ขุททกนิกาย
ชาดก ภาคที่ ๑
ในเล่มที่
๒๗ นี้ อันเป็นภาคแรกของชาดก
ได้กล่าวถึงคำสอนทางพระพุทธศาสนา
อันมีลักษณะเป็นนิทาน สุภาษิต
แต่ในตัวพระไตรปิฎก
ไม่มีเล่าเรื่องไว้
มีแต่คำสุภาษิต
รวมทั้งคำโต้ตอบในนิทาน
เรื่องละเอียดมีเล่าไว้ในอรรถกถา
คือหนังสือที่แต่ง
ขึ้นอธิบายพระไตรปิฎกอีกต่อหนึ่ง.
คำว่า ชาตก หรือชาดก แปลว่า ผู้เกิด
คือเล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงเวียนว่ายตายเกิด
ถือเอา กำเนิดในชาติต่าง ๆ
ได้พบปะผจญกับเหตุการณ์ดีบ้าง
ชั่วบ้าง
แต่ก็ได้พยายามทำความดีติดต่อกันมากบ้าง
น้อยบ้างตลอดมา จนเป็นพระ
พุทธเจ้าในชาติสุดท้าย
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง
จะถือว่าเรื่องชาดกเป็นวิวัฒนาการแห่งการบำเพ็ญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า
ตั้งแต่ยังเป็น
พระโพธิสัตว์อยู่ก็ได้.
ในอรรถกถาแสดงด้วยว่า
ผู้นั้นผู้นี้กลับชาติมาเกิดเป็นใครในสมัยพระพุทธเจ้า
แต่ในบาลีพระไตรปิฎกกล่าวถึงเพียงบาง
เรื่อง เพราะฉะนั้น
สาระสำคัญจึงอยู่ที่คุณงามความดีและอยู่ที่คติธรรม
ในนิทานนั้น ๆ. อนึ่ง
เป็นที่ทราบกันว่า
ชาดกทั้งหมดมี ๕๕๐ เรื่อง
แต่เท่าที่ลองนับดูแล้ว
ปรากฏว่าในเล่มที่ ๒๗ มี ๕๒๕
เรื่อง ในเล่มที่ ๒๘ มี ๒๒ เรื่อง
รวมทั้งสิ้นจึงเป็น ๕๔๗ เรื่อง
ขาดไป ๓ เรื่อง
แต่การขาดไปนั้นน่าจะเป็นด้วยในบางเรื่องมีนิทานซ้อนนิทาน
และไม่ได้นับเรื่องซ้อนแยกออกไปก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม จำนวนที่นับได้
จัดว่า ใกล้เคียงมาก.
วิธีจัดระเบียบชาดกนั้น
จัดตามจำนวนคำฉันท์น้อยขึ้นไปหามาก
และตั้งชื่อหมวดหมู่ตามจำนวน
คำฉันท์นั้น คือเอกนิบาตชาดก
ชาดกที่ชุมนุมคำฉันท์บทเดียว มี
๑๕๐ เรื่อง ทุกนิบาตชาดก
ชาดกที่ชุมนุมคำฉันท์ ๒ บท มี ๑๐๐
เรื่อง ติกนิบาตชาดก
ชาดกที่ชุมนุมคำฉันท์ ๓ บท มี ๕๐
เรื่อง ดังนี้เป็นต้น ในเล่มที่
๒๗ มีจนถึงจัตตาลีสนิบาตชาดก (
ชาดกที่ชุมนุมคำฉันท์ ๔๐ บท มี ๕
เรื่อง ) ส่วนเล่มที่ ๒๘
มีชุมนุมคำฉันท์ ๕๐ บท, ๖๐ บท, ๗๐ บท,
๘๐ บท และมีมหานิบาต
คือชุมนุมเรื่องใหญ่ ๑๐ เรื่อง
อันมีมหา
เวสสันดรชาดกเป็นเรื่องสุดท้าย.
เป็นอันว่าพระไตรปิฎกที่ว่าด้วยเรื่องชาดกคือคำสอนแบบเล่านิทานคติธรรมนี้
มีอยู่ ๒ เล่ม คือ เล่มที่ ๒๗
และเล่มที่ ๒๘ ส่วนอรรถกถา
คือหนังสือที่แต่งขึ้นภายหลัง
ขยายความเล่านิทานให้พิสดารออกไปนั้นมีถึง
๑๐ เล่ม
แสดงว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก
แต่แม้เช่นนั้นก็มีชาวต่างประเทศแปลและพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษไว้เรียบร้อยแล้ว
รวม ๖ เล่มใหญ่
คือฉบับมหาวิทยาลัย เคม บริดจ์
พิมพ์ครั้ง แรกเมื่อ ค. ศ. ๑๘๙๕ คือ
๘๐ ปีเศษมาแล้ว.
นอกจากนั้นยังมีสำนวนอื่นอีก ๒
สำนวน คือสำนวนของ ริส เดวิดส์
แปลไว้ ๔๐ เรื่องสำนวน ของแฟรนซิส
กับ ธอมัส แปลไว้ ๑๑๔ เรื่อง.
ในการย่อนี้จะไม่นำนิทานในอรรถกถามาเล่าเลย
แต่จะเลือกนำภาษิตคติธรรมซึ่งปรากฏในพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๒๗
มาแปลให้เห็นเนื้อหาแห่งคำสอนสัก
๑๐ บท จากชาดกต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ).
๑. อปัณณกชาดก
"
คนบางคนกล่าวฐานะที่ไม่ผิด
นักตรึก ( นักตรรกวิทยา )
กล่าวฐานะที่ ๒
บัณฑิตรู้เนื้อความนั้นแล้ว
พึงถือเอา เฉพาะฐานะที่ไม่ผิด. "
( หมายเหตุ : ภาษิตนี้แสดงให้เห็นหลักทางพระพุทธศาสนา
ที่ให้ถือความจริงที่แน่นอน
เรื่องของการคิดคาด คะเน
หรือการเดา ซึ่งเป็นฐานะที่ ๒
นั้นมิใช่คติที่พึงยึดถือ
พูดง่าย ๆ ว่า ทางพระพุทธศาสนา
รับรองเฉพาะความจริงที่ประจักษ์ชัด
ไม่ยอม เดาในเรื่องใด ๆ ).
๒. วัณณุปถชาดก
"
พ่อค้าเกวียนทั้งหลาย
ไม่เกียจคร้าน ขุด ( หาน้ำอยู่ )
ในทางทราย ก็ได้พบน้ำในเนินทราย (
ในทะเลทราย ) นั้น.
ท่านผู้เป็นมุนีก็เช่นกัน
เป็นผู้ประกอบด้วยกำลังคือความเพียร
ไม่เกียจคร้าน
พึงประสบความสงบแห่งหทัยได้."
๓.
จุลลกเสฏฐชาดก
"
ผู้มีปัญญาพิจารณา ( เหตุผล )
ย่อมตั้งตนได้ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุนแม้น้อย
เหมือนคนก่อไฟกองน้อย ( ให้เป็น
กองใหญ่ ) ฉะนั้น."
๔. มตกภัตตชาดก
"
ถ้าสัตว์ทั้งหลายรู้อย่างนี้ว่า
ความเกิดนี้เป็นทุกข์,
ผู้มีชีวิตจึงไม่พึงเบียดเบียนผู้มีชีวิตด้วยกัน,
เพราะผู้ทำร้ายผู้มี ชีวิต
ย่อมเศร้าโศก."
๕. ติตถชาดก
"
ดูก่อนนายสารถี !
ท่านจงนำม้าไปดื่มน้ำที่ท่าอื่นบ้างสิ
คนเรายังเบื่อข้าวปายาสที่กินซ้ำ
ๆ ได้. "
( หมายเหตุ : เป็นคำแนะนำของบัณฑิตให้นำม้าของพระราชา
ซึ่งไม่ยอมลงดื่มน้ำในท่าน้ำที่จำเจ
โดยให้นำ
ไปดื่มที่ท่าอื่นดูบ้าง
เพราะคนเรายังรู้จักเบื่ออาหารที่กินซ้ำ
ๆ
คติของเรื่องนี้คือให้แก้ไขเรื่องต่าง
ๆ อย่างใช้ปัญญา ).
๖.
นันทิวิสาลชาดก
"
ควรกล่าวแต่วาจาที่น่าพอใจเท่านั้น
ไม่ควรกล่าววาจาที่ไม่น่าพอใจในกาลไหน
ๆ. เมื่อเศรษฐีกล่าวคำที่น่าพอใจ
โค ( นันทิวิสาล )
ได้ลากภาระหนักไปได้
ทำให้เศรษฐีได้ทรัพย์
และเอิบอิ่มใจ เพราะเหตุนั้น. "
๗.
สัมโมทมานชาดก
"
นกทั้งหลายชื่นชมต่อกัน (
สามัคคีกัน ) ก็พาเอาข่ายไปได้
เมื่อใดนกเหล่านั้นทะเลาะกัน
เมื่อนั้น ก็มาสู่อำนาจ ของเรา.
"
( หมายเหตุ : นายพรานพูดเมื่อนกกระจาบติดข่ายเพราะทะเลาะและเกี่ยงแย่งกัน
ไม่เหมือนคราวแรก ๆ ที่
ยังสามัคคีกัน
บินขึ้นพร้อมกับนำเอาข่ายที่ดักไว้ไปติดบนต้นไม้และรอดชีวิตไปได้
).
๘. ทุมเมธชาดก
"
คนมีปัญญาทรามได้ยศแล้ว
ย่อมประพฤติสิ่งที่เป็นความพินาศแก่ตน,
ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและ
คนอื่น. "
๙.
สุวัณณหังสชาดก
"
พึงยินดีตามที่ได้
เพราะว่าความโลภเกินไปเป็นความชั่ว
เช่น เรื่องคนจับพญาหงส์
เลยเสื่อมจากทอง. "
( หมายเหตุ : คือเรื่องโลภมากลาภหาย
เดิมได้ขนทองซึ่งหงส์ทองมาสลัดให้
แต่คิดโลภมาก จับหงส์ไว้ แล้ว
ถอนขนหมดทั้งตัว
ขนที่เคยเป็นทองก็เลยกลายเป็นขนนกธรรมดาไป
).
๑๐.
อุภโตภัฏฐชาดก
" ตาก็แตก
ผ้าก็หาย
ทั้งยังทะเลาะกันในเรือนของเพื่อนบ้าน.
เขามีการวางงานอันถูกประทุษร้ายทั้งสองทาง
คือทั้ง ในน้ำและบนบก. "
( หมายเหตุ : เป็นเรื่องของสองผัวเมียชาวประมง
ผัวตกเบ็ดติดตอ
นึกว่าได้ปลาใหญ่
เกรงว่าเพื่อนบ้านจะ ขอ
จึงสั่งให้ลูกไปบอกกับเมียให้ไปเที่ยวทะเลาะกับเพื่อนบ้าน
ตัวเองดึงสายเบ็ด แต่ดึงไม่ขึ้น
จึงเปลื้องผ้าทิ้งไว้บนฝั่ง
ลงไปงมถูกตอตำ ตาแตก ครั้นขึ้นมา
ก็ไม่มีผ้าจะนุ่ง
เพราะมีใครขโมยไปแล้ว
ทางบ้านก็แตกกับเพื่อนบ้านหมด
เพราะเมียไปทะเลาะตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว
).
จบเล่มที่ ๒๗
ขุททกนิกาย ชาดก ภาคที่ ๑ |