บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก พระสูตร

พระไตรปิฎกฉบับประชาชน
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑-๒๓

ขุททกนิกาย มหานิทเทส

สุตตันตปิฎก เล่ม ๒๑

      เล่มนี้อรรถกถากล่าวว่า ชี้แจงว่า เป็นภาษิตของพระสาริบุตร ใจความทั้งหมดก็คือ ยกเอาสูตร ๑๖ สูตร ในสุตตนิบาต วรรคที่ ๔ คือตั้งแต่กามสูตร ถึงสาริปุตตสูตร ( ซึ่งในการย่อนี้เท่ากับสูตรที่ ๓๙ ถึงสูตรที่ ๕๔ ดูหน้า พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ )  จากหัวข้อเลขที่ ๓๙ - ๕๔ มาอธิบาย อย่างละเอียดทีละตัวอักษร ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่ง เล่มที่ ๒๙ นี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับอรรถกถาสุตตนิบาต เพราะอธิบายพระสูตร ๑๖ สูตร ในสุตตนิบาต ให้ชัดเจนขึ้น แต่เพราะเหตุที่เป็นคำอธิบายของพระสาริบุตร จึงได้รับยกย่องให้เข้าอยู่ในพระไตรปิฎก ด้วย ในที่นี้จะไม่ย่อ เพราะถือว่าได้ย่อพระสูตรทั้งสิบหกไว้แล้ว.

ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส

สุตตันตปิฎก เล่ม ๒๒

      เล่มนี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นภาษิตของพระสาริบุตร อธิบายพระสูตรอีก ๑๖ สูตร ในสุตตนิบาต คือ อธิบายคำถามคำตอบเกี่ยวกับมาณพ ๑๖ คน   ( ซึ่งย่อไว้เป็นสูตรที่ ๕๕ ถึง ๗๐ โปรดดูหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ )   จบวรรคที่ ๔ ขึ้นวรรคที่ ๕ ซึ่งมี ๑๖ สูตร   เป็นการอธิบายคำถามคำตอบอย่างละเอียดทุกตัวอักษรเช่นกัน. นอกจากนั้นยังอธิบายขัคควิสาณสูตรที่ ๓ ใน สุตตนิบาต ( หน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ หน้าเดียวกัน ในหัวข้อเรื่องหมายเลข   ๕. สุตตนิบาต ชุมนุมพระสูตร ) อีกโดย พิสดาร จึงรวมเป็น ๑๗ สูตร.

ปฏิสัมภิทามรรค

สุตตันตปิฎก เล่ม ๒๓ ( ทางแห่งความแตกฉาน )

      พระไตรปิฎกเล่มนี้ เป็นภาษิตของพระสาริบุตร อธิบายศัพท์ธรรมะต่าง ๆ อย่างวิจิตรพิสดาร วิธีการอธิบาย คือถ้ามีพระพุทธภาษิตว่าด้วยเรื่องนั้น ก็นำมาตั้งไว้แล้วอธิบายขยายความอีกต่อหนึ่ง ถ้าไม่มีพระพุทธภาษิต อธิบายไว้โดยตรง ท่านผู้กล่าว ( คือพระสาริบุตร ) ก็ตั้งบทตั้งขึ้นเอง และอธิบายขยายความไปตามบทตั้งละเอียดต่อไป มีบาง ครั้งก็ตั้งภาษิตของพระอานนท์เป็นหัวข้อแล้วแจกอธิบายในภายหลัง.

      เนื่องจากศัพท์ธรรมะที่เป็นบทตั้งในการอธิบายมีอยู่ ๓๐ ศัพท์ หรือ ๓๐ ข้อ จึงแบ่งเป็นวรรค ได้ ๓ วรรค ๆ ละ ๑๐ ข้อ คือ :-

       วรรคที่ ๑ ชื่อมหาวรรค แปลว่า หมวดใหญ่ มี ๑๐ เรื่อง คือ :-   ๑. ญาณะ ( ความรู้ )   ๒. ทิฏฐิ ( ความเห็น )   ๓. อานาปานะ ( ลมหายใจเข้าออก )   ๔. อินทรีย์ ( ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ ของตน )   ๕. วิโมกข์ ( ความหลุดพ้น )   ๖. คติ ( ที่ไปหรือทางไป )   ๗. กัมมะ ( การกระทำ )   ๘. วิปัลลาสะ ( ความคลาด เคลื่อนวิปริต )   ๙. มัคคะ ( หนทาง )   ๑๐. มัณฑเปยยะ ( ของใส่ที่ควรดื่ม เทียบด้วยคุณธรรม ).

       วรรคที่ ๒ ชื่อยุคนัทธวรรค แปลว่า หมวดที่ขึ้นต้นด้วยธรรมที่เทียม คู่ คือธรรมที่แฝดกัน ได้แก่สมถะและวิปัสสนา มี ๑๐ เรื่อง คือ :-    ๑๑. ยุคนัทธะ ( ธรรมที่เทียมคู่ )   ๑๒. สัจจะ ( ความจริง )   ๑๓. โพชฌงค์ ( องค์แห่งการตรัสรู้ )    ๑๔. เมตตา ( ไมตรีจิตคิดให้เป็นสุข )   ๑๕. วิราคะ ( ความคลายกำหนัด )   ๑๖. ปฏิสัมภิทา ( ความแตกฉาน )   ๑๗. ธัมมจักกะ ( ล้อรถคือพระธรรม )   ๑๘. โลกุตตระ ( ธรรมที่ข้ามพ้นจากโลก )   ๑๙. พละ ( ธรรมอันเป็นกำลัง ) ๒๐. สุญญะ ( ความว่างเปล่า ).

       วรรคที่ ๓ ชื่อปัญญาวรรค แปลว่า หมวดที่ขึ้นต้นด้วยปัญญา มี ๑๐ เรื่อง คือ :-   ๒๑. มหาปัญญา ( ปัญญาใหญ่ )   ๒๒. อิทธิ ( ฤทธิ์หรือความสำเร็จ )   ๒๓. อภิสมัย ( การตรัสรู้ )   ๒๔. วิเวก ( ความสงัด )    ๒๕. จริยา ( ความประพฤติ )   ๒๖. ปาฏิหาริยะ ( ปาฏิหาริย์ = นำกิเลสไปเสีย )   ๒๗. สมสีสะ ( สิ่งที่สงบและสิ่ง ที่มีศีรษะ )      ๒๘. สติปัฏฐาน ( การตั้งสติ )    ๒๙. วัปัสสนา ( ความเห็นแจ้ง )    ๓๐. มาติกา ( แม่บท).

คำอธิบายศัพท์ในวรรคที่ ๑

    ๑. ญาณะ ( ความรู้ ) ข้อนี้มีบทตั้งแสดงถึงญาณ ( ความรู้ ) อันได้ แก่ปัญญา ๗๓ ประการ พร้อมทั้งกล่าวว่า ในญาณ ๗๓ ประการเหล่านี้ ๖๗ ข้อเป็นของทั่วไปแก่พระสาวก ส่วนอีก ๖ ข้อ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก.   ในการอธิบายญาณต่าง ๆ นั้น บทตั้ง ( ซึ่งเป็นภาษิตของพระสาริบุตร มิใช่พระพุทธภาษิต ) อธิบายว่า ปัญญาอย่างนั้น ๆ ชื่อว่าญาณ ขอยกตัวอย่างตั้งแต่ข้อที่ ๑ ไป รวม ๑๐ ดังนี้ :-

      ๑. ปัญญาในการเงี่ยโสต ( สดับ ) ชื่อว่าญาณอันสำเร็จด้วยการฟัง   ๒. ครั้นฟังแล้ว ( เกิด ) ปัญญาในการสำรวม ชื่อว่าญาณอันสำเร็จด้วยศีล   ๓. ครั้นสำรวมแล้ว ( เกิด ) ปัญญาในการตั้งจิตมั่น ชื่อว่าญาณอันสำเร็จด้วย การเจริญสมาธิ   ๔. ปัญญาในการกำหนดรู้ปัจจัย ชื่อว่าญาณในความตั้งอยู่แห่งธรรม ( ธัมมัฏฐิติญาณ )   ๕. ปัญญาในการรวบ รวมธรรมที่เป็นอดีต,  อนาคต,    ปัจจุบัน แล้วกำหนดรู้ ชื่อว่าญาณในการพิจารณา ( สัมมสเน ญาณ )    ๖. ปัญญาในการพิจารณา เห็นความปรวนแปรแห่งธรรมอันเป็นปัจจุบัน ชื่อว่าญาณในการพิจารณาความเกิด ความเสื่อม ( อุทยัพพยานุปัสสเน ญาณ )    ๗. ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกดับ ชื่อว่าญาณในการเห็นแจ้ง ( วิปัสสเน ญาณ )   ๘. ปัญญาในความ ปรากฏเป็นของน่ากลัว ( แห่งสังขาร ) ชื่อว่าญาณ คือความรู้ในโทษ ( อาทีนเว ญาณ )    ๙. ปัญญาที่ทำให้เกิดการพิจารณาด้วย ใคร่จะพ้นไปเสีย ชื่อว่าญาณในความวางเฉยในสังขาร ( สังขารุเปกขาสุ ญาณ )   ๑๐. ปัญญาในการออกในการหมุนกลับจาก เครื่องหมายแห่งสังขารภายนอก ชื่อว่าโคตรภูญาณ ( ต่อจากนี้เป็นการแสดงมัคคญาณ, ผลญาณ, วิมุตติญาณ, ปัจจเวกขณญาณ เป็นต้น มีญาณในอริยสัจจ์ ๔    และในปฏิสัมภิทา ๔  เป็นที่สุดรวม ๖๗ ญาณ  เป็นญาณที่ทั่วไปแก่พระสาวก ).

      ส่วนญาณอีก ๖ ประการที่มีเฉพาะแก่พระพุทธเจ้า ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก คือ     ๑. อินทริยปโรปริยัตตญาณ (ญาณหยั่งรู้อินทรีย์อันยิ่งหย่อนของสัตว์)    ๒.อาสยานุสยญาณ ( ญาณหยั่งรู้อาสัยคือความน้อมใจไปทั้งทางดีทางชั่ว และอนุสัยคือกิเลสที่นอนเนื่องในสันดานมีกามราคะ เป็นต้น มีอวิชชาเป็น ที่สุด )   ๓. ยมกปาฏิหิรญาณ ( ญาณอันทำให้สามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้ คือปาฏิหาริย์เนื่องด้วยธาตุน้ำและธาตุไฟ แสดงออก พร้อมกัน )   ๔. มหากรุณาสมาบัตติญาณ ( ญาณในการเข้าสมาบัติ มีมหากรุณาเป็นอารมณ์ )    ๕. สัพพัญญุตญาณ ( ญาณคือความ เป็นผู้รู้สิ่งทั้งปวง )   ๖. อนาวรณญาณ ( ญาณอันไม่มีความข้องขัดไม่มีเครื่องกั้น ).

       ๒. ทิฏฐิ ( ความเห็น )    ในข้อนี้มีบทตั้งเป็นของพระสาริบุตรเอง โดย แสดงถึงที่ตั้งแห่งทิฏฐิ ๘ ประการ มีขันธ์,   อวิชชา,  ผัสสะ เป็นต้น,  เครื่องรึงรัดคือทิฏฐิ ๑๘ ประการ แจกตามชื่อกิเลสพวก ทิฏฐิ ตัวทิฏฐิเอง ๑๖ ประการ มีอัสสาททิฏฐิ ( ความเห็นด้วยความพอใจ ) เป็นต้น,    ความยึดถือทิฏฐิต่าง ๆ ด้วยอาการมากน้อย ต่างกันตามประเภทของทิฏฐิ,    โสดาปัตติมรรค เป็นการถอนขึ้นซึ่งที่ตั้งแห่งทิฏฐิ,  การลูบคลำด้วยความยึดถือว่า ขันธ์ ๕ อายตนะภายในภายนอก เป็นต้น  ว่าเป็นของเรา,    เราเป็นนั่น,    นั่นเป็นตัวตนของเรา จัดเป็นทิฏฐิ ในการอธิบายรายละเอียดนั้น ได้ลงสุดท้ายด้วยนำพระพุทธภาษิตแสดงถึงบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ ๑๐ ประการ  ( ดูหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ หน้า ๒)   หมายเลขหัวข้อที่ ๑ - ๒

       ๓. อานาปานะ ( ลมหายใจเข้าออก )    ในข้อนี้มีบทตั้งเป็นของพระ สาริบุตรเองเช่นกัน แสดงญาณความรู้ ๒๐๐ ประการ อันเกิดจากสมาธิว่า จะเกิดแก่ผู้เจริญสมาธิ คือสติกำหนดลมหายใจเข้า ออก เช่น ญาณหยั่งรู้อันตรายของสมาธิ ๘ ประการ อุปการะของสมาธิ ๘ ประการ อันเป็นคู่ปรับกัน ( รวมเป็น ๑๖ ) คือความ พอใจในกาม กับการออกจากกาม,   ความพยาบาท กับความไม่พยาบาท,    ความหดหู่ง่วงงุน กับความกำหนดหมายแสงสว่าง,   ความฟุ้งสร้าน กับความไม่ฟุ้งสร้าน,   ความลังเลสงสัย กับการกำหนดธรรมะ,    ความไม่รู้ ( อวิชชา ) กับความรู้ ( ญาณะ ),   ความไม่ยินดี กับความปราโมทย์, อกุศลธรรมทั้งปวง กับกุศลธรรมทั้งปวง เป็นต้น.

       ๔. อินทรีย์ ( ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน )    ในข้อนี้มีบทตั้ง ที่เป็นของพระพุทธภาษิต แสดงถึงธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ( อินทีรย์ ) ๕ ประการ คือ ศรัทธา ( ความเชื่อ ), วิริยะ ( ความเพียร ), สติ ( ความระลึกได้ ), สมาธิ ( ความตั้งใจมั่น ), และปัญญา ( ความรู้ทั่วถึงสิ่งที่ควรรู้ ). ครั้นแล้วแจกราย ละเอียดออกไปอีก.

       ๕. วิโมกข์ ( ความหลุดพ้น )    บทตั้งในพระพุทธภาษิต แสดงถึง วิโมกข์ ๓ ประการ คือ วิโมกข์ที่ว่างเปล่า ( สุญญตวิโมกข์ ), วิโมกข์ที่ไม่มีนิมิต ( อนิมิตตวิโมกข์ ), วิโมกข์ที่ไม่มีที่ตั้ง ( อัปปณิหิตวิโมกข์ ) ในรายละเอียด ได้แจกวิโมกข์ออกไป ๘๐ ประการ.

       ๖. คติ ( ที่ไปหรือทางไป )    บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงว่าการ ที่จะถึงพร้อมด้วยคติ คือเกิดในที่ดี ๆ ตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไปถึงเทพว่า แต่ละประการนั้นมีเหตุกี่อย่าง.

       ๗. กัมมะ ( การกระทำ )    บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แจกกรรมและ ผลของกรรมออกไปมากมาย เช่น กรรมได้มีได้เป็นแล้ว ผลของกรรมได้มีได้เป็นแล้ว, กรรมได้มีได้เป็นแล้ว แต่ผลของกรรม ยังมิได้มีได้เป็น, กรรมได้มีได้เป็นแล้ว แต่ผลของกรรมกำลังมีกำลังเป็น เป็นต้น

       ๘. วิปัลลาสะ ( ความคลาดเคลื่อนวิปริต )    บทตั้งเป็นพระพุทธ ภาษิต แสดงวิปัลลาส ๔ ประการ คือความวิปัลลาสคลาดเคลื่อนแห่งสัญญา แห่งจิต แห่งความเห็น    ๑. ในสิ่งไม่เที่ยง ว่า เที่ยง   ๒. ในสิ่งเป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข     ๓. ในสิ่งมิใช่ตน ว่าเป็นตน   ๔. ในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม และพระพุทธภาษิต แสดงความ ไม่วิปัลลาส คือที่ตรงกันข้าม.

       ๙. มัคคะ ( หนทาง )    บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงเนื้อความของ คำว่า มรรค และแจกรายละเอียดว่า ในขณะแห่งโสดาบัตติมรรค จนถึงอรหัตตมรรค สัมมาทิฎฐิ ( ความเห็นชอบ ) ทำหน้าที่ อย่างไร เป็นมรรคเป็นเหตุอย่างไร.

       ๑๐. มัณฑเปยยะ ( ของใสที่ควรดื่ม เทียบด้วยคุณธรรม ) นำเอาพระพุทธภาษิตในสังยุตตนิกายมาเป็นบทตั้ง แสดงของใสที่ควรดื่ม ๓ ประการ คือ     ๑. เทศนา ( การแสดงธรรม )   ๒. ผู้รับ ทาน ( คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทพ มนุษย์ และใคร ๆ ก็ตามที่เป็นผู้รู้แจ้ง )   ๓. พรหมจรรย์ ( การประพฤติดังพรหม คือเว้นการเสพกาม ซึ่งอธิบายว่า ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ ).     ในภาคอธิบายแสดงธรรมะ ฝ่ายดีฝ่ายเลวคู่กัน ให้เห็นว่าฝ่ายหนึ่ง เป็นเสมือนของใสที่ควรดื่ม อีกฝ่ายหนึ่งเป็นเสมือนกากที่ควรทิ้ง เช่น ความเชื่อ ( สิ่งที่ควรเชื่อ ) เป็นฝ่ายดี ความไม่เชื่อเป็นฝ่าย ที่ควรทิ้ง ความเพียรเป็นฝ่ายดี ความเกียจคร้านเป็นฝ่ายที่ควรทิ้ง เป็นต้น.

คำอธิบายศัพท์ในวรรคที่ ๒

  ๑๑. ยุคนัทธะ ( ธรรมที่เทียมคู่ ) บทตั้งเป็นภาษิตของพระอานนท์ แสดงว่าภิกษุ ภิกษุณีจะพยากรณ์อรหัตตผลในสำนักของพระอานนท์ ก็มี ๔ ทาง คือ ๑. เจริญวิปัสสนา มีสมถะเป็นเบื้องต้น (เจริญปัญญาโดยเจริญสมาธิก่อน ) ๒. เจริญสมถะ มีวิปัสสนเป็นเบื้องต้น ( เจริญสมาธิโดยเจริญปัญญาก่อน ) ๓. เจริญทั้ง สมถะและวิปัสสนาคู่กัน ๔. มีจิตแยกจากความฟุ้งสร้านในธรรม    ( โปรดดูที่ย่อไว้แล้วในหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ หน้า ๔ ด้วย )   หมายเลขหัวข้อที่ ๒ - ๓ ต่อจากนั้นเป็น คำอธิบายโดยละเอียด.

       ๑๒. สัจจะ ( ความจริง ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิตแสดงความจริง คืออริยสัจจ์ ๔ ประการพร้อมด้วยคำอธิบายโดยละเอียด.

       ๑๓. สัจจะ ( ความจริง ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงโพชฌงค์ ๗ ประการ คือคติ ( ความระลึกได้ ),    ธัมมวิจยะ ( การเลือกเฟ้นธรรมะ ),   วิริยะ ( ความเพียร ),   ปีติ ( ความอิ่มใจ ),    ปัสสัทธิ์ ( ความสงบใจ ),   สมาธิ ( ความตั้งใจมั่น ),     อุเบกขา ( ความวางเฉย ).  ในภาคอธิบาย ได้แสดงวิเคราะห์ศัพท์อย่างพิสดาร.

       ๑๔. เมตตา ( ไมตรีจิตคิดให้เป็นสุข ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดงอานิสงส์ของเมตตา ๑๑ ประการ ( ดังที่ย่อไว้แล้วหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๖ หน้า ๔ ด้วย ) ในข้อ เอกาทสกนิบาต (ชุมนุมธรรมะที่มี ๑๑ ข้อ) ในภาคอธิบายได้แสดงถึงเมตตาเจโตวิมุติ ที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงและโดยเจาะจงหลายวิธี.

       ๑๕. วิราคะ ( ความคลายกำหนัด ) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงว่าวิราคะเป็นมรรควิมุติ ( ความหลุดพ้น ) เป็นผล.

       ๑๖. ปฏิสัมภิทา ( ความแตกฉาน ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แล้วแสดงความแตกฉาน ๔ อย่างโดยละเอียด.

       ๑๗. ธัมมจักกะ ( ล้อรถคือพระธรรม ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต บางตอนในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เฉพาะที่ว่าด้วยฌานเห็นอริยสัจจ์ ๔ ประการ แล้ววิเคราะห์ศัพท์โดยพิสดาร.

       ๑๘. โลกุตตระ ( ธรรมที่ข้ามพ้นจากโลก ) บทตั้งเป็นภาษิตของ พระสาริบุตร แสดงโลกุตตรธรรม คือ สติปัฏฐาน ( การตั้งสติ ) ๔,   สัมมัปปธาน ( เพียรชอบ ) ๔,   อิทธิบาท ( ธรรมที่ให้บรรลุ ความสำเร็จ ) ๔,     อินทรีย์ ( ธรรมอันเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ) ๕,    พละ ( ธรรมอันเป็นกำลัง ) ๕,   โพชฌงค์ ( องค์แห่งการ ตรัสรู้ ) ๗,   มรรค ( หนทางหรือข้อปฏิบัติ ) มีองค์ ๘,   อริยมรรค ๔,   สามัญญผล ๔,   นิพพาน ( พึงสังเกตุว่า บทตั้งนี้แสดง โลกุตตรธรรม ด้วยชี้ไปที่โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ) แล้วแสดงวิเคราะห์ศัพท์.

       ๑๙. พละ ( ธรรมอันเป็นกำลัง ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิตเรื่องพละ คือธรรมอันเป็นกำลัง ๕ ได้แก่ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา. แล้วได้แสดงพละตามนัยอื่นอีก รวม ๖๘ ประการ.

       ๒๐. สุญญะ ( ความว่างเปล่า ) บทตั้งเป็นเรื่องแสดงว่าพระอานนท์ ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค กราบทูลถามว่า ที่ว่าโลกสูญ ๆ นั้นด้วยเหตุเพียงเท่าไร ตรัสตอบว่า เพราะเหตุที่สูญจากตนและจากสิ่งที่ เนื่องด้วยตน จึงชื่อว่าโลกสูญ แล้วได้ตรัสแจกอายตนะภายในมีตา เป็นต้น อายตนะภายนอกมีรูป เป็นต้น รวมทั้งวิญญาณ, ผัสสะ, เวทนา ว่าล้วนสูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน. ในภาคอธิบายได้กล่าวถึงความสูญ, ความสูญจากสังขาร, ความสูญ เพราะปรวนแปร, ความสูญที่เลิศคือพระนิพพาน, ความสูญจากลักษณะ, ความสูญตามลักษณะวิมุติ ๕ เป็นต้น จนถึงความสูญ โดยปรมัตถ์ คือสูญโดยประการทั้งปวง.

คำอธิบายศัพท์ในวรรคที่ ๓

       ๒๑. มหาปัญญา ( ปัญหาใหญ่ ) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงว่าเจริญอนิจจานุปัสสนา ( การพิจารณาเห็นเป็นของไม่เที่ยง ) ทำให้ชวนปัญญา ( ปัญญาอันเหมือนฝีเท้า ) ให้บริบูรณ์, เจริญทุกขานุปัสสนา ( การพิจารณาเห็นเป็นทุกข์ ) ทำให้นิพเพธิกปัญญา ( ปัญญาอันชำแรกกิเลส ) ให้บริบูรณ์, เจริญอนัตตานุปัสสนา ( การพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ตน ) ทำให้มหาปัญญา ( ปัญญาใหญ่ ) บริบูรณ์ เป็นต้น.

       ๒๒. อิทธิ ( ฤทธิ์หรือความสำเร็จ ) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดงความหมายของคำว่า ฤทธิ์ ( คือความสำเร็จ ) แสดงฤทธิ์ ๑๐ อย่าง คือ    ๑. ฤทธิ์อันเกิดจากการอธิฐาน   ๒. ฤทธิ์เกิดจาก การบันดาล ( วิกุมพพนา )   ๓. ฤทธิ์เกิดจากใจ   ๔. ฤทธิ์เกิดจากการแผ่ญาณ   ๕. ฤทธิ์เกิดจากการแผ่สมาธิ   ๖. ฤทธิ์อันเป็นอริยะ ( ในการพิจารณาธรรมะ )   ๗. ฤทธิ์เกิดจากผลของกรรม   ๘. ฤทธิ์ของผู้มีบุญ   ๙. ฤทธิ์เกิดจากวิชชา   ๑๐. ฤทธิ์มีการประกอบถูกส่วนเป็นปัจจัย. นอกจากนั้นยังแสดงภูมิของฤทธิ์ ๔   คือฌาน ๔  เป็นต้น.

       ๒๓. อภิสมยะ ( การตรัสรู้ ) บทตั้งเป็นพระสาริบุตร แสดงว่า การตรัสรู้ มีได้ด้วยจิตและด้วยญาณ เป็นต้น.

       ๒๔. วิเวกะ ( ความสงัด ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต ที่ว่าการงาน ใด ๆ ก็ตาม ที่พึงทำด้วยกำลัง การงานนั้น ๆ ทั้งหมดต้องอาศัยแผ่นดิน ตั้งอยู่บนแผ่นดินฉันใด ภิกษุจะเจริญ ทำให้มากซึ่ง อริยมรรค มีองค์ ๘ ก็ต้องอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลฉันนั้น แล้วตรัสแจกรายละเอียดออกไปถึงการเจริญมรรคมีองค์ ๘ มีความเห็น ชอบ เป็นต้น อันอาศัยความสงัด อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อาศัยการสละ แล้วแจกความสงัด, วิราคะ, นิโรธ, การสละ ออกไป อีกอย่างละ ๕ ข้อ คือ วิกขัมภนะ ( การข่มด้วยฌาน ), ตทังคะ ( องค์นั้นคือ สมาธิ ที่มีส่วนในการชำแรกหรือทำลายทิฏฐิ ), สมุจเฉท ( การตัดขาดด้วยมรรคอันเป็นโลกาตตระ ), ปฏิปัสสัทธิ ( การสงบระงับด้วยผล ) นิสสรณะ ( การแล่นออก คือนิโรธ หรือนิพพาน ).

       ๒๕. จริยา ( ความประพฤติ ) บทตั้งเป็นของพระสาริบุตร แสดง จริยา ๘ ประการ คือ ๑. อิริยาปถจริยา ความประพฤติตามอิริยาบท คือ ยืน, เดิน, นั่ง, นอน, ๒. อายตนจริยา ความประพฤติ ตามอายตนะภายในภายนอก, ๓. สติจริยา ความประพฤติในการตั้งสติ ๓ อย่าง, ๔. สมาธิจริยา ( ความประพฤติในฌาน ๔ ), ๕. ญาณจริยา ความประพฤติในอริยสัจจ์ ๔, ๖. มัคคจริยา ความประพฤติในมรรค ๔, ๗. ปัตติจริยา ความประพฤติในผล ๔, ๘. โลกัตถจริยา ความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่โลก บางส่วนเป็นของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า บางส่วนเป็นของ พระปัจเจกพุทธเจ้า บางส่วนเป็นของพระสาวก. นอกจากนั้นยังแสดงจริยา ๘ อีก ๒ นัย.

       ๒๖. ปาฏิหาริยะ ( ปาฏิหาริย์-การนำไปเสีย ) บทตั้งเป็นพระ พุทธภาษิต แสดงปาฏิหาริย์ ๓ คือ อิทธิปาฏิหาริย์ แสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์, อเทสนาปาฏิหาริย์ ดักใจ ทายได้เป็นอัศจรรย์, อนุสาสนีปาฏิหาริย์ สั่งสอนเป็นอัศจรรย์. พร้อมทั้งพระพุทธภาษิตอธิบายปาฏิหาริย์ ๓ โดยละเอียด. ในภาคอธิบาย วิเคราะห์ ศัพท์ปาฏิหาริย์ว่า นำไปเสีย คือนำกิเลสต่าง ๆ ไปเสีย.

       ๒๗. สมสีสะ ( สิ่งที่สงบและสิ่งที่มีศีร์ษะ )  บทตั้งเป็นพระสาริบุตร ให้คำอธิบายเพียงสั้น ๆ ว่า ปัญญาที่เห็นความไม่ปรากฏแห่งกิเลสในการตัดขาด และในการดับแห่งธรรมทั้งปวง ชื่อว่าญาณ คือความรู้ในเนื้อความแห่งสมสีสะ. ในภาคอธิบาย แสดงธรรมฝ่ายดีตั้งแต่เนกขัมมะ ( การออกจากกาม ) จนถึงอรหัตตมรรค ว่าเป็นสมะ คือความสงบ และแสดงธรรมที่มีศีร์ษะรวม ๑๓ ประการ คือตัณหา มี ความกังวลเป็นศีร์ษะ, มานะ มีความผูกพันเป็นศีร์ษะ, ทิฏฐิ มีความรูปคลำ ( ปรามาส ) เป็นศีร์ษะ, ความฟุ้งสร้าน มีความส่าย ไปเป็นศีร์ษะ, อวิชชา มีกิเลสเป็นศีร์ษะ, ศรัทธา มีความน้อมใจเชื่อศีร์ษะ, วิริยะความเพียร มีความประคองเป็นศีร์ษะ, สติ มี ความปรากฏเป็นศีร์ษะ, สมาธิ มีความไม่ส่ายไปเป็นศีร์ษะ, ปัญญามีการเห็นเป็นศีร์ษะ, ชีวิตินทรีย์ มีความเป็นไปเป็นศีร์ษะ, วิโมกข์ มีโคจรคืออารมณ์เป็นศีร์ษะ, นิโรธมีสังขารเป็นศีร์ษะ, ( คำว่า ศีร์ษะ น่าจะหมายความว่าเป็นส่วรสำคัญ ).

       ๒๘. สติปัฏฐาน ( การตั้งสติ ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดง สติปัฏฐาน ๔ ประการ ( รายละเอียดโปรดดูหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๕ หน้า ๒ ด้วย ) หมายเลขหัวข้อที่ ๒๔

       ๒๙. วิปัสสนา ( ความเห็นแจ้ง ) บทตั้งเป็นพระพุทธภาษิต แสดง ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ภิกษุพิจารณาเห็นสังขารว่าเที่ยง, เป็นสุข, เป็นอัตตา จะทำให้แจ้งโสดาปัตติผล จนถึงอรหัตตผล ในทางดีคือที่ ตรงกันข้าม

       ๓๐. มาติกา ( แม่บท ) บทตั้งเป็นภาษิตของพระสาริบุตร แสดงเรื่อง วิโมกข์, วิชชา ( ความรู้ ), วิมุติ ( ความหลุดพ้น ), อธิศีล, อธิจิต, อธิปัญญา, ปัสสัทธิ ( ความสงบระงับ ), ญาณ ( ความรู้ ), ทัสสนะ ( ความเห็น ), สุทธิ ( ความบริสุทธิ์ ), เนกขัมมะ ( การออกจากกาม ), นิสสรณะ ( ความพ้นไป ความแล่นออก ), ปวิเวกะ ( ความสงัด ), โวสสัคคะ ( ความสละ ), จริยา ( ความประพฤติ ), ฌานวิโมกข์ ( ความพ้นด้วยฌาน ), ภาวนาธิฏฐาน ชีวิต ( ความเป็นอยู่โดยการเจริญความดีโดยตั้งใจมั่น ) แล้วอธิบายทีละศัพท์โดยละเอียด.

สรูป

      พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๑ นี้ สมที่ตั้งชื่อว่าปฏิสัมภิทามรรค ( ทางแห่งความแตกฉาน ) เพราะ อธิบายธรรมะข้อเดียว แจกรายละเอียดออกไปเป็นสิบเป็นร้อยข้อ ทำให้เข้าใจศัพท์ และความหมายแตกฉาน แต่ที่ย่อมาแสดง เพียงเท่านี้สำหรับประชาชนทั่วไป แม้เช่นนั้น ก็รู้สึกว่าจะยังยากที่จะเข้าใจ แต่ถ้านึกว่าธรรมะก็มีตั้งแต่อย่างต่ำเข้าใจง่าย จนถึง อย่างสูงเข้าใจยาก ก็คงทำให้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับพระไตรปิฎกได้บ้าง.

จบเล่มที่ ๓๑ ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค

        --------------------------------------------------------------

    '๑' . โปรดดูคำอธิบายในตอนที่ยกอธิบายทีละศัพท์ต่อไป

    '๒' . ญาณข้อนี้ คือรู้ว่า มีกิเลสน้อยกิเลสมาก มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อันเป็นอินทรีย์ คือธรรม ที่เป็นใหญ่ กล้า หรืออ่อน มีอาการดี มีอาการเลว เป็นต้น

    '๓' . คำนี้ตามที่เข้าใจกันทั่วไป หมายถึงดับกิเลส พร้อมด้วยดับชีวิต

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๐
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑-๒๓
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook