|
พระสูตร
เขมาเถรีสูตร [๗๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ไกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระเขมาภิกษุณีเมื่อเที่ยวจาริกไปในแคว้นโกศล เข้าอยู่ ณ ที่โตรณวัตถุ ในระหว่างพระนครสาวัตถีกับเมืองสาเกต ครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จออกจากเมืองสาเกตจะไปยังพระนครสาวัตถี ประทับแรม ๓ ราตรี ที่โตรณวัตถุ ระหว่างพระนครสาวัตถีกับเมืองสาเกต ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาตรัสว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปดูให้รู้ว่า ณ ที่โตรณวัตถุ มีสมณะหรือพราหมณ์ ซึ่งสมควรที่เราจะพึงเข้าไปหา ณ วันนี้หรือไม่ ราชบุรุษนั้นทูลรับพระดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว เที่ยวไปยังโตรณวัตถุจนทั่ว ก็ไม่ได้พบเห็นสมณะหรือพราหมณ์ซึ่งสมควรที่พระเจ้าปเสนทิโกศลจะพึงเสด็จเข้าไปหา [๗๕๓] ราชบุรุษนั้นได้พบพระเขมาภิกษุณี ซึ่งเข้าอาศัยอยู่ที่โตรณวัตถุ ครั้นพบแล้วได้เข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่โตรณวัตถุ ไม่มีสมณะหรือพราหมณ์ ซึ่งสมควรที่พระองค์จะพึงเสด็จเข้าไปหาเลย มีภิกษุณีนามว่าเขมา เป็นสาวิกาของพระผู้มีภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น และพระแม่เจ้านั้นมีกิตติศัพท์อันงามฟุ้งขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า พระแม่เจ้าเขมาภิกษุณีเป็นบัณฑิตเฉียบแหลมมีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำไพเราะ มีปฏิภาณเป็นอย่างดี ขอเชิญพระองค์เสก็จเข้าไปหาพระแม่เจ้านั้นเถิด ขอเดชะ [๗๕๔]
ครั้งนั้นแล
พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปหาพระเขมาภิกษุณีถึงที่อยู่ทรงไหว้พระเขมาภิกษุณีแล้ว
ประทับอยู่ ณ
ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ตรัสถามพระเขมาภิกษุณีว่า
ข้าแต่พระแม่เจ้า
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเกิดอีกหรือหนอ [๗๕๕] ป. เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกหรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมไม่เกิดอีกหรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มีหรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ เมื่อข้าพเจ้าถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้หรือ ท่านก็ตอบว่า ขอถวายพระพร แม้ปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ข้าแต่พระแม่เจ้า อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์นี้ [๗๕๖]
ข. ถวายพระพร ถ้าอย่างนั้น
อาตมภาพจักขอย้อนถามมหาบพิตรในปัญหาข้อนี้บ้าง
ปัญหาข้อนั้นพอพระทัยมหาบพิตรอย่างใด
มหาบพิตรพึงทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นอย่างนั้นเถิด
ขอถวายพระพร
มหาบพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
มหาบพิตรมีนักคำนวณ นักประเมิน
หรือนักประมาณไร ๆ
ซึ่งสามารถจะคำนวณทรายในแม่น้ำคงคาว่า
ทรายมีประมาณเท่านี้
หรือว่ามีทรายเท่านี้ร้อยเม็ด
หรือว่ามีทรายเท่านี้พันเม็ด
หรือว่ามีทรายเท่านี้แสนเม็ด
หรือไม่ [๗๕๗]
ข. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร
บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์
พึงบัญญัติด้วยรูปใด
รูปนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว
กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง
ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี
ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา
ดูกรมหาบพิตร
พระตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป
เป็นของลึก ประมาณไม่ได้
หยั่งถึงได้โดยยาก
ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเกิดอีกก็ดี
ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี
ย่อมเกิดและไม่เกิดอีกก็ดี
ย่อมเกิดอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี
ย่อมไม่ควร
เมื่อบุคคลบัญญัติสัตว์
พึงบัญญัติด้วยเวทนาใด...
เมื่อบัญญัติสัตว์
พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด...
เมื่อบัญญัติสัตว์
พึงบัญญัติด้วยสังขารใด...
เมื่อบัญญัติสัตว์
พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด
วิญญาณนั้นอันพระตถาคตละได้แล้ว
ตัดรากขาดแล้ว
กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง
ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี
ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา
ดูกรมหาบพิตร
พระตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ
เป็นของลึก ประมาณไม่ได้
หยั่งถึงได้โดยยาก
ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า
สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเกิดอีกก็ดี
ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี
ย่อมเกิดและไม่เกิดอีกก็ดี
ย่อมเกิดอีกก็หามิได้
ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี
ก็ย่อมไม่ควร [๗๕๘]
สมัยต่อมา
พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ทรงอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว
ประทับ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
[๗๕๙]
พ. ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้น
อาตมภาพจักขอย้อนถามมหาบพิตรในปัญหาข้อนั้นบ้าง
ปัญหาข้อนั้นพอพระทัยมหาบพิตรอย่างใด
มหาบพิตรพึงทรงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นอย่างนั้นเถิด
[๗๖๐] พ. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยรูปใด รูปนั้นอันตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร ตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นรูป เป็นของลึก ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทร ฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ย่อมไม่ควร บุคคลเมื่อจะบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยเวทนาใด... เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสัญญาใด...เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยสังขารเหล่าใด.. เมื่อบัญญัติสัตว์ พึงบัญญัติด้วยวิญญาณใด วิญญาณนั้นอันตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว กระทำให้ไม่มีที่ตั้ง ดุจตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรมหาบพิตร ตถาคตพ้นจากการบัญญัติว่าเป็นวิญญาณ เป็นของลึกประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก ดุจมหาสมุทรฉะนั้น คำว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเกิดอีกก็ดี ย่อมไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกและไม่เกิดอีกก็ดี ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ก็ย่อมไม่ควร [๗๖๑]
ป. อัศจรรย์จริง พระเจ้าข้า
ไม่เคยมี พระเจ้าข้า
ในข้อที่อรรถกับอรรถ
พยัญชนะกับพยัญชนะ
ของพระศาสดากับของสาวิกา
ย่อมเทียบกันได้ สมกันได้
ไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
สมัยหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้า
ได้ไปหาพระเขมาภิกษุณี
ไต่ถามความข้อนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว
แม้แม่เจ้ารูปนั้น
ก็ได้พยากรณ์ความข้อนี้ด้วยบทเหล่านี้
ด้วยพยัญชนะเหล่านี้
แก่ข้าพระพุทธ เจ้า
ดุจพระผู้มีพระภาคเหมือนกัน
น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า
ไม่เคยมีพระเจ้าข้า
ในข้อที่อรรถกับอรรถ
พยัญชนะกับพยัญชนะ ของพระศาสดา
กับของสาวก ย่อมเทียบกันได้
สมกันได้
ไม่ผิดเพี้ยนในบทที่สำคัญ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระพุทธเจ้ามีกิจมาก
มีกรณีย์มาก ถ้ากระไร
จึงทูลลาไปในบัดนี้ |