|
พระสูตร
ตตถสูตร [๕๐๑]
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ลัทธิของเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้
ถูกบัณฑิตไต่ถาม
ซักไซ้ไล่เลียงเข้า
ย่อมอ้างลัทธิสืบ ๆ มา
ตั้งอยู่ในอกิริยาทิฏฐิ ๓ อย่าง
ทิฏฐิ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น
พวกที่มีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์
หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่บุคคลเสวยนั้น
ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ
เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์พวกนั้น
แล้วถามอย่างนี้ว่า
ได้ยินว่าพวกท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์
หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่บุคคลเสวยนั้น
ล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุจริงหรือ
ถ้าสมณพราหม์พวกนั้น
ถูกเราถามอย่างนี้แล้ว
ปฏิญญาว่าจริง
เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น
เพราะกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ
ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าส้ตว์
จักต้องลักทรัพย์
จักต้องประพฤติธรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์
จักต้องพูดเท็จ
จักต้องพูดคำส่อเสียด
จักต้องพูดคำหยาบ
จักต้องพูดคำเพ้อเจ้อ
จักต้องมากไปด้วยอภิชฌา
จักต้องมีจิตพยาบาท
จักต้องมีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น
พวกที่มีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์
หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่บุคคลเสวยนั้น
ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ของอิสรชน[อิศวร]เป็นเหตุ
เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์
แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า
ท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์
หรืออทุกขมสุขอย่างใด
อย่างหนึ่ง ที่บุคคลเสวยนั้น
ล้วนแต่มีการสร้างสรรค์ของอิสรชน[อิศวร]เป็นเหตุ
จริงหรือ
ถ้าสมณพราหม์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว
ปฏิญญาว่าจริง
เราก็กล่าวกะเขาว่า
ถ้าเช่นนั้นเพราะการสร้างสรรค์ของอิสรชน[อิศวร]เป็นเหตุ
ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าส้ตว์
ฯลฯ จักต้องมีความเห็นผิด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บรรดาสมณพราหมณ์ทั้ง ๓ พวกนั้น
พวกที่มีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์
หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่บุคคลเสวยนั้น
ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้
เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์
แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า
ท่านทั้งหลายมีวาทะอย่างนี้
มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุข ทุกข์
หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่บุคคลเสวยนั้น
ล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้จริงหรือ
ถ้าสมณพราหม์พวกนั้นถูกเราถามอย่างนี้แล้ว
ปฏิญญาว่าจริง
เราก็กล่าวกะเขาว่า ถ้าเช่นนั้น
เพราะหาเหตุหาปัจจัยมิได้
ท่านทั้งหลายจักต้องฆ่าส้ตว์
ฯลฯ จักต้องมีความเห็นผิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลัทธิของเดียรถีย์ ๓ อย่างนี้ ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงเข้า ย่อมอ้างถึงลัทธิสืบ ๆ มา ตั้งอยู่ในอกิริยาทิฏฐิ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ส่วนธรรมที่เราแสดงไว้นี้แล
คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง
ไม่ถูกติ
ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้
ก็ธรรมที่เราแสดงไว้แล้วคนอื่นข่มขี่ไม่ได้
ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ
ไม่ถูกคัดค้าน
โดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ เป็นไฉน ธาตุ
๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง
ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้าน
โดยสมณพราหมณ์ผู้รู้
นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล
เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น
ก็คำว่าธรรมที่เราแสดงไว้ว่า ผัสสายตนะ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผัสสายตนะ ๖ เหล่านี้ คือ อายตนะเป็นเหตุแห่งผัสสะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า ผัสสายตนะ ๖ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้ ก็คำว่าธรรมที่เราแสดงไว้ว่า มโนปวิจาร ๑๘ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเห็นรูปด้วยตาแล้ว ย่อมเข้าไปไตร่ตรองรูป อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส เข้าไปไตร่ตรองรูป อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส เข้าไปไตร่ตรองรูป อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา ฟังเสียงด้วยหู... ดมกลิ่นด้วยจมูก... ลิ้มรสด้วยลิ้น... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ย่อมเข้าไปไตร่ตรองธรรมารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งโสมนัส เข้าไปไตร่ตรองธรรมารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งโทมนัส เข้าไปไตร่ตรองธรรมารมณ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขา เพราะอาศัยคำที่เราได้กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมที่เราแสดงไว้ว่า มโนปวิจาร ๑๘ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้ ฉะนั้น เราจึงได้กล่าวไว้ดังนี้
ก็คำว่าธรรมที่เราแสดงไว้ว่า
อริยสัจ ๔ คนอื่นข่มขี่ไม่ได้
ไม่มัวหมอง ไม่ถูกติ
ไม่ถูกคัดค้านโดยสมณพราหมณ์ผู้รู้
นี้เราได้กล่าวไว้แล้วเช่นนี้แล
เพราะอาศัยอะไรจึงได้กล่าวไว้ดังนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะถือมั่นธาตุ ๖
สัตว์จึงลงสู่ครรภ์
เมื่อมีการลงสู่ครรภ์
จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย
จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย
จึงมีเวทนา เราบัญญัติว่า
นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์
นี้ความดับทุกข์
นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์แก่บุคคลผู้เสวยเวทนาอยู่
|