ขุททกนิกาย อุปทาน ภาคที่ ๑
สุตตันตปิฎก
เล่ม ๒๔
พระไตรปิฎกเล่มนี้แสดงถึงประวัติการบำเพ็ญคุณงามความดีของพระพุทธเจ้า
พระปัจเจก
พุทธเจ้าและพระสาวกต่าง ๆ
รวมทั้งสิ้น ๔๑๒ เรื่อง
เป็นประวัติการทำความดีของพระพุทธเจ้า
๑ เรื่อง ประวัติการทำชั่วที่เคย
มีในอดีตก่อนตรัสรู้ ๑ เรื่อง
อันแสดงว่าเป็นเหตุให้ได้รับผลร้ายอย่างไร
เป็นประวัติพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑
เรื่อง ประวัติพระ สาวกต่าง ๆ ๔๐๙
เรื่อง.
ทุกเรื่องเรียบเรียงเป็นคำฉันท์และบอกไว้ด้วยว่า
เรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น
ตรัสแสดงไว้แก่พระอานนท์ผู้เป็นเวเทหมุนี
(มุนีผู้ฉลาด )
ลักษณะคำฉันท์ที่แต่งไว้
มิใช่มุ่งเพียงแสดงประวัติ
แต่มุ่งให้มีความ
ไพเราะทางวรรณคดีปนอยู่ด้วยเป็นอย่างมาก.
ในที่นี้จะย่อความเป็นตัวอย่างเพียงบางเรื่อง
คือ :-
๑.
พุทธาปทาน
(ข้ออ้างหรือประวัติของพระพุทธเจ้า
)
ใจความว่า
พระผู้มีพระภาคประทับ ณ
เชตวนาราม
พระอานนทเถระได้กราบทูลถาม
ถึงเหตุ
ให้บุคคลทั้งหลายได้เป็นพระพุทธเจ้าผู้รู้สิ่งทั้งปวง
ตรัสตอบว่า
ต้องเป็นผู้ได้ทำอธิการ (
คุณความดี ) ไว้ในพระพุทธเจ้าทุก
พระองค์
แต่ยังมิได้บรรลุความหลุดพ้นในศาสนาของพระพุทธเจ้า
( นั้น ๆ ).
ด้วยปัญญาที่ได้ตรัสรู้ออกหน้า
ผู้มีปัญญาย่อมบรรลุ
ความเป็นสัพพัญญูได้โดยลำดับ
ด้วยอัธยศัย
ด้วยธรรมะเป็นกำลังอันใหญ่
ด้วยปัญญาด้วยเดช.
ครั้นแล้วตรัสเล่าว่า
พระองค์เอง
ได้ทรงปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน
ๆ ผู้เป็นธรรมราชา
ผู้สมบูรณ์ด้วยบารมี ๓๐
นับจำนวนไม่ ได้,
ได้ปรารถนาการตรัสรู้ต่อพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย
ได้นมัสการ ๑๐ นิ้ว
ซึ่งพระผู้เป็นนายกของโลกทั้งหลายพร้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์ได้อภิวาทด้วยเศียรเกล้า.
นอกจากนั้นยังแสดงถึงการที่มีพระหฤทัยนึกน้อมถวายทาน
มีความเลื่อมใสบูชาพระ
พุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้า
แล้วแสดงการบำเพ็ญบารมีต่าง ๆ
มีศีล เป็นต้น
แล้วลงสุดท้ายเป็นคำสอนว่า "
ท่านทั้งหลาย
เห็นความเกียจคร้านเป็นภัย
เห็นความเพียรเป็นความเกษม (
ปลอดโปร่งจากภัย ) แล้ว
ก็จงปรารภความเพียรเถิด.
นี้เป็นคำ
สอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
เห็นการวิวาทกันเป็นภัย
เห็นความไม่วิวาทกันเป็นความปลอดโปร่งจากภัยแล้ว
ก็จงสมัครสมาน เป็นมิตรกันเถิด.
นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
เห็นความประมาทเป็นภัย
เห็นความไม่ประมาทเป็นความปลอดโปร่งจากภัยแล้ว
ก็จงเจริญมรรคาอันมีองค์ ๘ เถิด.
นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
" ดังนี้เป็นต้น.
( หมายเหตุ
: ข้อความที่พรรณนาในพุทธาปทานนี้
หนักไปในทางแสดงการบำเพ็ญ
บารมีทางใจมากกว่าอย่างอื่น
และมีหลักสำคัญที่แสดงว่า
ได้แสดงความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้ามาแล้วในพระพุทธเจ้า
พระองค์ก่อน ๆ
ส่วนรายการบำเพ็ญบารมีอื่นอีก
จะมีแจ้งข้างหน้าในการย่อเล่มที่
๓๓ อันว่าด้วยจริยาปิฎก ).
๒.
ปัจเจกพุทธาปทาน
(ข้ออ้างของพระปัจเจกพุทธเจ้า
)
ใจความในคำฉันท์แสดงว่า
พระอานนท์ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
ถึงเหตุที่บุคคลจะได้
เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า,
ตรัสตอบว่า
ต้องเป็นผู้ได้ทำอธิการ (
คุณความดี )
ไว้ในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
แต่ยังมิได้บรรลุความ
หลุดพ้นในศาสนาของพระพุทธเจ้า (
นั้น ๆ ). ด้วยความสังเวชออกหน้า
ผู้มีปัญญากล้าแม้เว้นจากพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ได้บรรลุ
ปัจเจกโพธิ ( การตรัสรู้เฉพาะตน )
ด้วยอารมณ์อันเล็กน้อย (
กว่าของพระพุทธเจ้า ).
บุคคลที่จะเสมอพระปัจเจกพุทธเจ้า
เว้น พระพุทธเจ้าเสียแล้ว
ก็ไม่มีในโลกทั้งปวง.
ครั้นแล้วตรัสแสดงคุณงามความดีต่าง
ๆ ตามทำนองแห่งขัคควิสาณสูตร (
ที่กล่าวมา
แล้วในหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่
๑๗ ) ในอุรควรรคที่
๑ มี ๑๒ สูตร ที่หมายเลข ๓.
๓.
สาริปุตตเถราปทาน
(
ข้ออ้างของพระสาริบุตร )
ข้าพเจ้า ( พระสาริบุตร )
ได้สร้างอาศรม สร้างบรรณศาลา ณ
เวลัมพบรรพต ไม่ไกล
หิมวันตประเทศ มีแม่น้ำฝั่งตื้น
มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์
มีเนินทรายอันบริสุทธิ์ดี
ไม่ไกลอาศรม. ข้าพเจ้า (
พระสาริบุตร ) เป็น ดาบสนามว่า
สุรุจิ มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร
มักเข้าฌาน ยินดีในฌานเสมอ
ถึงพร้อมด้วยกำลังคืออภิญญา ๕ (
แสดงฤทธิ์ได้, หูทิพย์,
กำหนดรู้ใจผู้อื่น, ระลึกชาติได้,
ตาทิพย์ ) มีศิษย์เป็นพราหมณ์
ผู้มีชาติ มียศ เป็นจำนวนมาก
เป็นผู้รู้คัมภีร์พราหมณ์
อุปฐากบำรุงข้าพเจ้า
วันหนึ่งได้เห็นพระผู้มีพระภาคพระนามว่า
อโนมทัสสี
เมื่อได้สังเกตุดูพระพุทธลักษณะแล้ว
ก็แน่ใจว่าเป็น พระพุทธเจ้า
จึงปัดกวาดนำดอกไม้ ๘ กำมาบูชา
แล้วกล่าวสรรเสริญพระญาณของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า
และได้รับพยากรณ์ ว่า
จะเป็นผู้ชื่อว่าสาริบุตร
มีปัญญากล้าได้เป็นอัครสาวกของพระโคดมพุทธเจ้า.
ครั้นแล้วได้กล่าวถึงชาติปัจจุบันเล่าประวัติที่
ได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิและได้บวชร่วมกับสหายชื่อโกลิตะ
( พระมหาโมคคัลลานะ )
จนกระทั่งสิ้นอาสวะ ( กิเลสที่ดอง
สันดาน ).
๔.
มหาโมคคัลลานเถราปทาน
(
ข้ออ้างหรือประวัติของพระมหาโมคคัลลาเถระ
)
ข้าพเจ้า ( พระมหาโมคคัลลานะ )
เป็นราชาแห่งนาค ชื่อว่าวรุณะ
ได้เคยถวายอาหารแด่พระ
อโนมทัสสีพุทธเจ้า
พร้อมทั้งพระขีณาสวสาวก
และได้รับพยากรณ์ว่าจะได้เป็นอัครสาวกนามว่า
โกลิตะของพระโคดมพุทธเจ้า.
๕.
มหากัสสปเถราปทาน
(
ข้ออ้างหรือประวัติของพระมหากัสสปเถระ
)
ข้าพเจ้า ( พระมหากัสสป )
ได้ชักชวนญาติมิตรให้ทำการบูชาพระปทุมุตตรพุทธเจ้า
ผู้เสด็จ ดับขันธนิพพานแล้ว
ได้ทำกุศลเป็นอันมาก
ผลดีได้ส่งให้ได้ไปเกิดในสุคติ
และในชาติสุดท้ายได้เกิดในสกุลพราหมณ์
ละสมบัติ ออกบวช
ได้บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘
และอภิญญา ๖.
( หมายเหตุ
: ในคำฉันท์จริง ๆ
พิสดารกว่านี้มาก
ได้ย่อใจความที่สำคัญมาให้เห็นว่า
แต่ละท่านได้บำเพ็ญความดี
ในชั้นแรกก็ไม่มากอะไร
แต่ได้บำเพ็ญความดีต่อ ๆกันมา
จึงได้รับผลดีคือหมดกิเลส
เวลาแสดง ประวัติ ท่านก็ไม่ลืม
ถือว่าความดีเล็ก ๆน้อย ๆ
ที่ทำไว้เป็นครั้งแรกนั้น
เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญยิ่งในประวัติของท่าน
).
๖.
พุทธาปทาน
(
ข้ออ้างหรือประวัติของพระพุทธเจ้า
)
(
ในที่นี้จะนำพุทธาปทานอีกบทหนึ่ง
ซึ่งอยู่ในหน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่
๖ หน้าพระสุตตันตปิฎกเล่มที่
๖ อันมีชื่อว่าปุพพกัมมปิโลติกะ
( ท่อนผ้าเก่าแห่งบุพพกรรม )
ส่วนใหญ่แสดงถึงกรรมชั่วที่พระผู้มีพระภาคเคยทรงทำไว้อันส่งผลร้ายแก่พระองค์
แม้ในพระชาติ สุดท้าย
ซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
ในการเปิดเผยพระประวัติทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่วอย่างตรงไปตรงมา
ว่าเคยทรงทำไว้ทั้งกรรมดีกรรม
ชั่ว เฉพาะเรื่องนี้
จะพยายามถอกความให้ละเอียดเพื่อเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้สนใจทั่วไป).
เรื่องเล่าว่า
พระผู้มีพระภาคอันพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม
ประทับเหนือพื้นศิลาอันน่า
รื่นรมย์ใกล้พระอโนดาด
ตรัสเล่าบุพพกรรม ( กรรมในกาลก่อน
) ของพระองค์ ดังนี้.
"
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
ท่านทั้งหลายจงฟังถึงกรรมที่เราได้ทำไว้แล้ว
เราเห็นภิกษุผู้อยู่ป่ารูป
หนึ่ง จึงได้ถวายผ้าท่อนเก่า
ในกาลนั้นเราได้ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก
ผลแห่งกรรมอันเนื่องด้วยผ้าท่อนเก่านั้น
ได้สำเร็จแม้ในความเป็นพระพุทธเจ้า.
"
"
เราเคยเป็นนายโคบาลในชาติก่อน ๆ
ต้อนแม่โคไปสู่ที่หากิน
เห็นแม่โคดื่มน้ำขุ่นจึงห้ามไว้
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
ในภพสุดท้ายนี้ เรากระหายน้ำ
จึงไม่ได้ดื่มตามต้องการ (
ใช้พระอานนท์ไปตักน้ำ
พระอานนท์ไม่ตัก
กลับมากราบทูลว่า น้ำขุ่น
ต้องตรัสย้ำให้ไปใหม่
พอพระอานนท์ไปตักครั้งที่ ๒
น้ำกลับใส-มหาปรินิพพาน-สูตร ).
