัสกะพระอานนท์ ว่า ไม่มีญาณอย่างอื่นยิ่งไปกว่ายถาภูตญาณ ( คือญาณรู้เห็น ตามความเป็นจริงในเรื่องนั้น ๆ ).

ตรัสแสดงธรรมที่ควรละด้วยกาย ( คือกายทุจจริต ), ที่ควรละด้วยวาจา ( คือ วจีทุจจริต ), ที่ควรละเพราะเห็นด้วยปัญญา ( คือความโลภ, ความคิดประทุษร้าย, ความหลง, ความโกรธ, ความผูกโกรธ, การลบหลู่บุญคุณ ท่าน, การตีเสมอ, ความตระหนี่, ความริษยา ).

พระมหาจุนทะแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงเรื่องภิกษุผู้กล่าวญาณวาทะ ( กล่าวถึงความรู้ ) แต่ถ้าถูกธรรม ( ๙ อย่าง มีความโลภ เป็นต้นข้างบนนี้ ) ครอบงำได้ ก็พึงทราบว่าเธอไม่รู้จริง, ภิกษุผู้กล่าวภาวนาวาทะ ( กล่าวถึงการอบรมกาย, ศีล, จิต, ปัญญา ) หรือกล่าววาทะทั้งสองอย่างข้างต้น แต่ถ้าถูกธรรมะ ( ๙ อย่างข้างบนนี้ ) ครอบงำ ก็พึงทราบ เธอได้ว่าเธอไม่รู้จริง. แต่ถ้าตรงกันข้าม คือไม่ถูกธรรมะเหล่านั้นครอบงำ ก็พึงทราบว่ารู้จริง.

ตรัสแสดงกสิณายตนะ ( แดนกสิณ คืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งล้วน ๆ ที่ใช้ในการเพ่งให้จิตสงบเป็นสมาธิ ) ๑๐ ประการ ได้แก่กสิณ คือ ๑. ดิน ๒. น้ำ ๓. ไฟ ๔. ลม ๕. สีเขียว ๖. สีเหลือง ๗. สีแดง ๘. สีขาว ๙. อากาส ( ช่องว่าง ) ๑๐. วิญญาณ.

พระมหากัจจานะแสดงธรรมแก่อุบาสิกาชื่อกาลี ขยายความแห่งพระพุทธ ภาษิตเรื่องการบรรลุประโยชน์ความสงบแห่งหทัย โดยอธิบายเรื่องกสิณ ๑๐.

ตรัสแสดงถึงปัญหา ( คำถาม ), อุทเทส ( บทตั้ง ), เวยยากรณ์ ( คำตอบ ) ตั้งแต่ ๑ ข้อ ๒ ข้อไปจนถึง ๑๐ ข้อ ซึ่งนักบวชศาสนาอื่นตอบให้สมบูรณ์ไม่ได้ มีแต่อึดอัดยิ่งขึ้น คือ ๑ ข้อ ได้แก่สัตว์ทั้งปวงเป็นอยู่ได้ ด้วยอาหาร. ๒ ข้อ คือนาม และรูป. ๓ ข้อ คือเวทนา. ๔ ข้อ คืออาหาร ๔ ( มีอาหารที่พึงกลืนกินเป็นคำ ๆ, อาหารคือผัสสะ ( ความถูก ต้อง ), อาหารคือเจตนา, อาหารคือวิญญาณ ). ๕ ข้อ คืออุปาทานขันธ์ ( ขันธ์หรือกองแห่งรูปนามที่คนยึดถือ ) ๕ ประการ. ๖ ข้อ คืออายตนะ ภายใน ๖ ( มีตา เป็นต้น ) ๗ ข้อ คือวิญญาณฐิติ ๗    ( ดูหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ หน้า ๑ )    ในหมายเลขที่ ๕        ๘ ข้อ คือโลกธรรม ๘ ( ดูหน้าพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ หน้า ๒ ) ในหมายเลขที่ ๑    ๙ ข้อ คือสัตตาวาส ๙ ( ดูหน้าพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ หน้า ๓ )        ๑๐ ข้อ คืออกุศลกรรมบท ๑๐ ( กายทุจจริต ๓, วจีทุจจริต ๔, มโนทุจจริต ๓ ).

นางภิษุณีชาวเมืองกชังคละ แสดงธรรมแก่พวกอุบาสกชาวเมืองกชังคละใน ทำนองเดียวกับเรื่องปัญหา ๑๐ ข้อข้างต้น. พระผู้มีพระภาคทรงทราบ ตรัสชมเชย.

ตรัสว่าอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในสิ่งที่เลิศ จึงไม่ต้องกล่าว ถึงในสิ่งที่เลว. แล้วตรัสแสดงโลกพันโลก มีพระจันทร์พระอาทิตย์ถึงพัน ซึ่งท้าวมหาพรหมเป็นเลิศ อริยสาวกผู้ได้สดับก็ยังเบื่อหน่ายคลาย กำหนัดในสิ่งที่เลิศนั้น. แล้วได้ตรัสถึงธรรมอื่น ๆ อันพ้องกับที่เคยตรัสมาแล้ว เช่น กสิณายตนะ ๑๐ อภิภายตนะ ๘ เป็นต้น. ในที่สุดได้ตรัส แสดงนิพพานในปัจจุบันตามหลักพระพุทธศาสนา.

พระเจ้าปเสนทิโกศล กราบทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาค ๑๐ ข้อ คือทรง เห็นว่าพระผู้มีพระภาค ๑. ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์ความสุขแก่ชนเป็นอันมาก ๒. ทรงมีศีล ๓. ทรงเสพเสนาสนะอันสงัด. ๔. ทรงสันโดษ ด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ๕. ทรงเป็นผู้คำนวนของคำนับ จนถึงทรงเป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมของโลก ๖. ทรงมีถ้อยคำขัดเกลากิเลส ๗. ทรงได้ฌาน ๔ ตามปรารถนา ๗. ทรงระลึกชาติได้ ๙. ทรงมีทิพจักษุ ๑๐. ทรงทำให้แจ้งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะอยู่ในปัจจุบัน ทรงเห็นเหตุเหล่านี้ จึงทรงแสดงความเคารพ และตั้งความปปรารถนาดีในพระผู้มีพระภาค.

๔. ตรัสแสดงอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการในการที่ทรงบัญญัติสิกขาบท

ดูหน้าพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ )    ชื่อปริวาร ในหมายเลข ๙ และเรื่องทางพระวินัยอื่น ๆเช่น การชักเข้าหา อาบัติเดิม จนถึงสังฆเภท สังฆสามัคคี เป็นการตรัสชี้แจงแก่พระอุบาลี พ้องกับที่มีอยู่แล้วในวินัยปิฎก.

๕. ตรัสเรื่องเหตุปัจจัยที่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทในสงฆ์

มีการแสดงสิ่งมิใช่ธรรมว่าเป็นธรรม เป็นต้น. และตรัสว่า เหตุเหล่านี้เป็นมูลแห่งการวิวาท และเรื่องอื่น ๆ ที่ปรากฏว่าย่อมาแล้วใน วินัยปิฎก.

ตรัสแสดงโทษ ๑๐ ประการในการเข้าสู่ภายในพระราชวัง คืออาจทำให้เป็นที่ สงสัยเมื่อยิ้มกับพระมเหสี, ถูกสงสัยเกี่ยวกับของหาย, เกี่ยวกับความลับรั่วไหล เป็นต้น.

ตรัสว่า ผู้มีรายได้ วันละ ๑ กหาปณะ ถึงวันละพันกหาปณะเก็บทรัพย์ที่ได้มานั้น ไว้ มีอายุ ๑๐๐ ปี ก็อาจมีกองโถคทรัพย์ใหญ่ได้ แต่ที่จะเสวยสุขโดยส่วนเดียว อันมีทรัพย์เป็นเหตุสักคืนหนึ่ง วันหนึ่ง หรือครึ่งวัน ก็ยังไม่แน่ เพราะกามเป็นของไม่เที่ยง ส่วนสาวกของพระองค์ไม่ประมาท บำเพ็ญ ๑๐ ปี ๙ ปี หรือ ๑๐ เดือน ๙ เดือน ถึง ๑ เดือน หรือ ๑๐ ทิวาราตรี ถึง ๑ ทิวาราตรี ก็พึงได้ประสบสุขโดยส่วนเดียว ถึงร้อยปี แสนปี ล้านปี และได้เป็นสกทาคามี พระอนาคามี หรือพระโสดาบัน.

ตรัสว่า โลภะ, โทสะ, โมหะ, อโยนิโสมนสิการ ( การไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ) เป็นปัจจัยแห่งการกระทำบาปกรรม ส่วนอโลภะ เป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งการกระทำกัลยาณกรรม.

ตรัสแสดงธรรมะ ๑๐ อย่างที่บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ คือ ๑. เรามีเพศ ต่างจากคฤหัสถ์แล้ว ๒. ชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น ๓. ยังมีกิริยาอาการที่ดีงามอย่างอื่นอีกที่ต้องทำ ๔. เราติตนเองโดยศีลได้หรือไม่ ๕. ผู้รู้ พิจารณาแล้วติเราโดยศีลได้หรือไม่ ๖. เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบทั้งสิ้น ๗. เรามีกรรมเป็นของตัว จักเป็นผู้รับผลของกรรมดีชั่ว ที่ทำไว้ ๘. วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ ๙. เรายินดีในเรือนว่างหรือไม่ ๑๐. เราได้บรรลุธรรมอันยิ่งของมนุษย์หรือไม่.

ตรัสว่า บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ถึงธรรม ๑๐ อย่างที่ตั้งอยู่ในร่าง คือหนาว, ร้อน, หิว, ระหาย, ปวดอุจจาระ, ปัสสาวะ, ความสำรวมกาย, ความสำรวมวาจา, ความสำรวมใจ, เครื่องปรุงภพที่ทำให้เกิดอีก.

ตรัสแสดงสาราณิยธรรม ( ธรรมอันทำให้ระลึกถึงกัน ) ๑๐ ประการ     ในทำนองเดียวกับนาถกรณธรรม ( ดูในหมายเลขที่ ๒ มีศีล เป็นต้น ).

-------------------------------------------------------          

    '๑' . ความจริงเป็นข้อความอันเดียวกับที่กล่าวไว้ ( ในหน้าเล่มที่ ๑๕ หน้า ๒ . ชุมนุมธรรมะที่มี ๘ ข้อ ในวรรคที่ไม่จัดเข้าใน หมวดที่ ๕๐ที่หมายเลข ๓ ) เป็นแต่ในที่นี้เพิ่มคุณธรรมขึ้นอีก ๒ ข้อ และเรียงข้อความอีกสำนวนหนึ่งให้พิสดารขึ้นกว่าเดิม

    '๒' . ดูหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ หน้า ๑    หมวด ๕๐ ที่ ๑ หมายเลขที่ ๒.    และเชิงอรรถ ( ที่มีเขียนอธิบายไว้ด้านล่าง แล้วด้วย )

    '๓' . โปรดดูข้อความเปรียบเทียบ หน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ หน้า ๑ หมวด ๕๐ ที่ ๑ หมายเลขที่ ๒.( กำลังของพระตถาคต ๕ )   และ เล่มที่ ๑๔ หน้า ๓ หมวด ๕๐ ที่ ๒ หมายเลขที่ ๒.( กำลังของพระตถาคต ๖ )    และดูธรรม วิภาคปริเฉทที่ ๒ พร้อมทั้งคำอธิบายในหน้าข้อความน่ารู้จากไตรปิฎก หมายเลข ๑๗๔-๑๗๕    ประกอบด้วย

    '๔' . คำว่า อากาสในที่นี้ หมายถึงช่องว่าง หรือ อวกาศ ( Space ) ไม่ได้หมายความถึงแก๊ส อย่างที่เข้าใจกันในทาง วิทยาศาสตร์ เพราะแก๊สเหล่านั้นจัดเข้าในลมไปแล้ว ตามความหมายทางพระพุทธศาสนา

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑-๒๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook