บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
(หน้า ๑  หน้า ๒  หน้า ๓  หน้า ๔)

หน้า ๓

เล่มที่ ๒๔ ชื่ออังคุตตรนิกาย

ทสกนิบาต ชุมนุมธรรมะที่มี ๑๐ ข้อ
ตติยปัณณาสก์ หมวด ๕๐ ที่ ๓

       ( มี ๕ วรรค คือวรรคที่ ๑ ชื่อสมณสัญญาวรรค ว่าด้วยความกำหนดหมายถึงความเป็นสมณะ, วรรคที่ ๒ ชื่อปัจโจโรหณิวรรค ว่าด้วยการก้าวลงจากบาป, วรรคที่ ๓ ชื่อปาริสุทธวรรค ว่าด้วยความบริสุทธิ์, วรรคที่ ๔ ชื่อสาธุวรรค ว่าด้วยสิ่งที่ดี, วรรคที่ ๕ ชื่ออริยมัคควรรค ว่าด้วยอริยมรรค ).

๑. ตรัสว่า เจริญสมณสัญญา ๓ ประการแล้ว

ย่อมทำธรรมะ ๗ อย่างให้บริบูรณ์ สมณสัญญา ๓ ประการ คือเรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว, ชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่น, ยังมีกริยาอาการที่ดี งามพึงที่จะทำอีก. ธรรมะ ๗ อย่าง คือทำติดต่อ ประพฤติติดในศีล, ไม่โลภ, ไม่พยาบาท. ไม่ดูหมิ่นท่าน, ใคร่การศึกษา, พิจารณาเห็น ประโยชน์ในบริขารแห่งชีวิต ( พิจารณาเห็นประโยชน์ของปัจจัย ๔ ไม่ใช่เพื่อฟุ่มเฟือยอื่น ๆ ), ปรารภความเพียร.

ตรัสว่า เจริญโพชฌงค์ ๗ แล้ง   ย่อมทำวิชชา ๓ ( ระลึกชาติได้, ทิพยจักษุ, ทำ อาสวะให้สิ้น ).

ตรัสแสดงมิจฉันตะ ( ความเป็นผิด ) ๑๐ ประการ   คือความเห็นผิด เป็นต้น ว่า เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาด

และตรัสสัมมัตตะ ( ความเป็นถูก ) ๑๐ ประการ   ว่า เป็นเหตุให้เกิดความ สมบูรณ์. ตรัสเทียบทิฏฐิชั่วว่าเหมือนพืชที่ขม ทิฏฐิที่ดีเหมือนพืชที่หวาน.

ตรัสว่า อวิชชาเป็นหัวหน้าที่ให้เข้าสู่อกุศลธรรม   ความไม่ละอาย ไม่เกรงกลัว ต่อบาป เป็นของตามหลังมา. เมื่อมีวิชชา ก็มีความเห็นผิด จนถึงความหลุดพ้นผิด. ฝ่ายดีทรงแสดงวิชชาในทางตรงกันข้าม.

ตรัสแสดงถึงสิ่งที่ขจัดความผิด ( นิชชรวัตถุ ) ๑๐ ประการ   คือสัมมัตตะ ( ฝ่ายถูก ) ขจัดมิจฉันตตะ ( ฝ่ายผิด ) ๑๐ ประการ.

ตรัสว่า ในทักษิณชนบท ( ชนบทภายใต้ )   มีประเพณีชื่อโธวนะ ( การชำระล้าง โดยวิธีเอาศพฝังแล้วทำพิธีล้างกระดูก บูชาด้วยเครื่องหอม ร้องไห้คร่ำครวญ เล่นนักษัตร-อรรถกถา ) แต่การชะระล้างแบบนั้น ไม่ทำให้พ้น จากการความเกิดแก่ตายได้. ตรัสถึงการชำระล้างความเห็นผิด เป็นต้น จนถึงความหลุดพ้นผิดว่า เป็นไปเพื่อนิพพาน.

ตรัสถึงการถ่ายยาของหมอ   ว่า เพื่อบำบัดอาพาธมีดีบ้างเสมหะบ้าง ลมบ้าง เป็น สมุฏฐาน

แล้วตรัสถึงการถ่ายยาแบบอริยะ   คือถ่ายความเห็นผิด จนถึงความหลุดพ้นผิด ออกไป.

ตรัสแสดงการใช้ยาให้อาเจียน   ของหมอทำนองเดียวกับเรื่องถ่ายยา.