"
เราเคยเป็นนักเลงชื่อปุนาลิ
ในชาติก่อน ๆ
ได้กล่าวใส่ความพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า
สุรภิ ผู้มิได้ประทุษร้าย
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
เราจึงท่องเที่ยวไปในนรกสิ้นกาลนาน
เสวยทุกขเวทนาสิ้นพันปีเป็นอันมากด้วย
กรรมที่เหลือนั้น
ในภพสุดท้ายนี้ ก็ถูกใส่ความ
เพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา (
คือนางสุนทริกาเป็นนักบวชหญิงถูกพวกเดียรถีย์
ใช้ให้ทำเป็นบอกใครต่อใครว่าจะไปค้างคืนกับพระสมณโคดม
แล้วไปค้างเสียที่อื่น
รุ่งเช้าก็ทำเป็นเดินทางมาจากเชตวนารามที่
ประทับ พออีก ๒-๓ วัน
พวกเดียรถีย์ก็จ้างนักเลงไปฆ่านางสุนทริกาเป็นเชิงให้เห็นว่านางถูกฆ่า
เพื่อจะปิดปาก คนก็สงสัยว่า
อาจจะจริง
แต่พระราชาส่งราชบุรุษสืบดูตามร้านสุรา
ก็จับพวกนักเลงได้
และลงโทษผู้จ้างด้วยในที่สุด ).
"
เพราะกล่าวใส่ความพระสาวกของพระสัพพาภิภูพุทธเจ้า
มีนามว่านันทะ
เราจึงท่องเที่ยวไป ในนรก
ตลอดกาลนานหลายหมื่นปี
เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ถูกใส่ความมาก.
ด้วยกรรมที่เหลือนั้น
นางจิญจมาณวิกา จึงได้ใส่
ความเราด้วยคำไม่จริงต่อหน้าหมู่ชน
(
นางจิญจมาณวิกาซึ่งเป็นนักบวชสตรี
ถูกพวกเดียรถีย์ใช้ให้ทำอุบายเป็นว่ามีครรภ์กับพระ
พุทธเจ้า
โดยเอาไม้ผูกไว้ที่ท้อง
แกล้งด่าประจานพระผู้มีพระภาคในที่ประชุมชน
แต่เผอิญไม้ที่ผูกไว้หลุดตกลงมา
จึงถูกประชา ทัณฑ์
และถึงแก่ความตายในที่สุด
ซึค่งอรรถกถาธรรมบทใช้คำว่า
ถูกธรณีสูบตาย
ภายหลังที่ถูกประชาชนลงโทษแล้ว ).
"
เราได้เคยเป็นพราหมณ์ผู้มีความรู้
( ผู้ได้สดับ ) มีผู้เคารพสักการะ
สอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐
ได้ใส่ความภิมฤษีผู้มีอภิญญา ๕
มีฤทธิ์มาก ผู้มาในที่นั้น
โดยกล่าวกะศิษย์ทั้งหลายว่า
ฤษีนี้เป็นผู้บริโภคกาม
มาณพทั้งหลาย
ก็พลอยชื่นชมไปกับเรา
เมื่อไปภิกขาจารในสกุลก็เที่ยวกล่าวแก่มหาชนว่า
ฤษีนี้เป็นผู้บริโภคกาม.
ด้วยผลของกรรมนั้น ภิกษุ ๕๐๐
เหล่านี้ ทั้งหมด
ก็พลอยถูกใส่ความไปด้วยเพราะเหตุแห่งนางสุนทริกา
(
เมื่อมีข่าวว่านางสุนทริกาถูกฆ่าตาย
ชาวเมืองก็ เข้าใจว่า
พระภิกษุทั้งหลายมีส่วนในการฆ่าปิดปาก
จึงพากันด่าว่าเมื่อแลเห็นภิกษุทั้งหลาย.
เมื่อพระราชาทรงสืบทราบและให้ลง
โทษผู้ฆ่าแล้ว เรื่องจึงได้สงบ ).
"
ในกาลก่อน
เราได้เคยฆ่าน้องชายต่างมารดาเพราะเหตุแห่งทรัพย์
ผลักลงไปในซอกเขา เอา หินทุ่ม
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
เทวทัตจึงเอาหินทุ่มเรา
สะเก็ดหินมาถูกหัวแม่เท้าเรา.
"
ในกาลก่อน
เราเป็นเด็กเล่นอยฅู่ในทางใหญ่
เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
จึงเผาสิ่งต่าง ๆ ขวาง ทางไว้
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
ในภพสุดท้ายนี้
เทวทัตจึงส่งคนเพื่อให้ฆ่าเรา.
"ในกาลก่อนเราได้เป็นนายควาญช้าง
ไสช้างให้ไล่กวดพระปัจเจกพุทธเจ้า
ผู้เที่ยวไปเพื่อ บิณฑบาต
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
ช้างนาฬาคิริ ดุร้าย เมามัน
จึงวิ่งเข้ามาหาเรา ( เพื่อทำร้าย
) ในนครอันประเสริฐ
ซึ่งมีภูเขาเป็น คอก (
คือในกรุงราชคฤห์ ซึ่งมีภูเขา ๕
ลูกแวดล้อม
จึงมีนามว่านครที่มีภูเขาล้อมเป็นคอก
),
"เราได้เคยเป็นพระราชา
เป็นหัวหน้าทหารเดินเท้า
ได้ฆ่าบุรุษหลายคนด้วยหอก
ด้วยผลแห่ง กรรมนั้น
เราได้หมกไหม้อย่างหนักในนรก
ด้วยผลที่เหลือแห่งกรรมนั้น
สะเก็ดแผลที่เท้าของเราก็กลับกำเริบ
เพราะกรรมยังไม่ หมด.
"เราเคยเป็นเด็กชาวประมง
ในหมู่บ้านชาวประมง
เห็นชาวประมงฆ่าปลาก็มีความชื่นชม
ด้วย ผลแห่งกรรมนั้น
เราจึงเกิดเจ็บที่ศรีษะ
ในขณะที่วิฏฏภะ ( วิฑูฑภะ )
ฆ่าพวกศากยะ ( วิฑูฑภะฆ่าพวกศากยะ
เพราะโกรธว่า
ดูหมิ่นเอาน้ำนมสดล้างที่นั่ง
เมื่อคราวที่ตนไปเยี่ยมญาติ ณ
กรุงกบิลพัสดุ์.
วิฑูฑภะเป็นโอรสพระเจ้าปเสนทิโกศล
และนาง วาสภขัตติยาผู้เป็นบุตรี
เกิดจากนางทาสีของมหานามศากยะ.
คณะกษัตริย์ศากยะเลือกส่งมาถวายพระเจ้าปเสนทิเมื่อคราวทรงขอ
อภิเสกกับนางกษัตริย์ศากยะ ).
"เราได้เคยบริภาษ ( ด่าโดยอ้อม
)
พระสาวกในพระธรรมวินัยของพระผุสสพุทธเจ้าว่า
ท่านจง
เคี้ยวจงกินข้าวเหนียวเถิด
อย่ากินข้าวสาลีเลย.
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
เราเลยต้องบริโภคข้าวเหนียวอยู่
๓ เดือน ในเมื่อพราหมณ์
นิมนต์ไปอยู่ในเมืองเวรัญชรา (
พราหมณ์นิมนต์ไปจำพรรษาแล้วลืมถวายอาหาร
ได้อาศัยพวกพ่อค้าม้าถวายข้าวแดง
อาจเป็นข้าว
เหนียวแดงที่สำหรับให้ม้ากิน ).
"ในสมัยที่ไม่มีพระพุทธเจ้า
เราได้เคยทำร้าย๑บุตรแห่งนักมวยปล้ำ
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
เราจึงเกิดเจ็บที่หลัง.
"เราได้เคยเป็นหมอ ( แกล้ง )
ถ่ายยาบุตรแห่งเศรษฐี (
คงเป็นการถ่ายอย่างแรงถึงแก่ชีวิต
). ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
เราจึงลงโลหิต ( โรคปักขันทิกะ ).
"เราเป็นผู้ชื่อว่าโชติปาละ
ได้เคยกล่าวกะพระสุตตพระรามนามว่ากัสสปะ
การตรัสรู้เป็นของได้ โดยยาก
ท่านจะได้จากควงไม้โพธิที่ไหนกัน.
ด้วยผลแห่งกรรมนั้น
เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมากสิ้นเวลา
๖ ปี ต่อจาก
นั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้
เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น
ได้แสวงหาโดยทางที่ผิด
เพราะถูกกรรมเก่าทวงเอา.
"เราสิ้นบุญและบาปแล้ว
เว้นแล้วจากความเดือดร้อนทั้งปวง
ไม่มีความโศก ไม่มีความคับ แค้น
ปราศจากอาสวะ จักปรินิพพาน. "
(
เป็นอันว่าได้แสดงตัวอย่างในอปทาน
พอให้ท่านผู้อ่านได้เห็นว่า
มีรายละเอียดอย่างไร ).
จบพระไตรปิฎก
เล่มที่ ๓๒ ชื่อขุททกนิกาย
อปทาน
ภาคที่ ๑
'๑' .
มลฺลปฺต์ตํ นิเสธยึ โดยปกติคำว่า
นิเสธ แปลว่า ห้าม, กั้น, กีดกัน,
ผลัก, และแปลว่า ต่อสู้หรือทำ
ให้แพ้ก็ได้ |