ตรัสถึงธรรมที่ควรสูบออก ๑๐ ประการ   มีความเห็นผิด เป็นต้น.

ตรัสเรื่องอเสขะ ( ผู้ไม่ต้องศึกษา ) และอเสขิยธรรม ( ธรรมของผู้ไม่ต้องศึกษา )   โดยแสดงความเห็นชอบอันเป็นอเสขะ เป็นต้น.

๒. ตรัสแสดงมิจฉาทิฏฐิ เป็นต้นว่า เป็นอธรรม เป็นอนัตถะ

( มิใช่ประโยชน์ ) และตรัสถึงสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ตรงกันข้าม.แล้วตรัสต่อไปว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลธรรม และกุศลธรรม อื่น ๆ.

พระอานนท์อธิบายเรื่องอธรรมและธรรม อนัตถะและอรรถะ   แก่ภิกษุทั้ง หลายในทำนองที่พระผู้มีพระภาคตรัสอธิบายแล้ว และพระผู้มีพระภาคได้ตรัสแสดงธรรมฝ่ายดี ๑๐  ฝ่ายชั่ว ๑๐   ( สัมมัตตะ, มิจฉัตตะ ) ยักย้าย นัยอีกหลายประการ.

๓-๕. ในวรรคทั้งสามวรรคนี้ ก็ตรัสแสดงเรื่องเห็นผิดชอบ เป็นต้น เช่นเดียวกัน

อนึ่ง เพื่อช่วยความจำ ขอกล่าวถึงรายละเอียดของฝ่ายผิด ๑๐ ข้อไว้ในที่นี้อีกครั้งหนึ่ง คือเห็นผิด,   ดำริผิด,   เจรจาผิด,  กระทำผิด,    เลี้ยงชีวิตผิด,    พยายามผิด,  ระลึกผิด,  ตั้งใจมั่นผิด,  รู้ผิด,  พ้นผิด.   ฝ่ายดีหรือฝ่ายชอบคือที่ตรงกันข้าม.

จตุตถปัณณาสถ์ หมวด ๕๐ ที่ ๔

       ( มี ๕ วรรค ๆ แรก ชื่อปุคคลวรรค ว่าด้วยบุคคล,     วรรคที่ ๒    ชื่อชาณุสโสณิวรรค ว่าด้วยชาณุส - โสณิพราหมณ์, วรรคที่ ๓ ชื่อสุนทรวรรค ว่าด้วยสิ่งที่ดี, วรรคที่ ๔ ชื่อเสฏฐวรรค ว่าด้วยสิ่งที่ประเสริฐ, วรรคที่ ๕ ชื่อเสวิตัพพา เสวิตัพพวรรค ว่าด้วยบุคคลที่ควรส้องเสพและไม่ควรส้องเสพ ).

๑. ตรัสแสดงบุคคลที่ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ

มีความเห็นผิด เป็นต้น ว่าไม่ควรส้องเสพ ต่อประกอบด้วยความเห็นชอบ เป็นต้น จึงควรส้องเสพ.

๒. ตรัสแสดงธรรมแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์

ถึงเรื่องปัจโจโรหณี ( การข้ามลง หรือก้าวลงจากบาป ) ตามคติแห่งพระพุทธศาสนา คือชาณุสโสณิพราหมณ์เล่าถึงพิธีปัจโจโรหณีของ พราหมณ์ เมื่อถึงวันอุโบสถพราหมณ์จะสนานศรีษะ นุ่มห่มผ้าเปลือกไม้ใหม่ ฉาบแผ่นดินด้วยมูลโคสด ปูลาดด้วยหญ้าคาสด แล้วนอน ระหว่างกองทรายกับโรงบูชาไฟ และลุกขึ้นทำอัญชลีไฟ ๓ ครั้งในราตรีนั้น กล่าวว่า ปัจโจโรหาม ภวันตัง   ( ๒ ครั้ง ) แปลว่า ข้าพเจ้าข้ามลงหรือก้าวลงสู่ท่านผู้เจริญ.    เอาเนยใส น้ำมัน เนยข้นมากมายใส่ลงในกองไฟ นี่แหละเป็นพิธีปัจโจโรหณีของพราหมณ์.     พระผู้มี พระภาคตรัสว่า พิธีปัจโจโรหณีในอริยวินัยเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นการก้าวลงจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น มีความเห็นผิดเป็นที่สุด.     ชาณุสโสพราหมณ์ก็เลื่อมใส แสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต.     อนึ่งในวรรคนี้ตรัสแสดงการ เว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยนัยต่าง ๆ กันตลอดเรื่อง มีภาษิตของพระมหากัจจานเถระแทรกอยู่แห่งเดียว แต่ก็เป็นการขยายความแห่ง พระพุทธภาษิต โดยอาศัยหลักอกุศลกรรมบถ.   และมีพระพุทธภาษิต ตรัสแก่นายจุนทะ กัมมารบุตร เรื่องความไม่สะอาดทางกาย    วาจา   ใจ   โดยแสดงอกุศลกรรมบถและกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ.     ถ้าประพฤติชั่วแล้ว จะลุกขึ้นจากที่นอน ลูบคลำแผ่นดินหรือไม่ จะลูบคลำมูลโคสด หรือไม่ จะลูบคลำหญ้าสดหรือไม่ จะบำเรอไฟหรือไม่ จะทำอัญชลีดวงอาทิตย์หรือไม่ จะลงอาบน้ำวันละ ๓ เวลา   ( มีเวลาเย็นเป็นครั้งที่ ๓ ) หรือไม่ ก็ไม่สะอาดทั้งนั้น ถ้าประพฤติดีแล้ว จะทำอย่างนั้นหรือไม่ ก็ชื่อว่าสะอาดทั้งนั้น ( เป็นการค้านลัทธิพราหมณ์ โดยชี้ความสำคัญไปที่ ความประพฤติ ไม่ใช่สะอาดหรือไม่สะอาดเพราะทำเคล็ดต่าง ๆ ).

๓ - ๕. แม้ใน ๓ วรรคนี้ ก็เป็นการแสดงเรื่องอกุศลกรรมบถ และกุศลกรรมบถ

ยักย้ายนัยสลับกันไป.    และเพื่อช่วยทบทวนความจำ ข้อกล่าวซ้ำถึงอกุศลกรรมบถ คือฆ่าสัตว์,  ลักทรัพย์,    ประพฤติผิดในกาม,    ๓ นี้เป็นกายทุจจริต ;   พูดปด,   พูดส่อเสียด คือยุให้แตกร้าวกัน,  พูดคำหยาบ,    พูดเพ้อเจ้อ,    ๔ นี้เป็นวจีทุจจริต ;   โลภอยากได้ของเขา, พยายามปอง ร้ายเขา, เห็นผิดจากคลองธรรม,  ๓ นี้เป็นมโนทุจจริต รวมเป็นฝ่ายชั่ว ๑๐    ส่วนฝ่ายดีคือกุศลธรรมบถ หรือทางแห่งกรรมอันเป็นกุศล พึงทราบ โดยนัยตรงกันข้าม.

ปัญจมปัณณาสถ์ หมวด ๕๐ ที่ ๔

       ( มี ๕ ไม่มีชื่อพิเศษ เรียกว่าวรรคที่ ๑ ถึงที่ ๕ ทีเดียว ).

       ตั้งแต่วรรคที่ ๑    ถึงวรรคที่ ๕  ส่วนใหญ่กล่าวถึงเรื่องอกุศลกรรมบถ และกุศลกรรมบถ, มิจฉัตตะ และ สัมมัตตะ ( ความเป็นผิด, ความเป็นถูก มีเห็นผิด เห็นชอบ เป็นต้น ) และสัญญา ( ความกำหนดหมาย ) ๑๐ ประการ เป็นต้น.     มีข้อน่า สังเกต คือในวรรคที่ ๒  แสดงถึงบุคคลว่าจะตกนรกเหมือนถูกนำไปวางไว้ เมื่อประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ มีฆ่าสัตว์ เป็นต้น,  ประกอบ ด้วยธรรม ๒๐ ประการ คือทำด้วยตนเองและชักชวนผู้อื่นเพื่อฆ่าสัตว์ เป็นต้น ( ๑๐ ? ๒ = ๒๐ ), ประกอบด้วยธรรม ๓๐ ประการ คือทำด้วยตัวเอง,  ชักชวนผู้อื่น,  มีความยินดีในอกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น   ( ๑๐ ? ๓ = ๓๐ ),   ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ    คือ ทำนอง,  ชักชวนผู้อื่น,  ยินดี,    กล่าวสรรเสริญอกุศลกรรมบถ ๑๐ นั้น ( ๑๐ ? ๔ = ๔๐ ), ฝ่ายดีคือที่ตรงกันข้าม.

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑-๒๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook